แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัญหา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัญหา แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สบายใจแระ

วันอาทิตย์ที่ฉันบ่นไปแล้วว่ามีอะไรต้องทำหลากหลาย สรุปว่า ฉันไม่ได้ทำเลย...

กลับบ้านตีสี่หลังจากเสร็จสารพัดงานและธุระโดยมิได้แตะต้อง L ก ฮ แม้สักหยด

ฉันนอนลืมตาฟังเสียงโทรศัพท์เจ้านายดังหลายครั้ง แล้วนึกย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่วันก่อนที่มีคนโทรหาทั้งวัน พอตกภาคกลางคืน นายโทรหาทุกชั่วโมงจนถึงห้าทุ่ม พร้อมความรู้สึกผิดที่ติดตัวมาอย่างยาวนาน 

ฉันเป็นอะไร ทำไมฉันถึงขาดความรับผิดชอบขนาดนี้ อะไรคือต้นเหตุของปัญหากันแน่

ฉันต้องการความช่วยเหลือในการวิเคราะห์ปัญหาอย่างมีเหตุผล ปรึกษาใครดีละทีนี้ คุณอาที่รับฟังปัญหาฉันมาแต่อ้อนแต่ออกท่าจะดีที่สุด

เล่าเหตุการณ์ปัญหาเรื่องราว ได้ความว่า ฉันเป็นโรคพักผ่อนไม่เพียงพอเรื้อรัง ซึ่งในความเห็นของคุณอา อันตรายมาก

การที่เราไปรับผิดชอบสิ่งต่างๆ มากมายโดยที่ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้าน จึงเป็นที่มาของการไม่ยอมตื่นในหลายๆ วัน

ฉันนึกย้อนกลับ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ปัญหาส่วนใหญ่ในชีวิตมักจะมาจากเรื่องนี้ การไม่รู้จักประมาณตน ไม่รู้จักปฏิเสธ อย่างที่ฉันชอบบอกตัวเองอยู่เรื่อยว่า ความหมายของคำเปรียบเปรยที่พี่คนหนึ่งให้ไว้คือ เป็นสินค้าที่ฉลากไม่ตรงกับของข้างใน 

ท่าทางเวิร์คกิ้งวูแมนของฉันมักจะทำให้คนเข้าใจผิดว่าฉันสามารถทำงานหนักเป็นบัฟฟาโล ด้วยความสามารถอาจจะทำได้ แต่ความอึด ทนทาน ความบึกบึนของร่างกายและจิตใจไม่เป็นอย่่างนั้น แล้วก็ทำให้ฉันย้อนนึกไปถึง คำพูดของคนที่ดูลักษณะมือ คนที่บอกฉันว่า พอรู้จักฉันเป็นครั้งแรก ก็คิดว่าพูดจาเหมือนคุยกับผู้ชายได้ ประมาณว่า ไม่ต้องถนอมดังเป็นผู้หญิงที่ละเอียดอ่อน แต่พอมาดูลักษณะมือและกระดูกของฉันแล้วก็พบว่า รูปมือเป็นมือของผู้ชาย แต่กระดูกเป็นแบบผู้หญิง แปลได้ว่า ข้างนอกดูเหมือนผู้ชาย ดูแรง แต่จริงๆ แล้วคือผู้หญิงที่ต้องการการทะนุถนอมดีๆๆ นี่เอง

จะมีใครมองลึกลงไปเห็นความละเอียดอ่อน ความเป็นผู้หญิง ในเปลือกแข็งแต่เปราะนี้มั้ยหนอ 

แต่นั่นคือ การมองในรูปแบบความสัมพันธ์ ส่วนเรื่องงาน มีแต่จะก่อให้เกิดความผิดหวัง เข้าใจผิด อะไรประมาณนั้น

ได้พูด ได้มีข้ออ้างให้ตัวเองก็ทำให้รู้สึกสบายใจแล้วล่ะเธอ

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ยุ่งเหยิง สับสน วุ่นวาย

อันที่จริง ชีวิตของฉันก็ไม่น่าจะซับซ้อนอะไรนักหนา ไม่ได้เป็นมนุษย์ออฟฟิศอย่างชาวบ้านทั่วๆ ไปสักกะหน่อย แต่กลายเป็นว่าทั้งงานราษฎร งานหลวง สับสนปนเปกันให้ยุ่งยากใจยิ่ง...

เฮ้อ!! ขอถอนหายใจก่อนจะบ่น บ่น บ่น และบ่น คนเราถ้าไม่ต้องทำหลายๆ สิ่งพร้อมๆ กัน จะเรียกว่า ยุ่งได้ยังไง ญาติผู้ใหญ่ ผู้มีพระคุณช่วยให้ฉันได้คำนำหนังสือเจ้าชายน้อยจากท่านทูตฝรั่งเศส แถมฉันยังเรียนเชิญท่านไปงานช้าเกินควร แม้ท่านจะเข้าใจแต่ฉันก็รู้ว่า ฉันทำอะไรไม่เหมาะไม่ควรอีกแล้ว ตอนนี้ท่านจากไป บุญคุณยังไม่ได้ทดแทน ได้แต่ฝากแม่ที่คอยดูแล ทำให้รู้สึกผิดน้อยลง งานศพมีติดต่อกันในช่วงที่วุ่นวายทั้งงานราษฎร งานหลวง แถมผู้ใหญ่ที่ให้ความเมตตา ช่วยเหลือสารพัดเรื่อง หลายยยยยยท่านก็แวะเวียนให้รับรองอยู่เป็นนิจ แถมยังมีผู้ใหญ่ของผู้ใหญ่ที่ดูแลตกทอดกันมาอีกเป็นสายๆ ถ้าวาดเป็นรูปก็แตกแขนงเป็นสาแหรกกิ่งก้านสาขาบานตะไท

แล้วแทนที่ฉันจะได้กลับบ้านนอนเพื่อทำงานภาคกลางวัน ก็เป็นอันเหลือเวลาเพียงสองสามชั่วโมง ไอ้การที่ธรรมชาติของฉันต้องนอนกินบ้านกินเมืองไม่งั้นสมองไม่ทำงาน ทำให้ไปทำงานภาคกลางวันสายบ้าง ไปประชุมช้า ไม่ได้ไปมันทั้งงานเลยก็มี วันที่ 15 นี้เป็นวันที่ทุกอย่างประเดประดังกันเข้ามา ทั้งการประกวดรอบผิวพรรณ งานแถลงข่าว งานศพ วันแรกของงานสัปดาห์หนังสือ นี่ยังไม่ได้นับภาคกลางคืนที่ต้องมีการประชุมต่อเนื่อง และเลยรวมไปถึงรับรองผู้ใหญ่ เอ็นเตอร์เทนผู้มีพระคุณ อันเป็นหน้าที่ประจำด้วยนะ

แม้แต่วันอาทิตย์นี้ ไปดูแลการคัดตัวผู้เข้าประกวดนางสาวไทย ผู้ใหญ่ขอร้องให้แว๊บไปงานทอดกฐิน กลับมาดูเรื่องกองประกวดต่อ เย็นไปงานสวดศพ และกลับมาประชุมทีมงานกองประกวด คืนนี้ก็ใช่ว่าฉันจะได้กลับบ้านแต่วัน มีการส่งงานตามผับตามบาร์จนฉันเรียกสถานที่นั้นว่าเป็น ออฟฟิศ มาพักใหญ่แล้ว นี่ฉันก็ยังนั่งทำงานและอัพบล้อกโดยใช้คอมพิวเตอร์ในร้านขายข้าวซอยของน้องที่คุ้นเคยกัน

แล้วสิ่งที่ฉันทำได้ก็คือ ไม่เครียด ไม่รู้สึกผิด (มากอย่างเคยๆ ) แม้จะเป็นสารพัดสายตาที่เป็นจริงและที่จินตนาการได้ ปลงๆ ปล่อยๆ บางครั้งอาจทำให้คนรอบตัวตั้งใจทำงานและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่ฉันมานั่งเคี่ยวเข็ญใช้พระเดชให้เมื่อยอารมณ์ เซ็งกล้ามเนื้อซะอีก

โอเค ได้บ่นพองาม แล้ว ก็ถึงเวลาปฏิบัติงานภาคกลางคืน ด้วยชุดทำงานเดิม สลัดแจ๊คเก็ตออก เหลือเกาะอกปักเลื่อมเล็กน้อย เข้ากับคอนเซปท์วันเกิดน้องที่ร้านประจำเลย แล้วก็ต้องเทคแคร์ประชาชีควบคู่ไปด้วย

แล้วจะมีใครเทคแคร์ฉันมั้ยหนออออออออ

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

กฎ 90/10...ไปถึงนั่นได้ไงเนี่ย

วันนี้ฉันได้ forward email จากเพื่อนที่ทำงานเก่าเกี่ยวกับหลัก 90/10 ของ Steven Covey แม้จะได้เข้าคอร์สเรียนสมัยอยู่ที่ทำงานเก่า แต่ฉันจำไม่ได้หรอกว่าไอ้กฎ 90/10 นี่มันหมายถึงอะไรจริงๆ 

ฉันจะสรุปให้ฟังละกันว่า กฎ90/10 นี่ก็คือว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเราโดยที่เราควบคุมไม่ได้น่ะ คิดเป็น 10% เท่านั้นนะ ที่เหลืออีก 90% อยู่ที่เราว่าจะปฏิบัติตนอย่างไร แก้ปัญหาหรือเผขิญกับเหตุการณ์ต่างๆ อย่างไร

นี่คือ "เนื้อ" ทั้งหมดที่ฉันสรุปได้

แต่ก็เถอะ หนังสือที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ก็เพราะเค้ายืดหลักคิดสั้นๆ ให้เห็นชัดเจน แสดงตัวอย่างในการปรับใช้ให้คนที่อ่านหลักก็เข้าใจตามตัวอักษร แต่ไม่สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตได้ 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ฉันได้แต่นึกถึงเรื่องที่ฉันตกลงกับตัวเองว่า จะไม่ปล่อยให้คนๆ หนึ่งมีอิทธิพลกับความรู้สึกของฉันอีกต่อไป ฉันคิดอยู่ในใจว่า ที่ฉันเลือกตอบโต้แบบนี้ ถูกต้องแล้วหรือยัง เป็นผลดีกับฉันจริงๆ แล้วหรือไม่

ฉันบอกตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า ใครจะทำร้ายเราได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า เรายินยอมให้เขาทำร้ายเรารึเปล่า เรายอมให้การกระทำของเขามีอิทธิพลเหนือจิตใจของเรามากแค่ไหน 

แล้วฉันก็เชื่อว่า ฉันทำได้ 

ฉันบอกตัวเองว่า คนๆ นี้ไม่มีตัวตน ไม่มอง ไม่สบตา ไม่รับรู้ (หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจนก็คือ มาแล้วก็ผ่านไปโดยไม่เก็บเศษเสี้ยวใดๆ ไว้ในใจ) 

ทำยังกะคนๆ นั้น เลวร้ายซะเต็มประดา 

เปล่าหรอก

ฉันแค่ปล่อยให้เขาเข้ามาอยู่ในใจฉันลึกเกินไป คนเราเวลาจะปรับก็คงต้องแกว่งไปอีกข้างก่อนแล้วจึงจะหาจุดสมดุลได้ 

ฉันว่าฉันก็แฮปปี้ดีนา ณ ตอนนี้

อีกคน ที่ฉันมีความรู้สึกดีๆ ให้ อยากให้เข้ามาอยู่ในชีวิตของฉัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง หรืออะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แม้จะไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ แต่ฉันก็รู้สึกดีที่ได้ส่งผ่านความรู้สึกดีๆ ที่ฉันมีให้ ให้เขาได้รับรู้ ความประทับใจที่ไม่อาจเกิดได้ง่ายๆ ความยินดีที่ได้มีโอกาสอยู่ในวังวนที่เขาชอบอยู่ อยู่กับกลุ่มคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กัน มีใจรักในสิ่งเดียวกัน เพียงแค่นั้น ไม่ต้องใช้สมอง (ยกเว้นแต่ต้องท่องจำ และนึกเนื้อเพลงให้ออก!)

ฉันรู้สึกว่าฉันสบายใจ ฉันโล่งใจแล้วที่ได้แสดงออก ใครจะคิดว่าฉันบ้าไปเองคนเดียวก็ช่างเขา ความรู้สึกดีๆ มีค่าสำหรับฉัน ไม่ว่าผู้ที่ได้รับหรือคนอื่นๆ จะมองมันตำ่ต้อยด้อยค่าอย่างไร

เหมือนๆ กับความสัมพันธ์ของเจ้าชายน้อย กับกุหลาบผู้เย่อหยิ่ง...

คนเราจะมีความหมายแก่กันก็เพราะเวลาที่ใช้ร่วมกัน ความสัมพันธ์ที่เราสร้างร่วมกัน สิ่งนี้จะทำให้เรามีคุณค่าต่อกันและกันในแบบที่ไม่มีความสัมพันธ์ใดเหมือน

แล้วนิ้วมือที่พิมพ์ดีดก็พาใจฉันนึกไปถึงความสัมพันธ์กับคนอีกคนหนึ่ง ฉันเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ดีตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ที่่ยั่งยืนยาวนานผ่านกาลเวลาย่อมต้องพิสูจน์อะไรหลายๆ อย่าง ฉันเกือบจะปล่อยให้เหตุการณ์และการกระทำที่ไม่ได้คาดหมายทำลายคุณค่าที่ร่วมสร้างด้วยกันเป็นแรมปี สูญสลายหายไปเพียงเพราะความประหลาดใจ ปรับตัวไม่ทัน...

คำว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์จริงๆ ...

เหตุผลเดียวที่ทำบางสิ่งบางอย่างคือ...ทำให้เขา เพื่อประโยชน์ของเขา

เหตุผลเดียวอีกเช่นกันที่ทำให้เธอคือ ...เพื่อให้เธอมีเรื่องไปเล่า ไปอวดใครๆ 

แต่แหม ท่าทางมันจะไม่เป็นแค่เหตุผลเดียวแล้วละมั้ง อันที่จริง มันอยู่ที่ว่าเราเลือกจะทำอะไร แล้วเราก็หาเหตุผลมาใส่ให้ดูมีหลักการ น่าเชื่อถือมากกว่านะ

เธอว่าฉันเลือกตอบโต้กับเรื่องต่างๆ ในชีวิตได้ดีพอแล้วรึยัง...

ฉันได้เลือกเป็นนายตัวเอง มีอิสระที่จะทำงานใดก่อนหลังในเวลาใด กำหนดการเป็นเรื่องที่ตกลงกัน ยืดหยุ่นได้ แต่เมื่อใดที่ได้ผูกพันให้คนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉันก็ต้องเคารพในเวลาและลำดับความสำคัญของคนอื่นเช่นกัน

ตอนนี้ฉันกำลังเครียด(ก็ควรอยู่) กับบิลค่าไฟที่หาใบแจ้งหนี้ไม่เจอและพ้นกำหนดชำระแล้ว อันทำให้ฉันต้องไปชำระที่การไฟฟ้านครหลวงเท่านั้น รอให้ฟ้าสางก่อนเถอะ ฉันก็จะขอให้เจ้าชายเสื้อส้มวิ่งไปจ่ายให้ฉัน

แต่ก็นะ ใจฉันก็ตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าเขาจะตัดไฟฉันรึยังเนี่ย!!

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ที่ใกล้จะเกิดขึ้น

วันนี้ฉันสมัครเป็นกรรมการควบคุมดูแลการบริหารงานของนิติบุคคล เข้าใจว่าฉันคงได้แน่ๆ เพราะตอนนี้มีอยู่ 2 หน่อ!

ปีที่แล้ว คนสมัครกันร่วมสิบ แต่ตอนนั้นฉันยังกล้าๆ กลัวๆ จะหาเรื่องใส่ตัวรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่หลังจากการเลือกตั้งครั้งนั้น ฉันก็โผล่พรวดสมัครเป็นผู้จัดการนิติบุคคลซะนี่ แต่ก็แอบดีใจที่ไม่ได้ เพราะดูแล้วถ้าบริษัทที่รับบริหารงานอยู่แล้วรับหน้าที่เป็นผู้จัดการนิติบุคคลด้วยโดยไม่เรียกร้องผลประโยชน์เพิ่มเติม ฉันก็ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงคุกตารางให้ยุ่งยาก ช่วงนั้นน่ะ ฉันนั่งอ่านพรบ.อาคารชุดอย่างขะมักเขม้นเชียวล่ะ

การเป็นเพียงกรรมการควบคุม ทำให้ทราบเรื่องราวการทำงานของนิติบุคคล ปีที่ผ่านมา ห้องฉันไม่มีปัญหาให้ต้องซ่อมต้องดูแล มีเพียงปัญหาส่วนรวมที่ฉันก็เห็นว่าคนทำงานก็แก้ไปตามหน้าที่ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม คราวนี้ ฉันคงมาดูเรื่องค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นหรือพิจารณาวิธีหารายได้เพิ่ม ตลอดจนให้เจ้าของร่วมได้มีโอกาสใช้ทรัพยากรที่มีได้อย่างคุ้มค่า

แต่ฉันก็อดหวั่นใจไม่หาย... เรื่องที่ฉันจะเรียกร้องเป็นเรื่องที่ฉันจะได้ประโยชน์โดยตรง ซึ่งคนปกติเขาไม่ทำกัน ประมาณว่า น่าเกลียด ต้องให้คนอื่นเอ่ยปาก 

เฮ้อ ฉันล่ะรำคาญเสียเหลือเกิน ไอ้การที่ต้องมาทำเป็นไม่อยากรู้ ไม่อยากดัง ไม่อยากร้อง ไม่อยากอวด เพื่อให้ขั้นตอนมันยาวขึ้น ดูไม่น่าเกลียด!!

เมื่อมีคนสมัครเป็นกรรมการแค่สองหน่อ จากที่ต้องมีอย่างน้อยสักเจ็ดคน ฉันก็เสนอความเห็นว่า ก็คงต้องมีเบี้ยประชุมให้กรรมการ ค่าเสียเวลาซักนิด ไม่ใช่ว่าใครเสียสละเพื่อส่วนรวม คนอื่นๆ จะไม่แม้เพียงแสดงออกสักเล็กน้อยว่าขอบคุณที่มาดูแล "บ้าน" แทนเขาเหล่านั้น ซึ่งถ้าฉันเป็นคนพูด...ก็จะน่าเกลียด

แต่นั่นคือหน้าที่ใหม่...

ส่วนอาชีพใหม่ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาของฉัน ว่าจะได้เป็นคุณนายกินค่าเช่า หรือออกทุนให้เปิดร้านอาหาร เหนื่อยพร้อมๆ ไปกับการลุ้นว่าจะคุ้มดอกเบี้ยที่นำมาลงทุนรึเปล่า เดือนสองเดือนนี้เป็นอันรู้กัน

ที่แน่ๆ ตอนนี้ฉันขู่คนดูแล ซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่ห้องเรียบร้อยแล้ว เขาเองก็เคยจัดการปัญหาพิสดารพันลึกของห้องน้ำฉันไปครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้คุณนายละเอียดจะจ่ายเงิน รับรอง ถ้าฉาบปูนไม่เรียบ ปูกระเบื้องไม่เสมอ ได้โดนทำใหม่ทั้งห้องและสัญญาแน่นอน ส่วนเงินมัดจำอย่าได้คิดว่าจะริบเงินฉันได้นะ ถ้ามันเป็นความบกพร่องของฝั่งผู้ขาย 

ว่าแล้วก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังบ้าอำนาจแล้วเหมือนกันเนี่ย

ฉันเริ่มหาผู้ช่วยได้บ้างแล้ว กำลังจะคุยกันในรายละเอียด ถ้างานเป็นไปอย่างที่คาด ฉันคงได้เกี่ยวข้องกับคนอีกหลายคนทีเดียว ช่วงที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำเป็นช่วงที่ฉันได้เรียนรู้และลงทุนอย่างที่คิดว่าควรจะเป็นจริงๆ 

ชีวิตดูน่าจะตื่นเต้นกว่าตอนเศรษฐกิจดีด้วยซ้ำไป

ก็บอกแล้วไง...ฉันน่ะโชคดีในเรื่องที่ใครๆ ว่าร้าย!

ดาวในภพมรณะทั้งสองดวงมาตกภพปุตตะของฉันไง ปุตตะก็คือเรื่องใหม่ สิ่งใหม่ๆ ดาวบอกว่าฉันจะได้ใช้สติปัญญาทำเรื่องเกี่ยวกับต่างแดน เรื่องขีดเขียน สื่อสาร หรือของมีตำหนิให้เกิดงานใหม่ๆ และอีกไม่นาน ดาวสารพัดดวงก็จะมากระจุกตัวอยู่ในภพปุตตะของฉันเนี่ยแหละ 

เอาให้มันวุ่นไปเลยเนอะ!



วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552

อวยพรให้โง่

ฉันกำลังเข้าไปอยู่ในโลกใบใหม่...

โลกของแมค...

มีอะไรให้เรียนรู้มากมาย ในขณะเดียวกันมันก็คล้ายๆ กับวินโดว์เจ้าเก่า คงเป็นอย่างที่หลายๆ คนว่ากัน ว่าแมคเน้นเรื่องกราฟฟิค ความงาม ความปราณีต แค่เวลาปิดหน้าต่างเว็บแล้วมีออปชั่นให้เลือกเหมือนกระดาษค่อยๆ บิดลงไปอยู่ด้านล่างของหน้าจอ ฉันก็หลงรักแมคเข้าให้แล้ว

น่าแปลก ที่ฉันสัมผัสได้กับความงาม ความละเอียดอ่อน แต่ฉันกลับไม่รู้สึกเวลาคนกัด จิกฉัน เพราะฉันถือคติว่า ถ้าไม่ได้รับการพิสูจน์แบบคาหนังคาเขา ฉันจะไม่คิดว่าใครจะกัดฉัน จะคิดกับฉันในแง่ร้าย คิดๆ ไปแล้วฉันก็นึกถึงเรื่องพิธีการในชั้นศาล การตัดสินคดี เราถือว่า ผู้ต้องหาถูกจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ว่าผิด 

ฉันมองทุกคนในแง่ดี เหมือนๆ กับว่า จนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ว่า เลวจริงๆ แต่จนบัดนี้ ฉันก็ยังไม่เจอคนประเภทนั้น เพราะอะไรเหรอ เพราะคนเหล่านั้นน่าสงสารมากกว่าจะน่ารังเกียจหรือหลีกหนีให้ห่าง 

คนเพิ่งบอกว่าสงสารฉันไม่นานนี้เอง 

ได้แต่หวังว่า เขาจะมองคนในแง่บวก ไม่ใช่พูดเพื่อเอาดีเข้าตัว อย่างที่พี่คนนึงเคยสรุปให้ฉันฟัง

หลังๆ มานี้ ฉันได้ยินข่าวซุบซิบเกี่ยวกับหลายๆ คนที่รู้จัก วันนั้นพี่ที่นั่งตรงข้ามหน้าตามู่ทู่ยังไงพิกล ทั้งๆ ที่ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรกับใครเค้าหรอก ว่ามีคนเริ่มไม่พอใจฉัน โกรธฉัน โมโหฉัน นั่นก็เพราะว่า ถ้ามีใครมาทำกับฉันอย่างที่ฉันได้ทำให้คนเหล่านั้น ฉันจะไม่โกรธ ไม่โมโห  รู้สึกเฉยๆ จะไม่รู้สึกว่ามีใครมากระตุ้นต่อม กระตุ้นแผล

นั่นล่ะ ที่ทำให้ฉันสงสารและเห็นใจคนที่เดือดเนื้อร้อนใจ เวลาที่ฉันพูดอะไรไปด้วยจะสื่อความหมายนัยตรง ไม่ใช่นัยยอดนิยมอย่างที่คนเค้าชอบทำกัน

พาลให้นึกถึงละครที่ดูเมื่อวันก่อน แม่ของนางเอกเห็นและมองออกว่าเพื่่อนของลูกกำลังจะแย่งคู่หมั้นของลูกสาวตัวเอง ลูกสาวกำลังขนต้นไม้ไปแต่งเรือนหอ แม่จึงได้ทีเอ่ยขึ้นว่า "อุ้ย เอาต้นไม้ไปปลูกเยอะๆ รกแล้วเดี๋ยวงูเงี้ยวจะมากัดเอานะ" แล้วฉันก็เห็นภาพนางอิจฉามองมาที่แม่ของนางเอก 

ฉันนั่่งคิดอยู่นานเลยล่ะ ว่าแม่นางเอกตั้งใจแขวะ (รึเปล่าวะ) 

เธอเอ๊ย ถ้าฉันเป็นนางอิจฉา รับรอง ฉันไม่รู้สึกรู้สาอะไรด้วยหรอก เพราะฉันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรใดๆ ด้วย คนที่ชอบกัด จิกชาวบ้าน เวลาได้ยินใครพูดอะไรเข้าหู ก็จะกลายเป็นหูหาเรื่อง คอยรับความทุกข์เข้าตัวอยู่ร่่ำไป

อีกอย่างที่น่าแปลก มีคนสารภาพว่าเกลี่ียดฉัน  เขาใช้คำว่าเกลี่ยดฉันเลยล่ะ แต่ก็แน่ละนะเธอ ว่าเขาพูดเช่นนั้นหลังจากที่ได้รู้จักฉันมากขึ้นแล้ว และพบว่า ฉันไม่ได้เป็นแม้เพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่เขาคิด 

ภาษากายก็สำคัญอย่างนี้แหละ จริงๆ แล้ว ใจของเราคิดอะไร ไม่มีใครรู้หรอก ถ้าไม่แสดงออก แล้วคนที่รู้ก็คือเจ้าตัวเพียงคนเดียว เราต่างหากที่จะเลือกรับรู้ เลือกมองไปในแง่ใด ในแง่ที่ดีหรือร้ายต่อตัวเราเอง 

คนโง่ถึงมีความสุขไงเธอ ฉันพยายามจะโง่และซื่อให้มากขึ้นทุกๆ วัน 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าใครก็อยากมีความสุข 

เอ แล้วถ้าฉันขอให้ใครมีความสุข เขาจะหาว่าฉันอวยพรให้เขาโง่มั้ยละนั่น


วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

เมื่อความคิดแตกแขนง...

ข้อความประโยคเดียว ฉันเห็นแล้วอึ้ง ไม่คาดคิด งงๆ ปนสงสัย ตกใจและตื่นตูมอยู่ภายใน...

ไฉนเลยจะดับความสงสัยได้หากไม่ถาม แต่ถามก็ไม่ได้ จะกลายเป็นคิดฟุ้งซ่าน ได้แต่รวบรวมสติอารมณ์ จดจ่อกับงานบ้านและอ่านหนังสือ สองสิ่งที่ฉันทำได้เป็นอย่างดี มีสมาธิ ฉันจะหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง โลกที่เวลาหยุด ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง และเคลื่อนคล้อยไปยังจุดหนึ่งอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึก 

หนังสือเล่มที่อ่านจบวันนี้คือ พูดอย่างไร ไม่ให้พัง (Crucial Conversation) ฉันว่าฉันเคยอ่านหนังสือชื่อเหมือนกันนี้มาแล้วนะ แต่จำไม่ได้ว่ามีอะไรที่เหมือนหรือแตกต่างกัน เล่มนี้ก็เหมือนๆ กับเล่ม พลังจิตใต้สำนึก นั่นแหละ หนังสือประเภทนี้ ต้องอ่านย้ำซ้ำไปซ้ำมาให้ประทับอยู่ในใจ และพลังจากตัวอักษรจะสะท้อนออกมาเป็นเสียงจากภายในให้ทำอะไรสักอย่าง 

ฉันทำอะไรตามที่พลังข้างในบอกมาตั้งแต่วันแรกที่อ่านหนังสือ พลังจิตใต้สำนึก ฉันทำสิ่งที่ปกติฉันไม่ทำ มันต้องอาศัยความกล้ามากทีเดียว ที่จะเผชิญกับความจริง ที่จะเป็นฝ่ายรุก เลิกนิ่งเงียบเมื่อประสบกับเหตุการณ์สำคัญ เรื่องที่กระทบความรู้สึก 

ฉันเพิ่งรู้สึกว่า ความกล้าบ้าบิ่นที่ฉันมีในหลายๆ เรื่อง ไม่ได้เป็นการกล้าในเรื่องที่ควรสักเท่าใด ฉันเองก็เหมือนๆ กับคนที่หลีกหนีความจริง เลือกที่จะนิ่งเงียบเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา หรือบางครั้งก็เฉไฉ แสดงออกในทางก้าวร้าว ตรงตามหนังสือเป๊ะ 

ความเงียบเป็นส่วนที่อยู่นอกสุดของรูปแบบที่แสดงลักษณะของปัญหา ความเงียบเป็นศัตรูตัวฉกาจ เรามักจะใช้วิธีนี้เป็นทางออกของปัญหาที่กระทบกระเทือนความรู้สึก แล้วเมื่อเราเงียบกับทุกเรื่องราว ปัญหาที่ทับถมก็ระเบิดออกในวันหนึ่ง เหมือนไฟใต้น้ำ ฉันนึกถึงชีวิตครอบครัวที่ล่มสลายเพราะความเงียบตัวร้ายกาจตัวนี้

เมื่อเช้านี้ สาวจากบริษัทให้บริการเคเบิลทีวีโทรมา แจ้งว่าการติดตั้งอุปกรณ์ที่ฉันแจ้งไว้ไม่มีปัญหา แต่จะต้องมีการเคลียร์ปัญหาจากบ้านที่ฉันเคยอยู่ซึ่งยังไม่ได้มีการคืนอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ 

เรื่องมันนาน นานจนฉันลืมว่า ณ เวลานั้น ฉันแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ฉันได้แต่บอกว่า ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่นั้นๆ ตามที่อยู่และรายละเอียดที่มี 

วางสายไปไม่นาน โทรกลับมา ต้องการทราบเหตุผลทำไมฉันถึงเป็นตัวกลางจัดการเรื่องราวให้เรียบร้อยไม่ได้ ฉันไม่รู้ว่าจะอดกลั้นไปทำไม ใส่อารมณ์ไปว่า

คือว่า เคยแต่งงานแล้วเขาไล่ดิฉันออกจากบ้านนะค่ะ

คนโทรมา ขอโทษเป็นพัลวัน แน่นอนว่าคงไม่มารบกวนฉันด้วยเรื่องนี้อีก ฉันกลับมาคิดอีกนิดว่า ที่ฉันทำไป เหมาะควรหรือไม่ อย่างไร 

กรณีที่ฉันมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แบบ ฉันคงจะอธิบายด้วยประโยคเดิมแต่ไม่ใส่อารมณ์ หรือไม่ก็อาจจะเพียงพูดว่า บ้านที่ติดเคเบิลทีวีหลังนั้นเป็นบ้านของสามีเก่า หวังว่าน้องคงจะเข้าใจนะคะ

แต่ ณ เวลานั้น ฉันยังหลับตาพูดอยู่เลย แค่กวนเวลาฉันหลับด้วยเรื่องทางเทคนิคแบบนี้ฉันก็ฉุนอยู่แล้ว แถมยังต้องให้อธิบายชี้แจงให้กระจ่างอีก คราวนี้เลยกระจ่างจนกระเจิงไปนั่น 

หลังจากพบว่า ความเงียบ เป็นพิษร้ายฝังลึก ฉันก็เริ่มพ่นพิษมดตัวจิ๋วทันที 

คนเค้าว่า ไปสุดทั้งสองขั้วแล้วก็คงปรับจนกลับมาอยู่ตรงกลาง แตกต่างกันตรงที่ของคนอื่นๆ แค่กระดิกซ้ายขวานิดเดียวก็พบจุดสมดุล ไอ้ฉันน่ะ มันต้องแกว่งแรงเหมือนเรือไวกิ้งให้คนที่นั่งก้นยกขึ้นตามแรงผลักนั่นแหละ ถึงจะรู้สึก 

เอ จะว่าไปแล้ว ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นคนสัมผัสไวเลยนะ ดูแล้วเหมือนสัมผัสฝืดซะมากกว่า

กลับมาที่หนังสือเล่มที่อ่านจบวันนี้ ฉันคงได้ข้อสรุปสำหรับตัวเองสั้นๆ ว่า

ห้ามเงียบ ห้ามระเบิด แสดงความรู้สึกอย่างเหมาะสม 

เธอรู้มั้ยว่าอะไร ยากที่สุด 

เหมาะสมไง

ความเหมาะสมเป็นเรื่องที่เลื่อนลอยอย่างที่สุดในความรู้สึกของฉัน เหมาะทั้งจังหวะ เวลา อารมณ์ สถานที่ คำพูด รูปแบบคำถาม คำอธิบาย 

เค้าถึงเรียกเรื่องพวกนี้ว่า ศิลปะ ไง 

ทุกอย่างฝึกฝนได้ หากฉันตั้งใจจริงๆ แม้จะเกิดข้อผิดพลาด ฉันเชื่อมั่นว่า ฉันจะแก้ไขได้ในที่สุด 

ขออาศัยพลังจิตใต้สำนึก คิดดีอย่างมีศรัทธา แล้วฉันก็จะเป็นอย่างที่เชื่อมั่น

ฉันก็อยากให้เธอได้อะไรดีๆ เหมือนฉันด้วยนะ ...

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2552

อย่างงี้เรียกโดน!!

ในช่วงอาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้เจอะเจอทั้งตัวจริงเสียงจริงและตัวปลอมตามสายตามเว็บของเพื่อนนักเรียน รวมไปถึงพี่ๆ น้องๆ ร่วมสถาบันมากมายหลายสิบ รำลึกความหลังเหมือนคนแก่บ้าง ดูรูปสมัยยังไม่เป็นสาวดีก็ด้วย เห็นความเปลี่ยนแปลง ดูความเคลื่อนไหว เป็นไปของเพื่อนๆ ที่วัยนี้ก็มีแต่เรื่องลูกในหัวใจ ชีวิตเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันส่วนใหญ่ ยังไงผู้หญิงก็ไม่พ้นความเป็นผู้หญิง ลูกมาอันดับหนึ่ง บางคนอาจจะมีธุรกิจส่วนตัวที่เกี่ยวเนื่องกับเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนอนุบาล สถานเสริมทักษะด้านต่างๆ ของเด็ก ทำเสื้อผ้าเด็กขาย หรือไม่ก็ทำงานแบบเวิร์คกิ้งวูแมนแล้วก็บ่นๆ ๆ เรื่องลูกน้อง ลูกค้าไปโน่น คนที่ไม่มีลูกก็บ่นเรื่องซะมีที่รู้สึกจะแตกแถวเป็นครั้งคราว คนที่บ่นก็มักจะมาจากการตัดสินใจเริ่มแรกที่ว่า ฉันรักเธอ เธอรักฉัน เรารักกัน ฉันยอมได้ แล้วฉันก็ยอมสละชีวิตชาวกรุง ชีวิตผู้หญิงทำงาน เพื่อไปอยู่กับเธอ (ตอนนี้มันคุ้นๆ ยังไงพิกล)

ถ้าฉันเลือกทางเดินเส้นเดิม ฉันก็คงจะเจริญรอยตามเพื่อนๆ เลี้ยงลูกแล้วก็วุ่นวายอยู่กับโรงเรียนอนุบาลหรือไม่ก็ห้องสมุดเด็กที่ฝันไว้ ใกล้ทะเลต่างจังหวัด อันเนื่องมาจาก ฉันตัดสินใจแบบ ฉันรักเธอ ฯ ข้างต้น

แล้วฉันก็เปลี่ยนใจ...

กลับมาเริ่มต้นใหม่กับคนที่คิดว่าใช่ ซึ่งฉันก็น่าจะได้มีชีวิตแต่งงานไปเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แล้ว ทีนี้ไอ้คนปัญหามากอย่างฉันก็ดันเกิดอาการ "มันไม่ใช่อะ" อีกแล้ว อาการที่ใครๆ ก็ระอา "แล้วมันจะอยู่กับใครได้" หรือไม่ก็ "ใครจะทนอยู่กับมันได้" จากที่จะได้เป็นแม่บ้านเต็มตัว ลุกขึ้นมาทำงานประจำอีก แล้วหลังจากโดนมรสุม ถามตัวเองอีกครั้งว่า

"เราต้องการอะไรกันแน่ในชีวิต"

ฉันอยากมีอิสระ นั่นคือ คำตอบสุดท้าย

ล้มๆ ลุกๆ อยู่เป็นปี จับผลัดจับผลูมาเจอคู่บุญหรือคู่กรรม (อันนี้ไม่รู้จะให้ใครตัดสิน ฮ่า ฮ่า) ได้มาเปิดบริษัท ทำอะไรแบบลิงค์ที่ใส่ไว้ด้านล่างนี่แหละ

อ่านแล้วก็ให้โดนใจเป็นที่สุด

วันนี้เพื่อนเก่า(แก่) ถามขึ้นมาอีกว่า "ทำเพื่ออะไร" คล้ายๆ กับน้องที่มาช่วยงานก็ถามคำถามทำนองนี้เช่นกัน ฉันก็ตอบแบ่งรับแบ่งสู้ไปว่า "ก็ต้องทำให้อยู่ได้" ส่วนที่ว่าอยู่ได้ยังไงนั้น ฉันก็ทำเหมือนบทความที่ว่านั่นแหละ

ยิ่งใครเคยทำงานระดับบริหารในองค์กรขนาดใหญ่ หรือแม้แต่องค์กรเล็กๆ ก็คงจะยิ่งประหลาดใจว่าทำไมได้ค่าแรงน้อยขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าฉันจะรู้แล้วหรอกนะว่าผลตอบแทนต่อเดือนน่ะเท่าไหร่ บอกตรงๆ ว่าไม่กล้าคิด คิดแต่ว่า จะลด/ประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างไร อะไรทำได้เองก็ทำ ขนาดจะให้มอเตอร์ไซด์ไปส่งจดหมายให้ ถ้าเป็นฉบับเดียวก็จะเริ่มคิดแล้วว่า ฉันควรจะไปส่งเองแล้วก็หาเรื่องทำธุระซะทีเดียวเลยดีมั้ย จะได้ไม่ต้องเสีย 50 บาทซึ่งแพงเกินไป ไม่ควรเป็นต้นทุนของการส่งหนังสือให้ลูกค้าเพิ่มเติม

แต่พอดีวันนี้ นอกจากส่งหนังสือให้ลูกค้าแล้ว ฉันก็ต้องส่งหนังสือให้บรรณาธิการเทียบกับต้นฉบับภาษาต่างประเทศด้วย เฮ้อ! ค่อยยังชั่ว ค่อยคุ้มค่าจ้าง แต่ก็ยังไม่วาย นั่งคิดว่าถ้าฉันต้องจ่ายเงินให้มอเตอร์ไซด์ไปส่งจดหมายให้ฉันทุกวัน เทียบเท่าเงิน 1500 บาท

มันก็โอเคนิหว่า

ถ้าจ้างคนทำงานประจำมันเยอะกว่านั้นเยอะ จ้างเป็นงานๆ ไป เหมาะที่สุด อิสระทั้งเราและผู้ร่วมงาน

ว่าแล้วก็ออกจากบ้านอย่างสบายใจไปหาซื้อชั้นวางหนังสือเหล็กด้วยคูปองแทนเงินสด 3500 บาทที่อยู่ดีๆ ก็ได้มาเหมือนฟ้าประทาน เงินทองอยู่ติดตัวนานไม่ได้ ต้องทำให้หายไป

ข้อมูลอะไรที่หาไว้แล้วล่วงหน้า ไม่สนใจทั้งนั้น เพราะถ้าซื้อที่อื่น ฉันต้องจ่ายเงินสด แต่นี่ ไม่ต้อง เหมือนได้ฟรี(เพิ่มเงินอีกนิด ใช้กึ๋นปรับให้เข้ากับการใช้งานอีกหน่อย) ค่าแรงคนประกอบก็ไม่ต้องเสีย เพราะฉันประกอบเอง หญิงเหล็กเจ้าค่า(ก็ประกอบชั้นเหล็กนิ)

ขนหนังสือเอง ประกอบชั้นวางหนังสือเอง เก็บเงินเอง หาพันธมิตรเอง รวย(จน)เอง

เสียแค่เหงื่อกับเวลา แถมไม่ปวดหัวเรื่องคน เรื่องความผิดพลาดที่เราควบคุมไม่ได้

ก็ทำให้สำนักพิมพ์ไอ้ตัวเล็กนี่อยู่ได้ละน่า

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000030565

ชาเย็น


วันนี้มีเรื่องชาเย็นเข้ามากระทบโสตประสาทของฉัน 2 ครั้ง แต่มีนัยยะเหมือนกันเป๊ะ เพียงแต่ครั้งแรก เจ้าตัวปัญหาเป็นคนพูด ครั้งที่สอง ยัยอรอินทร์ในละครฮิตตลอดกาลเป็นผู้พูด

เรื่องแรกน่าเบื่อ เล่าเรื่องที่สองดีกว่า

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ดู เมียหลวง เวอร์ชั่นนี้เป็นครั้งแรก เห็นข่าวโปรโมทและหนังโฆษณาผ่านตามาหลายหน เหตุที่ทำให้สนใจล่าสุดคือ มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ดร.วิกานดาใช้กระเป๋าแอร์เมสรุ่นเบอร์กิ้น รุ่นที่มีตังค์อย่างเดียวเป็นเจ้าของไม่ได้นะ (ต้องโง่ด้วย...เฮ้ย ไม่ใช่) ต้องสั่งจองล่วงหน้า รอกันเป็นปีๆ ไม่ใช่แพงธรรมดานะเธอ แพงเข้าขั้นเทพเลย หกเจ็ดหลักโน่น (พอดีฉันไม่มี เลยไม่อยากระบุชัดเจน เท่าที่ได้ยินมาก็ห้าแสนขึ้นนะแหละ) ส่วนอรอินทร์ใช้แชลแนล คนที่ตั้งข้อสังเกต สงสัยว่า ในละครใช้กระเป๋าจริงรึเปล่า แชลแนลน่ะ น่าจะเป็นไปได้ แต่เบอร์กิ้นนางเอกของเรื่องจะมีใช้ในชีวิตจริงละหรือ

พอฉันดูก็จับตามองที่กระเป๋าของตัวเอกทั้งสองทันที เบอร์กิ้นของดร. วิกานดา สีออกเหลืองทอง เป็นสีที่ฉันมองว่า ใช้ได้กับทุกโอกาส แล้วก็ไม่ธรรมดาเกินไปแบบสีดำ ส่วนอรอินทร์ ใช้กระเป๋าสีดำตลอด แต่ชุดเสื้อผ้าเซ็กซี่ ฉูดฉาด ทั้งสองแต่งตัวตรงกันข้าม ใช้กระเป๋าแบรนด์เนมเหมือนกันแต่เฉดสีตรงข้าม

เขียนๆ ไป ฉันก็นึกถึงละครที่พระเอกเจ้าชู้สุดๆ อีกหนึ่งเรื่อง สาปภูษา ผู้หญิงของพระเอกสองคนปักผ้าคนละผืน คนนึงผ้าสีสันฉูดฉาด บาดตา มองแล้วสดใส ส่วนอีกผืน งานละเอียดแม้จะดูธรรมดา แต่ก็ไม่อาจละสายตาได้ นั่นคือความเห็นของผู้ชายที่เห็นผู้หญิงคนไหนสวยไปหมด ตามแบบฉบับของผู้ชายโรแมนติกที่ถ้าใครชอบผู้ชายประเภทนี้ก็ต้องรับข้อเสียที่เขาไม่สามารถมีผู้หญิงเพียงคนเดียวได้ เว้นแต่ว่า ผู้หญิงคนนั้นจะทำตัวเป็นผู้หญิงออลอินวัน เป็นทั้งหลวงทั้งน้อยในคนๆ เดียว

กลับมาเรื่องเมียหลวงดีกว่า ตอนที่ฉันดูนี้เป็นช่วงที่ปัญหาสุกงอมจนจะเน่าคาต้นอยู่แล้ว ดร.วิกานดาเอือมระอากับความเจ้าชู้ของสามีตลอด 10 ปีที่อยู่กินกันมา อีกทั้งอรอินทร์ยังแสดงตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของแบบออกนอกหน้า มาระรานและเล่นสงครามเย็นที่บ้านของดร. วิกานดาอีกต่างหาก ผู้หญิงที่วนเวียนอยู่ในชีวิตของดร. อนิรุธ ไม่ได้มีเพียงแค่นั้น มีสาวซื่อใสชื่อนุดี และยังสาวใช้หน้าตาดีเกินควรที่บ้านดร. วิกานดาด้วย

อรอินทร์น่ะ นางร้ายของแท้ แบบฉบับดั้งเดิม นุดีหลงรักดร.อนิรุธพร้อมๆ กับรู้สึกผิดที่ทรยศต่อนายแสนดีอย่างดร.วิกานดา ส่วนสาวใช้ที่ฉันไม่ทันสังเกตว่าชื่ออะไร รักดร.ทั้งสองและออกจะหึงหวงแทนนายที่แสนจะเป็นผู้ดีของหล่อน

ดร.วิกานดาถึงขีดสุดแล้ว หล่อนไม่อยากอยู่ต่อไปจนเกลียดดร.อนิรุธ เพราะถึงอย่างไร เขาก็ยังเป็นพ่อของลูกทั้งสองของหล่อนอยู่ดี ฉันว่าหล่อนเล่นดีนะ เล่นแบบผู้หญิงที่ทนท้นทน แบบ สีทนได้ มาแรมปี ทนจนมันเอ่อท้นอย่างที่หล่อนใช้คำว่า ทนจนสำลักความเกลียด แล้วก็ยื่นคำขาดว่าเขาหรือหล่อนจะต้องเป็นฝ่ายที่ออกไปจากบ้าน
ดร.อนิรุธไม่คิดว่าหล่อนจะจริงจัง พูดด้วยอารมณ์แล้วก็คงหายไปเพราะเขาก็เป็นอย่างนี้มานานแล้ว ผู้ชายเจ้าชู้เป็นเรื่องธรรมดา (อันนี้เมื่อไหร่คนไทยจะเปลี่ยนความคิดอุบาทว์นี้เสียที) แต่แล้วคืนถัดมาหล่อนก็ถามซ้ำย้ำคำเดิม เมื่องอนง้อไม่ได้ผลก็ประชดซะเลย

"ใช่สิ ผมมันไม่มีความหมาย คุณน่ะฉลาด เก่ง จัดการทุกสิ่งทุกอย่างได้เรียบร้อย"

"ผู้หญิงยังไงก็เป็นผู้หญิงวันยังคำ นอกเสียจากว่าผู้นำจะมีความบกพร่องอย่างร้ายแรง"

เธอดูภาษาที่ดร. เขาทะเลาะกันสิ คนการศึกษาสูงเขาทะเลาะกันแบบนี้ แต่รูปแบบของปัญหาไม่ได้แตกต่างกับชาวบ้านร้านตลาด มันก็ไม่พ้นเรื่องใต้สะดือนั่นแหละ

แม้จะเถียงจนดร.อนิรุธอึ้ง ทรุดนั่งลงกับเก้าอี้ แต่ดร.วิกานดาก็แอบมาร้องไห้อยู่ในห้อง (ก็หล่อนเป็นผู้หญิงนิ) รำลึกความหลังสมัยรักยังหวานชื่น ความรู้สึกสับสนปนเป หนึ่งก็คำอบรมจากผู้ใหญ่ตอนแต่งงานว่า เราเป็นผู้หญิงอย่าถือตัวว่า เก่ง ฉลาด อีกหนึ่งก็คำพูดของดร.อนิรุธที่บอกว่า ทั้งเก่งทั้งฉลาดอย่างหล่อน ทำให้เขาภูมิใจ ไม่มีทางที่เขาจะหมดรักหล่อน

ฉันชอบที่ละครฉายภาพความหลังแทนที่จะมาพูดใส่หรือสรุปให้คนดูเสร็จสรรพ เป็นละครน้ำเน่าแบบใส่ออกซิเจนเข้าไปบ้างแล้ว และเมื่อใครๆ ก็ชอบค่อนขอดว่าดีนัก ทุกฉากที่อรอินทร์คิดหาหนทางที่จะแย่งสามีชาวบ้าน จะมีพี่คอยเตือนทุกครั้งไป ทีมงานที่จัดละครเรื่องนี้คงมีความรับผิดชอบต่อสังคมละมัง
เมืองไทยเราปล่อยปละละเลย เด็กตัวกะเปี๊ยกก็ดูละครรอบดึกได้แต่ไม่มีผู้ปกครองนั่งดูเป็นเพื่อนหรือดูแล บอกกล่าวว่าสิ่งใดที่เห็นไม่ควรปฏิบัติ ไม่ควรกระทำ หรือถึงทำ ฉันก็จำได้ว่า รำคาญ โตจนป่านนี้แล้วยังจะมาพูดมาสอนเหมือนตัวเล็กๆ ฉันก็มองในฐานะลูก ส่วนคนที่เป็นพ่อแม่ เขาเคยเป็นลูกมาก่อนย่อมต้องเข้าใจความรู้สึก แต่ก็อีก เขาก็ต้องการให้เราเข้าใจหัวอกของคนที่เป็นพ่อแม่ ที่ไม่ว่าเราจะโตแค่ไหน อายุเท่าไหร่ เราก็ยังเป็นเด็กในความรู้สึกของเขาเสมอ

อากัปกิริยาของดร.วิกานดา เมื่อมีข่าวคาวหรือปัญหาใดๆ ที่มาจากสามีตัวดี หล่อนรับทราบและตอบโต้อย่างสงบ อย่างนิ่งๆ หากต้องมีการปรามคนที่ซอกแซกเกินเหตุก็เพียงแค่ปรายสายตามอง หรือถ้าใครบางคนไม่เป็นผู้ดีพอ ทำแค่นั้นก็ยังไม่หยุด หล่อนก็ตอกกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ อันเป็นที่มาของอาการ "ชาเย็น" ศัพท์ระดับเทพของคำว่า "เย็นชา"

แล้ววิธีนี้จะได้ผลมั้ย

ละครยังแทรกค่านิยมของคนในสังคม เมื่อทุกข์ร้อนก็พึ่งวัด เสี่ยงเซียมซี ดูดวง แล้วละครก็บอกใบ้ว่า แม้ตอนนี้หล่อนจะเหมือนอยู่ในฤดูใบไม้ร่วง แต่ฤดูใบไม้ผลิก็จะมาถึงในไม่ช้า ถึงตอนที่หล่อนทวนคำ "ฤดูใบไม้ผลิ" ทำนบก็แตก หล่อนร้องไห้อย่างไม่อายชายญี่ปุ่นที่มาหาด้วยความเป็นห่วง

เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึง ไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูหนาวอันเย็นเยือก หากผ่านพ้น ก็จะได้พบกับแสงสว่างสร้างสรรพสิ่งขึ้นมาใหม่ หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกลไกธรรมชาติ มีเกิดแล้วก็ดับแล้วก็เกิดต่อไปไม่จบสิ้น แล้วเราจะไปยึดถืออะไรมากมาย ชีวิตมันก็แค่นี้

วันนี้เป็น "ชาเย็น" พรุ่งนี้อาจจะเป็นน้ำผึ้งผสมมะนาว หรือไม่ก็แรงแบบว็อดก้าหรือเตกิล่าก็ไม่แปลก

หรือว่าเธออยากเป็นน้ำเปล่า ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี แต่ต้องดื่มทุกวันล่ะ




วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552

ชีวิตง่ายขึ้น?

ตอนนี้ก็ปาเข้าไปเกือบตีห้าแล้ว ฉันยังงมเรื่องการโอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ตของบริษัทอยู่เลย ปัญหาแรกที่ฉันพบก็คือ ไม่ว่าจะกี่ครั้งกี่หน ฉันไม่เคยจำรหัสลับได้เลย แม้จะจดแบบบอกใบ้ให้ตัวเองจำได้คนเดียวแต่ก็จำผิดทุกที ทีนี้ระบบรักษาความปลอดภัยของธนาคารก็ดีเยี่ยม ห้ามใส่รหัสผิดเกิน 3 ครั้ง มิฉะนั้นจะต้องให้ผู้ดูแลระบบตั้งรหัสให้ใหม่ คราวนี้เมื่อเข้าไปแล้วก็ต้องไปเปลี่ยนรหัสลับทันที

การทำรายการโอนเงินไม่ง่ายเหมือนการโอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ตของบุคคลธรรมดา ฉันใช้บัญชีส่วนตัวโอนเงินมาเป็นปี ไม่มีปัญหา แต่พอมาเป็นของบริษัท นอกจากจะต้องคิดเรื่องภาษี ณ ที่จ่าย ยุบยับ ต้องเลือกรหัสสาขาให้ถูกต้อง ต้องทำตามขั้นตอนการทำรายการที่โปรแกรมกำหนดเป๊ะ แถมยังทำเบ็ดเสร็จคนเดียวก็ไม่ได้ด้วย มันก็เนื่องมาจากระบบการควบคุมภายในนั่นแหละ ที่ต้องมีการเช็คสอบระหว่างผู้ทำรายการและผู้อนุมัติรายการ ไหนจะต้องอนุมัติข้อมูลผู้รับโอนเงิน แล้วถึงจะให้ผู้ทำรายการสร้างรายการโอนเงินเพื่อส่งต่อให้ผู้อนุมัติรับรองรายการอีก จากเดิมที่โอนเงินเบ็ดเสร็จแค่ไม่เกินนาที หนนี้ฉันงมอยู่เป็นชั่วโมง

ไม่แค่นั้นนะ ไม่ได้โอนเงินทันทีหรอก ถ้าเลือกแบบทันที ค่าใช้จ่ายบานตะไท ต้องทำรายการล่วงหน้า 1-2 วัน ถึงจะเสียค่าใช้จ่ายต่ำกว่าแบบบุคคลธรรมดา

ฉันได้แต่หวังว่า เมื่อฉันทำรายการคล่องขึ้นแล้ว ชีวิตจะง่ายขึ้นจริงๆ อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องลุกขึ้นมาแต่งตัว ไปเข้าคิวทำรายการที่ธนาคารพร้อมกับห้ามลืมตราประทับของบริษัท

ตอนที่พนักงานธนาคารมาสอนวิธีใช้งานฉัน เนื่องด้วยเคยเรียนอะไรทำนองนี้มา ฉันก็เข้าใจหัวอกน้องๆ ที่มาสาธิตให้ดูเลยทีเดียว คนเขียนโปรแกรมก็เขียนเลียนแบบการทำงานแบบเดิม ไม่ได้คิดว่าจะทำให้การผนวกใช้คอมพิวเตอร์ทำให้การทำงานเร็วและง่ายขึ้น คนที่ต้องใช้งานก็มีงานกองอยู่ท่วมหัว ไม่มีเวลาจะไปนั่งอธิบายให้คนเขียนโปรแกรมเข้าใจโครงสร้างการทำงาน ปัญหาที่พบ หรือลองทดสอบโปรแกรมเพื่อให้ข้อเสนอแนะสำหรับการปรับปรุง ผลก็คือ คนทำงานต้องใช้โปรแกรมที่ออกจะพิการบ๊องๆ เล็กน้อย แล้วไอ้การที่จะแก้โปรแกรมให้ใช้งานง่ายขึ้นก็ต้องเสียค่าแรงที่เรียกกันว่า man hour แพงหูฉี่ จากนั้นฉันก็พูดอย่างเห็นใจน้องๆ เสร็จสรรพว่า แล้วก็ไม่ถึงคิวที่จะแก้โปรแกรมสักที เพราะปัญหาของส่วนงานอื่นหนักกว่า สำคัญและจำเป็นมากกว่า ในขณะที่งบประมาณมีจำกัด เพราะฉะนั้นก็ต้องอยู่กับโปรแกรมต๊องๆ นี้ต่อไป

น้องบอกว่า โห เหมือนพี่มานั่งทำงานที่แผนกด้วยเลยนะเนี่ย

อ๋อ แน่ล่ะ มันก็ปัญหาพื้นๆ ของการทำงานออฟฟิศเนี่ยแหละ แต่ฉันก็แนะทางแก้ให้น้องนะ เผื่อจะมีความหวังบ้างนิดหน่อย ฉันบอกให้น้องรวบรวมสถิติลูกค้าที่ถามเกี่ยวกับปัญหาการใช้งานว่ามีมากน้อยเพียงใด แล้วแปลงความไม่พอใจของลูกค้าเป็นตัวเลข แปลงระยะเวลาที่ต้องตอบปัญหาลูกค้าและแก้ไขข้อผิดพลาดของระบบเป็นจำนวนชั่วโมงเพื่อคูณเป็นค่าจ้างพนักงานกี่คน แล้วนำเสนอผู้ใหญ่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อธนาคารทั้งในแง่ความพอใจในบริการและการจ้างพนักงานเพื่อดูแลปัญหาต่างๆ สรุปออกมาเป็นเงินจำนวนหนึ่ง คุ้มแล้วหรือไม่ที่ยังไม่แก้ปัญหาสักที ข้อมูลเหล่านี้อย่างน้อยก็อาจเพิ่มลำดับความสำคัญของปัญหาได้บ้าง จะได้ต่อคิวสั้นหน่อย

แต่อย่างว่าล่ะ งบประมาณของรัฐบาลยังแย่งกันแทบแย่ ทำรายงานนำเสนอ หาเหตุผลสารพัด ถ้าไม่กินนอกกินในกินตรงกลางทะลุทั้งหน้าหลัง ประเทศก็คงพัฒนาไปถึงไหนแล้ว

ในบริษัทก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก ฝ่ายที่เคยได้เงินเยอะ ก็ไม่ยอมลดงบประมาณของตนเพื่อปัญหาของฝ่ายอื่นๆ หรอก ไม่ว่าใครก็ทำเพื่อตัวเองเพื่อพวกพ้องทั้งนั้น คนที่ทำเพื่อส่วนรวมแล้วตัวเองเดือดร้อน ถูกหาว่า โง่ ซื่อ เป็นไอ้งั่ง

บางคนยิ่งฉลาดเท่าไหร่ รู้เท่าทันเกมส์ แต่เป็นคนดีทำเพื่อส่วนรวม ยิ่งรู้สึกว่าถูกมองว่าโง่มากขึ้นเท่านั้น จริงๆ แล้ว บางทีฉันคิดว่า ยิ่งโง่เท่าไหร่ ชีวิตยิ่งง่ายขึ้นเท่านั้น

หรือเธอว่าไงล่ะ

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552

เรื่องของ "งาน"

งานสำนักพิมพ์

สองวันมานี้ ทำงานแบบสบายๆ คล้ายว่าได้ทำจนขีดสุดแล้ว งานก็เริ่มเบาลง มีกำหนดว่าต้องรับต้นฉบับมาอ่านทวน แก้ไขคำโดด สะกดผิด อะไรที่ตกหล่น รอดหูรอดตา ทั้งที่ก็ละเอียดถี่ยิบจนผู้ร่วมงานระอาไป บางที่ก็ล้ำเส้น แต่ฉันถือว่า หน้าที่ประสานงาน คือการประสานให้ทุกอย่างเรียบร้อย เหมือนเป็นเจ้าของโครงการ

งานเมื่อก่อน

สมัยที่เป็นมนุษย์ออฟฟิศ ผู้ร่วมงานจะมีหน้าที่ประจำของแต่ละคน ถ้าทุกคนทำหน้าที่ตัวเองได้ดี ครบถ้วน ถูกต้อง ภายในเวลาที่กำหนด ฉันก็เหนื่อยน้อยหน่อย แค่รับช่วงและส่งต่อให้คนอื่น แต่ถ้าใครโยเย โยกโย้ ยุ่งยาก และสั้นๆ ว่า แย่ ฉันก็ต้องสรุปให้ ทำแทน ตามจิก สุดแล้วแต่รูปแบบการทำงานที่มีปัญหา

งานที่เคยมีคนเปรียบเทียบให้ฟัง

ในหนึ่งโครงการเหมือนเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ ที่มีทั้งเฟืองหลักและน็อตตัวกระจิ๋ว ถ้าน็อตหลุดแม้เพียงจุดเดียว ภาพรวมก็จะไม่สมบูรณ์และมีปัญหาหากเป็นน็อตตัวสำคัญ หากเป็นน็อตตัวเล็กและความสำคัญไม่มาก ก็ไม่ต้องใส่ใจนัก แต่ไอ้คำจำกัดความของคำว่า "สำคัญ" ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และมาตรฐานการทำงานของแต่ละคนก็แตกต่างกัน ไอ้ความแตกต่างของคนนี่แหละที่ทำให้เกิดปัญหาไม่หยุดหย่อน อย่างที่ใครๆ ก็ชอบพูดกันว่า "มากคนมากความ"

งานตกแต่งต่อเติมบ้าน

เมื่อวานก็เพิ่งพูดเรื่องนี้กับพี่ที่ไปทำบุญด้วยกันหยกๆ ว่าคนที่เก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะจะขาดความยืดหยุ่น และคนที่มีความยืดหยุ่นสูงก็จะสามารถเข้ากับคนได้มาก พี่คนนี้ต้องติดต่องานกับคนระดับที่ชาวปะกิตเรียกว่าบลูคอล์ล่า ฉันเคยผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว และให้หัวเสียยิ่งนัก กะอีแค่บอกว่าให้ทำตามแบบ ทาสีให้เหมือนเดิม ถ้าไม่ไปนั่งกำกับ ไม่มีทางได้อย่างที่อยาก อันนี้มันก็ขึ้นอยู่กับความละเอียด หรือเรียกสั้นๆ แบบไม่ต้องถนอมน้ำใจ ว่า ชุ่ย แต่ก็ไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียวหรอก ฉันเองให้มาดูความละเอียดอีกทีก็จะเจอปัญหาทุกครั้งให้ตายเถอะ

เรื่องบ้านนี่ชัดเจนมาก ทาสีไม่เสมอ เลอะบัว กระเบื้องยาไม่เท่ากัน น้ำรั่ว ติดกระจกไม่เนียบ เอียงบ้างล่ะ ผ้าม่านระยะห่างไม่เท่ากัน เย็บไม่ปราณีต ประตูตัดไม้เหลือสั้นไปมีช่องส่วนที่ติดกับพื้นใหญ่เกินไป ฝุ่นเข้ามาได้ง่าย ติดตู้แขวนผนังเบี้ยว สีลอก ถลอก สีไม่ได้มาตรฐาน เลอะแล้วเช็ดไม่ออก รอยต่อพื้นติดกับบัวไม่สนิท หน้าตาทาซิลิโคนเลอะเทอะแถมยังมีรูอากาศ ฝนสาดเข้ามาตามรูได้ ฉาบปูนไม่เรียบ โกงค่าวัสดุก่อสร้าง หรือไม่ก็ขโมยไปใช้ส่วนตัวก็มีนะเธอ

ฉันยังไม่เคยเจอคนที่ดูแลการสร้าง/ตกแต่งบ้านเองแล้วไม่หัวเสียสักคน

งานของใจ

เลิกหัวเสียแล้ว ไปหาอะไรทำให้อารมณ์สดใส รออ่านต้นฉบับอีกรอบก่อนพิมพ์จริง แวะไปดูโรงพิมพ์สักนิดเพื่อให้เห็นว่าใส่ใจ ทางนั้นจะได้เอาใจใส่เหมือนๆ กัน

งานสังคม

ช่วงเย็นไปสังสรรค์กับรุ่นพี่รุ่นน้องที่ไม่เคยรวมพลเช่นนี้มาก่อน แต่ ณ เวลาตีห้าสี่สิบเก้านาทีวันนี้ ได้รับ sms ขอให้ไปประชุมงานหนึ่ง ซึ่งไม่ได้บอกว่าเมื่อไหร่

งานครอบครัว

ถ้าให้จัดลำดับความสำคัญ วันนี้ฉันไม่ยอมเปลี่ยนแผนแน่ ไม่ยอมให้เรื่องงานมามีบทบาทกับชีวิตมากเกินไป เมื่อวานฉันเพิ่งโดยน้องชายค่อนว่า ต้องให้เวลากับครอบครัวบ้างนะ ผ่านเวลานี้ไปแล้วจะเสียใจ ประมาณว่าลูกสาวกำลังน่ารัก ให้รีบมาดูซะ ฉันก็ตอบกลับไปตรงๆ ว่า ก็เธอไปสร้างครอบครัวใหม่ จะให้ฉันถือว่าเป็นครอบครัวได้ไง และอีกอย่างการที่ไปวุ่นวาย วอแว มีผลให้เกิดบางปัญหาตามมา น้องชายคนดีก็ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า ไม่มีปัญหาใดๆ ฉันก็โอเค

งานที่คนเห็นค่า

อันที่จริงแล้ว ให้ใครๆ เขาคิดถึงเรา เรียกหา ดีกว่าเสนอหน้าโดยที่เขาไม่ได้อยากให้มานะเธอ

คนจะได้เห็นค่าฉันซะที

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

เงินที่ลืมไปแล้ว

เช้านี้ (ไม่ใช่สิ ประมาณเที่ยง) ฉันตื่นมาทำสิ่งแรกคือเช็ค sms เงินเข้าบัญชีก้อนโตแบบไม่น่าเป็นไปได้ โทรถามผู้ที่รักฉันแบบไม่มีเงื่อนไขว่าเอาเช็คเข้าบัญชีให้ฉันรึเปล่า ได้คำตอบว่า ไม่ แล้วฉันก็ถึงกับโทรถามสายส่ง ว่าโอนเงินผิดบัญชีรึเปล่า ได้ความว่า เงินมันน้อยไป ถ้าโอนมาต้องมากกว่านี้ (เป็นไงล่ะ 555) สักพัก คนแรกที่ฉันโทรหา โทรกลับมาใหม่ ว่าคนเคียงข้างเธอบอกว่า เคยเจอแบบนี้เหมือนกัน ระวังคนจะใช้บัญชีของเราเป็นทางผ่าน ให้รีบปิดบัญชีเพื่อเอาเงินทั้งหมดออก แล้วไปเปิดบัญชีใหม่

ฉันรีบอาบน้ำแต่งตัว ถือสมุดเงินฝากหมายจะตรงรี่ไปที่ธนาคารฝั่งตรงข้าม ระหว่างลงลิฟท์ นึกขึ้นได้ว่า อาจมีโอกาสได้เงินจากอีกแหล่ง โทรถามทันที ถ้าเงินน้อยกว่านี้จะไม่สงสัย ว่าแต่ทำไมงวดนี้มันเยอะนัก ก็จะไม่ตกใจได้ไง เพราะมันประมาณ 7 เท่าของงวดที่แล้ว สรุปว่า ไม่มีใครใช้บัญชีเงินฝากของฉันเป็นทางผ่าน แค่เป็นจุดหมายของเงินที่ได้จากงานที่ฉันลืมไปแล้ว

ฉันยังจำเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่ฉันไปวึ่นวือ โว้กว้าก วอแว ปล่อยระเบิดทิ้งรอบตัวได้เหมือนเพิ่งเกิดเมื่อเช้านี้

เช้าวันนั้น ฉันออกจากบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัวด้วยเหตุส่วนตัว ระหว่างขับรถไปที่หมาย ฉันบอกตัวเองว่าเรื่องนี้ต้องพักไว้ก่อน จะมีสายเรียกเข้ากี่สิบสายก็ไม่รับ ไม่สนใจ (ก็บอกแล้วว่าให้คุยตอนเย็นเวลาที่...นั้นน่ะ) คิดแต่ว่าจะทำอย่างไร ให้งานดำเนินต่อไป ไม่สะดุดอย่างที่เป็นมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้วโน่น

มีการนัดพบนอกรอบก่อนจะไปหาผู้ว่าจ้าง ฉันถล่มใส่ผู้รับจ้างซะหน้าจ๋อยไปตามๆ กัน คนมาใหม่ท่าทางจะใหญ่โตหน้าตากวนส่วนล่างสุดของร่างกาย แล้วยังพูดจาสัตว์สี่ขาไม่รับประทาน อยากชมว่าฉันสวย ฉันเลยบอกว่า เป็นยักษ์แปลงร่างมา

หลังจากใส่ด้วยเหตุผล (อันนี้เถียงไม่ได้เลย) บวกกับตาถลนโตและน้ำเสียงอำมหิต ฉันก็ทำเฉย บอกภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ให้คุยกับผู้ว่าจ้างเองนะ...เห็นแววตาไร้ที่พึ่งพิงปรากฏฉายชัดจากทั้งสามใบหน้า

ฉันก็ขู่ไปงั้นแหละ ถึงเวลาเห็นพูดจาอึกๆ อักๆ ก็ต้องช่วยอยู่ดี ท่าทางฉันคงจะเอาซะผู้รับจ้างถอดใจ ฝ่ายนายจ้างถึงกับหาเรื่องชวนคุย ลดบรรยากาศมาคุด้วยความสงสารผู้รับจ้าง

ทางเลือก ทางแก้ ได้มีการคุยกันเป็นกิจจะลักษณะอย่างคนที่ตั้งใจจะแก้ปัญหาร่วมกัน เพราะความผิดไม่ได้ตกอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นความไม่พร้อม ความที่ประเมินแตกต่างไปจากหน้างานจริง อุปสรรคที่มีมาจากเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้า คราวนี้มีกำหนดวันเสร็จอย่างชัดเจน ฉันถามซ้ำ ย้ำแล้วย้ำอีกว่า ทำทันแน่นะ มีอะไรให้บอก อย่ามาอ้ำๆ อึ้งๆ รำคาญ และไม่รู้ปัญหาที่แท้จริง

จนในที่สุด ก็ยอมรับออกมาว่า ไม่แน่ใจว่าจะเสร็จทันอย่างที่โม้เอาไว้หรือไม่ แถมพูดอย่างอั้นไม่ไหวแล้วว่า ดีไม่ดี เด็กๆ ก็จะพาลไม่ทำไปซะงั้น ไอ้ฉันเองน่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะไปคาดโทษอะไรนักหนาหรอก แค่อยากได้ความจริง ไม่ใช่คำพูดจากความเกรงใจ ความไม่กล้าที่จะไม่รับปากของคนไทยโดยทั่วไปที่ฉันเจอมานักต่อนัก ฉันแค่อยากรู้ว่าถ้าทำเต็มที่จะเสร็จเมื่อไหร่ ไม่ได้หมายความว่าให้เสร็จตามนั้นจริงๆ ที่ต้องการเวลาที่ต้องใช้เมื่อทำเต็มที่ ก็เพื่อจะได้บอกว่า ถ้าเป็น best case พร้อมกันทุกฝ่ายเสร็จภายใน X วันแน่ๆ (แต่ best case ก็คือ best case แปลว่า เป็นไปไม่ได้) แต่ถ้าทางนายจ้างไม่สามารถทำได้ตามที่ผู้ถูกว่าจ้างขอไป ก็ทำไม่ได้เร็วอย่างที่ว่านะ

คราวนี้ ผู้ว่าจ้างบอกเองว่า ไม่ได้เร่งอะไรหรอก แค่อยากรู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ จะได้ทำงบถูก

นี่แหละ ที่ฉันต้องการ

ที่พูดไปพูดมา วกวนก็เพื่อให้ทางนายจ้างพูดออกมาจากปากเองว่า เข้าใจว่าทำไม่ได้เพราะอะไร และไม่เร่งหรอก

ออกมาจากที่ประชุม ผู้ถูกว่าจ้างที่กวนส่วนล่างสุดของร่างกายก็ถามว่า ฉันเป็น lobbyist ที่ไหน ไปกินข้าวกันมั้ย

ฉันตอบทันควันว่ามีงาน (งานกินข้าวกับพี่ที่ไปกับฉันแหละ)

จบงาน จบบทสนทนา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาเดือนนึงเห็นจะได้ แล้วฉันก็ลืมซะสนิท

มาวันนี้ ได้เงินเหลือเชื่อ ถึงได้นึกได้ว่า ผลจากการเล่นละคร ใส่ฝั่งนึงซะจ๋อย ทำหน้ายิ้มๆ บอกว่าความผิดของนายจ้างก็เยอะนะ สรุปแล้วทั้งสองฝ่ายก็ต้องไปปรับปรุงส่วนที่ตนรับผิดชอบ มันก็จบหน้าที่คนกลางอย่างฉัน หน้างานพี่คนที่กินข้าวกับฉันก็รับไป เมื่อไหร่ต้องการนางยักษ์ก็เรียกมา คุ้มค่าเหนื่อยแล้วแหละ

ฉันจะเอาเงินนี้แหละไปทำบุญในวันพระใหญ่วันนี้

บุญต่อบุญ เงินต่อเงิน

บางที...ลืมๆ อะไรไปบ้าง ก็ทำให้หัวใจพองโต ได้ความรู้สึกพิเศษประจำวันนะเธอ

แง่ดี...แง่ร้าย

การกระทำเดียวกัน ตีความได้ทั้งแง่ดีและแง่ร้าย อยู่ที่เราเลือกจะ "เชื่อ" อย่างไร บางครั้งเราก็รู้ว่าความจริงคืออะไร แต่บางครั้งก็ไม่มีวันรู้...

วันนี้ฉันนั่งนึกสารพัดเรื่องที่มองได้ทั้งดีและร้าย ไม่น่าเชื่อว่าการกระทำเดียวกันจะมีความหมายได้สุดขั้วขนาดนี้

ลบข้อความและหมายเลขโทรเข้า-เรียกออก ทุกวัน
ดี: เช็คข้อความและหมายเลขทุกวัน จะได้รู้ว่ารับ-ไม่รับสายใครบ้าง
ร้าย: ใครมันจะไปทำอย่างงั้น ถ้าไม่ได้ปกปิดอะไร

ปิดมือถือ เอามือถือไว้นอกห้องนอน
ดี: จัดสรรเวลา แบ่งแยกอย่างเด็ดขาด นอนคือนอน ทำงานคือทำงาน
ร้าย: กลัวใครโทรเข้ามารึเปล่า

มือถือปิดบ้าง เปิดบ้าง สายไม่ว่าง ว่างไม่รับ บางทีโทรกลับ บางทีไม่
ดี: คงยุ่ง คงติดสาย คงแบตหมด คงลืม มีปัญหาหนักอก ไม่อยากพูดหรือเล่าให้ใครฟัง
ร้าย: ยุ่งอยู่กับใครรึเปล่า กลัวรู้เลยปิดมือถือ ทำ call screening ไม่อยากให้รู้หรือติดต่อได้ในบางขณะ ไม่มีมารยาท

พาไปดูดวงแล้วนั่งฟังด้วย
ดี: เป็นห่วง จะช่วยถามช่วยคิด อยากเข้าใจ
ร้าย: รู้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ของตัวเอง หรืออีกทีก็เตี๊ยมกับหมอดูให้พูดตามที่บอก

ติดต่อเมื่อต้องการความช่วยเหลือ
ดี: รู้ว่าเป็นที่พึ่งได้ ไว้ใจถึงปรึกษาปัญหาส่วนตัว ไม่อยากรบกวน ถ้าไม่เดือดร้อนไม่กล้ามากวน
ร้าย: เอาไว้ใช้ประโยชน์อย่างเดียว ไม่มีปัญหาไม่เหลียวแล

ไม่โทรชอบส่งอีเมล
ดี: ทำอะไรเป็นเอกสาร จะได้อ้างอิงได้ ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่อยากรบกวนเวลา ไว้ตอบตอนที่สะดวก อยากอธิบายเผื่อไม่เข้าใจจะได้อ่านทวนเองสำหรับคนที่ไม่กล้าถาม แยกแยะเรื่องราวเป็นระบบ หมวดหมู่ จะได้หาหรืออ้างอิงได้ง่าย
ร้าย: มีอะไรก็ใช้ๆๆ สั่งๆๆ เขียนอะไรยืดยาว เจ้ายศเจ้าอย่าง ขี้เกียจอ่าน ส่งมาฉบับเดียวก็ไม่ได้ มาทีเป็นกอง

ให้ยืมเงินโดยไม่มีหลักฐาน
ดี: ใช้ใจซื้อใจ เป็นห่วงเป็นใย
ร้าย: โง่ เดี๋ยวก็เชิดซะนี่

มีปัญหาแล้วพูด
ดี: จะได้รู้ว่ามีปัญหาจะได้หาทางแก้ ปัญหาไม่ทับถม เข้าใจกันและกัน
ร้าย: อะไรนิดอะไรหน่อยก็บ่น ไม่รู้จักทนอะไรซะบ้างเลย

คนที่ไม่แสดงอาการโกรธแม้จะมีคนทำไม่ดีใส่
ดี: เป็นคนใจเย็น ให้อภัย แยกแยะได้
ร้าย: ไม่รู้ตัวรึไงยัยโง่ มันต้องแค้นฝังหุ่นแน่ๆ ต้องระวังคนๆ นี้ให้ดีๆ จะดัดหลังเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตกลงมันคิดยังไงหว่า

คนที่ไม่บ่นไม่พูด
ดี: อดทน ไม่ใช่พวกดีแต่ปาก คิดก่อนพูด
ร้าย: ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่รับผิดชอบ ไม่รับรู้ ไม่รู้เรื่องเลยไม่รู้จะพูดอะไร ใครว่าไงก็ว่างั้น

กินข้าว/ไปไหน/ทำอะไรคนเดียว
ดี: มั่นใจในตัวเอง รู้ว่าต้องการอะไร ไม่ต้องพึ่งใคร ไม่อยากกวนใคร มีความเป็นส่วนตัวสูง รักสันโดษ
ร้าย: ไม่มีใครคบ หาคนไปด้วยไม่ได้ละสิ ประหลาด ติสต์แตกแล้วนั่น หลุดโลก ไม่ปกติแน่ๆ

เข้ากับทุกคนได้หมด
ดี: มนุษย์สัมพันธ์ดี นิสัยดี อยู่ด้วยแล้วมีความสุข หล่อ/สวย ชอบสนุกสนาน ฉลาดรอบรู้ อีคิวดี เพื่อนรัก พรรคพวกเยอะ
ร้าย: ขาดความมั่นใจ ต้องง้อทุกคน ไม่เป็นตัวของตัวเอง รู้สึกว่าตัวด้อยค่า แก้ปมปัญหาส่วนตัว ที่บ้านไม่มีความสุข โกหกเก่ง เสแสร้ง ไม่จริงใจ กะจะเป็นนักการเมืองละสิ หวังประโยชน์อย่างอื่น หา connection

เลิกกับแฟน
ดี: ไม่มีความสุขจะทนทำไม ปัญหาบางครั้งแก้ไม่ได้ก็ตัดมันซะ ถอยออกมาอาจจะทำให้รู้ใจตัวเองมากขึ้น ได้ทบทวนถึงปัญหา ความดี/ไม่ดี ถ้าเป็นคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกัน ดีแล้ว ไม่ต้องทนจนวันตาย
ร้าย: ไม่อดทน ไม่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่รู้จักอภัย ไม่ยืดหยุ่น นิสัยแย่ถึงไม่มีใครทนได้ คิดถึงแต่ตัวเองไม่คิดถึงผลกระทบ ทำตัวเป็นเด็กนึกจะเลิกก็เลิก

เลิกกับแฟนแล้วยังคุย/ทำงานด้วยกัน
ดี: แยกแยะเรื่องส่วนตัว/งานได้ เป็นแฟนไม่ได้แต่เป็นเพื่อน/ทำงานด้วยกันดีกว่า อาจจะปรับตัวเข้าหากันได้ในอนาคต ถอยออกมาดูกันห่างๆ จะได้รู้ว่าคบเพราะตัวหรือหวังงาน
ร้าย: เลิกไม่ขาดนี่ หวังจะคืนดีละสิ ไม่ยุติธรรมกับแฟนใหม่ เดี๋ยวถ่านไฟเก่าก็คุ ของมันเคยๆ อ้างเรื่องงานนะสิ กั๊กไปเรื่อยๆ แล้วค่อยเลือก ระหว่างนี้ก็ได้งานไปด้วย

ยิ่งคิดยิ่งไม่รู้ว่าดีหรือร้ายต่างกันยังไง หลายๆ ครั้งที่การตัดสินใจผิดพลาดนำมาซึ่งโอกาสสำหรับอนาคตที่ดีกว่าเมื่อได้มองย้อนกลับไป แต่ยังไงๆ ก็ไม่มีใครสามารถกลับไปเลือกทางเดินเก่าคู่ขนานกันไป จริงๆ แล้วไม่มีทางรู้ว่าทางเลือกไหนดีกว่ากัน คิดๆ ไปแล้ว ทางที่ดีที่สุดคือ มีความสุขกับทางที่เลือก ชีวิตที่เป็นอยู่ ทุกๆ วันที่มาเยือน เพราะวันที่เลวร้ายที่สุดอาจกลับกลายเป็นวันที่ดีที่สุดก็ได้...ใครจะรู้

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552

เครื่องรวน

ฉันไม่ได้หมายถึงคอมพิวเตอร์ที่ฉันลงทุนซื้อโปรแกรมต้านไวรัสแล้วรู้สึกว่าเครื่องจะได้ภูมิคุ้มกันที่ดีเกินไป เลยป่วยซะงั้น

ฉันหมายถึงตัวฉันเอง...

ฉันมีนัดกับหมอวันนี้ หลังจากลืมไปเมื่อครั้งที่แล้ว ทั้งๆ ที่พยาบาลก็โทรมาเตือนตอนเช้าว่ามีนัดตอนบ่าย พอบ่ายฉันก็นั่งสรุปหน้าที่ความรับผิดชอบให้น้องใหม่ เตรียมไปขนหนังสือข้างนอก ที่ไหนได้ พยาบาลโทรมาตามตอนจะออกจากบ้านพอดี อะไรจะขี้ลืมขนาดนั้น

ถ้าจะพูดถึงเรื่องเครื่องรวน มันรวนมาเป็นระยะ และออกจะถี่ขึ้นในช่วงนี้ ฉันหักเงินภาษีผิด ใส่เลขที่บัญชีผิด โอนเงินผิดสกุล จำรหัสลับไม่ได้ พูดผิด เขียนผิด แสดงออกผิดๆ จนรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับตัวเอง

เมื่อวาน ผู้ที่รักฉันอย่างไม่มีเงื่อนไข (แม้เราจะอยู่ใกล้กันนานๆ ไม่ได้) เสนอให้ฉันไปเที่ยวพักผ่อน ฉันก็เออออห่อหมก แต่คงต้องตามไปนะ เพราะติดงานใหญ่ แต่สรุปว่า เครื่องบินไม่เป็นใจ ตั๋วเต็มทั้งที่ตั้งใจจะใช้ไมล์สะสมแลก ทีนี้จะลงทุนซื้อตั๋วให้ฉันเชียวนา แต่ฟ้าไม่เป็นใจ ก็ซื้อไม่ได้อยู่ดี สรุปว่า ฉันอด

คิดดูอีกทีก็ดีเหมือนกัน ถ้าไปก็คงจะไม่สนุก เพราะห่วงเรื่องนั้นเรื่องนี้สารพัน

วันนี้ต้องไปหาหมออย่างที่นัด ระหว่างรอ ดูท่าฉันจะเล่นละครเป็นหมอฝึกหัด นั่งฟังพยาบาลบ่นเรื่องคนไข้ที่มาหาหมอโดยไม่ได้นัดล่วงหน้า แล้วทำให้ตารางรวน คนที่นัดและมาตามนัดต้องนั่งรอ และเลยกระทบคนอื่นๆ ถัดไปเรื่อยๆ บางคนรู้ว่าหมอตรวจถึงสองทุ่ม ก็มาซะอีกสิบห้านาทีสองทุ่ม เจอไปหนเดียว หมอสั่งไว้เลยว่า ถ้ารายนี้มาอีก หมอไม่ตรวจให้

ไม่ใช่แค่พยาบาลเครียด หมอเองต้องเครียดมากกว่า เพราะวันๆ ต้องรับเรื่องของคนมีปัญหาสารพัด หากไม่สามารถฟัง วินิจฉัยแล้วทิ้งไป เท่ากับหมอปล่อยให้ลิงเกาะหลังเป็นฝูง จากที่รักษาคนป่วยในที่สุดก็คงจะป่วยเอง

วันนี้มีคนไข้มาแบบไม่นัดสองราย พวกนี้เป็นคนไข้แบบที่เมื่อต้องการยาก็มาให้หมอสั่ง หรือบางทีมาเพื่อเอายาไม่ให้หมอตรวจ ถ้าฉันเป็นหมอ ฉันก็คงลำบากใจไม่อยากเอาคอไปขึ้นเขียง

ถึงคราวของฉันบ้าง หมอทัก "หน้าตาสดใสเชียวนะเรา" ฉันตอบด้วยเสียงหัวเราะ "เค้าว่ากันว่า ถ้ามันถึงที่สุดแล้ว ก็คงต้องหัวเราะไปเลยแหละค่ะ พายุเวลามันมา มันไม่ได้มาลูกเดียว"

ว่าแล้วก็นำไปสู่บทสนทนาสารพัดปัญหาของฉัน เรื่องราวที่เล่า ทุกขั้นทุกตอนมีปัญหา ก็แก้กันไป หมอก็ฟังซะเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็จำเป็นต้องบอกว่า เมื่อคืนก็ร้องไห้ แต่ถ้าถามว่าเพราะอะไร มันก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน บางครั้งมันไม่รู้จะทำยังไง ร้องออกมามันก็สบายใจขึ้น

ฉันเล่าว่า คนรอบข้างก็เริ่มบ่นว่า หมู่นี้ฉันเครียดๆ แล้วฉันก็เครียดใส่ใครหลายคน หมอว่ามันมาจากนิสัยของฉันนั่นแหละ ฉันเป็นคนละเอียดตามประสาคนไวต่อสัมผัสทั้งหลาย คนประเภทนี้โดยพื้นฐานแล้วก็จะเครียดง่ายอยู่แล้ว การที่ซีเรียสกับชีวิต ตลกยาก ไม่ค่อยหัวเราะกับมุขสามัญธรรมดา (ประมาณว่าต้องมุขเทพนั่นแหละถึงจะขำ) ก็ทำให้อยู่ยาก ยิ่งมาตรฐานสูงในขณะที่คนทั่วไปก็เป็นแบบคนทั่วไป คำพูดของนายเก่าคนนั้นยังก้องอยู่ที่หูเสมอๆ ลดสปีดการทำงานและมาตรฐานลงบ้าง ไม่ต้องเช็คอีเมลทุกวันก็ได้ เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ปล่อยให้มันผ่านๆ ไปเถอะ

หมอบอกให้เปลี่ยนอิริยาบถ อย่าทำแต่งานกับนอน ถ้าทำแค่นั้นไม่มีเวลาส่วนตัว มันก็ไม่ได้พักเต็มที่อยู่ดี หมอบอกให้ทำตามหลัก 8-8-8 แล้วฉันก็นึกถึงหลานคนเก่งที่ทำงานปีนึงซื้อบ้านได้กี่หลังแล้วก็ไม่รู้ เห็นเค้านอนวันละ 3 ชั่วโมง หน้าแก่แต่รวย หลายๆ คนคงเลือกอย่างนั้น

ฉันถามหมอด้วยน้ำตา ว่าบางอย่างต้องยืดหยุ่นตามที่มาตรฐานคนไทยทั่วไปเค้าทำ เค้ายอมรับกันมั้ยคะ หมอก็บอกว่า พวกที่เค้าเป็นอย่างนั้น เค้าก็ทน ไม่ได้มีความสุข อาจจะด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ หน้าตา ฐานะทางสังคม เราเป็นของเราน่ะ ดีแล้ว ปรับแต่ไม่ใช่เปลี่ยน เวลาจะเป็นเครื่องตัดสิน

ในเมื่อหมอสั่ง การคลายเครียดที่ดีที่สุดนอกจากนอนก็คงเป็นการไปนวด แล้วก็กินหรูๆ ตามสไตล์ของฉัน นวดมัน 3 ชั่วโมง หมอนวดยังสอนฉันว่า อย่าไปคิดอะไร หลับซะ ถ้าไม่หลับก็นึกถึงขาเวลาที่เค้านวดฉัน สรุปแล้วยังไงฉันก็ไม่หลับ คิดไปร้อยแปดเรื่อง ได้คำตอบบ้าง ได้มุมมองอีกแง่สำหรับเรื่องเดิมๆ ที่เมื่อมองมุมใหม่ ก็ได้ความรู้สึกและทางออกใหม่ๆ

หมอนวดบอกอีกว่า กระดูกมันบอกว่า ล้า นะ แต่เส้นเอ็นข้างนี้ยังไม่เป็นปุ่มๆ เหมือนบ่าข้างโน้น แม่หมอเน้นนวดที่คอ ฉันรึก็กลัวจะคอหักก่อนตายด้วยความเครียด เลยกลายเป็นว่านวดไปเครียดไป จะว่าไป มันก็ไม่ได้ปวดเมื่อยเพราะงานอย่างเดียวหรอก ก็เวลาว่างของฉัน ดันไปเล่นเกมส์ซะนี่

ก็ซื้อผ่านอินเตอร์เน็ตมาอีกเหมือนกัน ไม่เล่นก็ไม่ได้ เสียเงินแล้วนิ!!

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

เด็กๆ คงช่วยฉันไว้...

ถ้าเธอได้อ่านบล้อกของฉันก่อนหน้านี้ คงจะเห็นว่าฉันนำเรื่องราวของแม่ต้อยมาเผยแพร่ที่นี่ เผื่อว่าใครได้อ่านอาจจะมีโอกาสได้ช่วยเหลือเด็กๆ ที่อนาคตมืดมนเหล่านั้น อย่างที่ฉันเขียนไว้ ว่าฉันลุกขึ้นมาบริจาคเงินทางอินเตอร์เน็ต...เป็นการเริ่มวันใหม่ที่ดีมีคุณค่าต่อคนอื่น ฉันจัดเสื้อผ้าได้หนึ่งลังกับหนึ่งกระเป๋าเตรียมไปมอบให้เด็กๆ เหล่านั้น ถึงกับเปรยๆ กับพี่คนสนิทว่า อาจจะขับรถไปถึงยโสธร ถือว่าไปเที่ยวซะด้วยเลยทีเดียว

ณ วันเดียวกันนั้นเอง มีเรื่องของเด็กๆ เข้ามาเกี่ยวพันกับฉันทั้งตอนเช้า และตอนค่ำหลังตัดสินใจอะไรบางอย่างเพื่อให้ตัวเองพ้นทุกข์ เรื่องตอนเช้า ฉันเขียนเล่าให้อ่านกันแล้ว ส่วนตอนค่ำ อยู่ดีๆ พี่ที่คบหากันมาก็บอกกับฉันว่าจะดูดวงให้ แต่การดูดวงโดยใช้ไพ่ของพี่แกไม่เหมือนที่ใดๆ ที่ฉันเคยไปดูมา ไพ่สีฟ้ามีข้อความเป็นตัวอักษร...เป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว พี่ให้ฉันแบ่งออกเป็นสิบกอง อธิษฐานว่าอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไร 10 ข้อ ใช้มือซ้ายตัดไพ่จนพอใจ ว่าแล้วพี่ของฉันก็เอาเครื่องมือแปลกไม่เหมือนใครออกมาจากกระเป๋าเป้ เป็นตะเกียบสีไม้เข้มหนึ่งข้าง (ฉันไม่ค่อยแน่ใจเรื่องลักษณะนามของตะเกียบข้างเดียวมาก่อน ของที่อยู่เป็นคู่เสมอ ไม่เคยคิดว่าเมื่ออยู่ลำพังข้างเดียวก็เกิดประโยชน์ในอีกแง่มุมหนึ่ง) สร้อยสแตนเลสเงินยาวหนึ่งไม้บรรทัดเห็นจะได้ ปลายสร้อยเป็นแก้วเจียระไนหรือแร่ธาตุอะไรซักอย่างที่มีลักษณะขาวใส พี่คนนี้พันปลายสร้อยอีกด้านไปที่ปลายตะเกียบ มองดูเหมือนเบ็ดตกปลาที่มีเหยื่อชิ้นเบ้อเริ่มเมื่อมองสัดส่วนของคันเบ็ด สายเอ็นและเหยื่อยักษ์ชิ้นนี้

เธอเชื่อมั้ยว่าพี่เค้าถือคันเบ็ดลอยอยู่เหนือไพ่ทุกใบในแต่ละกอง และก็แล้วแต่ว่าจะอธิษฐานให้แก้วพิเศษนี้หมุนไปทางใด เช่น ถ้าหมุนทวนเข็มนาฬิกาถือว่าเป็นไพ่ที่จะให้คำตอบกับคำถามที่ฉันถาม เธอคิดดู ในแต่ละกองมีไพ่ประมาณ 20 ใบ พี่เค้าต้องถือคันเบ็ดอยู่นานแค่ไหน ถึงจะทำนายทายทักเรื่องต่างๆ ให้ฉันได้ เรื่องแรกก็คือเรื่องที่ฉันเพิ่งตัดสินใจนั่นแหละ แล้วคำตอบก็พูดในเรื่องเดียวกัน การที่ฉันได้มีโอกาส "เกิดใหม่" เมื่อดอกไม้บาน เมื่อได้บริจาคเงิน เมื่อได้ตัดสินใจอะไรโดยเด็ดขาด ทำให้จิตใจของฉันผ่องแผ่ว ไม่น่าเชื่อว่าไม่มีน้ำตาไหลแม้แต่สักหยดเดียว ฉันรู้สึกดีจังที่เข้มแข็งขึ้นมาก ไม่มีใครจะมาทำลายการนับถือตัวเอง (Self-Esteem) ของเราได้ นอกจากเราจะอนุญาตให้ใครเข้ามามีอำนาจเหนือจิตใจของเรา นี่น่าจะเป็นบทพิสูจน์ว่า ความล้มเหลว ความผิดพลาดทำให้เราแกร่งขึ้น สามารถเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา

คำถามที่สอง สามและสี่ ได้รับคำตอบแล้ว แม้ว่าคำตอบคือความคลุมเครือ คำตอบไม่ได้ให้ความกระจ่าง แต่คำตอบที่ได้ก็แนะนำให้ฉันปฏิบัติตนอย่างไร จวบจนมาคำถามสุดท้ายที่ฉันถามไปว่า ฉันจะสามารถมีอิสระทางการเงินได้หรือไม่ เมื่อใด มีไพ่อยู่หนึ่งใบที่พอเอาแก้วพิเศษนี้ไปจ่ออยู่ด้านบน แก้วไม่ไหวติง ฉันได้รู้จากคำถามก่อนหน้าว่า ไพ่จำพวกนี้ มีความหมายพิเศษ แปลว่าไพ่ไม่บอก ส่วนใบที่แก้วแกว่งแรงที่สุดตามทิศทางที่อธิษฐานไว้ให้ความหมายที่ฉันพอจำได้เลาๆ ว่า ฉันมีความสามารถ แต่ไพ่ก็ยังไม่ได้ตอบอะไรชัดเจน การที่คนเรามีความสามารถไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จ หรือได้ดอกผลจากความสามารถที่มี พอถึงคราวที่เปิดไพ่ที่แก้วไม่เคลื่อนไหว หยุดนิ่งอยู่เหนือไพ่ พอพลิกหงายขึ้นมา ข้อความในไพ่กล่าวว่า

....แม่ฆ่าหนูทำไม....

ณ ตอนนี้ ฉันยังขนลุกไม่หาย ไม่น่าเชื่อ แล้วฉันก็ไม่รู้ด้วยว่า เป็นอุปทานหรือมีสิ่งลี้ลับใดก่อให้เกิดอาการเช่นนี้ ลำพังตัวฉันเอง ตีความไม่ได้หรอก ฉันเองไม่เคยฆ่าใคร พี่ที่ทำนายให้ฉันบอกว่า ฉันโชคดีนะ ที่ได้ไพ่ใบนี้ หมายความว่า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ให้ฉันทำบุญกับเด็กๆ ให้เยอะๆ

นี่จึงเป็นที่มาที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า เด็กๆ คงได้ช่วยฉันเอาไว้แน่ๆ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอะไรที่ลี้ลับมาบอกมาเตือนฉันเสมอมา ต้องขอบคุณกรรมดีที่ฉันได้ทำไว้ในชาติปางก่อนหรือสิ่งที่ฉันเพิ่งทำในชาตินี้ ที่ดลบันดาลให้ฉันรอดพ้นจากคนพาล คนไม่ดีทั้งหลาย

ฉันจะยังคงทำความดีเพื่อไถ่บาปกรรมที่ฉันทำไว้ไม่ว่าจะในภพชาติใด กรรมที่ฉันมีกับหลายๆ คน ได้ชดใช้ไปแล้วในชาตินี้ ก็ขออย่าให้มีเวรมีกรรมต่อกันและกันเลย ฉันขอให้คนที่มีกรรมพัวพันกับฉันได้พบแต่สิ่งที่ดีในชีวิต แม้ว่าการเทน้ำในที่ดอนจะทำได้ยาก ฉันก็ขอเป็นคนนึงที่จะฝืนธรรมชาติ แผ่เมตตาให้ศัตรู คนพาล ที่สร้างความเสียหาย ชอกช้ำให้กับฉัน ขอให้เลิกแล้วต่อกัน ต่างพบเจอในสิ่งที่ดีๆ ทำแต่สิ่งดี ไม่เบียดเบียนคนอื่นอีกต่อไป

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เลิกเขียนนิยาย...ยังไม่สายกับชีวิตจริง

ฉันแทบจะเขียนนิยายมาตลอดระยะเวลาที่เริ่มเขียนตั้งแต่ตอนที่ 1 ของ หรือว่าเป็นคู่...ชีวิต เว้นแต่มีการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหลานป้าและหนังสือเล่มล่าสุดที่ฉันแปล ยังมีอะไรอีกมากมายให้ฉันทำ ทั้งๆ ที่มันไม่น่าจะมากมายขนาดนั้น ฉันนั่งนึกอยู่ว่า วันๆ นึงฉันทำอะไร แม้ว่าฉันจะทำงานทั้งวัน อยู่หน้าทั้งพีซีและน้องฟ้าที่นับวันจะมีปัญหาขึ้นเรื่อยๆ อันมาจากการอุตริของฉันเองที่ทำตนเป็นคนดี ลงทุนซื้อซอฟท์แวร์ป้องกันไวรัสมาลงเอง บางครั้งการเป็นคนดีก็ดูจะทำให้ชีวิตยุ่งยากจนเกินไป

สองสามวันมานี้ฉันไม่สามารถเช็คเมลที่จีเมลด้วยเวอร์ชั่นปกติได้ คล้ายกับว่าเน็ตของฉันช้า อันที่จริงแล้ว ฉันว่ามันคงเป็นเพราะคุณซอฟท์แวร์ตัวดีป้องกันภัยให้ฉันดีเกินไป ประมาณว่า เหมือนกว่าจะเข้าประตูเมืองก็เจอด่านอยู่เป็นสิบด่านอะไรอย่างนั้น ฉันไม่สามารถเช็คจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมบล้อกได้เหมือนเคย เวลาส่งเมลที่จีเมลจะเจอข้อความเหมือนส่งไม่ได้ทุกครั้ง แต่เมื่อใดที่ฉันคลิกกลับไปดูหน้าก่อน ก็เห็นว่า เมลได้ถูกส่งไปเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเช้าเป็นการเริ่มต้นวันที่ทำให้ฉันหงุดหงิดเสียจริง อย่างที่ใครเค้าว่ากัน ถ้าเริ่มต้นวันด้วยความหงุดหงิดมันก็จะยุ่งยาก เสียอารมณ์ทั้งวัน จริงๆ แล้วสายโทรศัพท์แรกที่โทรเข้ามา ไม่ได้ทำให้อารมณ์เดือดคุกรุ่น แต่มันก็เป็นเหมือนมอร์นิ่งคอลล์สำหรับมนุษย์นกฮูกอย่างฉัน หรือฉันควรจะปิดเสียงปิดเครื่องก่อนนอนจริงๆ ให้คนทั่วไปยอมรับชั่วโมงทำการของฉัน

ฉันเสียอารมณ์กับการโกหกของใครบางคน การไม่รับผิดชอบไม่ทำตามคำพูด การที่ฉันต้องคอยตามแล้วตามอีกกับงานที่ใครๆ ก็ว่าง่าย แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด มีคนบอกว่าจะส่งเอกสารมาให้ฉันตั้งแต่สิ้นเดือนมกราคม จนบัดนี้ก็ยังไม่ถึง จะว่าไปรษณีย์ไทยช้าขนาดนั้นก็ใช่ที่ แถมได้รับแจ้งว่าจะให้คนมาส่งเอกสาร ทางนี้ทวงไป ทางนั้นทวงมา พอฉันจัดการเรื่องที่เขาทวงฉันเสร็จ ฉันก็ทวงตอบโดยเลือกถามกลับจากอีเมลที่ส่งมาเมื่อเดือนที่แล้วนั่นแหละ

แค่ตามเรื่องเอกสาร ข้อมูลอะไรต่อมิอะไร ก็กินเวลาฉันไปหลายชั่วโมงในแต่ละวันแล้ว แม้การสื่อสารจะมีประสิทธิภาพ ทุกคนที่เกี่ยวข้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนทำเป็นอย่างดี แต่เรื่องมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น มันต้องมีการสื่อสารทำความเข้าใจ มีปัญหาจุกจิก เรื่องที่ต้องถามให้แน่ใจ จำต้องรอคำตอบก่อนที่จะส่งงานให้คนที่รับผิดชอบในลำดับต่อไป ฉันเบื่อตัวเองพอๆ กับที่ฉันคิดว่าคนรอบข้างที่ฉันตามเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็คงจะเบื่อการตามของฉันเช่นกัน

แต่ตามดวงฉันน่ะ เหมาะแก่การตามหนี้นะ เพราะคนจะรำคาญจ่ายๆ ไป ถ้างั้นมันก็น่าจะเทียบเคียงกับการตามงานได้สินะ คงเป็นฉันเองที่ต้องเปลี่ยนนิสัยให้เป็นคนชอบตาม คนชอบสร้างความรำคาญให้ชาวบ้านชาวช่องเพื่อให้งานคืบหน้า

ถ้าฉันยังเป็นคนที่ใครทำอะไรก็ไม่ถูกใจอยู่เช่นนี้ ฉันคงต้องทำอะไรเองทั้งหมด แล้วฉันจะไปสร้างความลำบากให้กับชีวิตทำไมละนั่น

แต่อย่างน้อยๆ นะ เจ้าชายเสื้อส้มของฉันก็ยังเป็นอัศวินตัวอ้วนผมเคลียไหล่แบบศิลปินที่ฉันเชื่อใจได้มากที่สุดแล้วล่ะ (แต่แฟนของเจ้าชายเสื้อส้มกลับหึงสะบัด โทรมาหาฉันถามว่าติดต่อที่เบอร์นี้ทำไม ฉันฉุนอีกแล้ว ฝากบอกไปว่า ถ้ายังจะโทรมาหึงอะไรกับฉัน ฉันก็จะเลิกใช้บริการเจ้าชายเสื้อส้มนะ แม้ว่าฉันจะไม่ได้มีปัญหากับบริการของเจ้าชายขนาดนั้น) วันนี้เจ้าชายของฉันมารับสิ่งตีพิมพ์ไปส่งไปรษณีย์ตามเคย แต่ฉันทนรอเจอหน้าเจ้าชายไม่ได้ ฝากน้องประชาสัมพันธ์ไว้แทน เป็นไงล่ะ แทนที่จะส่งเป็นของตีพิมพ์เสีย 6 บาทกลับส่งเป็นจดหมายเลยเสียตามน้ำหนัก 9 บาทซะนั่น

โถ จ่ายเพิ่มอีกสิบกว่าบาทสำหรับการส่งหนังสือผิดประเภททั้งหมด รวมกับค่าบริการ 50 บาท เทียบกับแทบจะเป็นคนเดียวที่ช่วยแบ่งเบาภาระฉันได้จริงๆ แค่นี้ ไม่เรียกว่าคุ้มแล้วจะให้เรียกว่าอย่างไรเจ้าคะ

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551

มันอาจเป็นทริปสุดท้าย....

เมื่อนึกถึงชื่อของบทความนี้ทีไร ฉันคล้ายจะน้ำตาซึมทุกครั้ง ใครๆ ก็รู้ว่าฉันกับแม่เกาเหลากันมานานแล้ว มันเป็นเรื่องความรักของแม่กับความรักอิสระของลูก

ยิ่งรักเท่าไหร่ ก็ยิ่งอยากให้ดีเท่านั้น

"เธอไม่เคยมีลูก เธอไม่รู้หรอกว่ามันเป็นยังไง เธอไม่ต้องมารักฉัน เธอจะว่าฉัน แว๊ด แว๊ดยังไง แต่ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อให้เธอดีขึ้น"

คราวนี้แม่ไม่ได้พูดอย่างเกรี้ยวกราดเหมือนทุกครั้ง ปฏิกิริยาฉันจึงแตกต่าง

น้ำมูก น้ำตา ยังคงไหลไม่หยุด (เดี๋ยวฉันต้องแต่งหน้าใหม่แน่ๆ เลย)

"รีบมากินข้าวต้ม เร็ว แม่เพิ่งอุ่นมาร้อนๆ " ฉันก็ยังเอ้อระเหย ทำโน่น ทำนี่เช่นเคย

"แอนมากินสาลี่สิลูก แม่เพิ่งปอกใหม่ๆ เราต้องกินผัก ผลไม้บ้างนะ" เบื่อแสนเบื่อกับความหวังดีซ้ำซาก

"เครื่องบินออกกี่โมง เราต้องเช็คอินที่ไหน แล้วต้องไปจ่ายเงินสำหรับน้ำหนักกระเป๋าที่เกินที่ไหน เรากำลังจะไปไหน อุ๊บมารับที่ไหน เราต้องนั่งรถไฟไปที่ไหน อีกกี่ป้ายถึงจะถึง เร็วๆ รีบจองที่ " สารพัดคำถาม (น่าเบื่อ)ที่ต้องตอบ แล้วฉันก็ได้รับสืบทองนิสัยช่างซัก ช่างถาม อยากรู้อยากเห็น อยากเข้าใจจากแม่มาเต็มๆ

เกลียดอะไรได้อย่างนั้น

ฉันรู้สึกว่า ฉันต้องพยายามให้การเดินทางครั้งนี้ราบรื่นที่สุด ความคิดเห็นที่ขัดแย้งมีเสมอ เราให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน แล้วฉันก็เบื่อที่จะอธิบาย เพราะแม่เป็นคนมีความมั่นใจตัวเองสูง (ฉันก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันนั่นแหละ) เมื่อต่างคนต่างแข็ง (นอก แต่อ่อนใน)เราจึงจบลงด้วยการทะเลาะกันยืดยาวเสมอ

มาเที่ยวครั้งนี้ฉันกะว่าจะ "ยอม" ให้มากขึ้น แม่อายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว ฉันเองแม้จะเพิ่งครบสามรอบ แต่นิสัยเสียของฉันจะเปลี่ยนไปเลยก็คงยาก (อายุมันมากแล้ว แม่ล่ะ ยิ่งมากกว่าฉันอีก แต่แม่ก็ยังพยายาม พยายามปรับเพื่อจะอยู่กับฉัน แม่อยากที่จะเดินจูงมือกับฉันเหมือนแม่ลูกที่รักกันดี แม่สมหวัง ฉันคิด)

ฉันเลี่ยงที่จะไม่อยู่กับแม่สองต่อสอง แต่เมื่อน้องสาวฉันต้องไปทำงาน ฉันจึงแก้ปัญหาโดยการนอนให้มาก แม่ที่อยู่นิ่งไม่ได้จึงออกไปเดินข้างนอกคนเดียว คนอื่นคงว่า "อกตัญญู ใจดำ ทำไมไม่ดูแลแม่" ฉันก็โดนอย่างนั้นมาเต็มๆ ฉันคงไม่สามารถอธิบายให้ทุกคนฟังได้ บางคนกว่าจะเข้าใจต้องอาศัยเวลาอยู่กับแม่และฉันเป็นปี บางคนต้องเห็นด้วยตาจึงจะเชื่อและเข้าใจ มันเป็นความอัดอั้นตันใจที่ไม่รู้จะไปบอกกล่าวที่ไหน ฉันกับแม่จะว่าไปแล้ว ไม่รู้ว่าเรียกว่า "น้ำกับน้ำมัน" รึเปล่า ฉันพยายามจะหัดยอมอย่างที่ว่า เพราะไม่เช่นนั้นก็คงไม่มีใครอยู่กับฉันได้

แม้ฉันจะอยู่คนเดียวได้อย่างมีความสุข และจากการวิเคราะห์ของใครๆ ฉันไม่ควรแต่งงาน แต่คนเรา ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ฉันก็ยังอยากจะหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตคู่กับใครสักคน มีลูก

แต่ก็แปลก เมื่อฉันพบคนที่เป็นไปได้ว่า ฉันจะได้ชีวิตดั่งฝัน ฉันก็เบื่อเขาซะแล้ว

คนที่เข้าใจฉันก็มี เขาว่า คนที่จะอยู่กับฉันได้ต้องมีความอดทนสูง พูดน้อย ตอบคำถามฉันได้ทุกคำถาม ถ้าดูจะโง่กว่าฉัน ฉันก็จะไปเลย ถ้าเขาคนนั้นเข้าใจฉันขนาดนี้ เขายังเลือกที่จะจีบฉัน นั่นหมายความว่า เขาถูกใจฉันมากๆ เลย ใช่มั้ยเนี่ย

งั้นฉันก็ยังมีโอกาสสิ

ฉันคิดถึงเขาคนนั้นตลอดเวลาที่อยู่กับแม่และน้องสาว ฉันเลือกที่จะหยุดพูดถึงเขาคนนี้ เก็บไว้ในใจคนเดียวหลังจากที่เล่าให้ทั้งสองคนฟัง รวมทั้งเพื่อนๆ ของน้องสาวอีกเพียบ ขอความเห็น แล้วก็สรุปด้วยการกระทำที่ฉันเลือก คือ รอ

หกวันเต็มๆ แล้ว ที่ฉันอยู่กับแม่มา นี่เป็นทริปที่ยาวที่สุด ฉันทบทวนความทรงจำ ฉันไม่เคยไปไหนกับแม่นานขนาดนี้มานานมากแล้ว นานตั้งแต่พ่อกับแม่ไปเที่ยวแคนาดากับฉันช่วงที่เรียนปริญญาโท ฉันยังจำได้ถึงความโมโหที่แม่วุ่นวายกับการขับรถของฉันให้ได้ความเร็วพอดีเป๊ะ แม่เฝ้าจ้องหน้าปัดที่แสดงความเร็ว ฉันเลยประชดโดยการขับรถด้วยความเร็วต่ำกว่าที่กำหนดมากๆ แม่ก็รู้ว่าฉันแกล้ง แต่ทำไงได้ ฉันเป็นคนขับ พ่อไม่ทำอะไร นั่งเฉยๆ ก็รู้ว่าอยู่กับคนแรงสองคน พ่อเลือกจะอยู่เงียบๆ อย่างนั้น ด้วยความจำใจหรือด้วยไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี ฉันก็ไม่มีโอกาสรู้

พ่อทำตัวเป็นปริศนาตลอดมา

ฉันไม่ได้มีกรณีกับแม่คนเดียวหรอก ทุกวันนี้ พ่อก็ยังไม่พูดกับฉัน แต่ฉันไม่เจ็บปวดแล้ว ฉันยอมรับความจริง ฉันรู้สึกเห็นใจพ่อด้วยซ้ำ ถ้าทฤษฏีที่ฉันจำมาถูก มันอธิบายว่า พ่อไม่ต้องการที่จะรักใคร เพราะทนไม่ได้กับความเสี่ยงที่จะเสียใจ ความอ่อนแอที่จะกดข่มจิตใจ พ่อเลยเลือกที่จะไม่รัก แสดงว่าไม่พึ่งพาทางจิตใจกับฉัน ฉันสงสารพ่อที่ไม่กล้ารัก

แม่มีรักเต็มเปี่ยม แม่ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ใครจะคิดอย่างไรไม่สน แม่จะรัก จะหวังดี จะตักเตือนอย่างสุดความสามารถ ไม่ว่าผู้ที่ได้รับรักจะสำลักความรักนั้นหรือไม่

ฉันอยู่กับคนสุดโต่งสองคน ฉันว่าฉันมีความยืดหยุ่นสูงมาก เพราะเมื่ออยู่กับแม่ ฉันจะไม่พูด แต่เมื่ออยู่กับพ่อจะพูดจ้อไม่หยุด เวลาอยู่กับคนอื่นก็เช่นกัน ใครพูดมาก ฉันไม่พูด อยู่กับคนที่ไม่พูด ฉันก็พูดไม่หยุด

ฉันว่าฉันไม่ใช่คนเข้าใจง่ายๆ หรอกนะ

เหลือเวลาอีกเพียงสองวัน แล้วฉันกับแม่ก็จะกลับกรุงเทพ เหลืออีกสองวันที่ฉันจะต้องประคับประคองไม่ให้เราทะเลาะกัน ขัดแย้งกันรุนแรง ฉันรู้สึกถึงความอึดอัดของน้องสาว แต่เธอจะเลือกพูดเมื่อเหลืออดจริงๆ เธอได้อิสระจากการทำงานที่ฮ่องกง เธอทนแค่อาทิตย์เดียว ฉันก็ได้ทางออกเช่นนั้นเหมือนกันตั้งแต่ย้ายมาอยู่คอนโด ฉันตั้งกฏไว้เลยว่า ฉันจะอยู่กับแม่เฉพาะเมื่อมีบุคคลที่สามด้วยเท่านั้น

หมอให้ยาฉันเพิ่มเท่าตัว เพื่อช่วยให้สามารถอยู่กับแม่ได้ทั้งอาทิตย์ ฉันยังฝันสับสนอยู่ อาจเป็นเพราะฉันตั้งใจนอนให้มากระหว่างที่ต้องอยู่กับแม่ตามลำพัง หรือไม่ก็ใช้คอมพิวเตอร์ตลอด วิธีทั้งสองได้ผลในสองแง่ นอนมากเพราะนอนไม่พอ แม่จะไม่กวนเพราะถ้าฉันนอนเพียงพอ อาการจะดี ส่วนวิธีที่สอง เมื่อฉันทำงาน มันเป็นสิ่งดี แม่จะไม่มาวุ่นวาย ขัดจังหวะการทำงาน แม้เพียงสงสัยว่าทำไมทำแต่งานที่ไม่ได้เงิน

ฉันหยุดร้องไห้แล้ว ฉันคงต้องไปเช็คอีกครั้งว่าต้องตบแป้งที่ไหนบ้าง

แม่ยังนอนอยู่ หลังจากที่ไปเดินเล่นซื้อของคนเดียว เรารอเวลาที่จะไปรับประทานอาหารเย็นฉลองวันเกิดของญาติที่มาฮ่องกงในช่วงเวลานี้ทุกปี ฉันจะเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินกับแม่เป็นครั้งแรกเพื่อไปเจอน้องสาวที่สถานีปลายทาง ฉันยังหวั่นใจไม่หาย แม่ฉลาด แม่จะซักจะถาม ถ้าฉันหลง ก็คือ ฉันทำอะไรไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์แบบ แม่ก็จะบ่น ทุกอย่างต้องเพอร์เฟ็ค ฉันต้องศึกษาแผนที่ให้ละเอียดก่อน ความผิดพลาดเกิดขึ้นไม่ได้

ขอให้ฉันโชคดีนะเธอ

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2551

กว่าจะมีวันนี้

ฉันปลุกปล้ำกับพริ้นเตอร์ตัวใหม่อยู่หนึ่งอาทิตย์เต็มๆ กว่าจะลงไดรเวอร์ได้สำเร็จ แรกเริ่มเดิมทีลงโปรแกรมโดยใช้ Wizard ของ Windows แล้วก็ขึ้นหน้าจอ pop up ว่าให้ระบุที่อยู่ของไฟล์ PDL_Lang แล้วฉันจะรู้มั้ยเนี่ย เอาใหม่ ลองลงโปรแกรมจากแผ่นซีดีโดยตรง เอ้า เอากับเค้าสิ เกิด fatal error ถามไปทางบริการหลังการขายของพริ้นเตอร์ยี่ห้อนี้ ก็โต้ตอบอีเมลมา 5 วันเห็นจะได้ ลองแล้วทุกวิธี ไม่ว่าจะลบ Windows Installer แล้วลงใหม่ ดาวน์โหลดสารพัดโปรแกรมจากเว็บ บางโปรแกรมสองร้อยกว่าเมก ก็นั่งโหลดไปสิ แต่ทำอย่างไรก็ยังได้ผลเหมือนเดิม ฉันเสิร์จหาวิธีแก้ในเว็บ ได้วิธีของพริ้นเตอร์ยี่ห้อเดียวกันรุ่นอื่นมาลอง แต่ก็ไม่สำเร็จ ฉันเลยลองใหม่ ถ้าลง PC ไม่ได้ แล้ว Notebook น้องฟ้าล่ะ จะได้มั้ย

ท่ามกลางความแปลกใจอย่างล้นเหลือ ลงได้แฮะ เลยได้ฤกษ์ลองพิมพ์โปสเตอร์ออกมาดู สวยงามสมใจและการรอคอยที่เนิ่นนาน วันนี้ ได้คำแนะนำใหม่จากเอชพีให้สร้าง user account ใหม่แล้วลองลงโปรแกรมอีกครั้ง ก็ได้อีกเหมือนกันแฮะ เลยเขียนมาเล่าให้ฟังเผื่อว่าใครมีปัญหาลงไดรเวอร์ของ HP Offictjet K7100 เหมือนกันจะได้ไม่ต้องรอถึงหนึ่งอาทิตย์กว่าจะใช้งานได้ค่ะ

ด้วยความห่วงใยเพื่อนร่วมพริ้นเตอร์

ณัฐพัดชา