แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ละครเพลง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ละครเพลง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

The winner takes it all...


เพลงและบทสนทนาในหนังเรื่อง Mama Mia ควรจะซึมอยู่ในจิตใต้สำนึกของฉันได้แล้ว เพราะฉันเล่นเปิดหนังมาราธอน และก็นอนมาราธอนเช่นกัน...

ก่อนนอนดู Slumdog Millionaire ด้วยความรู้สึกเศร้าสลดในชะตากรรมของเด็กกำพร้าชาวอินเดีย แต่ในความเศร้าความรันทดก็นำมาซึ่งข้อมูลเพื่อตอบคำถาม แม้การย้อนระลึกถึงประสบการณ์ลึกฝังรากจะเป็นการกวนน้ำให้ขุ่น ความทรงจำเจ็บปวดรวดร้าวผุดขึ้นพร้อมกับโอกาสที่จะเป็นเศรษฐีเงินล้าน



ฉันนั่งดูตาแป๋วแม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้ว ชีวิตที่ต้องดิ้นรนวัยเด็ก จุดเปลี่ยนของชีวิตจากเหตุการณ์ในอดีต ล้วนทำให้ฉันรู้สึกโชคดีจริงๆ ที่เกิดมาอย่างสะดวกสบายในชาตินี้ ไม่แค่นั้น วันนี้ยังได้รับอีเมลจากคุณนายที่เพิ่งหย่ากับสามีทางนิตินัยไม่นาน สารพัดรูปสะท้อนชีวิตที่ด้อยโอกาส ชีวิตที่ไม่มีทางเลือก ความหวัง ชีวิตที่มีแต่ความมืดมน แม้จะดิ้นรนก็ดูจะปราศจากหนทาง
จากนั้นฉันก็ไซโคตัวเองด้วย Mama Mia อย่างที่เกริ่นในตอนแรก ดูรอบแรกแล้วก็ตาปรือหลับไปตอนไหนไม่รู้ ได้ยินเพลงเป็นครั้งคราวเมื่อตื่นจากหลับลึก ฉันไม่วาย ฝันถึงคนในโลกแห่งความเป็นจริงที่หายหน้าหายตาไปจากผลการกระทำของตัวเอง

ฝันมักจะสะท้อนหรือทำให้เราสมหวังในสิ่งที่คิดยามมีสติ เค้าถึงเรียกว่าฝันหวานไงเธอ

ไม่รู้ว่าการสะกดจิตตัวเองยามหลับใหลจะได้ผลแค่ไหน แต่ในยามตื่น ฉันก็นั่งฝึกร้องเพลงเตรียมดูละครบรอดเวย์เรื่องนี้ที่จะมาเปิดการแสดงในเมืองไทยเดือนสิงหาคมนี้

ตั๋วแพงโค-ตะ-ระ ขอบ่น

แต่แหม ทำไมฉันจะไม่ยอมเสียเงินไปฟังเพลงที่ทำให้ฉันร้องไห้แม้จะไม่ได้เข้าใจเนื้อเพลงเท่าใดนัก

เหมือนๆ กับ All I ask of you ที่ทำต่อมน้ำตาของฉันแตกละเอียดเมื่อ 12 ปีก่อน


I don't wanna talk

About the things we've gone through

Though its hurting me

Now its history


I've played all my cards

And that's what you've done too

Nothing more to say

No more ace to play


The winner takes it all

The loser standing small

Beside the victory

Thats her destiny


I was in your arms

Thinking I belonged there

I figured it made sense

Building me a fence


Building me a home

Thinking I'd be strong there

But I was a fool

Playing by the rules


The gods may throw a dice

Their minds as cold as ice

And someone way down here

Loses someone dear


The winner takes it all

The loser has to fall

It's simple and it's plain

Why should I complain.


But tell me does she kiss

Like I used to kiss you?

Does it feel the same

Then she calls your name?

Somewhere deep inside
You must know I miss you

But what can I say

Rules must be obeyed

The judges will decide
The likes of me abide

Spectators of the show

Always staying low

The game is on again
A lover or a friend
A big thing or a small

The winner takes it all
I don't wanna talk
If it makes you feel sad

And I understand

You've come to shake my hand
I apologize
If it makes you feel bad
Seeing me so tense

No self-confidence


But you see

The winner takes it all

The winner takes it all......

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2551

โจโจ้ซัง



Sukiyaki - Nat Tol
เป็นละครเวทีไทยที่เพอร์เฟคที่สุดเท่าที่ฉันเคยดู ฉันไม่ต้องการจะนำผลงานของไทยไปเปรียบกับผลงานอมตะอย่าง Phantom of the Opera ที่ทำให้ฉันร้องไห้เป็นเผาเต่าทั้งที่ภาษาอังกฤษไม่ได้กระดิกสักกี่ตัว (แม้จะเรียนจนจบปริญญาโทก่อนดูละครบรอดเวย์เรื่องนี้แล้วก็ตาม) แต่ฉันว่าผลงานของคนไทยไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้ดีถึงขนาดนี้ กว่าฉันจะพูดคำๆ นี้ได้ ไม่ง่ายหรอกนะเธอ แต่ฉันนับถือทีมงานของ True Fantasia ในหลายๆ ครั้งที่ดู AF ฉันไม่ได้หมายความว่าผลงานของ True เลิศเลอเพอร์เฟค เพราะมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่ทุกครั้งที่ฉันดูการแข่งขันทุกคืนวันเสาร์ ฉันเห็นเขาแก้ปัญหา ข้อเสีย ความบกพร่องที่ทำได้ไม่ดีในอาทิตย์ก่อนๆ ได้เสมอ เพราะฉะนั้น การทำงานที่มีพัฒนาการดีเยี่ยมเช่นนี้สำหรับคนไทยเป็นนิมิตหมายที่ดีอย่างที่สุด งานที่มีคุณภาพได้รับการยอมรับ ทำให้คนทำงานมีไฟที่จะผลิตผลงานดีๆ ไม่ใช่ผลิตแต่ผลงานที่ขายหน้าตานักแสดง

ฉันชอบณัฐและพัดชาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว (ไม่งั้นจะเอามาตั้งชื่อตัวเองเหรอ!) เสียงของลูกโป่งก็กินขาดแบบไม่มีใครเทียม True Fantasia ทำอะไรได้ลงตัวอย่างที่ฉันขอยกนิ้วให้ ในเรื่องมีฉากที่เมียทั้งสองของพระเอกจะต้องประชันกัน ถ้าเลือกคนที่เสียงสู้กันไม่ได้ ฉากนั้นจะกร่อยทันที แม้พัดชาจะได้แสดงน้อยเมื่อเทียบกับคุณภาพเสียงที่ล้นปรี่ แต่แค่ฉาก "ปะทะ" ฉากเดียวก็คุ้มค่าตั๋วอย่างยิ่งยวดแล้วละเธอ เนื้อและทำนองเพลงทำได้ดีมาก ท่อนประสาน จากตอนต้นที่เคทมาหาโจโจ้ซังด้วยต้องการจะมาเอาลูกของสามีกลับไปเลี้ยงที่อเมริกา เธอดูถูกเหยียดหยามสารพัด แต่แล้วเพลงก็บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาจนเคทเข้าใจในที่สุดว่าเข็มกลัดผี้เสื้อที่เธอได้รับจากสามีเป็นสัญลักษณ์ของรักนิรันดร์หาใช่สำหรับเธอไม่ เป็นเพียงตัวแทนให้ระลึกถึงผีเสื้อแห่งนางาซากิ....จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก...โจโจ้ซัง

ทันที่ที่เคทได้เห็นปิ่นปักผมรูปผีเสื้อ (ปิ่นที่ชนะใจโจโจ้ซัง ชนะแหวนของราชวงค์ที่เจ้าชายยามาโตรินำมาประมูลในวันที่โจโจ้ซังต้องเลือกผู้อุปถัมภ์)เคทก็เพิ่งรู้ว่าเธอไม่เคยเป็นผู้หญิงในใจของสามีเธอเลย แต่ในโลกของเหตุผล เธอก็ใช้เหตุผลพูดจนโจโจ้ซังยอมยกลูกให้และแก้ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยการทำฮาราคีรี ฉากที่สองสาวประชันกันเป็นฉากที่ฉันประทับใจเหลือเกิน

แต่ฉันร้องไห้ตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้วนะเธอ ฉันร้องไห้ตั้งแต่ฉากที่โจโจ้ซังแต่งงานกับพิงเคอร์ตัน แทนที่จะเป็นฉากที่รื่นเริงสุขสม ความทุกข์ในใจของเจ้าชายที่พ่ายรักกลับท่วมท้นในใจฉันอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ การเคลื่อนไหวเพียงนิดเดียว การสาวเท้า เหลียวหันมอง บ่งบอกความรู้สึกได้รุนแรง กระแทกกระทั้นยิ่งกว่าการกระทำอย่างโจ่งแจ้งเป็นไหนๆ เจ้าชายทำได้เพียงเท่านั้น

อีกฉากที่เจ้าชายมาหาโจโจ้ซังที่ยังคงรอคอยการกลับมาของพิงเคอร์ตันอย่างมั่นคง เป็นวันก่อนวันแต่งงาน (ตามหน้าที่)ของเจ้าชาย เจ้าชายขอใช้ความพยายามสุดท้ายโดยหวังว่าจะเปลี่ยนใจให้โจโจ้ซังหันมาเลือกตนคนที่จะดูแลทนุถนอมดอกไม้งามตลอดไป แต่โจโจ้ซังเลือกยึดมั่นในคำสัญญากับสามี แม้เจ้าชายจะคุกเข่าก้มลง
หัวจรดพี้นเพื่อรักยิ่งใหญ่ครั้งนี้ โจโจ้ซังซาบซึ้งในความรักที่มีก้มลงคุกเข่าก้มหน้าจรดพื้นเช่นกันเพื่อแสดงการปฏิเสธอย่างนุ่มนวลที่สุดของเธอ ฉากนี้เป็นฉากที่เจ้าชายผู้สูงศักดิ์แต่มีใจรักอันยิ่งใหญ่ ยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อนางอันเป็นที่รักโดยไม่แคร์ว่าเธอมีลูกและสามีแล้ว และเจ้าชายก็กล่าวคำว่า "ลาก่อน" ตัดใจตัดสายสัมพันธ์เพื่อหน้าที่ของสามีของหญิงที่กำลังก้าวเข้ามาในชีวิต

ฉันว่าฉันไม่ได้อินกับบทเจ้าชายเพราะคนแสดงเป็นหลานฉันหรอกนะ ฉันว่าหลานฉันแสดงดีจริงๆ เป็นการแสดงที่มีพลังอย่างประหลาด

ที่ฉันชม True Fantasia หนักหนาก็เพราะความลงตัวของละครเรื่องนี้ในทุกๆ แง่ ทุกๆ ด้าน การทำให้ผู้ชมเข้าใกล้ตัวละครมากขึ้นโดยการที่ตัวแสดงเดินเข้าข้างๆ ผู้ชม มีการทักทายผู้คนที่เดินผ่าน การที่เอามุขตลกของ AF มาใช้ในเรื่อง ทำให้คนดูอารมณ์ดี หรือแม้แต่ตอนจบที่เศร้า แต่ให้ความหวังว่าในชาติปัจจุบันพระเอกกับนางเอกอาจจะได้สมรักกันในที่สุด ลูกของโจโจ้ซังที่น่ารักก็มีเสน่ห์ทำให้พี่ป้าน้าอาทั้งหลายเทใจไปให้เรียบร้อยแล้ว เอาเป็นว่าฉันยังติละครเรื่องนี้ไม่ได้เลยละกัน

ออฟ AF 2 แม้จะไม่ได้บทเป็นพระเอก แต่บทที่ได้รับก็เด่นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร เหมาะกับออฟมากและทำให้มีโอกาสได้แสดงความสามารถหลากหลายทั้งเป็นนายหน้าบ้าเงินและชายแก่ที่เล่าเรื่องทั้งหมด

ละครเรื่องนี้ ไม่ทำให้ใครเด่นเกิน ไม่ทำให้แฟนของ AF คนไหนรู้สึกว่าคนที่ตนชื่นชอบต้องตกเป็นรองใคร แม้แต่การแสดงที่มีนักแสดงสองชุด ฉันถือว่าชุดที่ดูเหมือนว่าจะเป็นชุดหลักกลับไม่ได้รับการโปรโมทเหมือนเป็นตังแสดงหลัก กลับดึงการแสดงของอีกชุดที่ด้อยกว่าให้มาอยู่ข้างหน้า เพื่อให้ภาพรวมไม่โดด ไม่เหมือนละครเวทีบางเรื่องที่ความสามารถของตัวแสดงนำโดดเด่นแตกต่างจากนักแสดงที่เหลือจนทำให้ภาพรวมของละครไม่ดีเท่าที่ควร หรือการที่มีบทพระเอกสองคนก็ทำให้รู้ว่าคนไหนคือตัวจริง คนไหนคือตัวสำรอง

ขอยกย่องว่า True Fantasia คิดรอบคลอบคลุมเรื่องเล็กน้อยต่างๆ ได้ครบถ้วย การทำมิวสิควิดีโอของละครเพลงเรื่องนี้ก็เป็นการโปรโมทที่ดีมากๆ ใจฉันยังอยากให้ทำเทปให้ศิลปินได้มาตรฐานดีอย่างนี้ด้วยเลย ชอบจริงๆ ค่ะ โจโจ้ซังเวอร์ชั่นนี้ เป็นความลงตัวยิ่งกว่า ณัฐพัดชา ซะอีกนะเนี่ย