แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนที่ต้องทำงานด้วย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนที่ต้องทำงานด้วย แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

ฝนฟ้า พายุงาน เรื่องสะท้านใจ

วันนี้ฝนตกแรง ฟ้ามืด แตกต่างจากครั้งอื่นๆ ฝนสาดแรงผ่านระเบียงที่กว้างสักเมตรครึ่งมาโดนกระจกทีเดียว ต้นไม้ได้น้ำฉ่ำเย็น แต่ผ้าที่ตากไว้เปียกจนไม่เก็บเข้าบ้าน ตากไว้รอแดดวันพรุ่งนี้หากฟ้าไม่สั่งฝนให้ตกถล่มทลายเหมือนในวันนี้...

เป็นการเกริ่นย่อหน้าแรกที่ยาวที่สุด และไม่มีคำว่า "ฉัน" ในย่อหน้านั้นเลย

   
           ฝนตกแดดไม่ออก นกกระจอกไม่รู้อยู่ไหน
        ชักงงว่าทำไม ฉันจึงได้แต่แต่งกลอน
        ตืื่นนอนมีความสุข รู้สึกสนุกไม่ต้องซ่อน
        ใครทุกข์ฉันขอวอน มิได้สอนจงนอนไป


          ฝนยังตกพรำพรำ ละอองน้ำหยาดสวยใส
           สดชื่นรื่นฤทัย ต้นไม้ออกดอกใบงาม
           ม่านไม้ใกล้ความจริง เดปฉันยิ่งวิ่งไล่ตาม
           กล้วยไม้ออกดอกสาม ถ้าใครถามไว้บูชา


           พระพิฆเนศมี ได้เป็นศรีกิจการค้า
           ขอพรพระเจ้าขา ถ้าหนังสือฉันขายดี
           พวกเรากำมะหยี่ แสนยินดีชี้ช่องนี้
           ให้น้องรุ่นหลังที่ พิมพ์เรื่องดีเพื่อคนไทย


ฉันอยากพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนจะเริ่มงานหนัก ซึ่งไม่แน่ว่าจะหนักทางกายและใจเหมือนคราวก่อน แต่ที่แน่ๆ หนนี้ "หนักใจ" การเมืองในการทำงาน ทำให้ต้องใช้สมอง ต้องคิดให้รอบ ให้ครอบ ยิ่งทำงานกับคนฉลาดยิ่งเหนื่อย แต่ก็เป็นการเหนื่อยที่สร้างสรรค์ ได้ฝึกฝนตัวเองให้เก่งขึ้น สุขุมขึ้น และรอบคอบขึ้น ไม่แค่นั้น คราวนี้มีผู้ร่วมงานใหม่ที่รู้จักมาเก่าก่อนตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย คนที่มี "คดี" กันมาแต่หนหลัง ตอนนี้ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว แต่ก็เกรงว่าการทำงานประสานกันในช่วง 2 เดือนหรืออาจจะติดพันยาวไปกว่านั้น หากหาคนทำต่อจากฉันไม่ได้ เมื่อฉันไม่ได้รู้สึกอะไร ก็ไม่อาจทำอะไรฉันได้ แต่ฉันก็ไม่รู้ ว่าคนนั้นจะยัง "รู้สึก" อะไรกับฉันรึเปล่า เรื่องมันจบไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร ยังไงแล้วความทรงจำของการเป็น "นักวิ่งขาสวย" ก็ทำให้ยิ้มในใจแสดงออกมา

ตั้งแต่จบงานคราวก่อน "นาย" ให้เกียรติฉันมากกกกก (จนเกินไป) ชมทุกครั้งที่พูดคุยกับคนอื่น มากจนทำให้ฉันสงสัย นายเองก็สงสัยในพฤติกรรมของฉันที่เปลี่ยนไป ที่ผ่านมาฉันเป็นเด็กคนหนึ่งที่ไม่พูดไม่จากับใครๆ นั่งเล่นคอมหรือร้องเพลง...แค่นั้น แต่เมื่อการงานบังคับ ฉันก็เริ่มทำในสิ่งที่คนอื่นๆ เขาทำกันซึ่งก็คือ การเข้าสังคม เมื่ออยู่ดีๆ ฉันก็ลุกขึ้นมาคุยกับคนนั้นคนนี้ สนิทสนมดั่งคนมนุษย์สัมพันธ์ดี เข้ากับคนได้ทุกระดับ ไปกับคนนั้นคนนี้ ภาพที่ดูออกมาก็ไม่แคล้ว "ไม่ค่อยดี" อย่างที่คนชอบมองกัน

เมื่อคืนนี้เองที่คุยกับรุ่นพี่สมัยเรียนคนหนึ่ง "ผู้ชายเค้าก็รู้กันมานานแล้วเรื่อง social networking" แน่ล่ะ ทำไมฉันจะไม่รู้ แต่ผู้หญิงกับผู้ชายก็ไม่มีวันเท่าเทียมกันอยู่ดี ผู้ชายเข้าสังคมเป็นเรื่องดี ผู้หญิงเที่ยวกลางคืน กินเหล้า สูบบุหรี่ ดูดีที่ไหน คนใกล้ตัวฉันไม่เข้าใจ และก็คงไม่มีวันเข้าใจ ป่วยการที่จะคอยอธิบาย เหมือนๆ กับหลายๆ การกระทำที่ไม่ได้เป็นอย่างที่คนอื่นเข้าใจ ยิ่งพยายามอธิบายก็ยิ่งเหมือนเป็นการแก้ตัว คิดซะว่ามันเป็นระบบคัดกรองตามธรรมชาติ ดีซะอีก ใครที่เข้าใจฉันก็คงเป็นคนที่คู่ควรให้ฉันคบหาเสวนาด้วยฉันยังจำสายตาของคนที่มีโอกาสเข้าไปอยู่ในส่วนลึกของจิตใจฉันได้แจ่มชัด "ไม่ไปได้ไงล่ะ ได้ลงไทยรัฐสองครั้งก็เพราะพี่เค้าเนี่ยแหละ" ดูท่าฉันจะเป็นผู้หญิงที่รักสนุก เที่ยวไปวันๆ หาสาระอะไรไม่ได้ คล้ายจะว่างานที่ฉันทำอยู่ ทำเป็นหน้าตา ทำเพื่อให้  "มีอะไรทำ" ไม่น่าเชื่อว่าคนฉลาดปราดเปรื่องอย่างเขาคนนั้นจะมองฉันตื้นเพียงแค่นี้ น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้ใช้เหตุผลเพียงพอที่จะให้ใจ ให้ความรู้สึกกับใครบางคนที่มองฉันลึกลงไปกว่าเรื่องเปลือกหรือสิ่งที่ใครๆ ทั่วๆ ไปเขามองกัน ออกจะน่าผิดหวังที่คนที่ฉันแคร์มองฉันเพียงเท่านั้น 

ฉันเขียนข้อความในหนังสือที่เขาซื้อจากฉันว่า 

"สิ่งที่สำคัญไม่อาจมองเห็นได้ด้วยดวงตา" 

และปฏิกิริยาที่เขาประหลาดใจก็ทำให้ฉันรู้สึกดี หวังว่าวันหนึ่ง เขาจะเลิกปฏิเสธตัวเอง ยอมละเหตุผลที่กดทับอารมณ์ความรู้สึกศิลปินของเขา ได้ปลดปล่อยให้ได้สุข ได้ยิ้มจากใจ หลายๆ เสียงเตือน เขาเหมาะจะเป็นเพื่อนเป็นพี่ ไม่ใช่คนรัก ความเห็นล่าสุด "เขาเป็นคนจับจด" ฉันไม่แน่ใจขนาดที่ต้องไปดูความหมายของคำว่าจับจดอีกครั้ง เขาคนนั้น คนที่ฉันประทับใจไม่ได้เป็นคนแบบนั้นสักหน่อย 

ฉันยังจำครั้งแรกที่พี่คนหนึ่งแนะนำให้ฉันรู้กับเขาได้เหมือนเป็นภาพที่เกิดเมื่อวาน ผู้ชายสองคนเดินมานั่งที่เคานเตอร์บาร์ คนหนึ่งเพิ่งเลิกกับภรรยา และสาปส่งว่า "ไม่เอาอีกแล้ว" ณ เวลานั้นฉันไม่รู้หรอกว่า เวลานี้เขามีแฟนที่น่ารักและก็ดูเป็นคู่ที่เหมาะกันมากๆ ส่วน "เขา" ที่อยู่ในใจฉัน นั่งลงด้วยสายตาเคร่งเครียด กลุ้มใจเรื่องแฟน ถ้าไม่ทะเลาะกันในหนึ่งเดือนก็จะแต่งงานแล้ว ผู้ชายคนนี้น่าสนใจ แตกต่างจากคนอื่นๆ ที่มาที่ร้านนี้ เขาไม่ได้มาเฮฮาไร้สาระ มาเจอเพื่อนๆ แต่ก็แบกเอาความกลุ้มใจเรื่องส่วนตัวมาด้วยฉันคงไม่ได้รักเขาหรอก เพราะรู้ทันทีว่าประทับใจในส่ิงที่เขาพูดถึงแฟน 

แต่เขาคนนั้นก็อยู่ในความคิดคำนึงของฉันตลอดมา 

จนกระทั่งฉันได้มาเจอเขาอีกครั้งและก็ถามด้วยความสงสัยว่า ไม่ทะเลาะกันเดือนนึงรึยัง กลับได้คำตอบว่า "เลิกกันไปแล้ว" ณ เวลานั้น ฉันก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาหรอก แค่จำได้ เห็นบุคลิกที่โดดเด่นอย่างที่ว่า และตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา เมื่อใดที่ฉันได้เห็นเขาในอารมณ์นั้นอีก อารมณ์ที่ใช้ความคิด กังวลใส่ใจอยู่กับเรื่องใดๆ ก็เป็น "เขา" คนที่ฉันประทับใจเสมอมาแม้กระทั่งวันนี้ 

เวลาผ่านมานานแสนนาน เขาเปลี่ยนไป...

นานๆ ครั้งที่ฉันจะได้เห็นเขาในอารมณ์นั้น และทุกครั้งที่เห็นเขาในอารมณ์นั้น ฉันก็อยากเข้าไปคุย เข้าไปแบ่งเบาปัญหาหนักอก เข้าไปร่วมรับรู้ และนั่นคือความสุขที่ฉันได้จากเขา นอกเหนือจากเพียงครั้งเดียว เพียงครั้งเดียวจริงๆ ที่เขาบอกว่า รักฉัน และไม่ได้รักอย่างน้องสาว และเป็นคำตอบเดียวที่ฉันไม่ได้ถาม แค่คำว่า "พี่XXรักYY พี่XXรักYY" สองครั้งติดต่อกัน ก็ทำให้ฉันมีความสุขที่สุดแล้ว มันคงเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง ที่เขาได้ให้กับฉัน ซึ่งฉันเชื่อว่ามันจะลบล้างสิ่งระคายเคืองใจใดๆ ที่เขามีส่วนทำให้เกิดในใจฉันทั้งหมดความสุขเมื่อนานๆ เกิดทีก็มีค่าเหมือนๆ กับดอกไม้ประจำตัวฉัน ดอกจันทร์กะพ้อที่ใครๆ ว่าหอมเหลือเกิน ปลูกหลายปีถึงจะออกดอก ฉันเองยังไม่เคยได้มีโอกาสเห็นดอกไม้นี้จริงๆ เสียที คงเป็นอีกหนึ่งความสุขใจที่ฉันหวังจะได้รับในชีวิตนี้

เมื่อก่อน ฉันเป็นเจ้าสาวที่กลัวฝน และเมื่อโดนฝนเปียกปอนผ่านพายุมาแล้ว ฉันก็ไม่กลัวฝนอีกแล้ว เพราะสิ่งที่ได้รับหลังจากฝนตก มันคุ้มค่าแก่การรอคอยและไขว่คว้าฝนหยุดตกแล้ว ฟ้าหม่นเพราะถึงเวลา แสงแดดจางๆ เห็นผ่านหมู่เมฆเป็นเส้นบางๆ พาดผ่านตึกสูงรอบๆ ระเบียง แสงสะท้อนจากตึกที่อยู่ถัดออกไปทำให้ภาพที่เห็นในวันนี้แปลกตากว่าวันอื่นๆ อากาศเย็นแม้ฉันจะใส่เสื้อแขนยาวก็ไม่ทำให้ร้อนจนเหงื่อออก ช่างแตกต่างจากวันที่เตรียมแต่งตัวออกข้างนอก แม้ยังเปลือยเปล่าแต่เม็ดเหงื่อก็ผุดขึ้นจนชื้นเต็มหลังวันนี้ฉันจะไปที่ใหม่ เจอคนใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง แต่การผจญภัยน้อยๆ ที่จะเกิดขึ้นนี้ก็ทำให้ชีวิตตื่นเต้นได้เหมือนกัน

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ที่ใกล้จะเกิดขึ้น

วันนี้ฉันสมัครเป็นกรรมการควบคุมดูแลการบริหารงานของนิติบุคคล เข้าใจว่าฉันคงได้แน่ๆ เพราะตอนนี้มีอยู่ 2 หน่อ!

ปีที่แล้ว คนสมัครกันร่วมสิบ แต่ตอนนั้นฉันยังกล้าๆ กลัวๆ จะหาเรื่องใส่ตัวรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่หลังจากการเลือกตั้งครั้งนั้น ฉันก็โผล่พรวดสมัครเป็นผู้จัดการนิติบุคคลซะนี่ แต่ก็แอบดีใจที่ไม่ได้ เพราะดูแล้วถ้าบริษัทที่รับบริหารงานอยู่แล้วรับหน้าที่เป็นผู้จัดการนิติบุคคลด้วยโดยไม่เรียกร้องผลประโยชน์เพิ่มเติม ฉันก็ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงคุกตารางให้ยุ่งยาก ช่วงนั้นน่ะ ฉันนั่งอ่านพรบ.อาคารชุดอย่างขะมักเขม้นเชียวล่ะ

การเป็นเพียงกรรมการควบคุม ทำให้ทราบเรื่องราวการทำงานของนิติบุคคล ปีที่ผ่านมา ห้องฉันไม่มีปัญหาให้ต้องซ่อมต้องดูแล มีเพียงปัญหาส่วนรวมที่ฉันก็เห็นว่าคนทำงานก็แก้ไปตามหน้าที่ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม คราวนี้ ฉันคงมาดูเรื่องค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นหรือพิจารณาวิธีหารายได้เพิ่ม ตลอดจนให้เจ้าของร่วมได้มีโอกาสใช้ทรัพยากรที่มีได้อย่างคุ้มค่า

แต่ฉันก็อดหวั่นใจไม่หาย... เรื่องที่ฉันจะเรียกร้องเป็นเรื่องที่ฉันจะได้ประโยชน์โดยตรง ซึ่งคนปกติเขาไม่ทำกัน ประมาณว่า น่าเกลียด ต้องให้คนอื่นเอ่ยปาก 

เฮ้อ ฉันล่ะรำคาญเสียเหลือเกิน ไอ้การที่ต้องมาทำเป็นไม่อยากรู้ ไม่อยากดัง ไม่อยากร้อง ไม่อยากอวด เพื่อให้ขั้นตอนมันยาวขึ้น ดูไม่น่าเกลียด!!

เมื่อมีคนสมัครเป็นกรรมการแค่สองหน่อ จากที่ต้องมีอย่างน้อยสักเจ็ดคน ฉันก็เสนอความเห็นว่า ก็คงต้องมีเบี้ยประชุมให้กรรมการ ค่าเสียเวลาซักนิด ไม่ใช่ว่าใครเสียสละเพื่อส่วนรวม คนอื่นๆ จะไม่แม้เพียงแสดงออกสักเล็กน้อยว่าขอบคุณที่มาดูแล "บ้าน" แทนเขาเหล่านั้น ซึ่งถ้าฉันเป็นคนพูด...ก็จะน่าเกลียด

แต่นั่นคือหน้าที่ใหม่...

ส่วนอาชีพใหม่ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาของฉัน ว่าจะได้เป็นคุณนายกินค่าเช่า หรือออกทุนให้เปิดร้านอาหาร เหนื่อยพร้อมๆ ไปกับการลุ้นว่าจะคุ้มดอกเบี้ยที่นำมาลงทุนรึเปล่า เดือนสองเดือนนี้เป็นอันรู้กัน

ที่แน่ๆ ตอนนี้ฉันขู่คนดูแล ซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่ห้องเรียบร้อยแล้ว เขาเองก็เคยจัดการปัญหาพิสดารพันลึกของห้องน้ำฉันไปครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้คุณนายละเอียดจะจ่ายเงิน รับรอง ถ้าฉาบปูนไม่เรียบ ปูกระเบื้องไม่เสมอ ได้โดนทำใหม่ทั้งห้องและสัญญาแน่นอน ส่วนเงินมัดจำอย่าได้คิดว่าจะริบเงินฉันได้นะ ถ้ามันเป็นความบกพร่องของฝั่งผู้ขาย 

ว่าแล้วก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังบ้าอำนาจแล้วเหมือนกันเนี่ย

ฉันเริ่มหาผู้ช่วยได้บ้างแล้ว กำลังจะคุยกันในรายละเอียด ถ้างานเป็นไปอย่างที่คาด ฉันคงได้เกี่ยวข้องกับคนอีกหลายคนทีเดียว ช่วงที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำเป็นช่วงที่ฉันได้เรียนรู้และลงทุนอย่างที่คิดว่าควรจะเป็นจริงๆ 

ชีวิตดูน่าจะตื่นเต้นกว่าตอนเศรษฐกิจดีด้วยซ้ำไป

ก็บอกแล้วไง...ฉันน่ะโชคดีในเรื่องที่ใครๆ ว่าร้าย!

ดาวในภพมรณะทั้งสองดวงมาตกภพปุตตะของฉันไง ปุตตะก็คือเรื่องใหม่ สิ่งใหม่ๆ ดาวบอกว่าฉันจะได้ใช้สติปัญญาทำเรื่องเกี่ยวกับต่างแดน เรื่องขีดเขียน สื่อสาร หรือของมีตำหนิให้เกิดงานใหม่ๆ และอีกไม่นาน ดาวสารพัดดวงก็จะมากระจุกตัวอยู่ในภพปุตตะของฉันเนี่ยแหละ 

เอาให้มันวุ่นไปเลยเนอะ!



วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552

เรื่องของ "งาน"

งานสำนักพิมพ์

สองวันมานี้ ทำงานแบบสบายๆ คล้ายว่าได้ทำจนขีดสุดแล้ว งานก็เริ่มเบาลง มีกำหนดว่าต้องรับต้นฉบับมาอ่านทวน แก้ไขคำโดด สะกดผิด อะไรที่ตกหล่น รอดหูรอดตา ทั้งที่ก็ละเอียดถี่ยิบจนผู้ร่วมงานระอาไป บางที่ก็ล้ำเส้น แต่ฉันถือว่า หน้าที่ประสานงาน คือการประสานให้ทุกอย่างเรียบร้อย เหมือนเป็นเจ้าของโครงการ

งานเมื่อก่อน

สมัยที่เป็นมนุษย์ออฟฟิศ ผู้ร่วมงานจะมีหน้าที่ประจำของแต่ละคน ถ้าทุกคนทำหน้าที่ตัวเองได้ดี ครบถ้วน ถูกต้อง ภายในเวลาที่กำหนด ฉันก็เหนื่อยน้อยหน่อย แค่รับช่วงและส่งต่อให้คนอื่น แต่ถ้าใครโยเย โยกโย้ ยุ่งยาก และสั้นๆ ว่า แย่ ฉันก็ต้องสรุปให้ ทำแทน ตามจิก สุดแล้วแต่รูปแบบการทำงานที่มีปัญหา

งานที่เคยมีคนเปรียบเทียบให้ฟัง

ในหนึ่งโครงการเหมือนเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ ที่มีทั้งเฟืองหลักและน็อตตัวกระจิ๋ว ถ้าน็อตหลุดแม้เพียงจุดเดียว ภาพรวมก็จะไม่สมบูรณ์และมีปัญหาหากเป็นน็อตตัวสำคัญ หากเป็นน็อตตัวเล็กและความสำคัญไม่มาก ก็ไม่ต้องใส่ใจนัก แต่ไอ้คำจำกัดความของคำว่า "สำคัญ" ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และมาตรฐานการทำงานของแต่ละคนก็แตกต่างกัน ไอ้ความแตกต่างของคนนี่แหละที่ทำให้เกิดปัญหาไม่หยุดหย่อน อย่างที่ใครๆ ก็ชอบพูดกันว่า "มากคนมากความ"

งานตกแต่งต่อเติมบ้าน

เมื่อวานก็เพิ่งพูดเรื่องนี้กับพี่ที่ไปทำบุญด้วยกันหยกๆ ว่าคนที่เก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะจะขาดความยืดหยุ่น และคนที่มีความยืดหยุ่นสูงก็จะสามารถเข้ากับคนได้มาก พี่คนนี้ต้องติดต่องานกับคนระดับที่ชาวปะกิตเรียกว่าบลูคอล์ล่า ฉันเคยผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว และให้หัวเสียยิ่งนัก กะอีแค่บอกว่าให้ทำตามแบบ ทาสีให้เหมือนเดิม ถ้าไม่ไปนั่งกำกับ ไม่มีทางได้อย่างที่อยาก อันนี้มันก็ขึ้นอยู่กับความละเอียด หรือเรียกสั้นๆ แบบไม่ต้องถนอมน้ำใจ ว่า ชุ่ย แต่ก็ไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียวหรอก ฉันเองให้มาดูความละเอียดอีกทีก็จะเจอปัญหาทุกครั้งให้ตายเถอะ

เรื่องบ้านนี่ชัดเจนมาก ทาสีไม่เสมอ เลอะบัว กระเบื้องยาไม่เท่ากัน น้ำรั่ว ติดกระจกไม่เนียบ เอียงบ้างล่ะ ผ้าม่านระยะห่างไม่เท่ากัน เย็บไม่ปราณีต ประตูตัดไม้เหลือสั้นไปมีช่องส่วนที่ติดกับพื้นใหญ่เกินไป ฝุ่นเข้ามาได้ง่าย ติดตู้แขวนผนังเบี้ยว สีลอก ถลอก สีไม่ได้มาตรฐาน เลอะแล้วเช็ดไม่ออก รอยต่อพื้นติดกับบัวไม่สนิท หน้าตาทาซิลิโคนเลอะเทอะแถมยังมีรูอากาศ ฝนสาดเข้ามาตามรูได้ ฉาบปูนไม่เรียบ โกงค่าวัสดุก่อสร้าง หรือไม่ก็ขโมยไปใช้ส่วนตัวก็มีนะเธอ

ฉันยังไม่เคยเจอคนที่ดูแลการสร้าง/ตกแต่งบ้านเองแล้วไม่หัวเสียสักคน

งานของใจ

เลิกหัวเสียแล้ว ไปหาอะไรทำให้อารมณ์สดใส รออ่านต้นฉบับอีกรอบก่อนพิมพ์จริง แวะไปดูโรงพิมพ์สักนิดเพื่อให้เห็นว่าใส่ใจ ทางนั้นจะได้เอาใจใส่เหมือนๆ กัน

งานสังคม

ช่วงเย็นไปสังสรรค์กับรุ่นพี่รุ่นน้องที่ไม่เคยรวมพลเช่นนี้มาก่อน แต่ ณ เวลาตีห้าสี่สิบเก้านาทีวันนี้ ได้รับ sms ขอให้ไปประชุมงานหนึ่ง ซึ่งไม่ได้บอกว่าเมื่อไหร่

งานครอบครัว

ถ้าให้จัดลำดับความสำคัญ วันนี้ฉันไม่ยอมเปลี่ยนแผนแน่ ไม่ยอมให้เรื่องงานมามีบทบาทกับชีวิตมากเกินไป เมื่อวานฉันเพิ่งโดยน้องชายค่อนว่า ต้องให้เวลากับครอบครัวบ้างนะ ผ่านเวลานี้ไปแล้วจะเสียใจ ประมาณว่าลูกสาวกำลังน่ารัก ให้รีบมาดูซะ ฉันก็ตอบกลับไปตรงๆ ว่า ก็เธอไปสร้างครอบครัวใหม่ จะให้ฉันถือว่าเป็นครอบครัวได้ไง และอีกอย่างการที่ไปวุ่นวาย วอแว มีผลให้เกิดบางปัญหาตามมา น้องชายคนดีก็ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า ไม่มีปัญหาใดๆ ฉันก็โอเค

งานที่คนเห็นค่า

อันที่จริงแล้ว ให้ใครๆ เขาคิดถึงเรา เรียกหา ดีกว่าเสนอหน้าโดยที่เขาไม่ได้อยากให้มานะเธอ

คนจะได้เห็นค่าฉันซะที

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

เงินที่ลืมไปแล้ว

เช้านี้ (ไม่ใช่สิ ประมาณเที่ยง) ฉันตื่นมาทำสิ่งแรกคือเช็ค sms เงินเข้าบัญชีก้อนโตแบบไม่น่าเป็นไปได้ โทรถามผู้ที่รักฉันแบบไม่มีเงื่อนไขว่าเอาเช็คเข้าบัญชีให้ฉันรึเปล่า ได้คำตอบว่า ไม่ แล้วฉันก็ถึงกับโทรถามสายส่ง ว่าโอนเงินผิดบัญชีรึเปล่า ได้ความว่า เงินมันน้อยไป ถ้าโอนมาต้องมากกว่านี้ (เป็นไงล่ะ 555) สักพัก คนแรกที่ฉันโทรหา โทรกลับมาใหม่ ว่าคนเคียงข้างเธอบอกว่า เคยเจอแบบนี้เหมือนกัน ระวังคนจะใช้บัญชีของเราเป็นทางผ่าน ให้รีบปิดบัญชีเพื่อเอาเงินทั้งหมดออก แล้วไปเปิดบัญชีใหม่

ฉันรีบอาบน้ำแต่งตัว ถือสมุดเงินฝากหมายจะตรงรี่ไปที่ธนาคารฝั่งตรงข้าม ระหว่างลงลิฟท์ นึกขึ้นได้ว่า อาจมีโอกาสได้เงินจากอีกแหล่ง โทรถามทันที ถ้าเงินน้อยกว่านี้จะไม่สงสัย ว่าแต่ทำไมงวดนี้มันเยอะนัก ก็จะไม่ตกใจได้ไง เพราะมันประมาณ 7 เท่าของงวดที่แล้ว สรุปว่า ไม่มีใครใช้บัญชีเงินฝากของฉันเป็นทางผ่าน แค่เป็นจุดหมายของเงินที่ได้จากงานที่ฉันลืมไปแล้ว

ฉันยังจำเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่ฉันไปวึ่นวือ โว้กว้าก วอแว ปล่อยระเบิดทิ้งรอบตัวได้เหมือนเพิ่งเกิดเมื่อเช้านี้

เช้าวันนั้น ฉันออกจากบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัวด้วยเหตุส่วนตัว ระหว่างขับรถไปที่หมาย ฉันบอกตัวเองว่าเรื่องนี้ต้องพักไว้ก่อน จะมีสายเรียกเข้ากี่สิบสายก็ไม่รับ ไม่สนใจ (ก็บอกแล้วว่าให้คุยตอนเย็นเวลาที่...นั้นน่ะ) คิดแต่ว่าจะทำอย่างไร ให้งานดำเนินต่อไป ไม่สะดุดอย่างที่เป็นมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้วโน่น

มีการนัดพบนอกรอบก่อนจะไปหาผู้ว่าจ้าง ฉันถล่มใส่ผู้รับจ้างซะหน้าจ๋อยไปตามๆ กัน คนมาใหม่ท่าทางจะใหญ่โตหน้าตากวนส่วนล่างสุดของร่างกาย แล้วยังพูดจาสัตว์สี่ขาไม่รับประทาน อยากชมว่าฉันสวย ฉันเลยบอกว่า เป็นยักษ์แปลงร่างมา

หลังจากใส่ด้วยเหตุผล (อันนี้เถียงไม่ได้เลย) บวกกับตาถลนโตและน้ำเสียงอำมหิต ฉันก็ทำเฉย บอกภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ให้คุยกับผู้ว่าจ้างเองนะ...เห็นแววตาไร้ที่พึ่งพิงปรากฏฉายชัดจากทั้งสามใบหน้า

ฉันก็ขู่ไปงั้นแหละ ถึงเวลาเห็นพูดจาอึกๆ อักๆ ก็ต้องช่วยอยู่ดี ท่าทางฉันคงจะเอาซะผู้รับจ้างถอดใจ ฝ่ายนายจ้างถึงกับหาเรื่องชวนคุย ลดบรรยากาศมาคุด้วยความสงสารผู้รับจ้าง

ทางเลือก ทางแก้ ได้มีการคุยกันเป็นกิจจะลักษณะอย่างคนที่ตั้งใจจะแก้ปัญหาร่วมกัน เพราะความผิดไม่ได้ตกอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นความไม่พร้อม ความที่ประเมินแตกต่างไปจากหน้างานจริง อุปสรรคที่มีมาจากเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้า คราวนี้มีกำหนดวันเสร็จอย่างชัดเจน ฉันถามซ้ำ ย้ำแล้วย้ำอีกว่า ทำทันแน่นะ มีอะไรให้บอก อย่ามาอ้ำๆ อึ้งๆ รำคาญ และไม่รู้ปัญหาที่แท้จริง

จนในที่สุด ก็ยอมรับออกมาว่า ไม่แน่ใจว่าจะเสร็จทันอย่างที่โม้เอาไว้หรือไม่ แถมพูดอย่างอั้นไม่ไหวแล้วว่า ดีไม่ดี เด็กๆ ก็จะพาลไม่ทำไปซะงั้น ไอ้ฉันเองน่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะไปคาดโทษอะไรนักหนาหรอก แค่อยากได้ความจริง ไม่ใช่คำพูดจากความเกรงใจ ความไม่กล้าที่จะไม่รับปากของคนไทยโดยทั่วไปที่ฉันเจอมานักต่อนัก ฉันแค่อยากรู้ว่าถ้าทำเต็มที่จะเสร็จเมื่อไหร่ ไม่ได้หมายความว่าให้เสร็จตามนั้นจริงๆ ที่ต้องการเวลาที่ต้องใช้เมื่อทำเต็มที่ ก็เพื่อจะได้บอกว่า ถ้าเป็น best case พร้อมกันทุกฝ่ายเสร็จภายใน X วันแน่ๆ (แต่ best case ก็คือ best case แปลว่า เป็นไปไม่ได้) แต่ถ้าทางนายจ้างไม่สามารถทำได้ตามที่ผู้ถูกว่าจ้างขอไป ก็ทำไม่ได้เร็วอย่างที่ว่านะ

คราวนี้ ผู้ว่าจ้างบอกเองว่า ไม่ได้เร่งอะไรหรอก แค่อยากรู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ จะได้ทำงบถูก

นี่แหละ ที่ฉันต้องการ

ที่พูดไปพูดมา วกวนก็เพื่อให้ทางนายจ้างพูดออกมาจากปากเองว่า เข้าใจว่าทำไม่ได้เพราะอะไร และไม่เร่งหรอก

ออกมาจากที่ประชุม ผู้ถูกว่าจ้างที่กวนส่วนล่างสุดของร่างกายก็ถามว่า ฉันเป็น lobbyist ที่ไหน ไปกินข้าวกันมั้ย

ฉันตอบทันควันว่ามีงาน (งานกินข้าวกับพี่ที่ไปกับฉันแหละ)

จบงาน จบบทสนทนา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาเดือนนึงเห็นจะได้ แล้วฉันก็ลืมซะสนิท

มาวันนี้ ได้เงินเหลือเชื่อ ถึงได้นึกได้ว่า ผลจากการเล่นละคร ใส่ฝั่งนึงซะจ๋อย ทำหน้ายิ้มๆ บอกว่าความผิดของนายจ้างก็เยอะนะ สรุปแล้วทั้งสองฝ่ายก็ต้องไปปรับปรุงส่วนที่ตนรับผิดชอบ มันก็จบหน้าที่คนกลางอย่างฉัน หน้างานพี่คนที่กินข้าวกับฉันก็รับไป เมื่อไหร่ต้องการนางยักษ์ก็เรียกมา คุ้มค่าเหนื่อยแล้วแหละ

ฉันจะเอาเงินนี้แหละไปทำบุญในวันพระใหญ่วันนี้

บุญต่อบุญ เงินต่อเงิน

บางที...ลืมๆ อะไรไปบ้าง ก็ทำให้หัวใจพองโต ได้ความรู้สึกพิเศษประจำวันนะเธอ

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552

เครื่องรวน

ฉันไม่ได้หมายถึงคอมพิวเตอร์ที่ฉันลงทุนซื้อโปรแกรมต้านไวรัสแล้วรู้สึกว่าเครื่องจะได้ภูมิคุ้มกันที่ดีเกินไป เลยป่วยซะงั้น

ฉันหมายถึงตัวฉันเอง...

ฉันมีนัดกับหมอวันนี้ หลังจากลืมไปเมื่อครั้งที่แล้ว ทั้งๆ ที่พยาบาลก็โทรมาเตือนตอนเช้าว่ามีนัดตอนบ่าย พอบ่ายฉันก็นั่งสรุปหน้าที่ความรับผิดชอบให้น้องใหม่ เตรียมไปขนหนังสือข้างนอก ที่ไหนได้ พยาบาลโทรมาตามตอนจะออกจากบ้านพอดี อะไรจะขี้ลืมขนาดนั้น

ถ้าจะพูดถึงเรื่องเครื่องรวน มันรวนมาเป็นระยะ และออกจะถี่ขึ้นในช่วงนี้ ฉันหักเงินภาษีผิด ใส่เลขที่บัญชีผิด โอนเงินผิดสกุล จำรหัสลับไม่ได้ พูดผิด เขียนผิด แสดงออกผิดๆ จนรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับตัวเอง

เมื่อวาน ผู้ที่รักฉันอย่างไม่มีเงื่อนไข (แม้เราจะอยู่ใกล้กันนานๆ ไม่ได้) เสนอให้ฉันไปเที่ยวพักผ่อน ฉันก็เออออห่อหมก แต่คงต้องตามไปนะ เพราะติดงานใหญ่ แต่สรุปว่า เครื่องบินไม่เป็นใจ ตั๋วเต็มทั้งที่ตั้งใจจะใช้ไมล์สะสมแลก ทีนี้จะลงทุนซื้อตั๋วให้ฉันเชียวนา แต่ฟ้าไม่เป็นใจ ก็ซื้อไม่ได้อยู่ดี สรุปว่า ฉันอด

คิดดูอีกทีก็ดีเหมือนกัน ถ้าไปก็คงจะไม่สนุก เพราะห่วงเรื่องนั้นเรื่องนี้สารพัน

วันนี้ต้องไปหาหมออย่างที่นัด ระหว่างรอ ดูท่าฉันจะเล่นละครเป็นหมอฝึกหัด นั่งฟังพยาบาลบ่นเรื่องคนไข้ที่มาหาหมอโดยไม่ได้นัดล่วงหน้า แล้วทำให้ตารางรวน คนที่นัดและมาตามนัดต้องนั่งรอ และเลยกระทบคนอื่นๆ ถัดไปเรื่อยๆ บางคนรู้ว่าหมอตรวจถึงสองทุ่ม ก็มาซะอีกสิบห้านาทีสองทุ่ม เจอไปหนเดียว หมอสั่งไว้เลยว่า ถ้ารายนี้มาอีก หมอไม่ตรวจให้

ไม่ใช่แค่พยาบาลเครียด หมอเองต้องเครียดมากกว่า เพราะวันๆ ต้องรับเรื่องของคนมีปัญหาสารพัด หากไม่สามารถฟัง วินิจฉัยแล้วทิ้งไป เท่ากับหมอปล่อยให้ลิงเกาะหลังเป็นฝูง จากที่รักษาคนป่วยในที่สุดก็คงจะป่วยเอง

วันนี้มีคนไข้มาแบบไม่นัดสองราย พวกนี้เป็นคนไข้แบบที่เมื่อต้องการยาก็มาให้หมอสั่ง หรือบางทีมาเพื่อเอายาไม่ให้หมอตรวจ ถ้าฉันเป็นหมอ ฉันก็คงลำบากใจไม่อยากเอาคอไปขึ้นเขียง

ถึงคราวของฉันบ้าง หมอทัก "หน้าตาสดใสเชียวนะเรา" ฉันตอบด้วยเสียงหัวเราะ "เค้าว่ากันว่า ถ้ามันถึงที่สุดแล้ว ก็คงต้องหัวเราะไปเลยแหละค่ะ พายุเวลามันมา มันไม่ได้มาลูกเดียว"

ว่าแล้วก็นำไปสู่บทสนทนาสารพัดปัญหาของฉัน เรื่องราวที่เล่า ทุกขั้นทุกตอนมีปัญหา ก็แก้กันไป หมอก็ฟังซะเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็จำเป็นต้องบอกว่า เมื่อคืนก็ร้องไห้ แต่ถ้าถามว่าเพราะอะไร มันก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน บางครั้งมันไม่รู้จะทำยังไง ร้องออกมามันก็สบายใจขึ้น

ฉันเล่าว่า คนรอบข้างก็เริ่มบ่นว่า หมู่นี้ฉันเครียดๆ แล้วฉันก็เครียดใส่ใครหลายคน หมอว่ามันมาจากนิสัยของฉันนั่นแหละ ฉันเป็นคนละเอียดตามประสาคนไวต่อสัมผัสทั้งหลาย คนประเภทนี้โดยพื้นฐานแล้วก็จะเครียดง่ายอยู่แล้ว การที่ซีเรียสกับชีวิต ตลกยาก ไม่ค่อยหัวเราะกับมุขสามัญธรรมดา (ประมาณว่าต้องมุขเทพนั่นแหละถึงจะขำ) ก็ทำให้อยู่ยาก ยิ่งมาตรฐานสูงในขณะที่คนทั่วไปก็เป็นแบบคนทั่วไป คำพูดของนายเก่าคนนั้นยังก้องอยู่ที่หูเสมอๆ ลดสปีดการทำงานและมาตรฐานลงบ้าง ไม่ต้องเช็คอีเมลทุกวันก็ได้ เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ปล่อยให้มันผ่านๆ ไปเถอะ

หมอบอกให้เปลี่ยนอิริยาบถ อย่าทำแต่งานกับนอน ถ้าทำแค่นั้นไม่มีเวลาส่วนตัว มันก็ไม่ได้พักเต็มที่อยู่ดี หมอบอกให้ทำตามหลัก 8-8-8 แล้วฉันก็นึกถึงหลานคนเก่งที่ทำงานปีนึงซื้อบ้านได้กี่หลังแล้วก็ไม่รู้ เห็นเค้านอนวันละ 3 ชั่วโมง หน้าแก่แต่รวย หลายๆ คนคงเลือกอย่างนั้น

ฉันถามหมอด้วยน้ำตา ว่าบางอย่างต้องยืดหยุ่นตามที่มาตรฐานคนไทยทั่วไปเค้าทำ เค้ายอมรับกันมั้ยคะ หมอก็บอกว่า พวกที่เค้าเป็นอย่างนั้น เค้าก็ทน ไม่ได้มีความสุข อาจจะด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ หน้าตา ฐานะทางสังคม เราเป็นของเราน่ะ ดีแล้ว ปรับแต่ไม่ใช่เปลี่ยน เวลาจะเป็นเครื่องตัดสิน

ในเมื่อหมอสั่ง การคลายเครียดที่ดีที่สุดนอกจากนอนก็คงเป็นการไปนวด แล้วก็กินหรูๆ ตามสไตล์ของฉัน นวดมัน 3 ชั่วโมง หมอนวดยังสอนฉันว่า อย่าไปคิดอะไร หลับซะ ถ้าไม่หลับก็นึกถึงขาเวลาที่เค้านวดฉัน สรุปแล้วยังไงฉันก็ไม่หลับ คิดไปร้อยแปดเรื่อง ได้คำตอบบ้าง ได้มุมมองอีกแง่สำหรับเรื่องเดิมๆ ที่เมื่อมองมุมใหม่ ก็ได้ความรู้สึกและทางออกใหม่ๆ

หมอนวดบอกอีกว่า กระดูกมันบอกว่า ล้า นะ แต่เส้นเอ็นข้างนี้ยังไม่เป็นปุ่มๆ เหมือนบ่าข้างโน้น แม่หมอเน้นนวดที่คอ ฉันรึก็กลัวจะคอหักก่อนตายด้วยความเครียด เลยกลายเป็นว่านวดไปเครียดไป จะว่าไป มันก็ไม่ได้ปวดเมื่อยเพราะงานอย่างเดียวหรอก ก็เวลาว่างของฉัน ดันไปเล่นเกมส์ซะนี่

ก็ซื้อผ่านอินเตอร์เน็ตมาอีกเหมือนกัน ไม่เล่นก็ไม่ได้ เสียเงินแล้วนิ!!

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เลิกเขียนนิยาย...ยังไม่สายกับชีวิตจริง

ฉันแทบจะเขียนนิยายมาตลอดระยะเวลาที่เริ่มเขียนตั้งแต่ตอนที่ 1 ของ หรือว่าเป็นคู่...ชีวิต เว้นแต่มีการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหลานป้าและหนังสือเล่มล่าสุดที่ฉันแปล ยังมีอะไรอีกมากมายให้ฉันทำ ทั้งๆ ที่มันไม่น่าจะมากมายขนาดนั้น ฉันนั่งนึกอยู่ว่า วันๆ นึงฉันทำอะไร แม้ว่าฉันจะทำงานทั้งวัน อยู่หน้าทั้งพีซีและน้องฟ้าที่นับวันจะมีปัญหาขึ้นเรื่อยๆ อันมาจากการอุตริของฉันเองที่ทำตนเป็นคนดี ลงทุนซื้อซอฟท์แวร์ป้องกันไวรัสมาลงเอง บางครั้งการเป็นคนดีก็ดูจะทำให้ชีวิตยุ่งยากจนเกินไป

สองสามวันมานี้ฉันไม่สามารถเช็คเมลที่จีเมลด้วยเวอร์ชั่นปกติได้ คล้ายกับว่าเน็ตของฉันช้า อันที่จริงแล้ว ฉันว่ามันคงเป็นเพราะคุณซอฟท์แวร์ตัวดีป้องกันภัยให้ฉันดีเกินไป ประมาณว่า เหมือนกว่าจะเข้าประตูเมืองก็เจอด่านอยู่เป็นสิบด่านอะไรอย่างนั้น ฉันไม่สามารถเช็คจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมบล้อกได้เหมือนเคย เวลาส่งเมลที่จีเมลจะเจอข้อความเหมือนส่งไม่ได้ทุกครั้ง แต่เมื่อใดที่ฉันคลิกกลับไปดูหน้าก่อน ก็เห็นว่า เมลได้ถูกส่งไปเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเช้าเป็นการเริ่มต้นวันที่ทำให้ฉันหงุดหงิดเสียจริง อย่างที่ใครเค้าว่ากัน ถ้าเริ่มต้นวันด้วยความหงุดหงิดมันก็จะยุ่งยาก เสียอารมณ์ทั้งวัน จริงๆ แล้วสายโทรศัพท์แรกที่โทรเข้ามา ไม่ได้ทำให้อารมณ์เดือดคุกรุ่น แต่มันก็เป็นเหมือนมอร์นิ่งคอลล์สำหรับมนุษย์นกฮูกอย่างฉัน หรือฉันควรจะปิดเสียงปิดเครื่องก่อนนอนจริงๆ ให้คนทั่วไปยอมรับชั่วโมงทำการของฉัน

ฉันเสียอารมณ์กับการโกหกของใครบางคน การไม่รับผิดชอบไม่ทำตามคำพูด การที่ฉันต้องคอยตามแล้วตามอีกกับงานที่ใครๆ ก็ว่าง่าย แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด มีคนบอกว่าจะส่งเอกสารมาให้ฉันตั้งแต่สิ้นเดือนมกราคม จนบัดนี้ก็ยังไม่ถึง จะว่าไปรษณีย์ไทยช้าขนาดนั้นก็ใช่ที่ แถมได้รับแจ้งว่าจะให้คนมาส่งเอกสาร ทางนี้ทวงไป ทางนั้นทวงมา พอฉันจัดการเรื่องที่เขาทวงฉันเสร็จ ฉันก็ทวงตอบโดยเลือกถามกลับจากอีเมลที่ส่งมาเมื่อเดือนที่แล้วนั่นแหละ

แค่ตามเรื่องเอกสาร ข้อมูลอะไรต่อมิอะไร ก็กินเวลาฉันไปหลายชั่วโมงในแต่ละวันแล้ว แม้การสื่อสารจะมีประสิทธิภาพ ทุกคนที่เกี่ยวข้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนทำเป็นอย่างดี แต่เรื่องมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น มันต้องมีการสื่อสารทำความเข้าใจ มีปัญหาจุกจิก เรื่องที่ต้องถามให้แน่ใจ จำต้องรอคำตอบก่อนที่จะส่งงานให้คนที่รับผิดชอบในลำดับต่อไป ฉันเบื่อตัวเองพอๆ กับที่ฉันคิดว่าคนรอบข้างที่ฉันตามเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็คงจะเบื่อการตามของฉันเช่นกัน

แต่ตามดวงฉันน่ะ เหมาะแก่การตามหนี้นะ เพราะคนจะรำคาญจ่ายๆ ไป ถ้างั้นมันก็น่าจะเทียบเคียงกับการตามงานได้สินะ คงเป็นฉันเองที่ต้องเปลี่ยนนิสัยให้เป็นคนชอบตาม คนชอบสร้างความรำคาญให้ชาวบ้านชาวช่องเพื่อให้งานคืบหน้า

ถ้าฉันยังเป็นคนที่ใครทำอะไรก็ไม่ถูกใจอยู่เช่นนี้ ฉันคงต้องทำอะไรเองทั้งหมด แล้วฉันจะไปสร้างความลำบากให้กับชีวิตทำไมละนั่น

แต่อย่างน้อยๆ นะ เจ้าชายเสื้อส้มของฉันก็ยังเป็นอัศวินตัวอ้วนผมเคลียไหล่แบบศิลปินที่ฉันเชื่อใจได้มากที่สุดแล้วล่ะ (แต่แฟนของเจ้าชายเสื้อส้มกลับหึงสะบัด โทรมาหาฉันถามว่าติดต่อที่เบอร์นี้ทำไม ฉันฉุนอีกแล้ว ฝากบอกไปว่า ถ้ายังจะโทรมาหึงอะไรกับฉัน ฉันก็จะเลิกใช้บริการเจ้าชายเสื้อส้มนะ แม้ว่าฉันจะไม่ได้มีปัญหากับบริการของเจ้าชายขนาดนั้น) วันนี้เจ้าชายของฉันมารับสิ่งตีพิมพ์ไปส่งไปรษณีย์ตามเคย แต่ฉันทนรอเจอหน้าเจ้าชายไม่ได้ ฝากน้องประชาสัมพันธ์ไว้แทน เป็นไงล่ะ แทนที่จะส่งเป็นของตีพิมพ์เสีย 6 บาทกลับส่งเป็นจดหมายเลยเสียตามน้ำหนัก 9 บาทซะนั่น

โถ จ่ายเพิ่มอีกสิบกว่าบาทสำหรับการส่งหนังสือผิดประเภททั้งหมด รวมกับค่าบริการ 50 บาท เทียบกับแทบจะเป็นคนเดียวที่ช่วยแบ่งเบาภาระฉันได้จริงๆ แค่นี้ ไม่เรียกว่าคุ้มแล้วจะให้เรียกว่าอย่างไรเจ้าคะ