แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผับ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผับ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ความแปลกใหม่ในที่เดิมๆ

ฉันเริ่มสงสัยตัวเองว่าทำไมไม่เล่าเรื่องฝันถึงงูในบล้อก แต่กลับไปเล่าใน facebook...

หรือฉันจะหมดใจกับบล้อก ไปหากิ๊กใหม่อย่าง facebook ซะแล้ว!

อะไรที่อยู่ในใจก็เก็บเอาไว้ มันมีความสุขแค่นี้ก็ดีมากมาย...

บางครั้งฉันก็ไม่รู้สึกอยากจะถ่ายทอดมาเป็นเรื่องราว แค่สรุปสั้นๆ เหมือนที่เขียนใน facebook ว่ามีความสุขดี โลกนี้สดใส มันก็น่าจะเพียงพอแล้ว มิใช่หรือ...

ช่วงนี้มีอะไรหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนใหม่ๆ งานใหม่ๆ ความคาดหวังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ หรือแม้แต่คนเดิมๆ ที่เพิ่มความสนิทสนม บางคนชอบที่จะรู้จักคนใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ แต่ฉันกลับชอบอยู่กับคนกลุ่มเดิมๆ แต่มองเห็นมิติที่ลึกลงไปในช่วงเวลาที่ไม่หยุดเดิน แล้วนานๆ ที่ก็มีคนผ่านเข้ามาให้รู้จัก ฉันเห็นหลายๆ คนก็เริ่มหลงเสน่ห์ของความผูกพันแบบรากงอก พบเจออะไรที่เมื่อเราถูกใจก็จะไม่แวะเวียนไปที่ไหนๆ อีก

และนี่ก็อีกครั้งที่ฉันได้ยินพี่ๆ รุ่นใหญ่แนะให้ฉันไปมีสังคมอื่นๆ จะได้เจอคู่กับเขาซะบ้าง (ว่ากันตรงๆ อย่างนี้เลยอะนะ) เพราะสังคมที่ฉันเวียนวนมีแต่ผู้ใหญ่ที่มีเจ้าของแล้ว ไม่ว่าจะโดยพฤตินัยหรือนิตินัย อีกทีก็มีแต่เด็กๆ ที่ไม่ใช่สเปคของฉัน แต่ไอ้ครั้นจะดิ้นรนไปพบเจอใครๆ ในสังคมอื่น เพียงเพื่อจะได้พบผู้ชาย มันดูจะเป็นการตั้งใจเกินไปมั้ยนั่น ถ้าฉันอยู่ในที่ๆ ฉันมีความสุข พอใจแล้ว ฉันจะต้องไปไขว่คว้าหาอะไรทำไม ทุกวันนี้ เพื่อนฝูงพี่น้องที่เจอะเจอกันแทบทุกวัน ร้องเพลง คุยกัน ทำกิจกรรมซ้ำๆ ที่พวกไอเดียกระฉูดอย่างพวกเราน่าจะเบื่อ แต่เราก็ร้องเพลงเดิมๆ นั่งที่เดิม คุยกับคนเดิมๆ 

ฉันได้รู้จักคนเพิ่มขึ้นหลายคนในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาเหล่านั้นนำสีสัน เพิ่มมิติให้กับความเฮฮาของพวกเรา ในขณะเดียวกัน ฉันก็เริ่มสัญจร ได้ออกนอกพื้นที่ไปดูไปแลว่าข้างนอกเขาทำอะไรกันบ้าง ร้านอาหารอะไรอร่อย ผับที่เพิ่งปรับปรุงเปิดใหม่ เสียงดังน่ารำคาญขนาดไหน หรือแม้แต่สังสรรค์กับพวกติสๆ ที่ร้านหนังสือเปิดใหม่

หมู่นี้เจออะไรหลายอารมณ์ทีเดียว จนฉันเลือกไม่ถูกว่าจะพูดถึงเรื่องไหนดี!

โลกของคนหนังสือดูหวือหวาขึ้นเมื่อฉันเอาเรื่องบนเตียงใต้เตียงไปแฉ ก็แน่ล่ะ หัวข้อนี้ใครๆ ก็อยากพูดถึงแต่ไม่กล้า เจอคนบ้าบิ่นอย่างฉัน พาสาวๆ เข้าห้องน้ำไปพิสูจน์ทฤษฎีลามกกันใหญ่ 

ฉันได้พบพี่รุ่นใหญ่ที่ประสบการณ์ล้นแก้ว การได้รู้จักได้อยู่ใกล้พหูสูตรย่อมทำให้รอยหยักในสมองของฉันถูกสั่นคลอนได้บ้าง ฉันชอบคุยกับผู้ใหญ่ ฉันว่ามันสร้างสรรค์ดี แต่เมื่อวัยล่วงเลยผ่านมาเรื่อยๆ ก็รู้ว่า ยิ่งไร้สาระ ยิ่งใหญ่โต ไม่มีใครอยากอยู่กับคนเครียด ซีเรียสตลอดเวลา แล้วความสัมพันธ์กับคนก็เป็นเรื่องสำคัญกว่าวิชาความรู้ใดๆ 

เวลาสอนให้ฉันได้ข้อสรุปอย่างที่ว่า

ฉันพยายามมีสาระให้น้อยลง คนจะได้อยากอยู่ใกล้ แล้วเรื่องอะไรๆ มันก็จะดำเนินไปได้ด้วยดี

ฉันแปลกใจทีเดียวที่มีคนบอกว่า ฉันตลกดี ฉันไม่เคยคิดเลยว่าฉันเป็นคนสนุก ทำให้คนอารมณ์ดีที่อยู่ใกล้ มีแต่คนบอกฉันว่า ฉันเป็นพวกสร้างความสุขให้กับตัวเอง ( self-entertain) ไม่เคยคิดจะไปทำให้คนอื่นมีความสุขเล้ย เมื่อเปรียบเทียบกับน้องคนนึง ที่ร้องเพลงตามที่คนอื่นอยากฟัง จนในที่สุด ไม่ได้ร้องเพลงที่ตัวเองอยากร้องเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจยากมากสำหรับฉัน ตั้งแต่เริ่มต้น ฉันก็จะหัดร้องเพลงที่ตัวเองชอบ เพราะฉะนั้นมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะร้องเพลงที่คนอื่นอยากฟัง บางคนอาจจะคิดว่า เพลงที่ฉันชอบก็อาจจะเป็นเพลงที่คนอื่นอยากฟังด้วย... ไม่อะ เพราะรสนิยมฉันไม่คล้ายคนทั่วไป จนคนบอกให้ฉันร้องเพลงที่อยู่ในแนวสามัญ กว่าจะเข้าใจว่าเป็นเพลงตลาดก็กินเวลาหลายนาที

วันนี้ฉันร้องเพลงที่ไม่เคยร้อง ใจนักเลงของพงษ์พัฒน์ บัวลอยของคาราบาว รักปอนปอนของไมโคร เพลงผู้ชายทั้งนั้น ทั้งที่วันนี้ออกจะแต่งตัววาบหวิว ฉันมันก็ชอบทำอะไรสุดขั้วแบบนี้ละน้า

งงเหมือนกันว่าวันนี้ฉันเขียนเรื่องอะไรเนี่ย!

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

ใส่ซิมผิด


ร้านอาหารในสวนสัตว์ดุสิตยังคงความพิเศษไม่เหมือนที่ไหนเช่นเดิม...

ฉันว่าหลายๆ คนก็คงจะรู้สึกคล้ายๆ กับฉันว่า ร้านอาหารในสวนสัตว์มันจะบรรยากาศดี น่านั่งปล่อยอารมณ์ตอนกลางคืนได้อย่างไร กลิ่นสาปสัตว์มันไม่โชยเข้ามารึ

ฉันค้นพบสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ต้องเรียกว่าเป็นการค้นพบเลยที่เดียวเพราะมันเป็นของดีของหายากที่ไม่น่าจะมี

ถ้าใครเคยไปเขาดินที่อยู่ตรงข้ามกับสวนจิตรลดา ข้ามสะพานเข้าไปที่สวนสัตว์จะเจอร้านอาหารวังวนา หาที่จอดรถแล้วเดินตามทางริมบ่อน้ำขนาดใหญ่ มีเกาะกลางปลูกต้นไม้ใหญ่ไม่กี่ต้นกับศาลาและส่วนหย่อมเล็กๆ เดินเลยเข้าไปข้างในจะมีบันไดไม้ ขึ้นบันไดไปชั้นบน เดินเลียบระเบียงจะมองเห็นวิวพระที่นั่งอนันตสมาคม พร้อมเงาสะท้อนน้ำอย่างที่ฉันถ่ายรูปมาให้ดูนี่แหละ

อาหารอร่อย วิวดี ดนตรีเพราะ (เพราะฉันได้ร้องเอง ฮ่า ฮ่า) อาจารย์รุ่นใหญ่เล่นเปียโน เพลงที่แขกมักจะเลือกร้องก็จะเป็นเพลงยุคสุนทราภรณ์ หรือในราวช่วงปีประมาณนั้น เพราะร้านอาหารนี้ไม่ใช่ร้านอาหารแนวฮิบฮอปสำหรับวัยโจ๋ เป็นร้านสำหรับผู้ใหญ่ที่รักการร้องเพลงมานั่งทานอาหาร ในบรรยากาศกันเอง ไม่ว่าใครจะขึ้นไปร้องเพลงก็จะได้รับการปรบมือให้เกียรติ เป็นสถานที่ที่อบอุ่นทีเดียว

อาหารยังอร่อยเหมือนเดิม วิวยังดีเช่นเดิม และอาจารย์ที่เล่นเพลงให้ฉันร้องก็ยังคงความน่ารักเหมือนเดิมอีกเช่นเคย ที่ออกจะเป็นห่วงคือ ภรรยาเจ้าของร้านไม่ใคร่สบาย พี่ที่ไปกับฉันเลยยกใบมะรุมอัดเม็ดฝากไปให้ สรรพคุณมากหลาย ช่วยทั้งโรคเก๊าท์ มีสารต้านมะเร็งทุกชนิด แถมมีแคลเซียมอีก ราคาประหยัด ภูมิปัญญาคนไทย

ได้รำลึกความหลัง ไม่น้อยไม่มากเกินไป แล้วก็ไปต่อร้านประจำ...ร้านอันเป็นที่มาของหัวข้อบล้อกในวันนี้

ฉันว่า ถ้าจะใส่ซิมผิด ก็คงผิดตั้งแต่ไปเจอะเจอถูกใจร้านอาหารในสวนสัตว์แล้วล่ะ อีกทั้งชอบร้องเพลงโบราณ ผู้หญิงอะไรเลือกร้องเพลง พรานล่อเนื้อ อะไรๆ ที่ฉันเลือก ฉันทำ ประหลาดผิดมนุษย์มนาอีกแล้ว

วันนี้ออกจะเป็นวันเปิดอก ฉันถามพี่รุ่นใหญ่อายุเลยวัยเกษียณว่า ด้วยเหตุอันใด พี่ถึงได้ดูหนุ่มเกินวัยมากมายขนาดนี้ ฉันมองๆ แล้วก็แอบวิเคราะห์เป็นการส่วนตัวมานานแล้วว่า

จริงหรือ ที่ผู้ชายที่ดูหนุ่มจะต้องเป็นวัวแก่กินหญ้าอ่อน

คราวนี้ได้โอกาสถามตัวจริงเสียงจริง และแล้วพี่รุ่นใหญ่สองสามคนก็แบ่งปันประสบการณ์หนุ่มซิ่ง ไล่มาตั้งแต่โลลิต้า บับเบิล อะไรต่อมิอะไรอีกหลายที่ มีทั้งที่ฉันเคยไป เคยได้ยิน และร้านที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในกรุงเทพ

เหตุหนึ่งที่ทำให้ดูอ่อนกว่าอายุจริง ก็เพราะความที่เป็นคนจิตใจดี พี่คนนึงก็ชมอีกคนนั่นแหละ แต่ที่ฉันเห็นก็คือ ทั้งคู่เคี้ยวหญ้าอ่อนหรือไม่ก็หญ้าแก่ที่ดูอ่อน และเลยมาพูดถึงเรื่องของฉันอย่างไรไม่ทราบได้

ผู้ใหญ่มักจะมีวิธีเปรียบเปรยให้ดูไม่เป็นการจาบจ้วง ว่ากล่าวใครตรงจนเกินไป พูดไปพูดมา ได้คำดูน่ารักว่า ฉันเป็นเหมือนพวกโทรศัพท์ใส่ซิมผิด เครื่องรวน ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แต่ถ้าเครื่องพังขึ้นมาอันนี้ก็ตัวใครตัวมัน

บ้างก็ว่ามั่นใจมากในสิ่งที่ไม่ควรมั่นใจ

จนฉันอดรนทนไม่ได้ ไม่ใช่ด้วยเกิดอารมณ์แต่นิสัยพูดตรง ขวานผ่าซาก เลยยกกรณีที่ฉันรู้ว่าใครๆ ก็คงสงสัยกันหนักหนา ได้โอกาสเฉลยไขข้อข้องใจที่มีมานานให้หายสงสัย หรืออาจจะสงสัยต่อไปเช่นเดิมเพราะไม่เชื่อว่าจะเป็นอย่างที่ฉันพูด เห็นสีหน้าตกอกตกใจกับคำพูดของฉันอีกเช่นเคย

ก็คงจะจริง มั่นใจในสิ่งที่ไม่ควรมั่นใจ

สินค้าที่ติดฉลากผิด

การที่ฉันไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาสักที ดูจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดเหลือหลาย พี่ก็ว่า แค่ฉันนั่งอยู่เฉยๆ ก็มีผู้ชายมาให้เลือกมากมาย อยู่ที่จะเลือกใคร (โห ฟังแล้ว หัวชนเพดาน)

ก็เพราะอะไรล่ะ เพราะเขาดูกันที่เปลือกนอก

คนที่เปลือกนอกอย่างฉัน ข้างในมักไม่เป็นเช่นนี้

ถ้าคนที่สนใจฉันที่เปลือกนอก ได้มารู้จักฉันลึกเกินคำว่าผิวเผิน ก็เปิดทุกราย

ใครมาเห็นฉันมุมหนึ่งแล้วพอมาเจอมุมที่สองก็เริ่มถอยห่าง เห็นมุมที่สามก็เผ่นแนบไปเลย

คนอย่างฉันถึงได้อยู่ยากไง ไม่แปลกหรอก ที่ถ้าในที่สุดแล้ว ฉันก็จะอยู่เป็นยายแก่เฝ้าสำนักพิมพ์ไปนั่นน่ะ

ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่รู้ตัว ฉันก็รู้ เพียงแต่ฉันไม่ทำอย่างที่คนทั่วไปเขาทำ

บางที คนเรามีคำจำกัดความของผู้หญิงดีแคบเหลือเกิน ฉันคงไม่ได้เป็นกุลสตรีหรอก แต่ก็อดขำไม่ได้ที่มีพี่คนนึงบอกว่า เวลาฉันถ่าย ยังนั่งพับเพียบเลย ฮ่าๆ

ก็เขาไม่เห็นตอนที่มันตรงกันข้ามนะสิ

ตอนนี้ฉันนึกถึงความแตกต่างของคนสองประเภท คนหยาบคายแต่จริงใจ กับ คนพูดจาดีแต่หลอกลวง

เรื่องบางเรื่องฉันคุยกับพี่บางคนอย่างถึงพริกถึงขิง เผอิญพูดดังไปหน่อย หรือมีคนเงี่ยหูฟังเยอะก็ไม่รู้ แต่แล้ว มันก็แค่นั้น นั่นคือความจริง แต่คนฟังน่ะ แอบไปจินตนาการไกลไปถึงไหน ฉันถึงกับต้องบอกว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกพี่ๆ คิดกันเลยแม้แต่นิด อยากจะบอกให้หายข้องใจไปด้วยซ้ำว่า ไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่พี่ๆ เข้าใจกันมาตลอดสิบปีอีกต่างหาก

หลายคนบอกว่า ฉันเป็นคนเปิดเผยเกินไป ฉันว่า ฉันเปิดเผยขนาดนี้แล้วทำไมยังเข้าใจผิดขนาดหนัก แค่ฉันไม่ได้ทำอะไรบางอย่างตามบรรทัดฐานของสังคมแปลว่าฉันประหลาดขนาดนั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้น คำจำกัดความของคำว่า ปกติ มันคงแคบซะเหลือเกินสิ สำหรับในวงใน หลายๆ การกระทำอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดา ช่วงแรกๆ แค่การอ่านหนังสือในผับในบาร์ก็ผิดแล้ว หลังๆ การคุยเรื่องธรรมะดูจะเป็นหัวข้อสนทนาหลักในหลายๆ โอกาส เรื่องเหล่านี้ คนในวงนอกที่ไม่ใช่คนเที่ยวก็มองว่าแปลกอีกนั่นแหละ เขาไม่รู้กันหรอก ว่าคนในผับในบาร์สวดมนต์วันละหลายชั่วโมง อยู่บ้านนั่งตัดแต่งต้นไม้ พรวนดิน เขาเหล่านี้แค่มีบางมุมที่ไม่เหมือนคนกลุ่มนึง มันก็แค่นั้นเอง

แต่นี่ ไม่ต้องนับภาพของฉันในสายตาคนภายนอก ซึ่งไม่ต้องไปกังวลอยู่แล้ว แม้แต่คนในวงประหลาดก็ยังมองว่าฉันประหลาดเลย

ฉันยังคิดไม่ออก ว่า การที่ร้องเพลง เพลงสุดท้าย ของคุณป้าสุดา ชื่นบาน มันประหลาดยังไง ตอนนี้ฉันก็เห็นคนร้องไปกับฉันตั้งหลายคน แถมเมื่อวันก่อน วงดนตรียังเล่นเพลงนี้ด้วยซ้ำ และคนที่ร้องกลับเป็นผู้ชายแท้ๆ ก็เห็นคนเค้าเต้นกันสนุกสนาน

ประหลาด คือ แตกต่าง ขบถ...นั่นล่ะฉัน

ฉันเลยขอสรุปแบบณัฐพัดชาว่า ใส่ซิมผิด แปลว่า ฉันเป็น Early Adopter ผู้นำแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ มาใช้ซึ่งคนทั่วไปยังตามไม่ทัน ฮ่า ฮ่า

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ของขวัญคริสต์มาสชิ้นแรก...

ผ้าบาติก....ผ้าถุงธรรมดาที่ฉันคงไม่ซื้อมาใส่ แต่เมื่อเป็นเซอร์ไพรส์กิฟท์จากหนูน้อยผมทองที่มานั่งฟังฉันร้องเพลงที่ร้านสวรรค์ชั้นเจ็ด (Seven Heaven) มันย่อมมีความหมายและฉันคงไม่เอาไปให้ใครต่อตามลักษณะนิสัยส่วนตัวของฉัน



หนูน้อยมาพร้อมกับสาวเสื้อขาวกระโปรงยาวถึงเท้าสีชมพูบานเย็น ฉันเจอทั้งสองแว่บแรกตอนออกมาจากห้องน้ำแล้วก็มาเจออีกทีในร้าน นั่งอยู่ที่เก้าอี้คลีโอพัตรา...เก้าอี้ตัวเดียวกับที่ฉันตั้งใจนั่งในวันนี้...ตัดความรู้สึกผิดในใจ ก็ฉันอุดหนุนซื้อเก้าอี้ไปแล้วนี่นา ถ้าจะนั่งเก้าอี้ตัวสวยโดยไม่ลุกให้แขกจรรายอื่นเหมือนอย่างทุกครั้ง คงจะไม่ทำตัวแย่จนเกินไป

ฉันร้องเพลงอะไรน้า ก่อนที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับหนูน้อยผู้นี้ ใช่แล้ว! ฉันต้องร้องเพลงให้เหมาะกับแขกที่มาในวันนี้ ป้าอู๋ทำปากพูดชื่อเพลง La Isla Bonita แบบไร้เสียง โอเค แปลว่า ให้ฉันร้องเพลงนี้ต่อจากป้า ได้ๆ แม้ฉันจะไม่โปรดเพลงนี้สักเท่าไหร่ แต่มันเป็นเพลงที่ฉันดูจะร้องได้ไม่เพี้ยนมากมายนัก จบแล้วก็เป็น Yesterday Once More และ Desperado ถามนักดนตรีประจำตัวว่า ฉันร้อง Top Of The World ได้มั้ย เมื่อได้ไฟเขียว ฉันก็ร้องเพลงด้วยความเริงร่า
เมื่อตาฉันสบกับแม่ตัวน้อย คล้ายจะบอกว่า น้องหนูอยู่ที่นี่แล้วทำให้พี่ (น้า) มีความสุขมากนะจ้ะ แล้วเธอก็เริ่มวาดลวดลาย เต้นและโพสต์ท่าหน้ากล้องของนักดนตรี จบเพลง ฉันเลยถามว่า หนูอยากร้องเพลงรึเปล่า (เป็นภาษาอังกฤษละนะ ท่าทางสำเนียงจะพอฟังได้ เพราะแม่หนูเข้าใจ) เธอเดินมาหาฉันอย่างมั่นใจ รับไมค์ไปจากมือ ร้องเพลงอะไรก็สุดจะเดาได้ มี twinkle twinkle Little Star แล้วก็ Merry Christmas ฉันยังสงสัยไม่หายว่าทำไมเธอทำท่าไม่ชอบเพลง Jingle Bell เราพยายามร้องเพลงนี้อยู่หลายครั้งแต่ปฏิกิริยาของเธอคงเดิม ฉันลองร้องโดเรมีจากหนัง The Sound Of Music อย่างหวั่นใจว่า เด็กรุ่นนี้จะได้ดูหนังโปรดยุคหลายสิบปีก่อนของฉันรึเปล่า สรุปว่าเธอไม่ร้องเพลงนี้ เธอสนุกกับการเป็นนางแบบรุ่นเยาว์ให้พวกฉันได้ถ่ายรูป แล้วฉันก็ขอร้องเพลงไทยให้เธอฟังสักเพลง Eternal Love หรือ รักไม่รู้ดับ เวอร์ชั่น ฮอทเปเปอร์ เท่านั้น (ที่ฉันร้องได้)

แล้วเราก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก จนแม่และแม่หนูน้อยพร้อมจะออกไปเดินจตุจักรต่อ หนูน้อยผมทองยื่นผ้าบาติกให้ฉันบอกว่าเป็นของขวัญคริสต์มาส ฉันตาโตถลนใกล้หลุดจากเบ้า แปลกใจ เพราะไม่คาดคิด พอได้สติก็ยื่นผ้าคืนให้แม่ของเจ้าตัวน้อย แม่เธอบอกว่า ลูกสาวคนนี้ชอบซื้อของแล้วก็ให้คนอื่นเป็นของขวัญวันคริสต์มาส ฉันจึงได้สติอีกครั้ง รีบคว้ากล้องขอถ่ายรูปคู่กับคุณหนูใจดีคนที่ทำให้ฉันประทับใจเหลือหลาย คนที่ทำให้วันนี้เป็นวันที่มีความหมาย เป็นความทรงจำซาบซึ้งในความบริสุทธิ์ของเด็กที่ยังไม่ได้เจอกับความเลวร้ายของโลกใบนี้

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551

A night at Falabella

ตุ๊กตา Falabella ราคา 1 ใน 10,000 ของราคาม้าตัวจริงกระมัง ฉันว่าครั้งแรกที่ฉันติดใจม้าแบบนี้คือ ตอนที่ไปดูๆ แลๆ ที่ร้าน Hermes แต่เมื่อพลิกดูราคาแล้วรู้สึกว่าจะราคา สัก 1 ใน 100 ของราคาม้ามั้ง แต่ ณ ตอนนั้น ฉันก็ว่าแพงเหลือหลายแล้วล่ะ

ม้า Falabella เป็นม้าพันธุ์แคระ ตัวเต็มวัยสูงประมาณ 32 นิ้ว เท่ากับขนาดของหมาที่เราเลี้ยงดีๆ นี่เอง ฉันเริ่มมีไอเดียบรรเจิด ถ้ามีใครซื้อม้าให้ฉัน ฉันคงจะรับรักเลยละเนี่ย แต่หมายถึงม้าจริงๆ นะ ไม่ใช่ม้าตุ๊กตาอย่างตัวนี้

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า A night at Falabella จะเกี่ยวโยงถึงความพิสดารบางประการกับม้า มิใช่เช่นนั้น ฉันแค่ได้ไปเยือนร้าน Falabella อีกครั้งหลังจากครั้งแรกเมื่อหลายปีผ่าน บรรยากาศดีเหมือนเดิม มีทั้งส่วนที่อยู่ในห้องแอร์และส่วนที่รับลมธรรมชาติด้านนอก ร้านนี้ตั้งอยู่ด้านหลังสนามม้าสปอร์ตคลับ มีความเป็นส่วนตัวและเอกลักษณ์เฉพาะ เพื่อให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศสบายๆ โดยที่ไม่ต้องกลัวเปียกฝน เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปข้างบนก็จะเห็นเต็นท์ยักษ์สีขาวคลุมเวทีสำหรับเล่นดนตรีสด และโซฟาเก้าอี้ร่วมสิบชุด ส่วนตัวฉันเป็นพวกขอบๆ ระหว่างโอเพ่นแอร์กับบริเวณห้องแอร์ แหงนหน้าขึ้นไปก็จะเห็นหลังคาของร้านกับบางส่วนของเต็นท์ขาว นั่งเก้าอี้สูงคู่โต๊ะทรงเดียวกับรูปร่างฉันนั่นแหละ

ด้วยอาศัยใบบุญพี่ที่ฉันนับว่าเป็น role model ของพี่ชาย พ่อ และผู้ชายที่เป็นสุภาพบุรุษ ตลอดระยะเวลาเกือบสิบปีที่เห็นหน้ากันมา ความสม่ำเสมอ การดูแลเทคแคร์ให้เกียรติผู้หญิงเป็นเสน่ห์ที่ไม่ได้เกิดจากความต้องการเอาใจใคร เป็นธรรมชาติที่ได้รับการหล่อหลอมมาพร้อมกับความเป็นตัวตนของคน

สองสาวชุดแดงขออนุญาตควงพี่ชายไปงานวันเกิดผู้ใหญ่ ได้หม่ำก๋วยเตี๋ยวเรือรสเด็ดกับข้าวหมูแดงที่พี่ชายแสนดีไปตักมาให้ด้วยตัวเอง ต่อด้วยไวน์แดง คามิคาเซ่และสปาย บนโต๊ะมีสีสัน แดง เหลือง ฟ้า ขาวเหลืองจากไวน์ขาว และแดงกำมะหยี่จากไวน์แดงรสเลิศ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม บรรยากาศดีๆ อย่างนี้ ฉันคงอดไม่ได้ที่จะขอเจ้าของงานขึ้นร้องเพลงเพื่อความบันเทิงส่วนตัว (และปรากฎว่ามีคนคิดว่าฉันเป็นนักร้องด้วย อิอิ แปลว่าคงไม่ได้ร้องแย่จนเกินไปนัก)

ฤา รักฉันจะเป็นเพียงความฝัน ไม่มีวันนั้น.....

จันทร์คืนแรมวับแวมอยู่บนปลายฟ้า คงล้าอ่อนแรงทอแสงแหว่งเว้า ครึ่งดวง
คืนเหงามันเศร้ามันซึมในทรวง จันทร์เพียงครึ่งดวง คล้ายจันทร์เจ้ารอใคร
จันทร์คืนแรม วับแวมมีเพียงครึ่งใบ คงดังกับใจฉันที่มีเพียงครึ่งดวง
คอยรักที่จักเดิมเต็มในทรวง โอ้ใจครึ่งดวง เฝ้ารอมาเนิ่นนาน


จันทร์เอ๋ยจันทร์ที่ลอยเด่นฟ้า จะมีน้ำตาหลั่งมาเหมือนฉันบ้างไหม
ความรักมันช่างห่างไกลแสนไกล ไม่รู้วันไหน หัวใจถึงจะเต็มดวง


คงมีวันที่จันทร์เจ้าจะเต็มใบ แต่ว่าหัวใจฉันจะมีไหมวันนั้น
ฤารักฉันจะเป็นเพียงความฝัน ไม่มีวันนั้น วันที่ใจเต็มดวง
จันทร์เอ๋ยจันทร์ที่ลอยเด่นฟ้า จะมีน้ำตาหลั่งมาเหมือนฉันบ้างไหม
คงมีวันที่จันทร์เจ้าจะเต็มใบ แต่ว่าหัวใจฉันจะมีไหมวันนั้น
ฤารักฉันจะเป็นเพียงความฝัน ไม่มีวันนั้น วันที่ใจเต็มดวง


...ฤารักฉันจะเป็นเพียงความฝัน ไม่มีวันนั้น วันที่ใจเต็มดวง


แล้วก็ต่อด้วย ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ เพื่อให้ดูอายุฉันน้อยลงมาอีกนิด แหม แต่ยังไง ฉันก็ชอบเพลงที่เน้นความละเมียดละไมของคำอย่างเพลง จันทร์ นี้ละนะ ดูเนื้อแล้วเธออาจจะนึกว่าเป็นเพลงโบราณ แต่ที่จริงแล้วเป็นเพลงสมัยใหม่ที่เพิ่งแต่งไม่นาน แต่คงไว้ซึ่งลักษณะและอารมณ์ของเพลงที่ละเอียดอ่อนแบบเดิม

แล้วความงามของค่ำคืนนั้น ค่ำคืนที่ฉันเลือกปฏิบัติตนอย่างที่ควรจะเป็น สร้างความแปลกใจให้ผู้ใหญ่แสนฉลาดที่ยังทำตัวเป็นเด็กอยู่ไม่น้อย ควันหลงจากงานก่อให้เกิดอะไรตามมาหลายอย่าง อย่างนึงก็คือฉันมีอารมณ์มาเขียนบล้อกผิดเวลาอย่างนี้แหละ ว่างๆ ก็ลองไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สำหรับคนที่เกิดหลงเสน่ห์ม้าน้อยพันธุ์นี้อย่างฉันบ้างนะจ้ะ

รูป Falabella ที่ฉันอยากนำมาไว้ที่บล้อก
แต่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์เกือบหมื่นบาทแน่ะ เธอคลิกไปดูแทนละกัน ได้เห็นแต่ไม่ต้องเสียเงิน ของบางอย่างเราไม่ต้องเป็นเจ้าของก็ได้เนอะ

เรื่องราวม้าน้อย Falabella
เรื่องราวแบบทางการ Falabella Miniature Horse Association

ปลื้มใจไม่หายที่ผู้ใหญ่เจ้าของวันเกิดเอ่ยปากว่าจะอ่าน Persepolis มินิบุคก่อนนอน พร้อมกับเก็บใส่กระเป๋าเสื้อทำให้สาวเสื้อแดงผู้แปลดีใจอย่างที่สุด!

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551

จากวันนั้นถึงวันนี้

ที่จริงแล้ว ฉันควรจะเขียนและนำรูปขึ้นบล้อกตั้งแต่วันรุ่งขึ้นหลังงานรวมพลคนอ่านและไม่อ่านงานมูราคามิ แต่ด้วยความเหนื่อยและขี้เกียจและอะไรก็แล้วแต่ที่ฉันจะขุดขึ้นมาอ้าง เอาเป็นว่าวันนี้ฉันนึกครึ้มอกครึ้มใจนำรูปขึ้นบล้อก พร้อมกับนึกย้อนบรรยากาศในงานวันนั้น

ฉันยังคงทำตัวเป็นสาวไฮเปอร์เช่นเดิม นั่งโต๊ะนี้ชนหมดแก้ว แล้วก็เดินดุ่มๆ ไปอีกโต๊ะ อ้าว หมดแก้ว แล้วก็ทำอย่างเดิมไปเรื่อยๆ มีคนบอกว่าเหมือนเป็นคนละคนกับตอนเย็นเลย อ้าว ก็แน่ละสิ มันคนละบทบาทนิ จะให้เล่นเหมือนเดิมก็ใช่ที่

เพื่อนชาวอิหร่านคนดีที่ให้ความช่วยเหลือในการแปลหนังสือเล่มแรก เดินทางมาร่วมงานจากต่างจังหวัด จริงๆ แล้วฉันไม่คาดคิดหรอกว่าจะมีเพื่อนๆ มาร่วมแสดงความยินดีมากอย่างที่เป็น เพราะสถานที่จัดงานมันไกล แถมเพื่อนฉันอยู่คนละโลกกันกับฉันในตอนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็ยังมาด้วยเหตุผลต่างๆ กัน เพื่อนสมัยเรียนมา เพราะกลัวความรู้สึกผิดถ้าไม่แวะมาหาฉัน พี่อีกคนมาเพราะฉันเชิญไว้นานแล้วพร้อมกระเช้าดอกไม้...อย่างที่ฉันไม่คาดคิด น้องอีกคนไปเฝ้าลูกถ่ายโฆษณามาจนเสร็จก็รีบซิ่งมาหาทันเวลาครื้นเครง

วันนี้ฉันได้รับหนังสือที่ฉันแปลเล่มแรกที่เพิ่งพิมพ์เสร็จๆ ร้อนๆ ยังไม่รู้สึกดีใจเท่าไหร่ ความรู้สึกอาจจะแตกต่างและได้รสที่น่าจดจำ เมื่อฉันมอบหนังสือให้แม่ในวันรุ่งพรุ่งนี้ พร้อมๆ กับเปิดหน้าขอบคุณ ที่ฉันเขียนถึงท่านว่า

.....คำขอบคุณ......พ่อแม่ของณัฐพัดชา สำหรับวิตามินเอ็มและโอกาสในการลองผิดลองถูก (อีกครั้ง)

ไม่มีอะไรสวยงามเท่าการพูดความจริง ยอมรับตัวเองในแบบที่เป็น...