แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความนึกคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความนึกคิด แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ยุ่งเหยิง สับสน วุ่นวาย

อันที่จริง ชีวิตของฉันก็ไม่น่าจะซับซ้อนอะไรนักหนา ไม่ได้เป็นมนุษย์ออฟฟิศอย่างชาวบ้านทั่วๆ ไปสักกะหน่อย แต่กลายเป็นว่าทั้งงานราษฎร งานหลวง สับสนปนเปกันให้ยุ่งยากใจยิ่ง...

เฮ้อ!! ขอถอนหายใจก่อนจะบ่น บ่น บ่น และบ่น คนเราถ้าไม่ต้องทำหลายๆ สิ่งพร้อมๆ กัน จะเรียกว่า ยุ่งได้ยังไง ญาติผู้ใหญ่ ผู้มีพระคุณช่วยให้ฉันได้คำนำหนังสือเจ้าชายน้อยจากท่านทูตฝรั่งเศส แถมฉันยังเรียนเชิญท่านไปงานช้าเกินควร แม้ท่านจะเข้าใจแต่ฉันก็รู้ว่า ฉันทำอะไรไม่เหมาะไม่ควรอีกแล้ว ตอนนี้ท่านจากไป บุญคุณยังไม่ได้ทดแทน ได้แต่ฝากแม่ที่คอยดูแล ทำให้รู้สึกผิดน้อยลง งานศพมีติดต่อกันในช่วงที่วุ่นวายทั้งงานราษฎร งานหลวง แถมผู้ใหญ่ที่ให้ความเมตตา ช่วยเหลือสารพัดเรื่อง หลายยยยยยท่านก็แวะเวียนให้รับรองอยู่เป็นนิจ แถมยังมีผู้ใหญ่ของผู้ใหญ่ที่ดูแลตกทอดกันมาอีกเป็นสายๆ ถ้าวาดเป็นรูปก็แตกแขนงเป็นสาแหรกกิ่งก้านสาขาบานตะไท

แล้วแทนที่ฉันจะได้กลับบ้านนอนเพื่อทำงานภาคกลางวัน ก็เป็นอันเหลือเวลาเพียงสองสามชั่วโมง ไอ้การที่ธรรมชาติของฉันต้องนอนกินบ้านกินเมืองไม่งั้นสมองไม่ทำงาน ทำให้ไปทำงานภาคกลางวันสายบ้าง ไปประชุมช้า ไม่ได้ไปมันทั้งงานเลยก็มี วันที่ 15 นี้เป็นวันที่ทุกอย่างประเดประดังกันเข้ามา ทั้งการประกวดรอบผิวพรรณ งานแถลงข่าว งานศพ วันแรกของงานสัปดาห์หนังสือ นี่ยังไม่ได้นับภาคกลางคืนที่ต้องมีการประชุมต่อเนื่อง และเลยรวมไปถึงรับรองผู้ใหญ่ เอ็นเตอร์เทนผู้มีพระคุณ อันเป็นหน้าที่ประจำด้วยนะ

แม้แต่วันอาทิตย์นี้ ไปดูแลการคัดตัวผู้เข้าประกวดนางสาวไทย ผู้ใหญ่ขอร้องให้แว๊บไปงานทอดกฐิน กลับมาดูเรื่องกองประกวดต่อ เย็นไปงานสวดศพ และกลับมาประชุมทีมงานกองประกวด คืนนี้ก็ใช่ว่าฉันจะได้กลับบ้านแต่วัน มีการส่งงานตามผับตามบาร์จนฉันเรียกสถานที่นั้นว่าเป็น ออฟฟิศ มาพักใหญ่แล้ว นี่ฉันก็ยังนั่งทำงานและอัพบล้อกโดยใช้คอมพิวเตอร์ในร้านขายข้าวซอยของน้องที่คุ้นเคยกัน

แล้วสิ่งที่ฉันทำได้ก็คือ ไม่เครียด ไม่รู้สึกผิด (มากอย่างเคยๆ ) แม้จะเป็นสารพัดสายตาที่เป็นจริงและที่จินตนาการได้ ปลงๆ ปล่อยๆ บางครั้งอาจทำให้คนรอบตัวตั้งใจทำงานและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่ฉันมานั่งเคี่ยวเข็ญใช้พระเดชให้เมื่อยอารมณ์ เซ็งกล้ามเนื้อซะอีก

โอเค ได้บ่นพองาม แล้ว ก็ถึงเวลาปฏิบัติงานภาคกลางคืน ด้วยชุดทำงานเดิม สลัดแจ๊คเก็ตออก เหลือเกาะอกปักเลื่อมเล็กน้อย เข้ากับคอนเซปท์วันเกิดน้องที่ร้านประจำเลย แล้วก็ต้องเทคแคร์ประชาชีควบคู่ไปด้วย

แล้วจะมีใครเทคแคร์ฉันมั้ยหนออออออออ

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

เรื่องของเพื่อน

เพื่อนที่รู้จักกันมา 20 ปี แวะมาหาฉัน คุยกันสารพัดเรื่อง อัพเดทข่าวคราวของเพื่อนๆ และชีวิตของกันและกัน คนเราก็แค่อยากพูดคุยกับคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ...

บางทีฉันก็ไม่เข้าใจความคิดของผู้ชาย ทั้งๆ ที่ฉันออกจะสนิทกับคนต่างเพศมากกว่าคนเพศเดียวกัน รวมไปถึงเพศทางเลือกด้วย เอาเป็นว่าถ้าไม่แปลกฉันไม่คบละมั้งเนี่ย

เพื่อนคนนี้มีแฟนเด็กและสวยแบบที่ฉันทายได้เลยว่าเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกันอิจฉาเป็นแถวๆ แต่ในเรื่องความสัมพันธ์มันก็มีอะไรมากกว่านั้น ฉันนึกถึงข้อความในหนังสือของรุ่นพี่คนหนึ่งที่ว่า "ความรักนี่มันเหลวไหลสิ้นดี เราชอบในความต่าง แต่แล้วเราก็อยากให้เขาเป็นเหมือนเราในที่สุด" แฟนเพื่อนกุ๊กกิ๊ก น่ารัก อยู่แล้วสดชื่น แต่ในขณะเดียวกัน ถ้ามองอีกด้านก็คือ คิขุ ไร้สาระ ไม่เป็นผู้ใหญ่ อาจจะไปได้ถึง "ไร้ความคิด ความรับผิดชอบ" ด้วยคุณสมบัติเดียวกันแต่มองคนละแง่ก็สร้างความรู้สึกได้แตกต่างกันสุดขั้ว

มันก็น่าแปลกดีที่สมัยนี้ผู้หญิงก็ไม่ทน พอๆ กับที่ผู้ชายก็ไม่ได้อยากแต่งงาน สงสัยในอนาคตเราคงได้ลูกแบบผสมหลอดแก้ว มีความสุขสมผ่านเกมคอมพิวเตอร์เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่แซนดรา บุลล็อกเล่นกับพ่อหนุ่มร็อกกี้ 

สถาบันครอบครัวกำลังสั่นคลอนอย่างถึงที่สุด การมีความสัมพันธ์แบบฉาบฉวย one-night-stand มีให้เห็นกันทั่วอาร์ซีเอ แบบที่ผู้มีการศึกษาไม่อยากมีลูกในสภาพสังคมแบบนี้

เพื่อนฉันแฮปปี้กับการดูหนังที่ไร้สาระ เพียงเพื่อผ่อนคลายหรือหลับในโรงหนัง 

มนุษย์ออฟฟิศเครียดกันถึงขนาดนี้เชียวหรือ

ตกลงฉันโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่หลุดออกมา

ฉันเลือกที่จะคิดว่าฉันโชคดี ^-^

วันนี้ได้ไปสถานที่ใหม่ๆ พบคนใหม่ๆ แล้วคล้ายจะสะท้อนภาพตัวเอง แต่ฉันคงไม่เหมือนขนาดนั้นกระมัง น้องที่เพิ่งรู้จักใหม่คุยเก่งมาก ฉันเรียกว่า "ยายจ๋อแจ๋" เหมือนที่เคยได้ยินคนให้สมญานี้กับคนคุ้นเคย คนเราอะไรจะสนทนาได้ทุกเรื่อง เมื่อเห็นดังนี้แล้ว ฉันคิดว่าต้องปรับปรุงตัวเองเป็นการใหญ่ พูดให้น้อยลง ฟังให้มากขึ้น ไม่มีใครอยากฟังเรื่องคนอื่นจริงๆ หรอก แม้ว่าการเริ่มต้นการสนทนาที่ดีคือการพูดเรื่องของคนอื่น หากเลือกที่จะฟังให้มาก ย่อมเป็นการเปิดโลกทัศน์และดูจะเป็นคนที่ควรคบหาสมาคมด้วย

เรื่องของคนเป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้ไม่รู้จบ ฉันได้พบคนที่ไม่ได้พบมาเป็นสิบปีแต่ยังติดต่อ รับรู้ข่าวคราวผ่าน FB และบางคนที่เจอหน้าเพียงครั้งเดียวแล้วก็ติดตามความเคลื่อนไหวผ่านทางเว็บไซต์เดียวกัน ไม่แค่นั้นยังได้เพื่อนใหม่อีก 2 คนซึ่งก็ได้เพิ่มเป็นเพื่อนใน FB เรียบร้อยแล้ว 

ให้มันรู้ไปสิว่าฉันจะมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับคนไม่ได้ ถ้าได้ใส่ความพยายามลงไปแล้ว!!!

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

ฝนฟ้า พายุงาน เรื่องสะท้านใจ

วันนี้ฝนตกแรง ฟ้ามืด แตกต่างจากครั้งอื่นๆ ฝนสาดแรงผ่านระเบียงที่กว้างสักเมตรครึ่งมาโดนกระจกทีเดียว ต้นไม้ได้น้ำฉ่ำเย็น แต่ผ้าที่ตากไว้เปียกจนไม่เก็บเข้าบ้าน ตากไว้รอแดดวันพรุ่งนี้หากฟ้าไม่สั่งฝนให้ตกถล่มทลายเหมือนในวันนี้...

เป็นการเกริ่นย่อหน้าแรกที่ยาวที่สุด และไม่มีคำว่า "ฉัน" ในย่อหน้านั้นเลย

   
           ฝนตกแดดไม่ออก นกกระจอกไม่รู้อยู่ไหน
        ชักงงว่าทำไม ฉันจึงได้แต่แต่งกลอน
        ตืื่นนอนมีความสุข รู้สึกสนุกไม่ต้องซ่อน
        ใครทุกข์ฉันขอวอน มิได้สอนจงนอนไป


          ฝนยังตกพรำพรำ ละอองน้ำหยาดสวยใส
           สดชื่นรื่นฤทัย ต้นไม้ออกดอกใบงาม
           ม่านไม้ใกล้ความจริง เดปฉันยิ่งวิ่งไล่ตาม
           กล้วยไม้ออกดอกสาม ถ้าใครถามไว้บูชา


           พระพิฆเนศมี ได้เป็นศรีกิจการค้า
           ขอพรพระเจ้าขา ถ้าหนังสือฉันขายดี
           พวกเรากำมะหยี่ แสนยินดีชี้ช่องนี้
           ให้น้องรุ่นหลังที่ พิมพ์เรื่องดีเพื่อคนไทย


ฉันอยากพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนจะเริ่มงานหนัก ซึ่งไม่แน่ว่าจะหนักทางกายและใจเหมือนคราวก่อน แต่ที่แน่ๆ หนนี้ "หนักใจ" การเมืองในการทำงาน ทำให้ต้องใช้สมอง ต้องคิดให้รอบ ให้ครอบ ยิ่งทำงานกับคนฉลาดยิ่งเหนื่อย แต่ก็เป็นการเหนื่อยที่สร้างสรรค์ ได้ฝึกฝนตัวเองให้เก่งขึ้น สุขุมขึ้น และรอบคอบขึ้น ไม่แค่นั้น คราวนี้มีผู้ร่วมงานใหม่ที่รู้จักมาเก่าก่อนตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย คนที่มี "คดี" กันมาแต่หนหลัง ตอนนี้ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว แต่ก็เกรงว่าการทำงานประสานกันในช่วง 2 เดือนหรืออาจจะติดพันยาวไปกว่านั้น หากหาคนทำต่อจากฉันไม่ได้ เมื่อฉันไม่ได้รู้สึกอะไร ก็ไม่อาจทำอะไรฉันได้ แต่ฉันก็ไม่รู้ ว่าคนนั้นจะยัง "รู้สึก" อะไรกับฉันรึเปล่า เรื่องมันจบไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร ยังไงแล้วความทรงจำของการเป็น "นักวิ่งขาสวย" ก็ทำให้ยิ้มในใจแสดงออกมา

ตั้งแต่จบงานคราวก่อน "นาย" ให้เกียรติฉันมากกกกก (จนเกินไป) ชมทุกครั้งที่พูดคุยกับคนอื่น มากจนทำให้ฉันสงสัย นายเองก็สงสัยในพฤติกรรมของฉันที่เปลี่ยนไป ที่ผ่านมาฉันเป็นเด็กคนหนึ่งที่ไม่พูดไม่จากับใครๆ นั่งเล่นคอมหรือร้องเพลง...แค่นั้น แต่เมื่อการงานบังคับ ฉันก็เริ่มทำในสิ่งที่คนอื่นๆ เขาทำกันซึ่งก็คือ การเข้าสังคม เมื่ออยู่ดีๆ ฉันก็ลุกขึ้นมาคุยกับคนนั้นคนนี้ สนิทสนมดั่งคนมนุษย์สัมพันธ์ดี เข้ากับคนได้ทุกระดับ ไปกับคนนั้นคนนี้ ภาพที่ดูออกมาก็ไม่แคล้ว "ไม่ค่อยดี" อย่างที่คนชอบมองกัน

เมื่อคืนนี้เองที่คุยกับรุ่นพี่สมัยเรียนคนหนึ่ง "ผู้ชายเค้าก็รู้กันมานานแล้วเรื่อง social networking" แน่ล่ะ ทำไมฉันจะไม่รู้ แต่ผู้หญิงกับผู้ชายก็ไม่มีวันเท่าเทียมกันอยู่ดี ผู้ชายเข้าสังคมเป็นเรื่องดี ผู้หญิงเที่ยวกลางคืน กินเหล้า สูบบุหรี่ ดูดีที่ไหน คนใกล้ตัวฉันไม่เข้าใจ และก็คงไม่มีวันเข้าใจ ป่วยการที่จะคอยอธิบาย เหมือนๆ กับหลายๆ การกระทำที่ไม่ได้เป็นอย่างที่คนอื่นเข้าใจ ยิ่งพยายามอธิบายก็ยิ่งเหมือนเป็นการแก้ตัว คิดซะว่ามันเป็นระบบคัดกรองตามธรรมชาติ ดีซะอีก ใครที่เข้าใจฉันก็คงเป็นคนที่คู่ควรให้ฉันคบหาเสวนาด้วยฉันยังจำสายตาของคนที่มีโอกาสเข้าไปอยู่ในส่วนลึกของจิตใจฉันได้แจ่มชัด "ไม่ไปได้ไงล่ะ ได้ลงไทยรัฐสองครั้งก็เพราะพี่เค้าเนี่ยแหละ" ดูท่าฉันจะเป็นผู้หญิงที่รักสนุก เที่ยวไปวันๆ หาสาระอะไรไม่ได้ คล้ายจะว่างานที่ฉันทำอยู่ ทำเป็นหน้าตา ทำเพื่อให้  "มีอะไรทำ" ไม่น่าเชื่อว่าคนฉลาดปราดเปรื่องอย่างเขาคนนั้นจะมองฉันตื้นเพียงแค่นี้ น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้ใช้เหตุผลเพียงพอที่จะให้ใจ ให้ความรู้สึกกับใครบางคนที่มองฉันลึกลงไปกว่าเรื่องเปลือกหรือสิ่งที่ใครๆ ทั่วๆ ไปเขามองกัน ออกจะน่าผิดหวังที่คนที่ฉันแคร์มองฉันเพียงเท่านั้น 

ฉันเขียนข้อความในหนังสือที่เขาซื้อจากฉันว่า 

"สิ่งที่สำคัญไม่อาจมองเห็นได้ด้วยดวงตา" 

และปฏิกิริยาที่เขาประหลาดใจก็ทำให้ฉันรู้สึกดี หวังว่าวันหนึ่ง เขาจะเลิกปฏิเสธตัวเอง ยอมละเหตุผลที่กดทับอารมณ์ความรู้สึกศิลปินของเขา ได้ปลดปล่อยให้ได้สุข ได้ยิ้มจากใจ หลายๆ เสียงเตือน เขาเหมาะจะเป็นเพื่อนเป็นพี่ ไม่ใช่คนรัก ความเห็นล่าสุด "เขาเป็นคนจับจด" ฉันไม่แน่ใจขนาดที่ต้องไปดูความหมายของคำว่าจับจดอีกครั้ง เขาคนนั้น คนที่ฉันประทับใจไม่ได้เป็นคนแบบนั้นสักหน่อย 

ฉันยังจำครั้งแรกที่พี่คนหนึ่งแนะนำให้ฉันรู้กับเขาได้เหมือนเป็นภาพที่เกิดเมื่อวาน ผู้ชายสองคนเดินมานั่งที่เคานเตอร์บาร์ คนหนึ่งเพิ่งเลิกกับภรรยา และสาปส่งว่า "ไม่เอาอีกแล้ว" ณ เวลานั้นฉันไม่รู้หรอกว่า เวลานี้เขามีแฟนที่น่ารักและก็ดูเป็นคู่ที่เหมาะกันมากๆ ส่วน "เขา" ที่อยู่ในใจฉัน นั่งลงด้วยสายตาเคร่งเครียด กลุ้มใจเรื่องแฟน ถ้าไม่ทะเลาะกันในหนึ่งเดือนก็จะแต่งงานแล้ว ผู้ชายคนนี้น่าสนใจ แตกต่างจากคนอื่นๆ ที่มาที่ร้านนี้ เขาไม่ได้มาเฮฮาไร้สาระ มาเจอเพื่อนๆ แต่ก็แบกเอาความกลุ้มใจเรื่องส่วนตัวมาด้วยฉันคงไม่ได้รักเขาหรอก เพราะรู้ทันทีว่าประทับใจในส่ิงที่เขาพูดถึงแฟน 

แต่เขาคนนั้นก็อยู่ในความคิดคำนึงของฉันตลอดมา 

จนกระทั่งฉันได้มาเจอเขาอีกครั้งและก็ถามด้วยความสงสัยว่า ไม่ทะเลาะกันเดือนนึงรึยัง กลับได้คำตอบว่า "เลิกกันไปแล้ว" ณ เวลานั้น ฉันก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาหรอก แค่จำได้ เห็นบุคลิกที่โดดเด่นอย่างที่ว่า และตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา เมื่อใดที่ฉันได้เห็นเขาในอารมณ์นั้นอีก อารมณ์ที่ใช้ความคิด กังวลใส่ใจอยู่กับเรื่องใดๆ ก็เป็น "เขา" คนที่ฉันประทับใจเสมอมาแม้กระทั่งวันนี้ 

เวลาผ่านมานานแสนนาน เขาเปลี่ยนไป...

นานๆ ครั้งที่ฉันจะได้เห็นเขาในอารมณ์นั้น และทุกครั้งที่เห็นเขาในอารมณ์นั้น ฉันก็อยากเข้าไปคุย เข้าไปแบ่งเบาปัญหาหนักอก เข้าไปร่วมรับรู้ และนั่นคือความสุขที่ฉันได้จากเขา นอกเหนือจากเพียงครั้งเดียว เพียงครั้งเดียวจริงๆ ที่เขาบอกว่า รักฉัน และไม่ได้รักอย่างน้องสาว และเป็นคำตอบเดียวที่ฉันไม่ได้ถาม แค่คำว่า "พี่XXรักYY พี่XXรักYY" สองครั้งติดต่อกัน ก็ทำให้ฉันมีความสุขที่สุดแล้ว มันคงเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง ที่เขาได้ให้กับฉัน ซึ่งฉันเชื่อว่ามันจะลบล้างสิ่งระคายเคืองใจใดๆ ที่เขามีส่วนทำให้เกิดในใจฉันทั้งหมดความสุขเมื่อนานๆ เกิดทีก็มีค่าเหมือนๆ กับดอกไม้ประจำตัวฉัน ดอกจันทร์กะพ้อที่ใครๆ ว่าหอมเหลือเกิน ปลูกหลายปีถึงจะออกดอก ฉันเองยังไม่เคยได้มีโอกาสเห็นดอกไม้นี้จริงๆ เสียที คงเป็นอีกหนึ่งความสุขใจที่ฉันหวังจะได้รับในชีวิตนี้

เมื่อก่อน ฉันเป็นเจ้าสาวที่กลัวฝน และเมื่อโดนฝนเปียกปอนผ่านพายุมาแล้ว ฉันก็ไม่กลัวฝนอีกแล้ว เพราะสิ่งที่ได้รับหลังจากฝนตก มันคุ้มค่าแก่การรอคอยและไขว่คว้าฝนหยุดตกแล้ว ฟ้าหม่นเพราะถึงเวลา แสงแดดจางๆ เห็นผ่านหมู่เมฆเป็นเส้นบางๆ พาดผ่านตึกสูงรอบๆ ระเบียง แสงสะท้อนจากตึกที่อยู่ถัดออกไปทำให้ภาพที่เห็นในวันนี้แปลกตากว่าวันอื่นๆ อากาศเย็นแม้ฉันจะใส่เสื้อแขนยาวก็ไม่ทำให้ร้อนจนเหงื่อออก ช่างแตกต่างจากวันที่เตรียมแต่งตัวออกข้างนอก แม้ยังเปลือยเปล่าแต่เม็ดเหงื่อก็ผุดขึ้นจนชื้นเต็มหลังวันนี้ฉันจะไปที่ใหม่ เจอคนใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง แต่การผจญภัยน้อยๆ ที่จะเกิดขึ้นนี้ก็ทำให้ชีวิตตื่นเต้นได้เหมือนกัน

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

กลอนหลอนจนรุ่ง


คิดหนัก คิดไกล จะไปหาหมอ
แต่ก็รอ นอนนิ่ง วิ่งในฝัน
ไม่แฮปปี้ วี๊ดวิ่ว เป็นวันๆ 
ตายละฉัน ฉันจะทำ ยังไงดี


                   วันก่อนนั้น ฉันสุดๆ ขุดมากล่าว
                   เล่าเรื่องราว ยาวยืด อย่างเร็วรี่
                   สรุปสั้นๆ ฉัดจี๊ด เพราะเพลงนี้ 
                   โดนไฟจี้ ที่หัวใจ ไม่ไหวทาน


คนที่รัก รู้ว่าแพ้ แม้จะลุ้น
"อาจเป็นคุณ" ชื่อแปลไทย เพลงไขขาน
พาจิตใจ ที่ฝันใฝ่ ไว้มานาน 
นึกวันวาน ยังคงอยู่ คู้ข้างกาย


                                           มองสายน้ำ นกกา เวลาผ่าน
                                           หวังพบพาน ใครสักคน พ้นเดียวดาย
                                           อาจเป็นคุณ ใครคนนี้ ที่คลับคล้าย
                                           ตรงใจหมาย เป็นคู่แท้ แค่คนเดียว


                    คือเนื้อความ ตามเพลง เร่งประจุ
                   ใจมุทะลุ วิ่งรี่ หนีไม่เลี้ยว
                   ขับรถซิ่ง เอาลิงสงบ ขบขาเกี่ยว
                  ใจไปเที่ยว ตัวยังเครียด เสียดแทงใน


ล้อรถเอี๊ยด เบียดเสา โอ้เจ้าเอ๋ย
ไม่เคยเลย จะถนอม รถส่วนไหน
ช่างกะไร รถช้ำ้ ย้ำฤทัย
แล้วใครๆ เขาจะรัก ฤาภักดี


                 โกรธสุดขีด ที่ร้องเพลง "อาจเป็นคุณ"
                ทำเคืองขุ่น ต้องสยบ ด้วยแบบนี้
                สะกดข่ม มีคาถา หาวิธี
                บดขยี้ ความเพ้อเจ้อ เจอทางไป


"เธอไม่มี ความหมาย ในใจฉัน" 
ถ้อยความนั้น ตะโกนซ้ำ ย้ำยำใส่
ไร้ความคิด ทางบวกใด ให้กำหนด
ใจจารจด ทบทดซ้ำ จำจนตาย


                                                     พอบรรเทา ให้คืนนั้น ฉันนอนได้
                                                     แม้ไม่ใคร่ สิ่งควรคิด หลับพร้อมกาย
                                                     หากไม่หลับ ยิ่งกล้ำกลืน ใช่เลือกได้
                                                     ตะวันฉาย ฉันคิดใหม่ ให้ผ่านวัน


                      ตื่นด้วยใจ ละเหี่ย เพลียเพราะฝัน
                     ยื้อดึงดัน วิ่งวุ่น ฝุ่นสามชั้น
                     จิตจินตนา การพิเศษ เสกพัลวัน
                     แล้วตัวฉัน จะได้พัก ฤาเพียงพอ


                                                                                  เริ่มต้นวัน เหนื่อยหน่าย กายอ่อนล้า
                                                                                  เริ่มซักผ้า ลาจากเตียง หยิบหยูกยา
                                                                                  ฤทธิ์ออกช้า ยาน้อยไป หรือคุณขา
                                                                                 ไม่รู้หา อาไรมา จูงใจตัว


                         ธุระ ปะปัง มีที่ต้องทำ
                         คือตัวนำ ให้เลิกอ้อยอิ่ง เอ่อปวดหัว
                         กิจการ ขาดทุน ก็ต้องกลัว 
                         มั่วไม่ได้ งานไม่เดิน เกินจะเป็น


ก็ยังทำ ทุกสิ่งจริง จากซาก
เรื่องยาก เรื่องลำบาก ทำไม่เห็น
เมื่อไหร่หนอ อาการดี สดใสเย็น
จิตชูเด่น พ้นตม โผล่พ้นใบ


                      ฉันก็ทำ เท่าที่จำ เป็นต้องทำ
                      เรื่องสำคัญ ดันให้น้อง ลองดูมั้ย
                      คนอาจคิด ว่าสอนงาน บานตะไท
                      เพราะกะไว้ ให้เป็นงาน การประชุม


จนวุ่นวาย หลายเรื่อง ยังเซื่องอยู่
ยังไม่รู้ ว่ายังไง จะหายกลุ้ม
หรือว่าเรา ต้องลองเปลี่ยน กินจิ้มจุ่ม
เนื้อนุ่มๆ ขยุ้มใจ ให้ปรีเปรม


          สิ้นวันแล้ว ยังไม่แคล้ว จะเหมือนผี
          จะอีกกี่ มากน้อย ค่อยเกษม
          หรือว่าต้อง หันมา เลือกเล่นเกมส์ 
          เปลี่ยน "Aim" ใหม่ ให้ ใจบรรเทิง


                                   ว่าได้ผล คนต่างๆ มาโพสต์ใส่
                                   ชื่นช่ำใจ เริ่มมีมุข เตลิดเปิดเปิง
                                  เมื่อยิ้มออก หน้าใส ใจร่าเริง
                                  ความคิดบวกก็เริ่ม เติมทั่วไป


ฉันใคร่ขอ ขอบคุณผู้ อุดหนุนบล้อก
เฟสบุค "knock" กระตุกต่อม ให้สั่นไหว
สมองโล่ง เปิดรับ ความสดใหม่
ไม่เหลือไว้ แม้ที่โกรธ คนร้องเพลง

ขอบคุณ Top Friends Photo ที่ทำให้อารมณ์ขุ่นเคือง ซึมเศร้ามลายหายสิ้น

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เหงา...

หมู่นี้ฉันเหงา...

ฉันยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่าฉันรู้สึกโดดเดี่ยว มันเป็นความรู้สึกที่นานๆ ที่จะมาเยี่ยมเยือน ฉันโทรหาใครต่อใครเพื่อชวนไปกินข้าว ทั้งๆ ที่ปกติฉันก็ไปไหนมาไหนคนเดียวได้อยู่แล้ว ออกจะทำให้ฉันสูญเสียความเป็นตัวเอง ความเป็นอิสระ ที่อยู่ดีๆ ก็ต้องมาพึ่งพาคนอื่นจริงๆ 

ฉันโทรไปหาหลายต่อหลายคน พร้อมๆ กับต้องเตรียมใจรับคำปฏิเสธที่ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อจิตใจฉันนัก ด้วยมักจะยอมรับคนอื่นอย่างที่เป็น ใครอยากไปด้วยก็ไป ไม่ไปก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อต้องเป็นคนเอ่ยปากขึ้นก่อน ก็รู้สึกหวั่นๆ พิกล และฉันก็ไม่ชอบความรู้สึกนี้อย่างที่สุด

แล้วฉันก็ได้พี่สาวคนดีไปนั่งกินที่ร้านปลาดิบ ร้านอาหารฟิวชั่นใกล้ที่พักที่ตื่นนอนมาก็นึกอยากกินเสียนี่กระไร วันอาทิตย์ วันพักผ่อน เป็นวันที่ฉันนอนกินบ้านกินเมือง นอนเพราะไม่อยากจะตื่นขึ้นมาพบว่า อยู่คนเดียว ไม่อยากทำงานบ้าน ไม่อยากทำงาน ไม่อยากชอปปิ้ง ไม่อยากไปหาญาติพี่น้อง เพราะมันเหมือนว่าไม่มีที่ไปแล้วต้องไปบ้านของครอบครัว 

ฉันพยายามรักษาระยะห่างกับคนในครอบครัวมาโดยตลอด ด้วยเป็นบุคคลที่มีผลต่อความรู้สึกของฉันมาก มากซะจนต้องอยู่ให้ห่างๆ เมื่ออยู่ใกล้กระทบกระทั่งกันง่าย ก็ทำร้ายความรู้สึกของกันและกันเสมอมา พออยู่ไกล นานๆ เจอที ฉันก็จะ behave พร้อมๆ กับเขาเหล่านั้นก็ behave ด้วย ความเกรงใจ ทำให้การล้ำเส้นที่นานๆ เกิดขึ้นทีเป็นเรื่องที่ยอมกันได้ ให้อภัยกันได้

ฉันเองก็ชินซะแล้วที่พ่อไม่พูดด้วยมานาน ฉันยังคงทำอะไร พูดอะไร เริ่มต้นด้วย ฉัน ฉัน ฉัน อยู่เช่นเดิม ยังเหมือนได้ยินถึงคำที่ใครว่าไว้ ว่า  self center เมื่อขึ้นต้นประโยคด้วยสรรพนามแทนตัวเอง 

อาหารอร่อย ยำทะเลดิบสองจาน สลัดเต้าหู้กับอโวคาโดสองจานเช่นกัน พิซซ่าสโมคแซลมอน ทาท่า ท้องปลาทูน่า พร้อมเบียร์อาซาฮีสดอีก 2 เหยือก ก็ทำให้ค่ำคืนนี้เป็นคำ่คืนที่ไม่เลวทีเดียว เพื่อนรู้ใจสองคนแก่กว่าฉันเกือบสิบปีคนนึง อีกคนเกินสิบห้าปี นั่งเป็นเพื่อนผู้หญิงเอาแต่ใจคนนี้ แน่ล่ะ จะว่าไม่เอาแต่ใจได้ไง พี่คนโตเดินมานั่งได้ไม่ถึงห้านาที ฉันเข้าเรื่องงาน ฉับ ฉับ ฉับ อยู่พักใหญ่ เล่นเอาอีกคนนั่งฟัง งงไปเลย 

ฉันนั่งบวกเลขโทรศัพท์มือถือ เครื่องหนึ่งได้ห้าบวกสามเป็นแปด อีกเครื่องได้สี่บวกห้าเป็นเก้า ความรู้เรื่องตัวเลขกับดาวทำให้ฉันเหมารวมๆ เอาว่า ใช้วิชาความรู้และต้องเหนื่อยแบบสู้รบ ซึ่งก็จะได้ทำงานใหญ่ ทำเวลาวิกาลกับเรื่องภาพมายาและชีวิตกลางคืน ส่วนอีกหมายเลขก็เป็นการติดต่อสื่อสารและหนังสือเป็นงานที่ติดต่อต่างประเทศและหรือเป็นเรื่องจิตวิญญาณ

เมื่อฉันตัดใจเลิกดูดวง เลิกทำนายทายทักใครๆ แล้ว เท่ากับหมายเลขเก้าของฉันก็คงเหลือแค่ลางสังหรณ์กับเรื่องต่างประเทศ หมายเลขที่รวมกับได้แปด อาจจะต้องโอนให้คนที่ดูแลในภาคสนามแทนฉันแล้วล่ะ เพราะฉันจะเน้นเรื่องการประสานงาน ติดต่อกับใช้ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับต่างชาติต่างแดนแทน  ฉันหวังว่า ฉันจะยกเบอร์นี้ให้ลูกน้องคนใหม่ได้ในที่สุด ขอให้เธออยู่กับฉันนานไปเรื่อยๆ ทีละเดือนก็พอ 

ตอนนี้กำลังมีการเปลี่ยนแปลง การเริ่มต้น การรับมอบ โอนถ่าย ฉันต้องเริ่มปรับชีวิตรับกับฤดูการทำงานหนักในช่วง 2-3 เดือนที่กำลังจะมาถึง หนักที่ว่าคือหนักทั้งเนื้องานและเวลาสังสรรค์ ฉันพบว่าเราเลือกเพียงหนึ่งไม่ได้หรอก เรื่องสังสรรค์อาจจะจำเป็นมากกว่าการทำงานด้วยซ้ำไป สำหรับหน้าที่งานของฉัน บางครั้งแค่ไปนั่งคุยเมื่อมีพี่โทรตาม งานฉันก็เดินเองโดยไม่ต้องพูด ไม่แม้จะถาม ทุกอย่างมีคนเสนอให้แทบจะไม่ต้องเรียกร้อง ฉันได้แต่คิดว่า ฉันคงทำบุญมาดี ได้รับความช่วยเหลือ แม้เมื่อมองไปที่เด็กรุ่นใหม่ ฉันเองบางครั้งก็มองเห็นอนาคตของเธอและเขา อยากช่วยเหลือ เหมือนๆ กับที่ฉันได้รับความช่วยเหลือมาเป็นทอดๆ 

ตอนนี้ฉันคลายเหงาแล้ว ทำงานเท่าที่คิดว่าต้องรีบจัดการ แล้วก็จะดูวิดีโอหนังที่หนังสือเล่มใหม่ของสำนักพิมพ์ไปล้อเลียน เพื่อจะได้เข้าใจในงานมากขึ้น

วันก่อน มีพี่คนนึงบอกว่าฉันน่าจะมีลูกได้แล้ว มีกับผู้ชายคนนี้แหละ ลูกจะได้ออกมาดีเพราะรับเอาข้อดีของพ่อและแม่ นั่งๆ คิดไปแล้ว การที่ไม่มีครอบครัวเป็นเรื่องเป็นราว ก็ทำให้มีเวลาสังสรรค์เฮฮามากมาย ทั้งสนุก ทั้งได้งาน และไร้สาระในคราวเดียว ฉันเอง พร้อมรึยังกับการที่จะก้าวขึ้นไปอีกขั้นของบันไดชีวิต การทีต้องมีใครสักคนอยู่ด้วยและให้กำเนิดชีวิตน้อยๆ ที่นำมาซึ่งความผูกพันและภาระที่ต้องใส่ใจตลอดชีวิต วิญญาณอิสระอย่างฉันพร้อมแล้วหรือกับความรับผิดชอบใหม่ที่ใหญ่โต หรือเหมาะสมแล้วสำหรับฉันที่จะหยุดที่บันไดขั้นนี้ แม้เพียงแค่นี้ ฉันยังไม่ได้ทำหน้าที่ของลูกที่ดีด้วยซ้ำ ไม่เหมือนครอบครัวอื่นๆ ที่มีวันครอบครัว  กับน้องๆ ฉันได้เป็นพี่ที่ดีแล้วรึยัง คนในครอบครัวของฉันมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้วหรือ 

หลายคนว่า ถ้ายังทำครอบครัวให้ดีไม่ได้ ก็คงไม่สามารถจะทำความสัมพันธ์อื่นให้ดีได้ แต่ก็เคยมีคนพูดให้ฟังอีกเช่นกันว่า วิธีแก้ปัญหาคือสร้างครอบครัวใหม่ แล้วฉันล่ะ ครอบครัวของฉันคือ คอมพิวเตอร์ หนังสือ ต้นไม้ ทีวี ละมัง ฉันดูแลสิ่งต่างๆ รอบตัวดีแล้วรึยัง ฉันดูจะไม่ใคร่เป็นคนรักของ ด้วยถือว่าของที่ใช้คือเอาไว้ใช้ สิ่งของรอบตัวฉันถ้ามีจิตใจก็ต้องอดทน ฉันใช้งานเต็มที่ ไม่เสียไม่ซ่อม ถลอกปอกเปิก แต่ฉันก็ใช้จนมันใช้ไม่ได้ล่ะ ไม่ใช่ได้ของใหม่แล้วลืมของเก่า ของทุกชิ้นถ้ายังเก็บไว้ ก็จะอยู่เพื่อรอการถูกนำมาใช้ใหม่ เว้นเสียแต่ว่า เก็บแล้วก็ยังไม่ได้ใช้นานจนเกินไป ก็คงได้เวลาบริจาคหรือทิ้งซะที 

ดูเหมือนฉันจะไม่รักอะไรเลยใช่มั้ยเนี่ย หรือว่าฉันแค่เป็นคนที่ไม่ยึดติดกับอะไรกันแน่

แล้วความเหงาล่ะ เกิดจากฉันติดคนขึ้นมาแล้วหรือไง?

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552

38

ฉันอายุครบ 38 ปี ให้สัมภาษณ์ลงนิตยสารหน้า 38 ในเวลาที่ใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือลงท้ายด้วยเลขสามสิบแปดเช่นกัน...
อาทิตย์นั้นทั้งอาทิตย์ฉันเลือกจะใส่เสื้อผ้าสีม่วง

ไม่เว้นแม้แต่ในบทสัมภาษณ์ครั้งแรกของชีวิตที่ได้ลงคอลัมน์ Woman on Top ของ Mix Magazine ประจำเดือนสิงหาคม 2552 ... เดือนเกิดของฉันพอดี

เพื่อนๆ บรรจงเลือกกระเป๋าสตางค์สีม่วงให้เป็นของขวัญวันเกิด ซื้อเค้ก จุดเทียนให้ฉันตอนเที่ยงคืนของวันที่ 4 สิงหาคม เพื่อนเก่าสมัยเด็กที่ไม่ได้เจอกันมาเกิน 20 ปี ให้ดอกกุหลาบสีชมพูหวานเป็นของขวัญ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเพื่อนๆ จะให้ความสำคัญกับฉันขนาดนี้ บางปี ฉันกลับจากทำงาน มานั่งที่ร้านประจำโดยไม่ได้บอกให้ใครรู้เลยด้วยซ้ำว่าเป็นวันเกิด ฉันเป็นโรคขี้เกียจหาของขวัญให้ใคร (หรืออีกทีก็ตั้งใจสรรหาแบบตั้งใจสุดๆ) ฉันจึงรู้สึกผิดหากมีใครมาให้โน่นให้นี่ฉันเยอะๆ แล้วฉันยังไม่ได้ให้อะไรกลับไป 

หนึ่งในของขวัญวันเกิดที่ไม่ได้คาดหมาย คือ ชุดปักเลื่อมแขนกุดทั้งตัว เซ็กซี่สุดพรรณนา คนที่ให้ก็คือ น้องที่ช่วยเหลือสารพัดทั้งให้คุณแม่ของเธอและคุณลูกมาช่วยงานเจ้าชายน้อยนี่แหละ ไม่แค่นั้น เธอยังชอบเลี้ยงเครื่องดื่มที่ีมีแอลกอฮอล์ (ฟังดูดีกว่าเหล้าเนอะ) และอาหารเย็น อีกทั้งยกอายไลน์เนอร์และลิปสติกสีม่วงให้ฉันอีกต่างหาก

น้องดีซะจนฉันเริ่มหวั่นใจในความดี!?!?!

พี่ใหญ่ที่ฉันเรียกว่า "ป้า" ให้ไพลินฉันหนึ่งเม็ด เป็นของที่แม่ของเธอให้มาร่วมสามสิบปีแล้ว 

เธอเห็นมั้ยว่าฉันได้อะไรมากมายเกินไปแล้วเนี่ย ฉันไม่นับที่แม่ให้เช็คมาหนึ่งใบ ไม่มากอะไร แต่ไม่กี่วันต่อมา ฉันเอาเครื่องประดับที่ฉันซื้อเป็นของขวัญให้ตัวเองที่หลายเงินอยู่ แต่พอเอาไปให้ดู แม่ให้กลับมามูลค่าสูงถึงสิบเท่า

เอ หรือฉันจะโชคดีรับอายุ 38 จริงๆ 

คืนวันที่ 4 สิงหาคม หลังจากร้านโปรดปิดแล้ว ฉันกับเพื่อนๆ อีก 3 คนไปต่อที่บ้านเพื่อนคนนึง นั่งกิน ดื่ม จนพี่ของเพืื่อนเปิดประตูมาบ่นว่าเสียงดัง เพื่อนเจ้ากรรมของฉันที่ใจยังวัยสะรุ่น ตัดสินใจหนีออกจากบ้านตัวเอง ไปต่อที่บ้านเพื่อนอีกคน แล้วเราก็นอนที่บ้านเพื่อนกัน ก่อนนอนคืนนั้นให้ได้รำลึกความหลัง สารภาพความใน ปรึกษาปัญหาหัวใจของกันและกัน 

ตื่นมาก็บ่ายแล้ว รอข้าวเที่ยงที่เป็นข้าวเหนียว ส้มตำ พร้อมผัดซีอิ้ว ที่ไม่น่าจะสั่งมากินด้วยกันเล้ย ให้ตายเถอะ!!

เพื่อนกระดังงาของฉันคนนี้มีลูกน่ารักสุดๆ แค่สองขวบแต่แก่นและฉลาดล้ำเหลือ ไม่งอแง เป็นตัวของตัวเอง แรงดี มีความคิด แม้แต่เล่นเป็นแม่ครัว ยังบอกให้ระวังเพราะกะทะร้อน!!

ของเล่นเด็กสมัยนี้น่าเล่นจริงๆ มีอะไรสร้างสรรค์สวยงามแบบที่ฉันยังอยากจะกลับเป็นเด็กอีกครั้ง... แล้วก็อดรนทนไม่ไหว ขอเข้าไปเก๊กท่าถ่ายรูปในบ้านหลังน้อย ในวันที่ไม่แต่งหน้าใดๆ คล้ายจะพยายามให้ใสบริสุทธิ์เหมือนน้องหนูเจ้าของบ้าน

วันเกิดฉันปีนี้ เป็นครั้งแรกที่ผู้ชายด้อยความสำคัญ ฉันมีเวลาแห่งความสุขกับเพื่อนๆ แม้ว่าใครคนนั้นจะปรากฎตัว โน้มกิ่งต้นไม้แห่งชีวิตมาใกล้ฉันมากที่สุด ส่วนฉัน ในวันที่มีเรื่องราวแห่งความสุขรายล้อม ต้นไม้ของฉันหยุดแกว่งไกวอย่างที่เคย นิ่งรับสายลม ชื่นชมสิ่งดีๆ ที่ใครๆ มอบให้ ต่างจากเดิมที่โอนเอนไปทางต้นไม้แห่งชีวิตต้นนั้น น่าแปลกที่ฉันมีความสุข แต่ไม่ไขว่คว้า วางตัวแบบที่เพื่อนเรียกว่า ดี แล้วไม่ได้ฝืน หรือเลือกสิ่งใด เพียงปล่อยใจไปตามสายลมแห่งความสุขที่พัดพาฉันไป 

ฉันไม่เคยได้รู้ล่วงหน้าเลยว่าวันนั้นจะจบลงอย่างไร ตอนบ่ายฉันกลับมาในชุดลูกไม้ซีทรูสีขาวหวานพร้อมกางเกงขาวอย่างสาวมั่นใจ แล้วก็ใส่ชุดเปรี้ยวปักเลื่อมสีเงินพราวไปทั้งตัวให้คนให้ของขวัญชิ้นนี้ดู ฉันได้คุยกับผู้ชายคนเดิม แต่คืนวันที่ 5 เป็นวันที่แตกต่าง วันที่ต้นไม้แห่งชีวิตดีดกลับไปไกล คล้ายว่าฉันกำลังกวดไล่ ทั้งๆ ที่วันก่อนหน้ายังเข้ามาหาฉัน มาแบบยอมรับการมาของตัวเอง จน ณ วันนี้ เขาคนนั้น ยังมาๆ ไปๆ ฉันเองนิ่งดูอย่างขำๆ อยากรู้จังว่าจะแกว่งไปถึงไหน เขาถึงจะเจอจุดสมดุลที่ลงตัวกับความคิดมากมายที่แตกสายในสมองอันปราดเปรื่อง 

จริงด้วยที่คนโง่มีความสุขง่ายกว่าคนฉลาด ฉันลองใช้ความรู้สึกและตัดเหตุผลไปอย่างสิ้นเชิงตอนดูหนังเรื่องหนีตามกาลิเลโอ โลกแห่งความหวัง ความสุข โลกที่เปิดกว้าง โลกแห่งความเป็นไปได้ในทุกสิ่ง ช่างเป็นโลกที่น่าอยู่เหลือเกิน เมื่อออกจากกรอบ ฉันไม่คิดจะกลับเข้าไปอยู่อีกแล้ว

ฉันไม่อยากรู้อนาคต ฉันจะไม่ดูดวงตัวเองและดวงของคนอื่นๆ แล้ว ฉันถอดสร้อยข้อมือหินสองตาจากธิเบตอันเป็นเครื่องหมายของการโชคดีในเรื่องคู่ที่ใส่มาเป็นปีๆ 

ฉันพอใจที่จะเผชิญกับเรื่องราว ความเป็นไปใหม่ๆ ในแต่ละวัน เมื่อมองไปที่เขาคนนั้น ฉันได้แต่คิดในใจว่า เขายังไม่หลุดพ้น...

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หยุด...เพื่อก้าวต่อ

เมื่อมันมีอะไรวุ่นวายเข้ามาในชีวิตพร้อมๆ กันหลายอย่าง หลายเรื่อง หลายมุม หลายประเภท ฉันเลือกที่จะหยุด อยากประเดประดังกันเข้ามานักใช่มั้ย หยุด ไม่มีการตัดสินใจ ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับใดๆ 

ฉันตื่นมาเพื่อเจอหน้าเพื่อนฝูง กินๆ ดื่มๆ ร้องเพลง แม้จะอยากทำบ้าง ไม่อยากทำบ้าง ก็ทำให้มันผ่านพ้นไปวันๆ รอให้อารมณ์เดือดปุดๆ คลายความร้อนลง จะได้ไม่ทำอะไรที่จะต้องมาแก้ไขทีหลังเมื่อทุกอย่างสายเกินไป 

ฉันมีเพื่อนดีอย่างน้อยสามคน หนึ่ง เจอหน้าฉันตลอดช่วงสามสี่วันที่ผ่านมา รับฟังเรื่องราว อยู่กิน นั่งข้างๆ กัน สอง รับฟังปัญหาฉัน แล้วก็ไปจัดการช่วยฉันเบ็ดเสร็จ แล้วส่งที่เหลือให้ฉันทำต่อเอง ในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรง สาม เพื่อนที่รับทุกอย่าง รับหลายเรื่อง เป็นหนังหน้าไฟ เป็นกองหน้า จัดการปัญหาเรื่องราวจนจบไปเป็นเรื่องๆ พร้อมๆ กับที่นั่งดูฉันไม่ทำอะไรเลยด้วยความเข้าใจ

ฉันไม่ใคร่เห็นความสำคัญของเพื่อนเท่าใดนักในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เพราะฉันประเมินดูแล้วว่า ฉันมักจะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่พึ่งพาใคร ทั้งทางจิตใจและความช่วยเหลือเรื่องธุระปะปัง แต่เมื่อฉันเริ่มหาคนช่วย จากปริมาณงานที่ไม่สามารถจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองได้ แล้วคนที่ช่วยเหลือฉันก็คิดว่าควรจะส่งต่อให้คนอื่นทำงานให้โดยมีค่าใช้จ่าย คนอย่างฉันที่เดิมจัดการทุกอย่างเพ่ือไม่ให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น พอรู้ว่าคนที่มาทำงานให้ฉันมีความเห็นทำนองนี้แล้ว ฉันก็รู้สึกลำบากใจ ไม่ใครก็ใครไม่ต้องการเหนื่อยหากเรื่องเหล่านั้นไม่ใช่ธุระของตน ใครก็ต้องการผลักภาระ เมื่อเขาไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่ได้เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและรับผิดชอบต่อผลกำไรขาดทุนของธุรกิจที่ดูแล 

ฉันซื้อพัดลมเพื่อลดการใช้เครื่องปรับอากาศ ฉ้นให้ใช้กระดาษทั้งสองหน้า ฉันรู้สึกหงุดหงิดในใจเมื่อก๊อปปี้จากเครื่องพิมพ์อเนกประสงค์ เพราะหมึกจะหมดทั้งที่เพิ่งซื้อมาใช้ไม่นาน นี่ฉันยังสรุปไม่ได้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร เพราะไม่รู้ว่าการที่พิมพ์เองกับให้ออฟฟิศของตึกพิมพ์ให้ราคาแผ่นละ 2 บาทอะไรจะถูกกว่ากัน ฉันแค่คิดว่า ถ้าเราเอากระดาษไปให้เขาก๊อปปี้ซึ่งเคยเสียแผ่นละ 50 สตางค์ ดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

ฉันรู้สึกว่าเมื่อฉันเริ่มปล่อยงานให้คนมารับช่วงต่อ ค่าใช้จ่ายช่างพอกพูน ค่ารถ ค่าแรง ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ทำไมเจ้านายเก่าคนที่ฉันไม่เห็นด้วยกับการกระทำมากที่สุด จึงเป็นคนที่แวะเวียนเข้ามาให้ฉันเห็นหน้าอยู่เรื่อยๆ เขาคนที่ฉันทำอะไร ๆ เหมือนกับที่เขาเคยทำและฉันไม่ชอบ 

ฉันเริ่มรู้สึกว่า ป่วยการที่จะอธิบาย เพราะเมื่อไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกันจะไม่เข้้าใจ แค่กำหนดว่าให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ดูจะทำให้ชีวิตง่ายกว่า อธิบายแล้ว เมื่อยืนอยู่คนละจุดก็จะไม่ "เห็น" เหมือนที่ฉันเห็น

แล้วก็ทำให้ฉันย้อนนึกถึงแม่ แม่ฉันเป็นอยู่อย่างที่เป็นได้อย่างไร ทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง ดูแลทุกชีวิตในปกครองตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เธอมีอะไรเป็นกำลังใจรึ ฉันเองไม่เห็น มีแต่สิ่งบั่นทอนกำลังใจทุกช่วงทุกเวลา น้อยครั้งที่จะเห็นแม่พูดด้วยความน้อยใจ ส่วนใหญ่จะเป็นการบ่นที่สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปดั่งใจ แล้วแม่ก็เติมกำลังใจให้ตัวเอง แล้วก็ดำเนินชีวิตต่อไป ทำหน้าที่มากมายที่แบกรับไว้เพียงผู้เดียวได้ดีเท่าที่ผู้หญิงแกร่งคนนึงพึงกระทำได้

ฉันบอกตัวเองเสมอว่าฉันไม่เลือกจะเป็นอย่างนั้น และฉันจะไม่เป็นอย่างนั้น แต่บางครั้งเราก็เลือกไม่ได้หรอก นี่ก็แค่ถึงเวลาที่ฉันต้องทำหน้าที่ แสดงบทบาทที่ต้องทำ เมื่อฉันคือคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับหน้าที่นี้ 


วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ยังไงก็ไม่รู้

ตีห้าสิบเอ็ดนาที ยังไม่นอนอีกตามเคย...

เสร็จงานเจ้าชายน้อยแล้ว คล้ายจะพักแต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว มีเรื่องต้องทำอีกหลายอย่าง แล้วต้องรีบทำเลยเพราะต้องส่งต่องานให้คนอื่น แต่ฉันก็มีวันว่าง วันที่ไม่ได้เช็คเมลเหมือนกัน น่าแปลกที่เมื่อได้นั่งอยู่เฉยๆ ดูทีวี ก็เป็นความรู้สึกที่ไม่คุ้ยเคย ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้นเพราะไม่ได้ทำมานาน...มาก

ตอนนี้ห้องเริ่มกลับเป็นห้อง หลังจากสต๊อกหนังสือได้ถูกโยกย้ายไปยังสำนักงานแห่งใหม่ ไม่ใกล้ไม่ไกล ใต้ตึกเดียวกันนี้เอง เวลาห้องมันโล่ง มันก็ดูดีขึ้นมาเองนั่นแหละ

แล้วก็ได้เวลาทำให้สำนักงานใหม่โล่งน้อยลง ฉันเล็งโซฟาสีม่วงไว้ตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ตอนที่รีบหาโต๊ะให้ผู้ช่วยมหัศจรรย์คนใหม่ทำงาน งานที่ไม่มีเวลาสอนงานคนใหม่ แต่กลับได้คนมือดีมาช่วยงานแบบที่ฉันไว้ใจขนาดให้พาสเวิร์ดอีเมลทีเดียวเชียวนั่น

แต่แล้ว ฉันก็ไม่ได้ทำงานที่บอกน้องไว้แต่แรก ด้วยความขี้เกียจ ขอนั่งอัพบล้อกที่ใกล้จะร้างแล้วสักทีเถอะ

หมู่นี้ไม่ค่อยอยากเขียน ฉันเล่าเป็นภาพ ก็แล้วแต่ว่าใครจะเข้าใจอย่างไร ดูเหมือนรายงานให้ผู้ปกครองทราบว่า วันๆ ทำอะไรบ้าง แต่พอมาสองวันนี้ก็ไม่ได้ถ่ายรูป อัพโหลดข้อมูลให้ประชาชีรับทราบความเป็นไป อันที่จริงมันก็ไม่ได้มีความลับอะไรหรอกนะ แค่ขี้เกียจ อยากอยู่เฉยๆ ไม่ได้อยากระบายหรืออยากบอกเล่าอะไรให้ใครฟังผ่านตัวหนังสือ

วันนี้ยังเป็นวันทำงานเช่นเดิม แต่ในโหมดที่สโลว์ ฉันเริ่มรู้สึกเป็นไข้ไม่สบาย ปวดตา คัดจมูก จะไหลก็ไม่ไหล แสบคอ อันนี้ไม่รู้เป็นเพราะอาเจียนเมื่อวันก่อนรึเปล่า ไม่อาจทราบได้

พรุ่งนี้ก็มีเคลียร์งานนิดหน่อย เตรียมออกรายการวิทยุตอนสี่โมงเย็น และก็ควรจะไปอัดรายการตอนสี่ทุ่มด้วย

รู้สึกว่าเขียนบล้อกช่วงนี้มันไม่มีธีมยังไงชอบกล ใครที่ตามอ่านก็โปรดเข้าใจด้วยนะคะว่า มันก็เป็นอะไรงงแบบนี้แหละ!

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ความแปลกใหม่ในที่เดิมๆ

ฉันเริ่มสงสัยตัวเองว่าทำไมไม่เล่าเรื่องฝันถึงงูในบล้อก แต่กลับไปเล่าใน facebook...

หรือฉันจะหมดใจกับบล้อก ไปหากิ๊กใหม่อย่าง facebook ซะแล้ว!

อะไรที่อยู่ในใจก็เก็บเอาไว้ มันมีความสุขแค่นี้ก็ดีมากมาย...

บางครั้งฉันก็ไม่รู้สึกอยากจะถ่ายทอดมาเป็นเรื่องราว แค่สรุปสั้นๆ เหมือนที่เขียนใน facebook ว่ามีความสุขดี โลกนี้สดใส มันก็น่าจะเพียงพอแล้ว มิใช่หรือ...

ช่วงนี้มีอะไรหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนใหม่ๆ งานใหม่ๆ ความคาดหวังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ หรือแม้แต่คนเดิมๆ ที่เพิ่มความสนิทสนม บางคนชอบที่จะรู้จักคนใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ แต่ฉันกลับชอบอยู่กับคนกลุ่มเดิมๆ แต่มองเห็นมิติที่ลึกลงไปในช่วงเวลาที่ไม่หยุดเดิน แล้วนานๆ ที่ก็มีคนผ่านเข้ามาให้รู้จัก ฉันเห็นหลายๆ คนก็เริ่มหลงเสน่ห์ของความผูกพันแบบรากงอก พบเจออะไรที่เมื่อเราถูกใจก็จะไม่แวะเวียนไปที่ไหนๆ อีก

และนี่ก็อีกครั้งที่ฉันได้ยินพี่ๆ รุ่นใหญ่แนะให้ฉันไปมีสังคมอื่นๆ จะได้เจอคู่กับเขาซะบ้าง (ว่ากันตรงๆ อย่างนี้เลยอะนะ) เพราะสังคมที่ฉันเวียนวนมีแต่ผู้ใหญ่ที่มีเจ้าของแล้ว ไม่ว่าจะโดยพฤตินัยหรือนิตินัย อีกทีก็มีแต่เด็กๆ ที่ไม่ใช่สเปคของฉัน แต่ไอ้ครั้นจะดิ้นรนไปพบเจอใครๆ ในสังคมอื่น เพียงเพื่อจะได้พบผู้ชาย มันดูจะเป็นการตั้งใจเกินไปมั้ยนั่น ถ้าฉันอยู่ในที่ๆ ฉันมีความสุข พอใจแล้ว ฉันจะต้องไปไขว่คว้าหาอะไรทำไม ทุกวันนี้ เพื่อนฝูงพี่น้องที่เจอะเจอกันแทบทุกวัน ร้องเพลง คุยกัน ทำกิจกรรมซ้ำๆ ที่พวกไอเดียกระฉูดอย่างพวกเราน่าจะเบื่อ แต่เราก็ร้องเพลงเดิมๆ นั่งที่เดิม คุยกับคนเดิมๆ 

ฉันได้รู้จักคนเพิ่มขึ้นหลายคนในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาเหล่านั้นนำสีสัน เพิ่มมิติให้กับความเฮฮาของพวกเรา ในขณะเดียวกัน ฉันก็เริ่มสัญจร ได้ออกนอกพื้นที่ไปดูไปแลว่าข้างนอกเขาทำอะไรกันบ้าง ร้านอาหารอะไรอร่อย ผับที่เพิ่งปรับปรุงเปิดใหม่ เสียงดังน่ารำคาญขนาดไหน หรือแม้แต่สังสรรค์กับพวกติสๆ ที่ร้านหนังสือเปิดใหม่

หมู่นี้เจออะไรหลายอารมณ์ทีเดียว จนฉันเลือกไม่ถูกว่าจะพูดถึงเรื่องไหนดี!

โลกของคนหนังสือดูหวือหวาขึ้นเมื่อฉันเอาเรื่องบนเตียงใต้เตียงไปแฉ ก็แน่ล่ะ หัวข้อนี้ใครๆ ก็อยากพูดถึงแต่ไม่กล้า เจอคนบ้าบิ่นอย่างฉัน พาสาวๆ เข้าห้องน้ำไปพิสูจน์ทฤษฎีลามกกันใหญ่ 

ฉันได้พบพี่รุ่นใหญ่ที่ประสบการณ์ล้นแก้ว การได้รู้จักได้อยู่ใกล้พหูสูตรย่อมทำให้รอยหยักในสมองของฉันถูกสั่นคลอนได้บ้าง ฉันชอบคุยกับผู้ใหญ่ ฉันว่ามันสร้างสรรค์ดี แต่เมื่อวัยล่วงเลยผ่านมาเรื่อยๆ ก็รู้ว่า ยิ่งไร้สาระ ยิ่งใหญ่โต ไม่มีใครอยากอยู่กับคนเครียด ซีเรียสตลอดเวลา แล้วความสัมพันธ์กับคนก็เป็นเรื่องสำคัญกว่าวิชาความรู้ใดๆ 

เวลาสอนให้ฉันได้ข้อสรุปอย่างที่ว่า

ฉันพยายามมีสาระให้น้อยลง คนจะได้อยากอยู่ใกล้ แล้วเรื่องอะไรๆ มันก็จะดำเนินไปได้ด้วยดี

ฉันแปลกใจทีเดียวที่มีคนบอกว่า ฉันตลกดี ฉันไม่เคยคิดเลยว่าฉันเป็นคนสนุก ทำให้คนอารมณ์ดีที่อยู่ใกล้ มีแต่คนบอกฉันว่า ฉันเป็นพวกสร้างความสุขให้กับตัวเอง ( self-entertain) ไม่เคยคิดจะไปทำให้คนอื่นมีความสุขเล้ย เมื่อเปรียบเทียบกับน้องคนนึง ที่ร้องเพลงตามที่คนอื่นอยากฟัง จนในที่สุด ไม่ได้ร้องเพลงที่ตัวเองอยากร้องเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจยากมากสำหรับฉัน ตั้งแต่เริ่มต้น ฉันก็จะหัดร้องเพลงที่ตัวเองชอบ เพราะฉะนั้นมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะร้องเพลงที่คนอื่นอยากฟัง บางคนอาจจะคิดว่า เพลงที่ฉันชอบก็อาจจะเป็นเพลงที่คนอื่นอยากฟังด้วย... ไม่อะ เพราะรสนิยมฉันไม่คล้ายคนทั่วไป จนคนบอกให้ฉันร้องเพลงที่อยู่ในแนวสามัญ กว่าจะเข้าใจว่าเป็นเพลงตลาดก็กินเวลาหลายนาที

วันนี้ฉันร้องเพลงที่ไม่เคยร้อง ใจนักเลงของพงษ์พัฒน์ บัวลอยของคาราบาว รักปอนปอนของไมโคร เพลงผู้ชายทั้งนั้น ทั้งที่วันนี้ออกจะแต่งตัววาบหวิว ฉันมันก็ชอบทำอะไรสุดขั้วแบบนี้ละน้า

งงเหมือนกันว่าวันนี้ฉันเขียนเรื่องอะไรเนี่ย!

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

กฎ 90/10...ไปถึงนั่นได้ไงเนี่ย

วันนี้ฉันได้ forward email จากเพื่อนที่ทำงานเก่าเกี่ยวกับหลัก 90/10 ของ Steven Covey แม้จะได้เข้าคอร์สเรียนสมัยอยู่ที่ทำงานเก่า แต่ฉันจำไม่ได้หรอกว่าไอ้กฎ 90/10 นี่มันหมายถึงอะไรจริงๆ 

ฉันจะสรุปให้ฟังละกันว่า กฎ90/10 นี่ก็คือว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเราโดยที่เราควบคุมไม่ได้น่ะ คิดเป็น 10% เท่านั้นนะ ที่เหลืออีก 90% อยู่ที่เราว่าจะปฏิบัติตนอย่างไร แก้ปัญหาหรือเผขิญกับเหตุการณ์ต่างๆ อย่างไร

นี่คือ "เนื้อ" ทั้งหมดที่ฉันสรุปได้

แต่ก็เถอะ หนังสือที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ก็เพราะเค้ายืดหลักคิดสั้นๆ ให้เห็นชัดเจน แสดงตัวอย่างในการปรับใช้ให้คนที่อ่านหลักก็เข้าใจตามตัวอักษร แต่ไม่สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตได้ 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ฉันได้แต่นึกถึงเรื่องที่ฉันตกลงกับตัวเองว่า จะไม่ปล่อยให้คนๆ หนึ่งมีอิทธิพลกับความรู้สึกของฉันอีกต่อไป ฉันคิดอยู่ในใจว่า ที่ฉันเลือกตอบโต้แบบนี้ ถูกต้องแล้วหรือยัง เป็นผลดีกับฉันจริงๆ แล้วหรือไม่

ฉันบอกตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า ใครจะทำร้ายเราได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า เรายินยอมให้เขาทำร้ายเรารึเปล่า เรายอมให้การกระทำของเขามีอิทธิพลเหนือจิตใจของเรามากแค่ไหน 

แล้วฉันก็เชื่อว่า ฉันทำได้ 

ฉันบอกตัวเองว่า คนๆ นี้ไม่มีตัวตน ไม่มอง ไม่สบตา ไม่รับรู้ (หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจนก็คือ มาแล้วก็ผ่านไปโดยไม่เก็บเศษเสี้ยวใดๆ ไว้ในใจ) 

ทำยังกะคนๆ นั้น เลวร้ายซะเต็มประดา 

เปล่าหรอก

ฉันแค่ปล่อยให้เขาเข้ามาอยู่ในใจฉันลึกเกินไป คนเราเวลาจะปรับก็คงต้องแกว่งไปอีกข้างก่อนแล้วจึงจะหาจุดสมดุลได้ 

ฉันว่าฉันก็แฮปปี้ดีนา ณ ตอนนี้

อีกคน ที่ฉันมีความรู้สึกดีๆ ให้ อยากให้เข้ามาอยู่ในชีวิตของฉัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง หรืออะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แม้จะไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ แต่ฉันก็รู้สึกดีที่ได้ส่งผ่านความรู้สึกดีๆ ที่ฉันมีให้ ให้เขาได้รับรู้ ความประทับใจที่ไม่อาจเกิดได้ง่ายๆ ความยินดีที่ได้มีโอกาสอยู่ในวังวนที่เขาชอบอยู่ อยู่กับกลุ่มคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กัน มีใจรักในสิ่งเดียวกัน เพียงแค่นั้น ไม่ต้องใช้สมอง (ยกเว้นแต่ต้องท่องจำ และนึกเนื้อเพลงให้ออก!)

ฉันรู้สึกว่าฉันสบายใจ ฉันโล่งใจแล้วที่ได้แสดงออก ใครจะคิดว่าฉันบ้าไปเองคนเดียวก็ช่างเขา ความรู้สึกดีๆ มีค่าสำหรับฉัน ไม่ว่าผู้ที่ได้รับหรือคนอื่นๆ จะมองมันตำ่ต้อยด้อยค่าอย่างไร

เหมือนๆ กับความสัมพันธ์ของเจ้าชายน้อย กับกุหลาบผู้เย่อหยิ่ง...

คนเราจะมีความหมายแก่กันก็เพราะเวลาที่ใช้ร่วมกัน ความสัมพันธ์ที่เราสร้างร่วมกัน สิ่งนี้จะทำให้เรามีคุณค่าต่อกันและกันในแบบที่ไม่มีความสัมพันธ์ใดเหมือน

แล้วนิ้วมือที่พิมพ์ดีดก็พาใจฉันนึกไปถึงความสัมพันธ์กับคนอีกคนหนึ่ง ฉันเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ดีตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ที่่ยั่งยืนยาวนานผ่านกาลเวลาย่อมต้องพิสูจน์อะไรหลายๆ อย่าง ฉันเกือบจะปล่อยให้เหตุการณ์และการกระทำที่ไม่ได้คาดหมายทำลายคุณค่าที่ร่วมสร้างด้วยกันเป็นแรมปี สูญสลายหายไปเพียงเพราะความประหลาดใจ ปรับตัวไม่ทัน...

คำว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์จริงๆ ...

เหตุผลเดียวที่ทำบางสิ่งบางอย่างคือ...ทำให้เขา เพื่อประโยชน์ของเขา

เหตุผลเดียวอีกเช่นกันที่ทำให้เธอคือ ...เพื่อให้เธอมีเรื่องไปเล่า ไปอวดใครๆ 

แต่แหม ท่าทางมันจะไม่เป็นแค่เหตุผลเดียวแล้วละมั้ง อันที่จริง มันอยู่ที่ว่าเราเลือกจะทำอะไร แล้วเราก็หาเหตุผลมาใส่ให้ดูมีหลักการ น่าเชื่อถือมากกว่านะ

เธอว่าฉันเลือกตอบโต้กับเรื่องต่างๆ ในชีวิตได้ดีพอแล้วรึยัง...

ฉันได้เลือกเป็นนายตัวเอง มีอิสระที่จะทำงานใดก่อนหลังในเวลาใด กำหนดการเป็นเรื่องที่ตกลงกัน ยืดหยุ่นได้ แต่เมื่อใดที่ได้ผูกพันให้คนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉันก็ต้องเคารพในเวลาและลำดับความสำคัญของคนอื่นเช่นกัน

ตอนนี้ฉันกำลังเครียด(ก็ควรอยู่) กับบิลค่าไฟที่หาใบแจ้งหนี้ไม่เจอและพ้นกำหนดชำระแล้ว อันทำให้ฉันต้องไปชำระที่การไฟฟ้านครหลวงเท่านั้น รอให้ฟ้าสางก่อนเถอะ ฉันก็จะขอให้เจ้าชายเสื้อส้มวิ่งไปจ่ายให้ฉัน

แต่ก็นะ ใจฉันก็ตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าเขาจะตัดไฟฉันรึยังเนี่ย!!

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

มันควรจะจบได้แล้ว

เธอว่าเขาตั้งใจรึเปล่า...

ฉันโดนแบบนี้มาสองครั้งแล้วนะ เมื่อคืนเป็นครั้งที่สอง เวลาอยู่ใกล้ๆ คนฉลาด มักจะมีวิธีทำร้ายเราโดยที่เราไม่สามารถโต้ตอบหรือว่าเขาได้ตรงๆ (หรือถึงมีฉันก็ไม่เลือกที่จะทำ นอกซะจากเขาจะคิดไปเองว่าฉันตั้งใจทำร้ายเขา)

เช่น

มากับแฟน แต่เดินมาแอบอยู่ข้างเสาแล้วชมว่าฉันสวย เพราะคนอื่นจะไม่เห็น มีแต่ฉันได้เห็นได้ฟังโดยไม่มีพยานรับรู้ พอเราแกล้งทำตรงข้ามกับที่เขาพูด นั่นเป็นครั้งแรกที่เราโดนพ่นน้ำลาย ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่าตั้งใจรึเปล่า จะว่าเมาก็ไม่ใช่ เพราะเห็นมาหลายครั้งแล้วว่าแกล้งเมา

มาหนนี้ก็อีกครั้ง พูดจาหลายอย่างกำกวม คล้ายจะว่าแต่ก็ไม่ระบุ เพียงเพื่อจะพ่นน้ำลายใส่หน้าฉันแล้วเดินจากไป แล้วก็ทำแบบเดิมๆ คือทำแบบไม่มีใครเห็น ไม่มีหลักฐาน จับไม่ได้คาหนังคาเขา

ก่อนหน้านี้ ฉันก็โดนอยู่บ่อยๆ ประเภทว่า มาทำหน้าตาเจ้าชู้กับฉัน ทำให้ฉันเห็น โดยที่ไม่มีใครรู้ หรือไม่ก็รู้ในแบบที่ว่า ฉันปรบมือข้างเดียว หรือไม่ก็แกล้งทำเป็นเมา มากอดฉัน มาทำให้ฉันรู้ความรู้สึกของเขา

ฉันเคยบอกไปแล้วว่า "อย่ามองฉันอีกได้มั้ย" เขาก็ว่า "แค่มองก็ไม่ได้เหรอ" ก็การมองของเขามันทรมานฉันหนักหนา ในเมื่อตัวเองได้เลือกแล้ว ก็อย่าทำร้ายคนอื่น ทำให้คนอื่นตัดใจไม่ได้สิ

จริงๆ แล้วมันก็เป็นมาตั้งแต่ต้น "อย่าบอกใครนะ เก็บเอาไว้สองคน" ทำเหมือนฉันเป็นคนไม่มีศักดิ์ศรี เหมือนคนไม่มีความรู้สึก นึกจะทำอะไรก็ได้ ฉันเป็นคนที่ไม่ดีในสายตาของคนเกือบทั้งหมดอยู่คนเดียว 

เรื่อง "คำพิพากษา" ลอยขึ้นมาในใจฉันอีกครั้ง

ทำไมคนที่ฉันมีความรู้สึกที่ดีให้ ถึงได้ทำกับฉันแบบนี้ ฉันว่าฉันเลือกแล้วที่จะเก็บความรู้สึกดีๆ ไว้ตลอดไป ฉันยินดีที่เขามีคนที่รักอย่างจริงใจ จงรักภักดี ยอมปรับตัวเองทุกอย่างเพื่อให้เข้ากับเขา ฉันคงไม่ได้มีความพยายามมากมายขนาดนั้น แล้วฉันก็เห็นว่าเขาก็เหมาะสมกันดี เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเขา

สิ่งที่ฉันจะทำก็เป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ทำอีกเช่นเคย แม้แต่รุ่นพี่รุ่นน้องของเขาก็บอกว่า อย่าทำให้คนอื่นรู้ว่าเราอ่อนแอ แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะไม่รู้ (หรือก็สังเกตจนรู้) เพราะฉันปกป้องเขาเสมอมา อะไรที่ฉันรับไว้ได้ก็รับไว้ ฉันรู้ว่าการเป็นคนไม่ดีในสายตาคนอื่นเป็นสิ่งที่เขารับไม่ได้ขนาดไหน 

ฉันรู้แม้กระทั่งวันแรกๆ วันที่มีปัญหา วันที่ฉันต้องเลิกดื่ม เพราะครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ฉันเมาแล้วไม่รู้ตัว จำอะไรไม่ได้ ด้วยสาเหตุที่เขาก็รู้เพราะฉันไว้ใจที่จะบอก แน่นอนเขาเป็นคนดีพอที่จะพาฉันไปส่งบ้านแบบไม่บุบสลาย แต่เขาก็รักตัวเองพอที่จะไม่ปล่อยให้เพื่อนฝูงรู้ว่า เขากลับมาดูแลฉัน...

ฉันรู้ว่าเขาหมายความอย่างไร ที่เขาพร่ำพูดว่า เขาเป็นคนไม่ดี ฉันมองใครอย่างลึกซึ้งและพยายามทำความเข้าใจว่า อะไรที่หล่อหลอมให้ใครเป็นอย่างไร และฉันก็รู้ว่า ในส่วนลึกๆ เขาไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไรนักหรอก เพียงแต่เมื่อความรู้สึกกับเหตุผลมันไม่ได้ไปด้วยกัน มันก็ถูกต้องแล้วที่เลือกเหตุผล แต่ฉันก็ควรบอกให้รู้ว่า ในเมื่อเลือกเหตุผลแล้ว อย่ามาปล่อยความรู้สึกที่ฉัน ทำลายความรู้สึกดีๆ ที่ฉันมีให้ ด้วยความรู้สึกที่เขามีต่อฉัน

ฉันเห็นสายตา เห็นปฏิกิริยาที่เขาทำยามที่มีปัญหากับเพื่อน เขาเป็นคนดี เขา "ยอม" เพื่อน เหมือนๆ กับที่ฉันเขียนข้อดีของเขาเป็นข้อๆ แล้ววันนั้น เขาก็ขอเบอร์โทรศัพท์ฉัน 

เขาขโมยหอมแก้มฉันในเวลาที่ไม่มีใครเห็น ฉันเป็นได้แค่เงา แค่อะไรที่อยู่ในมุมมืด....ตลอดมา

เวลาที่มีใครเข้ามาจีบฉัน ก็ทำท่าโมโหคล้ายจะหึง พูดจาประชด "ทำไมไม่ไปร้องเพลงกับเขาล่ะ" ได้สิ ก็เขาถาม ฉันก็ไปร้องเพลงกับพี่ที่มาจีบฉันทันที  พอเขาเห็น อาการก็ออก แล้วก็ทนไม่ไหว กลับบ้านไป 

ิอาการหุนหัน รีบกลับบ้าน ดูเหมือนจะมีฉันคนเดียวที่เห็น(อีกแล้ว) 

ฉันต้องหลบลี้หนีหน้าผู้คนไปอยู่ที่บ้านต่างจังหวัด ก็เพราะฉันโดนจากทุกคนรอบด้าน ฉันได้แต่เก็บเอาไว้ เพราะฉันรู้ว่าถ้าพูดออกมา จะต้องมีคนเสีย มันไม่มีทางออกที่ วิน-วิน หรอก แล้วฉันจะต้องยอมเป็นคนเสียต่อไปอีกนานแค่ไหน 

ฉันพยายามจะไม่มองเขา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรับรู้ว่าเขามองมาที่ฉัน แต่ก็ใช่ว่าฉันจะไม่เคยทำ พอฉันไม่มอง ไม่สนใจ เขาก็ต้องมาแอบข้างเสาอย่างเคย เพื่อให้ฉันรับรู้อยู่คนเดียวว่าเขาไม่พอใจที่ฉันเย็นชา

เมื่อวานฉันก็ทักทายตามปกติ ไม่ได้มองตาเป็นพิเศษ คุยเรื่องสัพเพเหระ เมื่อเขาแวะเวียนเข้ามาใกล้ๆ กับฉัน แต่พอฉันโดนสาดด้วยน้ำลาย ฉันก็อดร้องไห้ไม่ได้ ฉันไม่ได้โกรธเพราะไม่รู้จะโกรธเพราะอะไร ฉันเสียใจ เสียใจที่คนที่ฉันมีความรู้สึกดีๆ ให้ ทำกับฉันแบบนี้ และฉันก็เสียใจ ที่ฉันปล่อยให้เขาเข้ามาภายในส่วนลึกในใจของฉันมาเป็นแรมปี 

ฉันเลือกที่จะไม่ทำอะไรเหมือนเขา เลือกที่จะอยู่ในที่แจ้ง เลือกทำอะไรที่มีหลักฐาน ใครจะเอาผิด จะเอาเศษกระดาษที่มีลายมือของฉันไปให้คนอื่นดู ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องระหว่างเรา ฉันก็ไม่ว่าอะไร คำพูดลูกไม้ต่างๆ ที่ทำแบบไม่มีหลักฐาน ทำแบบคนฉลาด ไม่มีใครยืนยันได้นอกจากคนที่ถูกกระทำและคนที่กระทำกริยานั้นๆ ออกมา

แม้ว่านี่อาจจะเป็นแผนของเขาอีกครั้งหรือไม่ก็ตาม ฉันขอให้อภัยเป็นครั้งสุดท้าย และต่อจากนี้ไป เขาจะเป็นได้แค่ศาลพระภูมิ 

ฉันจะทำอะไรอย่างเปิดเผยเหมือนเคย จะเอาไปเป็นหลักฐานยืนยัน มัดตัวฉันให้เป็นคนผิดเช่นเคยก็ตามใจ 

เมื่อเขาไม่มีตัวตน เขาก็ไม่มีโอกาสทำผิดให้ฉันเลือกว่าจะอภัยหรือไม่ และเขาก็ไม่มีโอกาสทำดีให้ฉันเลือกว่าจะขอบคุณหรือไม่เช่นกัน

ฉันไม่ได้เป็นคนน่าสงสาร ฉันจะไม่ยอมให้การกระทำของเขามีผลกระทบกับใจฉันเสียที ถ้าเขาจะฝังใจอยู่กับความคิดที่พ่อบอกเขาว่า "เขาจะพังเพราะผู้หญิง" ฉันก็ไม่สามารถจะไปเปลี่ยนความคิดของเขาได้ ฉันยังเชื่ออยู่เสมอว่า เราจะเป็นอย่างที่เราคิด เราปรารถนาว่าจะเป็น

ฉันจะไม่ยี่หระกับคนขี้ขลาดคนนี้อีกต่อไป... 

เราคงมีกรรมพัวพันกันแค่นี้ ฉัน...ขอให้เธอโชคดี


วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

พ่อคนโปรด

นับเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานร่วมสิบปี ที่ชายคนหนึ่งสร้างความประทับใจให้แม่ฉันจนเหล่าลูกๆ เรียกชายคนนั้นว่า พี่ชายคนโต...

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขาแวะเวียนผ่านมาในชีวิต ในกลุ่มญาติสนิทของฉัน 

"คนอะไร ชวนไปไหนก็ไป ไม่ว่าจะงานญาติ งานเลี้ยงแชร์ ตกลงเขาคิดอะไรมั้้ยนั่น"

ฉันยังไม่วายสงสัยอยู่เช่นเคย ดูท่าแล้วคงจะปฏิเสธไม่เป็น โกรธไม่เป็น ไม่พูดไม่บอกใดๆ จนถึงกับต้องถามว่า "เคยโกรธใครมั้ย เวลาคนมาชอบท่าทางคงไม่กล้าบอกปฏิเสธ แล้วเวลาชอบใครล่ะ กล้าบอกเขามั้ย"

น่าแปลกที่ได้คำตอบทันควัน

"เคย บางครั้งเขาก็รู้ บางครั้งก็ไม่ ถ้าชอบใครก็บอกเขาเลย แต่เวลาบอกปัดคนที่มาสนใจก็ลำบากหน่อย"

ฉันไม่ค่อยแน่ใจว่าเขาปฏิเสธคนไม่เป็นหรือชอบที่จะอยู่ในวังวนของหมู่ญาติของฉันกันแน่

อันที่จริงวันนี้ เขาควรจะกลับบ้านไปพร้อมๆ กับญาติที่มาทานข้าวด้วยกัน แต่ฉันก็รู้ว่า แม่คงจะชวนเขาเดินมาที่บ้านน้องชาย แล้วเราทั้งหมดก็ดูหลาน ดูทีวีกันอีกร่วมชั่วโมง ฉันเรียกให้มาถ่ายรูปร่วมกับฉันและหลานก็มา แถมท้ายยัง บอกไปว่า ถ้ารูปนี้กระจายทั่วอินเตอร์เน็ตสาวๆ ของพี่หายหมดแน่ จะว่าไปแล้ว ชวนเขาถ่ายรูป ถ้าเขาไม่มาถ่ายด้วยก็แปลกอะนะ 

สรุปว่า จะอย่างไร ฉันก็ยังคงมีหน้าที่เป็นกางขวางคอระหว่างพี่กับน้องสาวของฉัน เพื่อมิให้น้องสาวลำบากใจมากไปกว่านี้ แต่ก็ต้องเสี่ยงกับการต้องฟื้นฟูสัมพันธ์ระหว่างฉันกับแม่อีกแล้ว เพราะมาขัดใจความมุ่งมาดปรารถนาอันเด็ดเดี่ยวของพระมารดาที่ต้องการได้ลูกเขยคนนี้มากกว่าเป็นแค่ลูกชายอุปโลกน์

มีหลายคนที่เริ่มแสดงความคิดเห็นว่าพี่เขาเหมาะกับฉันมากกว่านา โอย เอาปัญหามาให้ฉันอีกแล้ว แถมยังแนะว่าให้ฉันไปจีบอีกต่างหาก ฉันว่า ฉันต้องตายแน่ๆ ถ้าไปหักอกพี่คนนี้ คนที่เอาฉันตายไม่ใช่ใครหรอก 

แม่ฉันเอง!!!

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ที่ใกล้จะเกิดขึ้น

วันนี้ฉันสมัครเป็นกรรมการควบคุมดูแลการบริหารงานของนิติบุคคล เข้าใจว่าฉันคงได้แน่ๆ เพราะตอนนี้มีอยู่ 2 หน่อ!

ปีที่แล้ว คนสมัครกันร่วมสิบ แต่ตอนนั้นฉันยังกล้าๆ กลัวๆ จะหาเรื่องใส่ตัวรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่หลังจากการเลือกตั้งครั้งนั้น ฉันก็โผล่พรวดสมัครเป็นผู้จัดการนิติบุคคลซะนี่ แต่ก็แอบดีใจที่ไม่ได้ เพราะดูแล้วถ้าบริษัทที่รับบริหารงานอยู่แล้วรับหน้าที่เป็นผู้จัดการนิติบุคคลด้วยโดยไม่เรียกร้องผลประโยชน์เพิ่มเติม ฉันก็ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงคุกตารางให้ยุ่งยาก ช่วงนั้นน่ะ ฉันนั่งอ่านพรบ.อาคารชุดอย่างขะมักเขม้นเชียวล่ะ

การเป็นเพียงกรรมการควบคุม ทำให้ทราบเรื่องราวการทำงานของนิติบุคคล ปีที่ผ่านมา ห้องฉันไม่มีปัญหาให้ต้องซ่อมต้องดูแล มีเพียงปัญหาส่วนรวมที่ฉันก็เห็นว่าคนทำงานก็แก้ไปตามหน้าที่ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม คราวนี้ ฉันคงมาดูเรื่องค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นหรือพิจารณาวิธีหารายได้เพิ่ม ตลอดจนให้เจ้าของร่วมได้มีโอกาสใช้ทรัพยากรที่มีได้อย่างคุ้มค่า

แต่ฉันก็อดหวั่นใจไม่หาย... เรื่องที่ฉันจะเรียกร้องเป็นเรื่องที่ฉันจะได้ประโยชน์โดยตรง ซึ่งคนปกติเขาไม่ทำกัน ประมาณว่า น่าเกลียด ต้องให้คนอื่นเอ่ยปาก 

เฮ้อ ฉันล่ะรำคาญเสียเหลือเกิน ไอ้การที่ต้องมาทำเป็นไม่อยากรู้ ไม่อยากดัง ไม่อยากร้อง ไม่อยากอวด เพื่อให้ขั้นตอนมันยาวขึ้น ดูไม่น่าเกลียด!!

เมื่อมีคนสมัครเป็นกรรมการแค่สองหน่อ จากที่ต้องมีอย่างน้อยสักเจ็ดคน ฉันก็เสนอความเห็นว่า ก็คงต้องมีเบี้ยประชุมให้กรรมการ ค่าเสียเวลาซักนิด ไม่ใช่ว่าใครเสียสละเพื่อส่วนรวม คนอื่นๆ จะไม่แม้เพียงแสดงออกสักเล็กน้อยว่าขอบคุณที่มาดูแล "บ้าน" แทนเขาเหล่านั้น ซึ่งถ้าฉันเป็นคนพูด...ก็จะน่าเกลียด

แต่นั่นคือหน้าที่ใหม่...

ส่วนอาชีพใหม่ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาของฉัน ว่าจะได้เป็นคุณนายกินค่าเช่า หรือออกทุนให้เปิดร้านอาหาร เหนื่อยพร้อมๆ ไปกับการลุ้นว่าจะคุ้มดอกเบี้ยที่นำมาลงทุนรึเปล่า เดือนสองเดือนนี้เป็นอันรู้กัน

ที่แน่ๆ ตอนนี้ฉันขู่คนดูแล ซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่ห้องเรียบร้อยแล้ว เขาเองก็เคยจัดการปัญหาพิสดารพันลึกของห้องน้ำฉันไปครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้คุณนายละเอียดจะจ่ายเงิน รับรอง ถ้าฉาบปูนไม่เรียบ ปูกระเบื้องไม่เสมอ ได้โดนทำใหม่ทั้งห้องและสัญญาแน่นอน ส่วนเงินมัดจำอย่าได้คิดว่าจะริบเงินฉันได้นะ ถ้ามันเป็นความบกพร่องของฝั่งผู้ขาย 

ว่าแล้วก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังบ้าอำนาจแล้วเหมือนกันเนี่ย

ฉันเริ่มหาผู้ช่วยได้บ้างแล้ว กำลังจะคุยกันในรายละเอียด ถ้างานเป็นไปอย่างที่คาด ฉันคงได้เกี่ยวข้องกับคนอีกหลายคนทีเดียว ช่วงที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำเป็นช่วงที่ฉันได้เรียนรู้และลงทุนอย่างที่คิดว่าควรจะเป็นจริงๆ 

ชีวิตดูน่าจะตื่นเต้นกว่าตอนเศรษฐกิจดีด้วยซ้ำไป

ก็บอกแล้วไง...ฉันน่ะโชคดีในเรื่องที่ใครๆ ว่าร้าย!

ดาวในภพมรณะทั้งสองดวงมาตกภพปุตตะของฉันไง ปุตตะก็คือเรื่องใหม่ สิ่งใหม่ๆ ดาวบอกว่าฉันจะได้ใช้สติปัญญาทำเรื่องเกี่ยวกับต่างแดน เรื่องขีดเขียน สื่อสาร หรือของมีตำหนิให้เกิดงานใหม่ๆ และอีกไม่นาน ดาวสารพัดดวงก็จะมากระจุกตัวอยู่ในภพปุตตะของฉันเนี่ยแหละ 

เอาให้มันวุ่นไปเลยเนอะ!



วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552

ขำกลาย

วันนี้มีเรื่องให้ฉันขำเพียบเลย...

งานอดิเรกที่เกือบจะกลายเป็นงานหลักของฉันนั่นแหละเป็นหนึ่งแหล่งที่ทำให้ฉันหัวเราะ ช่วงนี้ใน facebook มักมีแบบทดสอบอีเดียดมาให้ทำอยู่มากหลาย บ้างก็ว่า คุณเป็นใครในเรื่องบ้านทรายทอง หรือคุณเหมือนนางเอกละครเรื่่องไหน บททดสอบที่ทำให้ฉันขำมากที่สุด เห็นจะเป็นผลของเพื่อนที่ทำแบบทดสอบเรื่องเวลาหลับคุณฝันถึงอะไร แล้วผลก็คือ ฝันถึงกิ้งก่าอัฟริกัน ฉันถึงกับระเบิดหัวเราะแล้วคลิกไปทำแบบทดสอบบ้าง แต่ไหงกลับออกมาเป็น ฉันหลับสนิทไม่ฝันซะนี่!

นอกจากขำผลของเพื่อนแล้ว บทสนทนาโต้ตอบระหว่างเพื่อนน้องสาวของฉันก็เรียกเสียงหัวเราะได้อีกพักใหญ่ เรื่องบ้านทรายทองยอดฮิตที่ไม่ว่าใครก็รู้จัก พจมาน ชายน้อย ชายกลาง หญิงเล็ก มีแคเร็คเตอร์ที่ชัดเจน หรือในเรื่องปริศนา ยัยรตี พริสจะไปหาท่านชาย อะไรประมาณนั้น แต่มีเรื่องสาปภูษาเนี่ยแหละ ที่น้องที่อยู่ฮ่องกงไม่รู้จักเจ้าสีเกด ไอ้ฉันก็ยุ่งไม่เข้าเรื่อง เข้าไปอธิบายความ ไม่รู้เหมือนกันว่าได้เคาะ enter รึเปล่า แต่เกือบจะเล่าจนจบเรื่องละนะ

อีกเรื่องขำที่ทำให้ฉันแปลกใจมากก็คือ ฉันขำเรื่องที่ฉันแต่งเป็นเรื่องแรกในชีวิต หรือว่าเป็นคู่...ชีวิต ถ้าอ่านเรื่องที่ตัวเองแต่งแล้วขำนี่ จะถือว่าฉันแต่งเรื่องได้โอเคมั้ยน้า 

ที่แน่ๆ ไม่ว่าอะดรีนาลีนหลั่งเพราะสุขสมหรือหัวเราะ ก็ทำให้เจ้าตัวเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นอยู่แล้ว ฉันจึงยินดีที่มีวันแห่งความสุข วันที่ได้รำลึกความหลัง เหตุการณ์ในอดีต ได้ทบทวนความรู้สึก คำพูด ความคิด แล้วก็ได้ย้อนกลับไปอ่านข้อมูล บทความที่เคยผ่านตามาแล้วอีกครั้ง 

++ ถ้าเราคิดถึงคนที่รักน้อยลง เราจะเข้าใจเขามากขึ้้น 

มันคงเหมือนๆ กับที่เราออกจากสนามมายืนบนอัฒจรรย์มองดูเหตุการณ์ ความเป็นไป จากมุมสูงย่อมเห็นอะไรได้มากกว่าเวลาที่เราอยู่ในสนาม

++ ถ้าความรู้สึกใดที่มันยืนยงผ่านกาลเวลาโดยปราศจากการหล่อเลี้ยงดูแล นั่นคือความจริง มิตรภาพ ความชื่นชม ไม่ใช่ความหลง โง่งมงาย

ฉันมาถึงจุดที่ได้ตัดสินใจว่าจะเล่นกับไฟ จะใช้มีด จะให้โอกาส จะมองต่างมุม จะมุ่งค้นหา พูดจาเปิดอก ยกเรื่องที่สนใจตรงกัน เรื่องที่เกื้อหนุนจุนเจือ เผื่อว่าจะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน 

ชีวิตถ้ามัวแต่กลัว แล้วจะคุ้มที่ได้เกิดมาได้ยังไง...

อย่างมากก็แค่เสีย...  อาจจะเสียอะไรหลายๆ อย่าง แต่ก็ไม่ถึงกับเสียชีวิตหรอกนะ

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552

วันนี้มีความสุข



จริงๆ แล้วฉันก็มีความสุขตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ 

การได้ไปค้นอัลบั้มรูปเก่าๆ ทั้งรูปตัวเอง ครอบครัวและเพื่อนๆ ก็ทำให้ย้อนนึกไปถึงความทรงจำแห่งความสุข ฉันยิ้ม หัวเราะ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วง ช่างเป็นความสุขที่ไม่ต้องไปลงทุนลงแรงหรือไขว่คว้าหามาจากไหน 

คนที่อยู่ในรูปถ่าย รวมถึงเพื่อนๆ ของคนเหล่านั้น หรือแม้กระทั่งเพื่อนๆ ของฉันที่ไม่ได้เจอะเจอกันมานาน แต่ติดตามความเคลื่อนไหวของฉันผ่านชุมชนออนไลน์ ก็แสดงความคิดเห็น แสดงความรู้สึกให้ฉันรับรู้ได้ว่า เขาเหล่านั้นก็รู้สึกดีที่ได้เห็นภาพความทรงจำเก่าๆ 

เปิดอีเมลมาที ต้องคอยเช็ครายการความคิดเห็นที่เพื่อนๆ แสดงผ่านชุมชนออนไลน์ จนดูไป คล้ายๆว่าของเล่นจะกลายเป็นงานหลัก แล้วงานหลักจะกลายเป็นงานอดิเรกซะนั่น ไม่แค่นั้นโลกยังใจดีส่งผู้ช่วยมาให้ฉันดั่งสวรรค์สั่งมา เรื่องนี้ไว้เล่าตอนท้ายตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นละกันเนอะ

งานที่ลิสต์ไว้ว่าจะทำวันนี้ สำเร็จเสร็จสิ้นขาดอยู่หนึ่งเรืื่องจากสองแหล่งที่คงต้องขอความเห็นจากหุ้นส่วนเพิ่มเติม แต่ขอเวลาคิดให้ตกผลึกก่อนอีกสักนิด

งานที่ค้างคา คนที่ช่วยงานอยู่ก็คงยังไม่ทิ้ง แต่ฉันก็ไม่หวังอะไรนักหนา ดีจัง ที่เมื่อไม่หวังก็ไม่เครียด เสียอารมณ์

วันนี้ได้ฤกษ์คุยกับเพื่่อนเก่าอีกครั้ง ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ แทบไม่น่าเชื่อว่าไม่ได้พบกันมา  20 ปีไม่ขาดไม่เกิน คนเราถ้าความเป็นเพื่อนยังคงอยู่ เราก็ยังต่อกันติดเสมอ ดูๆ ไปแล้ว คนที่จะอยู่กับเราไปจนแก่ ไปไหนมาไหนกับเรา ก็คงจะเป็นเพื่อนที่แสนดีนั่นเอง 

กลับมาเจอแบบทดสอบเกี่ยวกับสถานที่เรียนเก่าๆ ทำให้้ย้อนเวลาไปเป็นช่วงๆ สมัยเด็กๆ ฉันชอบกินลาบปลาหมึกมาก ประมาณว่าต้องซื้อกินทุกวันก่อนกลับบ้าน เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเป็นของโปรดของเพื่อนอีกหลายๆ คน ใครๆ เขามักจะพูดว่า คนแก่ชอบรำลึกความหลัง ไม่เห็นจะเป็นไร ถ้านึกถึงแล้วมีความสุข หนังจะเหี่ยว ตาจะยาว พุงจะย้อย จะต้องไปแคร์อะไร

ยังมีสายโทรศัพท์จากน้องสุดเลิฟ โทรมาหาหลายรอบ ในขณะที่ฉันรับสายคนใกล้ชิดที่กลายมาเป็นคนช่วยงาน ทั้งสองสายโทรมาด้วยความรู้สึกดีๆ  ที่มีให้กับฉัน อะไรที่ฉันจะช่วยได้ ฉันก็ช่วย ส่วนใครจะมาร่วมเฮฮามีเวลาแห่งความสุขด้วยกันก็ยินดี คิดๆ แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าฉันมีเพื่อนดีๆ เพื่อนน่ารักน่าคบไม่น้อยเลย นั่นอาจเป็นเพราะว่า เพื่อนของฉันเมื่อผ่านด่านคนแปลกหน้าเข้ามาแล้ว ทุกคนคือเพื่อนที่ฉันจะดีใจที่ได้เจอ เราอาจจะไม่ได้มีอะไรเหมือนกัน แต่เรามีความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน เรานึกถึงกันในยามมีปัญหา เราพึ่งพาอาศัยกันในยามยาก และเราก็อุ่นใจได้ว่า เราจะมีกันและกัน ไม่ว่าเราจะห่างหายไม่ได้พบหน้ากันมานานกี่สิบปีก็ตาม

บทสนทนาสุดท้าย ดั่งเทวดามาโปรด ไม่ใช่คุณชายเทวดาที่ฉันกำลังคลั่งหรอกนะ แต่เป็นนางฟ้าชื่อน้องใหญ่ ที่ตั้งใจจะมาช่วยงาน ดูๆ ไปแล้ว น้องคงจะมายกภูเขาออกจากอกของฉันได้อย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน น้องก็จะได้มีเวลาใกล้ชิดกับลูกมากขึ้น เพราะงานของฉันไม่ต้องเข้าออฟฟิศ แหม แค่นี้ฉันก็แฮปปี้จนนอนไม่หลับแล้ว แต่ก่อนหน้าที่จะคุยกับน้องใหญ่ ไปทำบททดสอบเรื่องส่วนตั๊วส่วนตัวได้ผลลัพธ์มาว่าฉันเป็น 

an amazing kisser

ประมาณว่า  เธอจูบฉัน รอยจูบนั้นย่อมติดจนตาย จะลบรอยจูบอย่างไรไม่หาย อย่าลืม อย่าลืม

อุ้ย เขิน 555

สงสัยละซิ  ของแบบนี้ไม่ลองไม่รู้ครับท่าน!!!

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552

อะไรที่มากกว่ารูปลักษณ์

เมื่อเริ่มตกหลุมรัก ฉันก็เริ่มศึกษาว่า "หนุ่มน้อยคนนี้มีอะไรให้ฉันปลื้มอีก" แต่ก็แน่ล่ะ นอกจากมีเรื่องให้ปลื้มก็มีเรื่องที่ฉันเรียกว่า "อันนี้ไม่ไหวนา"

พ่อหนุ่มเป้รักแฟนสาว ก้อย-รัชวิน แต่ก็พูดถึงความเป็นตัวของตัวเองของก้อย ก้อยชอบใส่เกาะอก กระโปรงสั้น แต่ก็ไม่ว่ากัน ไว้มีคนแอบถ่ายแล้วคงเข็ดเอง เพราะก้อยก็ไม่ค่อยระวังสักเท่าไหร่

++ ให้มันได้อย่างงี้สิ แหม ฉันก็ชอบอะไรคล้ายๆ ก้อยนา 

เป้ขลิบลิ้น เพราะอยากพูดให้ชัด เวลาคนถามว่าเป็นมือกีต้าร์ วงสเลอแล้วเมื่อไหร่จะร้องเพลง เขาตอบว่า แค่พูดยังไม่ชัดเลย จะร้องเพลงได้ไง

++ โอ อันนี้ไม่ได้แปลว่าชอบ แปลว่า คล้ายฉัน แต่ถึงแม้ว่าลิ้นจะมีส่วนทำให้ฉันพูดไม่ชัด ฉันไม่ยักกะหยุดร้องเพลงแฮะ

พ่อหนุ่มเป้ มือยาวแบบมือศิลปิน แขนขายาว สูง 187 ซม. ซีกหน้าด้านขวาเวลาทำหน้าเฉยๆ โอ้ย หัวใจจะละลาย ผมต้องเซอร์ได้ระดับด้วยนะ ไดร์ตรงอย่างในหนัง รัก สาม เศร้า บางตอนแล้วไม่สวย

++ แค่นี้ก็สุดยอดแล้วล่ะ

ฉากจูบเป็นฉากที่ยาก เพราะผมไม่เคยจูบเพื่อการแสดง ไม่เคยจูบคนที่ไม่ใช่คนรัก

++ โอ พ่อเทพบุตรของฉัน

สาวก้อยทำช่อดอกไม้โทนสีม่วงให้เป้วันวาเลนไทน์ ส่วนเป้ทำช่อดอกไม้สีขาวที่มีดอกลิลลี่ดอกไม้โปรดของก้อย สื่อความว่า เป็นรักที่บริสุทธิ์ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน

++ ฉันว่าสาวไหนได้ดอกไม้ที่แสดงนัยอย่างนี้แล้วไม่ซึ้งก็ให้มันรู้ไป ส่วนสาวก้อยก็ชอบโทนสีเหมือนฉันแฮะ

หนุ่มเป้เป็นผู้นำแฟชั่นใหม่ เสื้อรักแร้ขาด

เป้ของแท้ต้องเซอร์และโส ไม่อาบน้ำแต่ฉีดน้ำหอมแทนนี่ ทำตัวยังกะเป็นชาวฝรั่งเศสเลยนา ถ้ากลิ่นตัวไม่แรงก็พอว่านะ แต่ไงก็...

++ อันนี้ไม่ไหวนา...





หลงรักคุณชายเทวดาเข้าให้แล้ว...


ละครแจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดาเป็นหนึ่งในหนังที่ฉันจัดประเภทว่าไร้สาระ แต่ตามดูเพราะตกหลุมรักคุณชายมาดเซอร์ 

จริงๆ ไม่ว่าเรื่องไหนมันก็มีสาระทั้งนั้นแหละ อยู่ที่ว่าจะมองในมุมไหน

ในสายตาของนมแจ่ม คนเก่าแก่ที่เลี่้ยงดูคุณชายและเข้าใจเขายิ่งกว่าใคร คุณชายเป็นคนที่น่าสงสาร คุณชายไม่มีใครอีกแล้ว นอกจากนมแจ่ม และนมแจ่มก็เป็นคนที่ขอร้องให้หลานสาว แจ๋ว มาดูแลคุณชายช่วงที่นมแจ่มป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล

ทั้งเรื่องแจ๋วจะอ้างว่าถ้าคุณชายไม่ทำอย่างที่เธอบอก คุณชายก็จะไม่ได้พบกับนมแจ่ม คล้ายกับว่านมแจ่มเป็นคนเดียวที่มีความสำคัญในชีวิตของเขา เพื่อนมแจ่ม คุณชายทำได้ทุกอย่าง เพื่อแก้แค้นพระบิดา คุณชายพร้อมจะทำตรงกันข้ามกับที่พ่อต้องการ

ดูๆ ไปก็ โอ อะไรพ่อคุณชายของฉันจะหลงกลแม่ใหม่กับลูกชายตัวร้ายขนาดนี้ คุณแม่ใจร้ายก็รู้แกว เมื่อใดที่ต้องการให้คุณชายทำอะไร เจ้าหล่อน (แสดงโดยสรารัตน์ หรุ่งเรืองวงศ์ ที่ยังสวยเด้งอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ) ก็จะพูดในทางตรงกันข้าม

วันนี้ดูรายการเบื้องหลังแวดวงบันเทิง พ่อสุดหล่อของฉันตัดผมแล้วอะ  ตัดแล้วไม่หล่อโดนใจเหมือนเก่าแล้วนะ แถมฮอร์โมนหนุ่มยังทำให้สิวผุดออกมาประปรายบริเวณแก้ม

ฉันนั่งหาเหตุผลอยู่ว่า ฉันชอบเขาเพราะอะไร เพราะหน้าตาจริงๆ เหรอ ก็คงงั้นแหละ บวกกับรูปร่างเก้ๆ กังๆ ตามสเปค และท่าทางสุดเก๊กเพราะบุคลิกเป็นอย่างนั้นเอง ไม่ได้ตั้งใจจะทำหยิ่งให้ใครๆ ไม่ชอบหรอก ตรงกันข้ามซะอีก ไหนๆ ก็โดนแกล้งไม่ได้รับความยุติธรรมตั้งแต่เด็กแล้ว เขาก็เลยประชดมันทุกอย่างในชีวิตไปเลย

แจ๋วในเรื่องนี้ฉันก็ชอบ ขอบเพราะเป็นภาพของอั้มที่ไม่ได้เป็นสาวเปรี้ยว ออกจะไปทางวาบหวามยั่วยวน เป็นเซ็กซ์ซิมโบลอย่างที่มักจะเห็นๆ กัน มีพี่ๆ บอกฉันว่า คนเราต้องแต่งตัวสวยอยู่เสมอ เพราะเมื่อใดที่โทรม ภาพจะติดตา แต่ฉันว่า ฉันชอบแจ๋วในบทบาทนี้นา นักแสดงจะให้เล่นอยู่บทเดียวก็น่าเบื่อแย่ดิ 

ฉันนั่งนึกอยู่ในใจว่า เอ ถ้าคุณชายตัดผมแล้ว ฉันจะยังหลงรักอยู่มั้ยหนอ...



วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552

อวยพรให้โง่

ฉันกำลังเข้าไปอยู่ในโลกใบใหม่...

โลกของแมค...

มีอะไรให้เรียนรู้มากมาย ในขณะเดียวกันมันก็คล้ายๆ กับวินโดว์เจ้าเก่า คงเป็นอย่างที่หลายๆ คนว่ากัน ว่าแมคเน้นเรื่องกราฟฟิค ความงาม ความปราณีต แค่เวลาปิดหน้าต่างเว็บแล้วมีออปชั่นให้เลือกเหมือนกระดาษค่อยๆ บิดลงไปอยู่ด้านล่างของหน้าจอ ฉันก็หลงรักแมคเข้าให้แล้ว

น่าแปลก ที่ฉันสัมผัสได้กับความงาม ความละเอียดอ่อน แต่ฉันกลับไม่รู้สึกเวลาคนกัด จิกฉัน เพราะฉันถือคติว่า ถ้าไม่ได้รับการพิสูจน์แบบคาหนังคาเขา ฉันจะไม่คิดว่าใครจะกัดฉัน จะคิดกับฉันในแง่ร้าย คิดๆ ไปแล้วฉันก็นึกถึงเรื่องพิธีการในชั้นศาล การตัดสินคดี เราถือว่า ผู้ต้องหาถูกจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ว่าผิด 

ฉันมองทุกคนในแง่ดี เหมือนๆ กับว่า จนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ว่า เลวจริงๆ แต่จนบัดนี้ ฉันก็ยังไม่เจอคนประเภทนั้น เพราะอะไรเหรอ เพราะคนเหล่านั้นน่าสงสารมากกว่าจะน่ารังเกียจหรือหลีกหนีให้ห่าง 

คนเพิ่งบอกว่าสงสารฉันไม่นานนี้เอง 

ได้แต่หวังว่า เขาจะมองคนในแง่บวก ไม่ใช่พูดเพื่อเอาดีเข้าตัว อย่างที่พี่คนนึงเคยสรุปให้ฉันฟัง

หลังๆ มานี้ ฉันได้ยินข่าวซุบซิบเกี่ยวกับหลายๆ คนที่รู้จัก วันนั้นพี่ที่นั่งตรงข้ามหน้าตามู่ทู่ยังไงพิกล ทั้งๆ ที่ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรกับใครเค้าหรอก ว่ามีคนเริ่มไม่พอใจฉัน โกรธฉัน โมโหฉัน นั่นก็เพราะว่า ถ้ามีใครมาทำกับฉันอย่างที่ฉันได้ทำให้คนเหล่านั้น ฉันจะไม่โกรธ ไม่โมโห  รู้สึกเฉยๆ จะไม่รู้สึกว่ามีใครมากระตุ้นต่อม กระตุ้นแผล

นั่นล่ะ ที่ทำให้ฉันสงสารและเห็นใจคนที่เดือดเนื้อร้อนใจ เวลาที่ฉันพูดอะไรไปด้วยจะสื่อความหมายนัยตรง ไม่ใช่นัยยอดนิยมอย่างที่คนเค้าชอบทำกัน

พาลให้นึกถึงละครที่ดูเมื่อวันก่อน แม่ของนางเอกเห็นและมองออกว่าเพื่่อนของลูกกำลังจะแย่งคู่หมั้นของลูกสาวตัวเอง ลูกสาวกำลังขนต้นไม้ไปแต่งเรือนหอ แม่จึงได้ทีเอ่ยขึ้นว่า "อุ้ย เอาต้นไม้ไปปลูกเยอะๆ รกแล้วเดี๋ยวงูเงี้ยวจะมากัดเอานะ" แล้วฉันก็เห็นภาพนางอิจฉามองมาที่แม่ของนางเอก 

ฉันนั่่งคิดอยู่นานเลยล่ะ ว่าแม่นางเอกตั้งใจแขวะ (รึเปล่าวะ) 

เธอเอ๊ย ถ้าฉันเป็นนางอิจฉา รับรอง ฉันไม่รู้สึกรู้สาอะไรด้วยหรอก เพราะฉันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรใดๆ ด้วย คนที่ชอบกัด จิกชาวบ้าน เวลาได้ยินใครพูดอะไรเข้าหู ก็จะกลายเป็นหูหาเรื่อง คอยรับความทุกข์เข้าตัวอยู่ร่่ำไป

อีกอย่างที่น่าแปลก มีคนสารภาพว่าเกลี่ียดฉัน  เขาใช้คำว่าเกลี่ยดฉันเลยล่ะ แต่ก็แน่ละนะเธอ ว่าเขาพูดเช่นนั้นหลังจากที่ได้รู้จักฉันมากขึ้นแล้ว และพบว่า ฉันไม่ได้เป็นแม้เพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่เขาคิด 

ภาษากายก็สำคัญอย่างนี้แหละ จริงๆ แล้ว ใจของเราคิดอะไร ไม่มีใครรู้หรอก ถ้าไม่แสดงออก แล้วคนที่รู้ก็คือเจ้าตัวเพียงคนเดียว เราต่างหากที่จะเลือกรับรู้ เลือกมองไปในแง่ใด ในแง่ที่ดีหรือร้ายต่อตัวเราเอง 

คนโง่ถึงมีความสุขไงเธอ ฉันพยายามจะโง่และซื่อให้มากขึ้นทุกๆ วัน 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าใครก็อยากมีความสุข 

เอ แล้วถ้าฉันขอให้ใครมีความสุข เขาจะหาว่าฉันอวยพรให้เขาโง่มั้ยละนั่น


วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

เมื่อความคิดแตกแขนง...

ข้อความประโยคเดียว ฉันเห็นแล้วอึ้ง ไม่คาดคิด งงๆ ปนสงสัย ตกใจและตื่นตูมอยู่ภายใน...

ไฉนเลยจะดับความสงสัยได้หากไม่ถาม แต่ถามก็ไม่ได้ จะกลายเป็นคิดฟุ้งซ่าน ได้แต่รวบรวมสติอารมณ์ จดจ่อกับงานบ้านและอ่านหนังสือ สองสิ่งที่ฉันทำได้เป็นอย่างดี มีสมาธิ ฉันจะหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง โลกที่เวลาหยุด ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง และเคลื่อนคล้อยไปยังจุดหนึ่งอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึก 

หนังสือเล่มที่อ่านจบวันนี้คือ พูดอย่างไร ไม่ให้พัง (Crucial Conversation) ฉันว่าฉันเคยอ่านหนังสือชื่อเหมือนกันนี้มาแล้วนะ แต่จำไม่ได้ว่ามีอะไรที่เหมือนหรือแตกต่างกัน เล่มนี้ก็เหมือนๆ กับเล่ม พลังจิตใต้สำนึก นั่นแหละ หนังสือประเภทนี้ ต้องอ่านย้ำซ้ำไปซ้ำมาให้ประทับอยู่ในใจ และพลังจากตัวอักษรจะสะท้อนออกมาเป็นเสียงจากภายในให้ทำอะไรสักอย่าง 

ฉันทำอะไรตามที่พลังข้างในบอกมาตั้งแต่วันแรกที่อ่านหนังสือ พลังจิตใต้สำนึก ฉันทำสิ่งที่ปกติฉันไม่ทำ มันต้องอาศัยความกล้ามากทีเดียว ที่จะเผชิญกับความจริง ที่จะเป็นฝ่ายรุก เลิกนิ่งเงียบเมื่อประสบกับเหตุการณ์สำคัญ เรื่องที่กระทบความรู้สึก 

ฉันเพิ่งรู้สึกว่า ความกล้าบ้าบิ่นที่ฉันมีในหลายๆ เรื่อง ไม่ได้เป็นการกล้าในเรื่องที่ควรสักเท่าใด ฉันเองก็เหมือนๆ กับคนที่หลีกหนีความจริง เลือกที่จะนิ่งเงียบเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา หรือบางครั้งก็เฉไฉ แสดงออกในทางก้าวร้าว ตรงตามหนังสือเป๊ะ 

ความเงียบเป็นส่วนที่อยู่นอกสุดของรูปแบบที่แสดงลักษณะของปัญหา ความเงียบเป็นศัตรูตัวฉกาจ เรามักจะใช้วิธีนี้เป็นทางออกของปัญหาที่กระทบกระเทือนความรู้สึก แล้วเมื่อเราเงียบกับทุกเรื่องราว ปัญหาที่ทับถมก็ระเบิดออกในวันหนึ่ง เหมือนไฟใต้น้ำ ฉันนึกถึงชีวิตครอบครัวที่ล่มสลายเพราะความเงียบตัวร้ายกาจตัวนี้

เมื่อเช้านี้ สาวจากบริษัทให้บริการเคเบิลทีวีโทรมา แจ้งว่าการติดตั้งอุปกรณ์ที่ฉันแจ้งไว้ไม่มีปัญหา แต่จะต้องมีการเคลียร์ปัญหาจากบ้านที่ฉันเคยอยู่ซึ่งยังไม่ได้มีการคืนอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ 

เรื่องมันนาน นานจนฉันลืมว่า ณ เวลานั้น ฉันแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ฉันได้แต่บอกว่า ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่นั้นๆ ตามที่อยู่และรายละเอียดที่มี 

วางสายไปไม่นาน โทรกลับมา ต้องการทราบเหตุผลทำไมฉันถึงเป็นตัวกลางจัดการเรื่องราวให้เรียบร้อยไม่ได้ ฉันไม่รู้ว่าจะอดกลั้นไปทำไม ใส่อารมณ์ไปว่า

คือว่า เคยแต่งงานแล้วเขาไล่ดิฉันออกจากบ้านนะค่ะ

คนโทรมา ขอโทษเป็นพัลวัน แน่นอนว่าคงไม่มารบกวนฉันด้วยเรื่องนี้อีก ฉันกลับมาคิดอีกนิดว่า ที่ฉันทำไป เหมาะควรหรือไม่ อย่างไร 

กรณีที่ฉันมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แบบ ฉันคงจะอธิบายด้วยประโยคเดิมแต่ไม่ใส่อารมณ์ หรือไม่ก็อาจจะเพียงพูดว่า บ้านที่ติดเคเบิลทีวีหลังนั้นเป็นบ้านของสามีเก่า หวังว่าน้องคงจะเข้าใจนะคะ

แต่ ณ เวลานั้น ฉันยังหลับตาพูดอยู่เลย แค่กวนเวลาฉันหลับด้วยเรื่องทางเทคนิคแบบนี้ฉันก็ฉุนอยู่แล้ว แถมยังต้องให้อธิบายชี้แจงให้กระจ่างอีก คราวนี้เลยกระจ่างจนกระเจิงไปนั่น 

หลังจากพบว่า ความเงียบ เป็นพิษร้ายฝังลึก ฉันก็เริ่มพ่นพิษมดตัวจิ๋วทันที 

คนเค้าว่า ไปสุดทั้งสองขั้วแล้วก็คงปรับจนกลับมาอยู่ตรงกลาง แตกต่างกันตรงที่ของคนอื่นๆ แค่กระดิกซ้ายขวานิดเดียวก็พบจุดสมดุล ไอ้ฉันน่ะ มันต้องแกว่งแรงเหมือนเรือไวกิ้งให้คนที่นั่งก้นยกขึ้นตามแรงผลักนั่นแหละ ถึงจะรู้สึก 

เอ จะว่าไปแล้ว ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นคนสัมผัสไวเลยนะ ดูแล้วเหมือนสัมผัสฝืดซะมากกว่า

กลับมาที่หนังสือเล่มที่อ่านจบวันนี้ ฉันคงได้ข้อสรุปสำหรับตัวเองสั้นๆ ว่า

ห้ามเงียบ ห้ามระเบิด แสดงความรู้สึกอย่างเหมาะสม 

เธอรู้มั้ยว่าอะไร ยากที่สุด 

เหมาะสมไง

ความเหมาะสมเป็นเรื่องที่เลื่อนลอยอย่างที่สุดในความรู้สึกของฉัน เหมาะทั้งจังหวะ เวลา อารมณ์ สถานที่ คำพูด รูปแบบคำถาม คำอธิบาย 

เค้าถึงเรียกเรื่องพวกนี้ว่า ศิลปะ ไง 

ทุกอย่างฝึกฝนได้ หากฉันตั้งใจจริงๆ แม้จะเกิดข้อผิดพลาด ฉันเชื่อมั่นว่า ฉันจะแก้ไขได้ในที่สุด 

ขออาศัยพลังจิตใต้สำนึก คิดดีอย่างมีศรัทธา แล้วฉันก็จะเป็นอย่างที่เชื่อมั่น

ฉันก็อยากให้เธอได้อะไรดีๆ เหมือนฉันด้วยนะ ...

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

เสียงเรียกร้องจากภายใน

มีหนังสือดีหลายเล่มที่ฉันได้อ่านตั้งแต่เด็กจนโต แต่หนังสือ "พลังจิตใต้สำนึก" เป็นหนังสือที่ฉันอ่านแล้วเห็นผลทันที...

ฉันเคยสงสัยมาหลายปี เหตุใดเวลาเมาอาการของแต่ละคนจึงแตกต่างกันมากมายนัก นั่นขึ้นอยู่กับว่า ในเวลาปกติที่จิตสำนึกทำงาน เราได้ทำตามความรู้สึกมากน้อยเพียงใด ยิ่งเก็บกดอารมณ์ความรู้สึกมากเท่าใด ความแตกต่างเวลาเมากับไม่เมาก็มากขึ้นเท่านั้น

ทำไมเราจึงต้องมาใส่ใจกับจิตใต้สำนึก...

หนังสือบอกว่าจิตใต้สำนึกมีพลังมากมายมหาศาล มากถึง 90% ของพลังทั้งหมด จิตสำนึกที่มีเหตุผลมีผลแค่ 10% เท่านั้น

เราจะปรับจิตใต้สำนึกให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการได้อย่างไร...

การสวดอ้อนวอน มีศรัทธาในสิ่งที่เชื่ออย่างแรงกล้า การพูดตอกย้ำ้ซ้ำในสิ่งที่ต้องการบ่อยๆ ก็จะทำให้สิ่งเหล่านั้นประทับอยู่ในจิตใต้สำนึก ผลโดยตรงคือ เราจะปฏิบัติในรูปแบบที่ทำให้เราได้อย่างที่ต้องการ และเมื่อเราเปลี่ยนแปลงตัวเอง ความเปลี่ยนแปลงนั้นก็จะกระทบสิ่งต่างๆ รอบตัวให้เป็นไปในทางที่เราต้องการดั่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์

ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้ไปได้ไม่กี่หน้า ความคิดหนึ่งก็แว่วเข้ามาทันใด แล้วความรู้สึกในตอนนั้นก็จูงใจให้ฉันเขียนอีเมลถึงคนที่อยู่ในใจฉันตลอดมา ฉันส่งบทความเรื่องการตอกย้ำความคิดบวกในจิตใจที่จะยังผลให้ผู้นั้นมีความสุข ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจที่อยากให้คนๆ นั้นมีความสุข 

ความสุขของใครคนนั้นจะมีฉันอยู่หรือไม่นั้น ไม่สำคัญเท่ากับว่า ฉันขอให้เขามีความสุขจากการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ชีวิต ถ้าฉันเป็นใครคนนั้น คงอดไม่ได้ที่ฉันจะดีใจ แต่อย่างไร เหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามา การปฏิสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเขาก็ดีขึ้นอย่างนึกไม่ถึง 

ฉันสรุปเอาเองว่า อะไรไม่ดีที่เกิดขึ้นกับฉันนั่นเป็นเพราะฉันคิดว่าสิ่งไม่ดีเหล่านั้นจะเกิดขึ้น มันคงมีผลทำให้หน้าตาของฉันบูดบึ้ง ดุ คนจึงไม่กล้าเข้าใกล้ แต่เมื่อฉันรู้สึกดีภายในแล้ว ความสุข ความเอิบอิ่มก็จะฉายฉานปรากฏออกมาให้ใครๆ เห็น

ฉันเลิกรู้สึกกระอักกระอ่วน ทำตัวไม่ถูกเวลาอยู่ต่อหน้าใครๆ ด้วยรู้สึกเอาเองตลอดเวลาว่าจะมีคนวิพากษ์วิจารณ์ ฉันจะปฏิบัติตนไม่สมควรซ้ำแล้วซ้ำอีก 

ฉันกลับมานั่งที่ร้านประจำคนเดียวได้แล้ว หลังจากที่ขาดความมั่นใจมาแรมปี 

ฉันปรารภกับพี่คนหนึ่งว่า ฉันไม่เข้าใจ ทำไมปฏิกิริยาที่ใครๆ มีต่อฉันจึงไม่ค่อยน่าพิสมัยนัก ญาติผู้พี่ของฉันเคยบอกว่า ฉันเป็นคนจำพวก Aloof  น้องอีกคนก็บอกว่าฉันมีโลกส่วนตัว แปลกแยกจากผู้อื่นวันคุย บางวันไม่คุย คนเลยไม่รู้ว่าวันนี้ฉันอารมณ์ไหน 

ฉันอยากขอบคุณในทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำให้ฉันรู้สึกดี มีความสุข ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ขอบคุณที่เขาสนใจน้องแอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์เครืองใหม่ของฉัน เครื่องที่ฉันบอกกับตัวเองก่อนซื้อว่า เราไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลทุกอย่างก็ได้นะ เราแค่ซื้อของที่เราชอบแต่มันก็มีคุณภาพและเห็นได้ถึงความใส่ใจของคนออกแบบ 

ขอฉันพรรณนาถึงความใส่ใจในการผลิตอุปกรณ์อิเลคโทรนิคชิ้นนี้หน่อยเถอะนะ

ตัวต่อที่ชาร์จไฟเข้าเครื่องทำด้วยแม่เหล็กทำให้ตัวต่อยึดติดกับเครื่องได้ง่าย ที่สายไฟมีตัวเกาะกับขอบโน้ตบุคเพื่อให้สายไฟเลียบไปตามขอบเครือง สายไฟไม่เกะกะรุงรัง ตัวปลั๊กสองขาสำหรับเสียบเต้าไฟฟ้าสามารถพับเก็บได้ ตรงขอบอีกสองมุมสามารถดึงขึ้นมาสำหรับพันสายไฟด้วยวัตถุประสงค์เดียวกับตัวเกาะสายไฟกับขอบโน้ตบุค 

แม้จะเป็นคอมพิวเตอร์ที่จอขนาดเล็ก 13.3" แต่เราก็สามารถขยายขนาดตัวอักษรที่หน้าจอได้อย่างง่ายดายด้วยสองนิ้วสัมผัส เพียงสัมผัสนิ้วทั้งสองที่แผ่นเมาส์แล้วลากนิ้วออกจากกัน โน้ตบุคอัจฉริยะก็ปรับขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้นทันที 

แป้นพิมพ์ที่ใหญ่เทียบเท่าโน้ตบุคขนาดปกติเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับฉัน หากแมคบุค แอร์เครื่องนี้น้ำหนักเบาเพียงอย่างเดียว แต่ขนาดของแป้นพิมพ์เล็ก ฉันก็คงไม่เลือกแน่นอน งานส่วนใหญ่เป็นการพิมพ์ ฉันเคยใช้โน้ตบุคจิ๋วของนายเก่า สวยแต่ใช้งานลำบาก กว่าจะพิมพ์งานเสร็จใช้เวลานานมาก นานจนอารมณ์คนพิมพ์แปรปรวน

เมื่อพูดถึงน้ำหนักก็ต้องยกเรื่องความบางของเครื่องที่มีผลให้นำ้หนักของเครื่องน้อยเทียบเท่าโน้ตบุคขนาดเล็กจอ 10" เมื่อบวกกับดีไซน์ คุณสมบัติไม่ติดไวรัส ความเสถียรของเครื่อง ฉันก็ยอมแพ้กับราคาที่สูงกว่าโน้ตบุคอื่นที่มีขนาดเดียวกันประมาณ 3-5 เท่า

ขอบคุณที่เขาคุยกับฉันโดยไม่แคร์สายตาของผู้ที่อาจจะนินทา วิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวในอดีตระหว่างเรา เขาทักฉัน พูดคุยกับฉันเหมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่ม กลุ่มที่ฉันรู้สึกมานานว่า ฉันเป็นส่วนเกิน

ขอบคุณที่เขาใส่ใจ ติดตามเรื่องราวของฉันในชุมชนออนไลน์อย่าง facebook เขาเคยบอกฉันชัดเจนว่า อีเมลใดที่ฉันส่งให้ เขาทิ้งลง Trash หมด เว้นก็เสียแต่บทความเกี่ยวกับหนังสือเล่มแรกของฉันที่ลงในผู้จัดการออนไลน์ และนั่นเป็นที่มาของหัวข้ออีเมลที่ฉันส่งถึงเขา ด้วยหวังว่าอีเมลแห่งความปรารถนาดีฉบับนั้นจะไม่โดนทิ้งลง Trash เหมือนฉบับอื่นๆ  เขาพูดคุยกับฉันเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นไปของฉันที่ปรากฏอยู่ใน facebook ฉันไม่มีทางรู้หรอกว่า เขาอ่านหรือผ่านตาข้อมูล เรื่องราวใดของฉันบ้าง สิ่งที่ฉันรู้ก็คือ ฉันเข้าไปดูเรื่องราวของเขาเสมอมา อาจจะจำไม่ได้ทุกสิ่งอัน ฉันถือเสมือนว่าที่นี่ โลกเสมือน เป็นอีกที่หนึ่งนอกจากร้านประจำที่ฉันกับเขาจะได้รับทราบความเป็นมาเป็นไปของกันและกัน โดยไม่ทำให้เราทั้งสองคนเป็นขี้ปากชาวบ้านอีกครั้ง เรื่องราวที่กระทบกระเทือนความรู้สึกของเขาอย่างมากมาย เขาผู้ที่ต้องรักษาความดี ความเป็นสุภาพบุรุษต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับใครอีกคนหนึ่ง

ขอบคุณสำหรับบทสนทนาเมื่อวานหลายๆ ช่วงที่ทำให้ฉันรู้ว่า ความสุขจากการไม่ได้ครอบครองเป็นอย่างไร มีน้องที่เข้าใจ เห็น ความรู้สึกระหว่างเราที่ไม่อาจเปิดเผย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ความรู้สึกนี้ก็ยืนยาวมาหลายปี น้องถามเขาว่า ฉันสวยมั้ย ฉันรู้ว่ามันเป็นคำถามที่จะทำให้เขากระอักกระอ่วนใจ ฉันจึงเฉไฉไปว่า น้องขายกาแฟเหรอ ด้วยว่าชอบชงเหลือเกิน แล้วมันก็ทำให้ฉันนึกถึงตอนที่น้องคนเดียวกันเห็นสายตาที่ฉันมองเขา (และที่เขามองฉันรึเปล่าก็ไม่แน่ใจว่าน้องรู้หรือไม่) เมื่อถึงตอนที่ฉันและเขาใกล้จะเดินสวนกัน น้องกล่าวขึ้นมาว่า ฉันถามเขาในเรื่องใดสักอย่าง เรื่องกาแฟช่วยยืดเวลาให้เขาคิดก่อนจะตอบพร้อมกับก้มหน้ามองพื้นว่า "สวยจากข้างใน" จากนั้นเสียงที่ดังที่สุดคือความเงียบ

ขอบคุณที่เขาคิดอยากมีลูก อยู่ดีๆ เขาก็พูดลอยๆ ขึ้นมา มันทำให้ฉันแปลกใจอย่างแน่นอน เพราะเรื่องหนึ่งที่ทำให้เขาเลิกศึกษาฉัน เพราะเขาไม่ต้องการมีลูก เพราะเขาอายุมากแล้ว และครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้ว่าเขาจะเริ่มรู้สึกอยากมีลูก แต่ก็ยังไม่วายกังวลเรื่องอายุที่มากขึ้นทุกที ลูกเพื่อนๆ โตจนทำงานทำการกันหมดแล้วด้วยซ้ำ ฉันไม่แน่ใจว่าตอนที่เขาพูด เขามีสีหน้าอย่างไร เพราะเขายืนอยู่ข้างหลังฉัน เหมือนพูดให้ฉันฟังที่ข้างหู ฉันดูปฏิกิริยาจากพี่อีกคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม  เมื่อพี่คนที่นั่งตรงข้ามพูดขึ้นว่า มันไม่เกี่ยวว่าผู้ชายอายุเท่าไหร่ มันเกี่ยวกับคนที่ตั้งท้อง ผู้ชายมีหน้าที่ "ทำ" แล้วก็อีกครั้งที่ฉันเฉไฉเหมือนจะเปลี่ยนคนที่ถูกพูดถึงว่า ถึงทำไม่ได้ ไม่ได้ทำมานานก็ท้องได้ ประมาณว่าแค่มีน้ำเชื้อก็เอามาผสมเทียมได้แล้ว พี่คนที่ฉันพาดพิงสะดุ้งเล็กน้อย เขาคงสงสัย เพราะนั่นเป็นบทสนทนาที่เขาเคยพูดเมื่อนานมาแล้ว 

ฉันคงอดไม่ได้หรอก ที่จะคิดว่า คนที่เขาคิดจะสร้างครอบครัวด้วยคือ ฉัน แล้วฉันก็รีบพูดกับตัวเองทันที ฉันขอให้เขามีความสุข เขาจะเป็นผู้เลือกเองว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา

ขอบคุณที่เขาทำให้บรรยากาศบนโต๊ะคืนนั้นดำเนินไปอย่างไม่ขัดเขิน พวกเราสนุก หัวเราะไปกับเรื่องราวต่างๆ ที่สรรหามาเล่า ฉันได้เป็นส่วนหนึ่งไม่ใช่ส่วนเกินอย่างที่แล้วๆ มา

ขอบคุณที่ดูแลด้วยสายตา รอและดูให้ฉันกลับจากร้านพร้อมๆ กับเขา

ฉันขอบคุณเขาด้วย sms ...condo ka. don't get drunk yet.

มันอาจจะไม่หวาน แค่บอกข้อเท็จจริง 

แต่นั่นคือ วิธีการที่เขาเคยบอกฉัน บอกความรู้สึก บอกใครสักคนว่าถึงบ้านแล้ว คนที่กำลังห่วงจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง...