แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังคมและวัฒนธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังคมและวัฒนธรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2552

ชาเย็น


วันนี้มีเรื่องชาเย็นเข้ามากระทบโสตประสาทของฉัน 2 ครั้ง แต่มีนัยยะเหมือนกันเป๊ะ เพียงแต่ครั้งแรก เจ้าตัวปัญหาเป็นคนพูด ครั้งที่สอง ยัยอรอินทร์ในละครฮิตตลอดกาลเป็นผู้พูด

เรื่องแรกน่าเบื่อ เล่าเรื่องที่สองดีกว่า

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ดู เมียหลวง เวอร์ชั่นนี้เป็นครั้งแรก เห็นข่าวโปรโมทและหนังโฆษณาผ่านตามาหลายหน เหตุที่ทำให้สนใจล่าสุดคือ มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ดร.วิกานดาใช้กระเป๋าแอร์เมสรุ่นเบอร์กิ้น รุ่นที่มีตังค์อย่างเดียวเป็นเจ้าของไม่ได้นะ (ต้องโง่ด้วย...เฮ้ย ไม่ใช่) ต้องสั่งจองล่วงหน้า รอกันเป็นปีๆ ไม่ใช่แพงธรรมดานะเธอ แพงเข้าขั้นเทพเลย หกเจ็ดหลักโน่น (พอดีฉันไม่มี เลยไม่อยากระบุชัดเจน เท่าที่ได้ยินมาก็ห้าแสนขึ้นนะแหละ) ส่วนอรอินทร์ใช้แชลแนล คนที่ตั้งข้อสังเกต สงสัยว่า ในละครใช้กระเป๋าจริงรึเปล่า แชลแนลน่ะ น่าจะเป็นไปได้ แต่เบอร์กิ้นนางเอกของเรื่องจะมีใช้ในชีวิตจริงละหรือ

พอฉันดูก็จับตามองที่กระเป๋าของตัวเอกทั้งสองทันที เบอร์กิ้นของดร. วิกานดา สีออกเหลืองทอง เป็นสีที่ฉันมองว่า ใช้ได้กับทุกโอกาส แล้วก็ไม่ธรรมดาเกินไปแบบสีดำ ส่วนอรอินทร์ ใช้กระเป๋าสีดำตลอด แต่ชุดเสื้อผ้าเซ็กซี่ ฉูดฉาด ทั้งสองแต่งตัวตรงกันข้าม ใช้กระเป๋าแบรนด์เนมเหมือนกันแต่เฉดสีตรงข้าม

เขียนๆ ไป ฉันก็นึกถึงละครที่พระเอกเจ้าชู้สุดๆ อีกหนึ่งเรื่อง สาปภูษา ผู้หญิงของพระเอกสองคนปักผ้าคนละผืน คนนึงผ้าสีสันฉูดฉาด บาดตา มองแล้วสดใส ส่วนอีกผืน งานละเอียดแม้จะดูธรรมดา แต่ก็ไม่อาจละสายตาได้ นั่นคือความเห็นของผู้ชายที่เห็นผู้หญิงคนไหนสวยไปหมด ตามแบบฉบับของผู้ชายโรแมนติกที่ถ้าใครชอบผู้ชายประเภทนี้ก็ต้องรับข้อเสียที่เขาไม่สามารถมีผู้หญิงเพียงคนเดียวได้ เว้นแต่ว่า ผู้หญิงคนนั้นจะทำตัวเป็นผู้หญิงออลอินวัน เป็นทั้งหลวงทั้งน้อยในคนๆ เดียว

กลับมาเรื่องเมียหลวงดีกว่า ตอนที่ฉันดูนี้เป็นช่วงที่ปัญหาสุกงอมจนจะเน่าคาต้นอยู่แล้ว ดร.วิกานดาเอือมระอากับความเจ้าชู้ของสามีตลอด 10 ปีที่อยู่กินกันมา อีกทั้งอรอินทร์ยังแสดงตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของแบบออกนอกหน้า มาระรานและเล่นสงครามเย็นที่บ้านของดร. วิกานดาอีกต่างหาก ผู้หญิงที่วนเวียนอยู่ในชีวิตของดร. อนิรุธ ไม่ได้มีเพียงแค่นั้น มีสาวซื่อใสชื่อนุดี และยังสาวใช้หน้าตาดีเกินควรที่บ้านดร. วิกานดาด้วย

อรอินทร์น่ะ นางร้ายของแท้ แบบฉบับดั้งเดิม นุดีหลงรักดร.อนิรุธพร้อมๆ กับรู้สึกผิดที่ทรยศต่อนายแสนดีอย่างดร.วิกานดา ส่วนสาวใช้ที่ฉันไม่ทันสังเกตว่าชื่ออะไร รักดร.ทั้งสองและออกจะหึงหวงแทนนายที่แสนจะเป็นผู้ดีของหล่อน

ดร.วิกานดาถึงขีดสุดแล้ว หล่อนไม่อยากอยู่ต่อไปจนเกลียดดร.อนิรุธ เพราะถึงอย่างไร เขาก็ยังเป็นพ่อของลูกทั้งสองของหล่อนอยู่ดี ฉันว่าหล่อนเล่นดีนะ เล่นแบบผู้หญิงที่ทนท้นทน แบบ สีทนได้ มาแรมปี ทนจนมันเอ่อท้นอย่างที่หล่อนใช้คำว่า ทนจนสำลักความเกลียด แล้วก็ยื่นคำขาดว่าเขาหรือหล่อนจะต้องเป็นฝ่ายที่ออกไปจากบ้าน
ดร.อนิรุธไม่คิดว่าหล่อนจะจริงจัง พูดด้วยอารมณ์แล้วก็คงหายไปเพราะเขาก็เป็นอย่างนี้มานานแล้ว ผู้ชายเจ้าชู้เป็นเรื่องธรรมดา (อันนี้เมื่อไหร่คนไทยจะเปลี่ยนความคิดอุบาทว์นี้เสียที) แต่แล้วคืนถัดมาหล่อนก็ถามซ้ำย้ำคำเดิม เมื่องอนง้อไม่ได้ผลก็ประชดซะเลย

"ใช่สิ ผมมันไม่มีความหมาย คุณน่ะฉลาด เก่ง จัดการทุกสิ่งทุกอย่างได้เรียบร้อย"

"ผู้หญิงยังไงก็เป็นผู้หญิงวันยังคำ นอกเสียจากว่าผู้นำจะมีความบกพร่องอย่างร้ายแรง"

เธอดูภาษาที่ดร. เขาทะเลาะกันสิ คนการศึกษาสูงเขาทะเลาะกันแบบนี้ แต่รูปแบบของปัญหาไม่ได้แตกต่างกับชาวบ้านร้านตลาด มันก็ไม่พ้นเรื่องใต้สะดือนั่นแหละ

แม้จะเถียงจนดร.อนิรุธอึ้ง ทรุดนั่งลงกับเก้าอี้ แต่ดร.วิกานดาก็แอบมาร้องไห้อยู่ในห้อง (ก็หล่อนเป็นผู้หญิงนิ) รำลึกความหลังสมัยรักยังหวานชื่น ความรู้สึกสับสนปนเป หนึ่งก็คำอบรมจากผู้ใหญ่ตอนแต่งงานว่า เราเป็นผู้หญิงอย่าถือตัวว่า เก่ง ฉลาด อีกหนึ่งก็คำพูดของดร.อนิรุธที่บอกว่า ทั้งเก่งทั้งฉลาดอย่างหล่อน ทำให้เขาภูมิใจ ไม่มีทางที่เขาจะหมดรักหล่อน

ฉันชอบที่ละครฉายภาพความหลังแทนที่จะมาพูดใส่หรือสรุปให้คนดูเสร็จสรรพ เป็นละครน้ำเน่าแบบใส่ออกซิเจนเข้าไปบ้างแล้ว และเมื่อใครๆ ก็ชอบค่อนขอดว่าดีนัก ทุกฉากที่อรอินทร์คิดหาหนทางที่จะแย่งสามีชาวบ้าน จะมีพี่คอยเตือนทุกครั้งไป ทีมงานที่จัดละครเรื่องนี้คงมีความรับผิดชอบต่อสังคมละมัง
เมืองไทยเราปล่อยปละละเลย เด็กตัวกะเปี๊ยกก็ดูละครรอบดึกได้แต่ไม่มีผู้ปกครองนั่งดูเป็นเพื่อนหรือดูแล บอกกล่าวว่าสิ่งใดที่เห็นไม่ควรปฏิบัติ ไม่ควรกระทำ หรือถึงทำ ฉันก็จำได้ว่า รำคาญ โตจนป่านนี้แล้วยังจะมาพูดมาสอนเหมือนตัวเล็กๆ ฉันก็มองในฐานะลูก ส่วนคนที่เป็นพ่อแม่ เขาเคยเป็นลูกมาก่อนย่อมต้องเข้าใจความรู้สึก แต่ก็อีก เขาก็ต้องการให้เราเข้าใจหัวอกของคนที่เป็นพ่อแม่ ที่ไม่ว่าเราจะโตแค่ไหน อายุเท่าไหร่ เราก็ยังเป็นเด็กในความรู้สึกของเขาเสมอ

อากัปกิริยาของดร.วิกานดา เมื่อมีข่าวคาวหรือปัญหาใดๆ ที่มาจากสามีตัวดี หล่อนรับทราบและตอบโต้อย่างสงบ อย่างนิ่งๆ หากต้องมีการปรามคนที่ซอกแซกเกินเหตุก็เพียงแค่ปรายสายตามอง หรือถ้าใครบางคนไม่เป็นผู้ดีพอ ทำแค่นั้นก็ยังไม่หยุด หล่อนก็ตอกกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ อันเป็นที่มาของอาการ "ชาเย็น" ศัพท์ระดับเทพของคำว่า "เย็นชา"

แล้ววิธีนี้จะได้ผลมั้ย

ละครยังแทรกค่านิยมของคนในสังคม เมื่อทุกข์ร้อนก็พึ่งวัด เสี่ยงเซียมซี ดูดวง แล้วละครก็บอกใบ้ว่า แม้ตอนนี้หล่อนจะเหมือนอยู่ในฤดูใบไม้ร่วง แต่ฤดูใบไม้ผลิก็จะมาถึงในไม่ช้า ถึงตอนที่หล่อนทวนคำ "ฤดูใบไม้ผลิ" ทำนบก็แตก หล่อนร้องไห้อย่างไม่อายชายญี่ปุ่นที่มาหาด้วยความเป็นห่วง

เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึง ไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูหนาวอันเย็นเยือก หากผ่านพ้น ก็จะได้พบกับแสงสว่างสร้างสรรพสิ่งขึ้นมาใหม่ หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกลไกธรรมชาติ มีเกิดแล้วก็ดับแล้วก็เกิดต่อไปไม่จบสิ้น แล้วเราจะไปยึดถืออะไรมากมาย ชีวิตมันก็แค่นี้

วันนี้เป็น "ชาเย็น" พรุ่งนี้อาจจะเป็นน้ำผึ้งผสมมะนาว หรือไม่ก็แรงแบบว็อดก้าหรือเตกิล่าก็ไม่แปลก

หรือว่าเธออยากเป็นน้ำเปล่า ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี แต่ต้องดื่มทุกวันล่ะ




วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เรียนรู้เพื่อเข้าใจ

มองนอกดูใน : หัวใจเดียวกัน

แหม ฉันเจอสองบทความเขียนโดยคนๆ เดียวกัน แต่น่าเอามาใส่ไว้ ณ ตรงนี้จริงๆ

+++
เมื่อต้นปีที่แล้ว ข้าพเจ้าได้รับเชิญจากรัฐบาลของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านให้ร่วมเป็นเกียรติในงานประกาศเกียรติคุณสตรีที่ได้รับการคัดสรร อันเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี แห่งการปฏิวัติอิสลามของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นพิธี ข้าพเจ้าได้มีโอกาสใช้เวลาหลังจากนั้นเยี่ยมชมสถานที่ พบปะบุคคล และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้หญิงอิหร่านในเรื่องของการทำงาน ทำให้ได้รู้ถึงหัวใจของผู้หญิงที่ต้องต่อสู้เพื่อชนะกิเลสในตัวเอง

เมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา ผู้หญิงอิหร่านนามว่า ชิริน อีบาดี ได้มาเยี่ยมข้าพเจ้าที่เสถียรธรรมสถาน เธอได้รับเชิญให้มาเยือนประเทศไทย เพื่อร่วมงาน "ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและประชาธิปไตย" จัดโดยมูลนิธิสันติภาพนานาชาติ เธอผู้นี้เป็นผู้หญิงมุสลิมคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในปี 2546 และเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี เด็ก และผู้ลี้ภัย เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้นำของ Associate for the Support of Children ฯลฯ เธอเคยเดินทางมาฮันนีมูนที่เมืองไทยเมื่อหลายปีก่อน และการแวะเยี่ยมข้าพเจ้าครั้งนี้ก็เนื่องจากได้รับทราบว่าข้าพเจ้าทำงานมากมายเกี่ยวกับเด็กและผู้หญิง ซึ่งเป็นงานที่เธอทุ่มเทเช่นกัน เราจึงมีโอกาสได้พูดคุยกัน และชวนกันสานต่องานว่าด้วยเรื่องเด็กและผู้หญิง


อีบาดี กล่าวว่า เธอรู้ว่าข้าพเจ้าทำงานหลายอย่างเพื่อเด็ก เธอจึงอยากจะขอให้ข้าพเจ้าช่วยทำงานกับเด็กๆ มุสลิมทางใต้ด้วย อีกทั้งเสนอแนะว่าควรมีโรงเรียนให้ทั้งเด็กพุทธและเด็กมุสลิมได้เติบโตมาด้วยกัน เพื่อพวกเขาจะได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนวิถีชีวิตร่วมกัน เมื่อโตขึ้นเด็กเหล่านี้จะรู้ว่าไม่มีความแตกต่างในเรื่องของวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดความแตกร้าวขึ้นได้ เพราะ
ถ้าเราปล่อยให้สังคมมุสลิมอยู่แต่ในสังคมตัวเอง และสังคมพุทธก็อยู่ในสังคมตัวเอง จะไม่มีทางที่ทำให้สองฝ่ายเข้าใจกันได้เลย

ข้าพเจ้าจึงเล่าให้อีบาดีฟังว่าเรามีโอกาสเดินทางไปคุยกับครูอาจารย์ในจ.ยะลา เพื่อเป็นการให้กำลังใจพี่น้องไทยพุทธและไทยมุสลิม ที่ทำงานช่วยเหลือเด็กๆ โดยเอาประสบการณ์ที่ไปเยี่ยมเด็กๆ ในหกจังหวัดทางภาคใต้ที่ประสบธรณีพิบัติภัยสึนามิ และได้ทำงานสร้างห้องสมุดในหมู่บ้านชั่วคราวที่มีทั้งเด็กไทยและเด็กมุสลิมซึ่งข้าพเจ้ามั่นใจว่าภาษาและวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตจะสามารถเชื่อมโยงให้เด็กๆ สัมผัสหัวใจของกันและกันได้โดยการอ่านหนังสือ เวลาที่เราทำห้องสมุด เราเลือกหนังสือที่ทำให้เด็กชาวพุทธ มุสลิม คริสต์ ได้เข้าไปอ่านในห้องเดียวกันได้ รอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่เป็นธรรมชาติเป็นความสุขอันเดียวกัน ความสุขเป็นเรื่องสากล ไม่ว่าจะเป็นความสุขของเด็กคนไหนก็เป็นความสุขของโลกใบเดียวกัน เด็กๆ ที่อยู่ในวัฒนธรรมที่แตกต่างแต่สามารถมีหัวใจอันเดียวกันได้


ข้าพเจ้าคุยกับเธอว่า จากการทุ่มเททำงานมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ เธอยังมีความกลัวอะไรอยู่บ้างไหม เธอตอบว่า ความกลัวเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง เหมือนความหิวที่เราห้ามไม่ได้ไม่ว่าเราจะอยากหรือไม่อยาก แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ได้เรียนรู้ว่า เธอจะไม่ปล่อยให้ความกลัวใดเข้ามากีดขวางการทำงานของเธอ กอปรกับเธอเป็นผู้ปฏิบัติในศาสนาอิสลาม สิ่งนี้มีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นอย่างมากทีเดียว

" พระองค์อัลเลาะห์ได้ช่วยอะไรคุณบ้าง ? " ข้าพเจ้าถามก่อนจะลาจากกันในวันนั้น

"พระองค์อัลเลาะห์อยู่ในตัวฉัน และเฝ้าดูฉันอยู่ตลอดเวลา หากฉันทำไม่ดี พระองค์อัลเลาะห์ก็จะไม่ยอมรับ ทุกครั้งที่ฉันช่วยคนแต่ละคน ฉันรู้ว่าพระองค์อัลเลาะห์มีความสุข"

หากทุกคนมีสิ่งยึดเหนี่ยวที่ถูกที่ควรในใจ ไม่ว่าจะเกิดชาติไหน...ไหน ก็ควรจะมีหัวใจเดียวกัน...คือหัวใจแห่งความดีงาม อันจะนำมาซึ่งความสงบและผาสุกของตน ของสังคม และของโลก

ธรรมสวัสดี
คม-ชัด-ลึก วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2548
+++

มุมต่างเรื่องผู้หญิงอิหร่านจากเสถียรธรรมสถาน



ข้อความข้างล่าง ฉันก๊อปปี้มาจากลิงค์ข้างบน ฉันอ่านมาหลายเว็บ เห็นความเฉพาะตัวของอิหร่านที่แตกต่างสุดขั้วอย่างที่ไม่น่าเป็นไปได้ ในขณะที่ใครๆ ก็ดูจะคิดว่า อิหร่านกดขี่ผู้หญิง ต้องสวมฮิญาบบ้างล่ะ ห้ามขี่จักรยานบ้างล่ะ ถ้าสามีต้องการหย่า 3 ครั้ง ผู้หญิงก็ต้องยินยอม แต่ก็ผู้หญิงนั่นแหละที่เรียนในระดับปริญญาตรีสูง รองประธานาธิบดีของอิหร่านก็เป็นผู้หญิง ในบางมุม การสวมฮิญาบเป็นการรักษาความปลอดภัยให้ผู้หญิง การแต่งกายอวดเนื้อหนังมังสาแบบตะวันตกดูเหมือนมองว่าผู้หญิงเป็นวัตถุแห่งเซ็กซ์ เมื่อฉันยิ่งศึกษาลึกลงไปเท่าใด อะไรที่คิดว่าถูก อาจจะไม่ถูก อะไรที่คิดว่าผิด แต่ถ้ามองอีกมุมก็ไม่ผิดนะ ฉันก็คงทำได้แค่หาข้อมูลมาให้เธอพิจารณาและตัดสินใจเอาเองแหละ ถ้าเรื่องไหนน่าสนใจ ฉันอาจจะนำมาใส่เป็นบทความ หรืออย่างน้อย ฉันก็ใส่ลิงค์ให้เธอไปเลือกแวะชมนะ ลองอ่านบทความข้างล่างดูละกัน ว่าความแตกต่าง บางครั้งก็เป็นแค่ความแตกต่าง อย่าไปตัดสินอะไรให้มันซะทุกอย่าง


+++

เมื่อได้ข่าวว่าข้าพเจ้าจะต้องมาเข้าร่วมประชุมที่ประเทศอิหร่าน คนใกล้ตัวได้ให้ข้อมูลที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องเตรียมตัวทั้งภายนอกคือเรื่องเครื่องแต่งกายที่ผู้หญิงจะต้องใช้ผ้าคลุมศีรษะและแต่งตัวที่เห็นได้แค่หน้ากับมือเท่านั้น ส่วนเรื่องภายใน ข้าพเจ้าจะต้องเตรียมจิตใจเพื่อเรียนรู้กับเพื่อนมุสลิม

วันแรกที่ได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวอิหร่าน ข้าพเจ้าเห็นผู้คนที่เดินอยู่บนท้องถนนมากมายสวมเสื้อคลุมสีดำตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า แต่ใบหน้ามีรอยยิ้มและแววตาที่มีความเป็นมิตรไมตรี

การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อให้รางวัลแด่ผู้หญิงมุสลิมที่ทำงานอันเป็นประะโยชน์แก่ศาสนาอิสลามในการประชุมเรื่อง "มุมมองของผู้หญิงทั่วโลกที่มีต่อการปฏิวัติอิสลาม" ( Islam Revolution in the World women’s Thought ) ณ กรุงเตหะราน ในวันที่ ๑๐ มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองครบรอบ ๒๕ ปีแห่งการปฎิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเรียนรู้กับเพื่อนผู้หญิงมุสลิมมากมากจากหลายประเทศอาทิ สตรีที่มาจากเลบานอล กาน่า อียิปต์ เยอรมัน รัสเซีย เซ้าว์อัฟริกา เคนย่า ฯลฯ และสุภาพสตรีที่ทำงานในรัฐบาลอิหร่านอันได้แก่ Dr. Masoume Ebterkar ที่เป็นรองประธานาธิบดีและเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อม และ Dr. Zahra Shojaei ที่ปรึกษาประธานาธิบดีและหัวหน้าสำนักงานของประธานาธิบดีในส่วนของการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้หญิง และบุคคลสำคัญที่ข้าพเจ้าได้พบอีกท่านหนึ่งคือ บุตรสาวของท่านอิมาม โคมัยนี ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ที่เคยกล่าวถึงความสำเร็จของการปฏิวัติว่า "ในการปฏิวัติอิสลาม เราเป็นหนี้ผู้หญิงอิหร่านทั้งประเทศ เพราะผู้หญิงทุกคนได้เสียสละลูก สามีและความสะดวกสบายต่างๆเพื่อให้การปฏิวัติสำเร็จ" และ ยังกล่าวถ้อยคำอย่างหนักแน่นไว้อีกด้วยว่า "ผู้หญิงคือผู้สร้างสังคม" Mrs. Zahra Mostafavi เองก็ได้ย้ำกับกลุ่มสตรีนานาชาตินี้ว่า การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านเป็นต้นแบบของการปฏิวัติทั่วไป โดยจุดมุ่งหมายของการปฏิวัติคือการปฏิวัติจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าของมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

มีสิ่งที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟังอีกเรื่องหนึ่ง คือเมื่อข้าพเจ้าได้สนทนากับรองประธานาธิบดีหญิงที่ในสมัยการปฎิวัติเธอเป็นผู้หนึ่งที่เข้าร่วมขบวนการปฏิวัติ เธอได้ย้ำว่า "ท่านอิมามโคมัยนีไม่ได้เป็นเพียงผู้นำการปฏิวัติเท่านั้น แต่ท่านยังให้เครื่องมือในการปฏิบัติตนเพื่อให้ดูแลชีวิต โดยเน้นถึงการนำคำสอนของศาสดามาใช้ในวิถีชีวิตประจำวัน และในการทำงานของรัฐบาลอิหร่าน ไม่ว่าจะมีการพัฒนาในทางใดก็ตามเพื่อความก้าวหน้าของประเทศ แต่จุดสำคัญที่ยังต้องคงไว้คือหลักการทางศาสนา เพราะศาสนาจะทำให้พัฒนาจิตใจให้เข้มแข็ง เราเชื่อมั่นว่าหากเราให้ความเข้มแข็งทางจิตใจแก่เด็กและเยาวชนคนรุ่นถัดไปจากเราได้ เราก็จะไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องพฤติกรรมของเขาในอนาคต"

ข้าพเจ้าได้แสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนว่า การปฏิวัติคือกระบวนเริ่มต้นที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ออกมาจับมือทำงานร่วมกัน ภายใต้ผ้าคลุมสีดำที่มีแสงสว่างแห่งปัญญา และแววตาของความเป็นมิตรที่เปิดใจพร้อมที่จะเรียนรู้และท้าทายในสิ่งที่จะทำได้ยาก โดยการจับมือกันสร้างเครือข่ายของวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ภายในจิตใจของตัวเอง

การประชุมครั้งนี้สรุปได้ว่า สตรีมุสลิมคือพลังปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ในการประกาศศักดิ์ศรีที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์ที่ท้าทายความเสื่อมทรามของศีลธรรม ที่นำสตรีมาเป็นเครื่องมือในการโหมกระพือวัฒนธรรมบริโภคนิยม การบูชาลัทธิวัตถุนิยมสุดโต่ง และขบวนการเสรีนิยมที่ไร้ขอบเขต ซึ่งในที่สุดแล้วไม่แต่เพียงสตรีเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อผู้น่าสงสาร แต่เป็นมนุษยชาติทั้งมวลนั่นเอง ที่ต้องประสบกับความหายนะที่เลวร้ายที่สุด ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ


ธรรมสวัสดี
+++