แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาพยนตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาพยนตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วิ่งไปที่...ไม่ย่อท้อ


จนกระทั่งตอนนี้ ฉันก็ยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร...

หรือฉันควรจะเขียนเรื่องญาติ เรื่องเพื่อน เรื่องงาน หรือว่าเรื่องศาลพระภูมิ!!

เมื่อฉันออกมายืนดูอยู่ข้างสนาม เห็นปฏิสัมพันธ์ของคนสองคน ปากก็ว่าอย่าง การกระทำก็อีกอย่าง แต่ความรู้สึกลึกๆ ก็ยังคงยืนยันว่า นั่นคือความปากแข็งของคน หรืออีกทีก็ไม่รู้ไม่เข้าใจตัวเองอย่างแรง

เหมือนฉัตรชัยในดงผู้ดีละครยอดฮิตไม่มีิผิด

แต่เอาเถอะ มันไม่ใช่เรื่องของฉัน 

ตอนนี้ความคิดฉันวิ่งไปที่หนังที่ดูเมื่อสองวันก่อน front of the class หนังเกี่ยวกับผู้ชายที่เป็นโรคประหลาด อยู่ดีๆ ก็มีอาการชักกระตุกที่หน้าเป็นพักๆ และบังคับตัวเองไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ยอมแพ้ ทำทุกอย่างเพื่อให้ความฝันเป็นจริง...ฝันอยากจะเป็นครู

พ่อแม่เด็กอนุบาลไม่อยากให้ลูกเรียนกับครูที่มีอาการเอ่๋อเป็นครั้งคราว แต่เด็กแอบเกาะประตูดูอยากเรียนกับคนที่เป็นครูที่จิตวิญญาณ คนที่สู้แม้จะโดนปฏิเสธการสมัครงานมาเป็นสิบๆ ครั้ง บางครั้งท้อจนต้องร้องไห้ แต่เมื่อฝันเป็นจริงก็ใช่จะเป็นตอนจบ เหมือนๆ กับการแต่งงานนั่นแหละ ที่ตอนจบคือจุดเริ่มต้นของชีวิตอีกช่วงหนึ่ง

น้ำตาฉันเริ่มไหลตั้งแต่ตอนที่ลูกศิษย์ที่เป็นลูคีเมียตาย แม่ของเด็กขอให้คุณครูเก็บความลับไว้ ให้ลูกสาวได้มีช่วงชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุข ครูไม่กล้าเข้าไปในโบสถ์ อาการผิดปกติของเขาจะทำลายพิธี ทำให้คนเสียสมาธิ แต่แม่ แม่ที่รู้ว่าครูเป็นคนสำคัญของลูกสาวที่เพิ่งจากไป เดินมารับครูที่ด้านหน้าโบสถ์พาเดินเข้าไป เข้าไปนั่งที่แถวหน้าสุด

ท้ายเรื่องจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง แต่น้ำตาไหลพรากอีกครั้ง ครูได้รับรางวัลครูดีเด่น เพราะครูได้เคยสอนนักเรียนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือว่า ศัตรูของครูคืออาการกระตุก เอ๋อๆ นั่นแหละ แน่นอนว่ามันเป็นอุปสรรคมากกว่าที่เด็กน้อยที่อ่านหนังสือไม่ค่อยออกเจอ ครูสอนจากประสบการณ์ของตัวเอง เด็กเห็นอกเห็นใจครู จิตใจอันงดงามของคนต่างวัยสื่อถึงกัน การเรียนมีความหมาย บทเรียนชีวิตได้ถูกส่งผ่านไปยังมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่กำลังเติบใหญ่

ในวันรับรางวัลของคุณครู ขณะที่ครูกำลังกล่าวสุนทรพจน์ เด็กยกมือขึ้้นถามคำถาม ตอบในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เด็กๆ รู้ว่า เราต้องไม่ยอมแพ้ ต้องต่อสู้กับอุปสรรค บากบั่นไม่ยอมแพ้ 

อย่างคุณครูคนเก่งของพวกเขา...

แวะไปดูหนังตัวอย่างและเรื่องราวความเป็นมาของหนังที่สร้างจากเรื่องจริงนี้ได้ที่

http://www.youtube.com/watch?v=-ULQuqjtHsg

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

The winner takes it all...


เพลงและบทสนทนาในหนังเรื่อง Mama Mia ควรจะซึมอยู่ในจิตใต้สำนึกของฉันได้แล้ว เพราะฉันเล่นเปิดหนังมาราธอน และก็นอนมาราธอนเช่นกัน...

ก่อนนอนดู Slumdog Millionaire ด้วยความรู้สึกเศร้าสลดในชะตากรรมของเด็กกำพร้าชาวอินเดีย แต่ในความเศร้าความรันทดก็นำมาซึ่งข้อมูลเพื่อตอบคำถาม แม้การย้อนระลึกถึงประสบการณ์ลึกฝังรากจะเป็นการกวนน้ำให้ขุ่น ความทรงจำเจ็บปวดรวดร้าวผุดขึ้นพร้อมกับโอกาสที่จะเป็นเศรษฐีเงินล้าน



ฉันนั่งดูตาแป๋วแม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้ว ชีวิตที่ต้องดิ้นรนวัยเด็ก จุดเปลี่ยนของชีวิตจากเหตุการณ์ในอดีต ล้วนทำให้ฉันรู้สึกโชคดีจริงๆ ที่เกิดมาอย่างสะดวกสบายในชาตินี้ ไม่แค่นั้น วันนี้ยังได้รับอีเมลจากคุณนายที่เพิ่งหย่ากับสามีทางนิตินัยไม่นาน สารพัดรูปสะท้อนชีวิตที่ด้อยโอกาส ชีวิตที่ไม่มีทางเลือก ความหวัง ชีวิตที่มีแต่ความมืดมน แม้จะดิ้นรนก็ดูจะปราศจากหนทาง
จากนั้นฉันก็ไซโคตัวเองด้วย Mama Mia อย่างที่เกริ่นในตอนแรก ดูรอบแรกแล้วก็ตาปรือหลับไปตอนไหนไม่รู้ ได้ยินเพลงเป็นครั้งคราวเมื่อตื่นจากหลับลึก ฉันไม่วาย ฝันถึงคนในโลกแห่งความเป็นจริงที่หายหน้าหายตาไปจากผลการกระทำของตัวเอง

ฝันมักจะสะท้อนหรือทำให้เราสมหวังในสิ่งที่คิดยามมีสติ เค้าถึงเรียกว่าฝันหวานไงเธอ

ไม่รู้ว่าการสะกดจิตตัวเองยามหลับใหลจะได้ผลแค่ไหน แต่ในยามตื่น ฉันก็นั่งฝึกร้องเพลงเตรียมดูละครบรอดเวย์เรื่องนี้ที่จะมาเปิดการแสดงในเมืองไทยเดือนสิงหาคมนี้

ตั๋วแพงโค-ตะ-ระ ขอบ่น

แต่แหม ทำไมฉันจะไม่ยอมเสียเงินไปฟังเพลงที่ทำให้ฉันร้องไห้แม้จะไม่ได้เข้าใจเนื้อเพลงเท่าใดนัก

เหมือนๆ กับ All I ask of you ที่ทำต่อมน้ำตาของฉันแตกละเอียดเมื่อ 12 ปีก่อน


I don't wanna talk

About the things we've gone through

Though its hurting me

Now its history


I've played all my cards

And that's what you've done too

Nothing more to say

No more ace to play


The winner takes it all

The loser standing small

Beside the victory

Thats her destiny


I was in your arms

Thinking I belonged there

I figured it made sense

Building me a fence


Building me a home

Thinking I'd be strong there

But I was a fool

Playing by the rules


The gods may throw a dice

Their minds as cold as ice

And someone way down here

Loses someone dear


The winner takes it all

The loser has to fall

It's simple and it's plain

Why should I complain.


But tell me does she kiss

Like I used to kiss you?

Does it feel the same

Then she calls your name?

Somewhere deep inside
You must know I miss you

But what can I say

Rules must be obeyed

The judges will decide
The likes of me abide

Spectators of the show

Always staying low

The game is on again
A lover or a friend
A big thing or a small

The winner takes it all
I don't wanna talk
If it makes you feel sad

And I understand

You've come to shake my hand
I apologize
If it makes you feel bad
Seeing me so tense

No self-confidence


But you see

The winner takes it all

The winner takes it all......

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552

หนังสอนฉัน (อีกแล้ว)

ฉันหาเรื่องเสียตังค์ทางอินเตอร์เน็ตอีกแล้ว…

เมื่อสองสามวันก่อน กล่องพัสดุจาก amazon.com มาถึงฉันเร็วเกินคาด ยิ้มกับความสุขเล็กๆ ที่จะได้ดูหนังที่อยากดู บางเรื่องดูแล้ว บางเรื่องยังไม่ได้ดู ไม่ได้ซื้อมาเป็นสิบหรอกเธอ ซื้อแค่ 3 เรื่องเท่านั้นแหละ

เรื่องที่ฉันแกะกล่องเปิดดูเรื่องแรกคือ A Good Woman ด้วยประทับใจจากหนังตัวอย่างที่ติดมากับดีวีดีเรื่องอื่น หนังเรื่องนี้คงได้ฉายในเมืองไทยแล้วมัง แต่ไม่ใช่หนังตลาด ถ้าจะฉายออกโรง ก็คงฉายไม่นาน ฉันยังย้อนภาพความทรงจำสมัยอยู่ต่างจังหวัด เวลามีหนังใหม่เข้ามา ถ้าเป็นหนังประเภทนี้ต้องรีบจูงมือคนที่ยังมีให้จูงเดินต๊อกๆ สองคนไปโรงหนัง นั่นคงเป็นหนึ่งในความชอบที่มีร่วมกัน

A Good Woman เป็นเรื่องของผู้หญิง น่าจะเป็นผู้หญิงสองคนที่ถามคนดูตลอดเรื่องว่า คนไหนที่เป็น A Good Woman เพราะชื่อเรื่องบ่งบอกความเป็นเอกพจน์ แปลว่า มีผู้หญิงดีได้แค่คนเดียว (รึเปล่า) แต่มาคิดอีกที อาจจะหมายถึงผู้หญิงคนนึงที่มีความธรรมดาเหมือนคนทั่วๆ ไป คือ มีทั้งดีและไม่ดี แล้วการกระทำของเธอเราจะประเมินว่าเธอเป็น A Good Woman หรือไม่

ฉันไม่แน่ใจว่าเวลาเข้าชิงรางวัลต่างๆ เขานับว่าใครเป็นนางเอก แต่ฉันถูกใจ Helen Hunt ที่สุด ยังนึกถึงแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเธอขณะกำลังผสมน้ำอุ่นแล้วเอี้ยวตัวมาคุยกับตุ๊ดในเรื่อง As Good As It Gets ฉันเพิ่งสังเกตว่า มีคำว่า Good ทั้งสองเรื่องเลย

มันจะตามหลอกหลอนฉันไปถึงไหน...

ฉันชอบบทสนทนาของผู้หญิงฉลาดและยังสวยอยู่อย่าง Mrs.Erlynne ทั้งในยามที่สร้างความประทับใจแรกกับ Mr. Windermere ที่หล่อขาดใจ และที่หว่านเสน่ห์ให้ตาเฒ่าที่มีศักดิ์เป็นลุงของพ่อหนุ่มคนนั้น มีคนเขาว่าผู้หญิงเซ็กซี่ที่สมอง ฉันก็ว่าบท Mrs. Erlynne คนนี้ล่ะ ที่เซ็กซี่ถูกใจฉันจริงๆ

A man gets a wife he deserves.

เป็นประโยคเดียวที่ฉันจำได้ และดูเหมือนจะเป็นคำพูดสุดท้ายของเธอด้วย

เรื่องถัดมาฉันเลือกดู Australia ที่นิโคล คิดแมน แม่สาวตาสีฟ้า ใส่ชุดเริ่ดออกงานทุกครั้ง ดูเรื่องนี้แล้วให้นึกถึง Out of Africa จริงๆ โครงเรื่องเหมือนกันเด๊ะ เพียงแต่ Australia ไม่หักหาญน้ำใจคนดู ให้นางเอกครองรักกับพระเอกหุ่นกำยำล่ำสัน เพียงแต่ให้ลูกเลี้ยงที่เป็นลูกครึ่งอะบอริจินส์ walkabout ตามวิถีของพวกเขา

เรื่องที่เก็บไว้ดูเรื่องสุดท้ายคือ The Shawshank Redemption เป็นเรื่องเดียวที่ฉันเคยดูแล้ว แต่ความอมตะของเนื้อหาทำให้ฉันต้องซื้อเก็บไว้ คงจะเอาไว้ดูเวลาหมดหวังหรือต้องการกำลังใจกระมัง หนนี้ฉันดูแล้วก็รู้สึกว่า ฉันคงต้องอดทน รู้จักรอคอยเหมือนพระเอก หัดวางแผนระยะยาว(มากๆ) คิดการใหญ่และไกล ทำสิ่งที่คนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพียงเพราะไม่เคยลองทำ

คนพูดน้อยมักจะต่อยหนัก ไม่ต่อยอย่างเดียวขูดกำแพงทะลุไปอีกฝั่งด้วยความอุตสาหะเกือบ 20 ปี นั่นเป็นสิ่งที่เรื่องเฉลยให้ดูตอนหลัง ความไม่ย่อท้อในการเขียนจดหมายขอเงินทุนและหนังสือสำหรับห้องสมุดของเรือนจำร่วม 6 ปี แม้เงินที่ได้จะเพียง 200 เหรียญ แต่มันเป็นรางวัลของความพยายาม รางวัลที่ได้รับจากการเชื่อมั่นและกระทำเพื่อให้ได้สิ่งที่มุ่งหวัง ฉันเองยังอยากมีห้องสมุดอย่างนี้บ้างเลย แต่ฉันซึ่งมีศักยภาพมากกว่าเขาตั้งเยอะ ยังไม่เคยได้ใช้ความพยายามอย่างจริงจังในการทำให้มันเกิดขึ้นจริง

ฉันคงได้อะไรๆ มาง่ายเกินไป เลยไม่มีความอดทนและพยายามเหมือนคนที่ลำบากกว่าฉัน

เพิ่งดู Shawshank จบ แต่ฉันกลับนึกถึงประโยคก่อนเริ่มเรื่อง Australia

A life in fear is half-lived.

หวังว่าฉันคงจำไม่ผิดอะนะ

จริงๆ แล้ว fear ความกลัว สะท้อนอยู่ในหนังทั้งสามเรื่องและชีวิตประจำวันของทุกๆ คน ความกลัวเป็นแรงขับดันให้คนเราทำอะไรได้มากมาย คนกลัวจนขยันทำงาน คนกลัวตายมีทั้งไม่ยอมหาหมอเพราะปฏิเสธความจริงหรืออีกขั้วก็ตรวจละเอียดถี่ยิบ อะไรที่มีแล้วอาจเป็นมะเร็งก็ตัดมันซะงั้น คนกลัวผิดหวังก็เลือกจะไม่หวังหรือไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนั้นไปเลย กลัวไม่เป็นคนดี ต้องทำผิดเพื่อรักษาความดี (แล้วได้เป็นมั้ยนั่น คนดีน่ะ) กลัวถูกหลอกก็เลยไม่เปิดใจยอมเสี่ยง แล้วก็โดนหลอกในที่สุด

สรุปว่า ไม่ต้องไปกลัวอะไรมันทั้งสิ้นใช่มั้ยเนี่ย รับได้กับสถานะเหมือนปลาโลมาล้อคลื่น

สงสัยฉันคงต้องไปศึกษาชีวิตปลาโลมาซะแล้ว

หรืออันที่จริง ความไม่รู้เป็นสิ่งที่ฉันกลัวกันแน่ ถ้างั้นก็ยอมรับมันเลยสิ ไม่รู้ก็ไม่รู้ ไม่ต้องไปไขว่คว้าหาความจริง รู้หรือไม่รู้จะทำให้ทุกข์หรือสุขก็ใช่ที่ ฉันเป็นคนกำหนดเองว่าจะรู้สึกอย่างไร ปล่อยให้อะไรมามีอิทธิพลกับจิตใจตัวเองบ้าง

แล้วฉันเขียนบล้อกวันนี้ทำไมเนี่ย

เพื่อสอนตัวเองในสิ่งที่รู้ แต่ “ยังไม่รู้” รึเปล่าเธอ

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สารพัดหนัง...ก่อนเริ่มเวลาทำงาน

อย่าคิดว่าพอฉันบอกว่าหมดเวลาขี้เกียจแล้วจะหมดจริงนะ ไม่มีทางหรอก เวลาตั้งนาฬิกาปลุก ฉันยังตั้งไว้ล่วงหน้าก่อนเวลาตื่นจริงครึ่งชั่วโมงเลย บางทีกว่าจะตื่นจริงก็โน่น อีกสองชั่วโมงต่อมา ช่างเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างที่สุด ที่ฉันเลิกเป็นมนุษย์ออฟฟิศ ก็เพราะฉันทำงานแบบมนุษย์เช้าชามเย็นสองชามไม่ได้นะซิ พอทำก็ทำเป็นบ้าเป็นหลัง พอไม่ทำ อย่าได้คิดที่จะดึงดัน ยื้อยุด ฉุดรั้งให้ฉันทำเลย เมื่อไม่มีอารมณ์ก็แปลว่าทำยังไงก็ไม่มี

ฉันใช้ชีวิตอย่างรู้สึกผิดมาเป็นอาทิตย์ ตั้งแต่เสร็จงานนางสาวไทย แทนที่จะสานต่องานเดิมเลย ก็เอ้อระเหยลอยลม ทำโน่นทำนี่ ข้ออ้างสารพัด จนไม่รู้จะเอาอะไรมาอ้างแล้วนั่นล่ะ นอนเกือบยี่สิบชั่วโมงก็แล้ว ดูหนังทีเดียวสิบเรื่องรวดก็ทำแล้ว ร้องเพลงก็เบื่อแล้ว รีดผ้าจนไม่เหลืออะไรให้รีดแล้ว ฉันถึงได้ฤกษ์เปิดคอมเมื่อตอนเย็นย่ำใกล้เวลานกบินกลับรัง แล้วฉันก็ทำงานมาราธอนจนถึงตีสองเนี่ยแหละ เวลาที่ใครๆ ก็ต้องออกเที่ยวเพราะเป็นเย็นวันศุกร์ กลับเป็นเวลาที่ฉันได้เริ่มทำงาน เพราะไม่อยากดูหนังแล้วนั่นแหละ ฉันดูตั้งแต่ Penelope เปิดเป็นเพิ่อนก่อนนอนแล้วเครื่องก็เล่นแผ่นดีวีดีย้อนไปมาเป็นสิบรอบจนตื่นแล้วก็ดูต่อจนจบเรื่อง จากนั้นฉันก็ปัดฝุ่นหยิบ Dr. Dolittle มาดูหอยสีชมพูที่ตอนเด็กๆ ฉันร้องหากันจนพ่อรำคาญ


Dr. Dolittle ดอกเตอร์ทำน่อยๆ มีเพลงสอนเด็กๆ ให้ทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ด้วย เออ เข้ากับชื่อหนังดีจัง อีตา Rex Harrison ก็คือคนเดียวกับ Professor ใน My Fair Lady หนังโปรดตลอดกาลหนึ่งในสองเรื่อง
(เพราะตอนเด็กๆ พ่อซื้อวิดีโอมาให้ดูแค่สอง เรื่อง ไม่โปรดก็ไม่รู้จะทำไง) แล้วพระเอกสอง เรื่องก็เหมือนกัน คือ ทึ่ม ทึ้ม ทึ่ม เรื่องผู้หญิง ต้องรอให้นางเอกเข้าหาตลอด (เป็นไงล่ะ ดูแต่ หนังที่พระเอกขี้อาย ฉันเลยเจอแต่ผู้ชายที่ถ้าเหล้าไม่เข้าปากละก็ไม่กล้าพูดกับฉันหรอก ฉันเลยพูดเป็นต่อยหอยอยู่คนเดียวประจำ) แล้วฟางเส้นสุดท้ายก็คือ Mary Poppins จริงๆ แล้ว ฉันไม่เคยดูหนังเรื่องนี้มาก่อนหรอกนะ แต่ในเมื่อหนึ่งในสองเรื่องในดวงใจตลอดกาลของฉันคือ The Sound of Music ฉันจะละเลยเรื่องที่จูลี่ แอนดรูว์ได้ตุ๊กตาทองไปได้อย่างไร ดูแล้วก็เข้าไม่ถึงครับท่าน นั่นเอง เพราะ Mary Poppins ฉันถึงได้กลับมาเริ่มทำงาน

แต่ยังไงก็ขอพูดถึงเรื่องที่ฉันดูและประทับใจเมื่อคืนก่อนหน่อยนะ เรื่องนี้ถูกต้องตามสูตรของฉันเลย คือ ครบเครื่อง ได้ทั้งอารมณ์และเหตุผล ชวนติดตาม พอตามแล้วก็พบและฉุกคิดเรื่องที่ไม่ได้คาดไว้ก่อน แล้วก็เข้าตัวยังไงพิกล (ว่าแล้วก็ไม่อยากอธิบายเล้ย เดี๋ยวจะโดนหมั่นไส้อีก) แต่ก็เอาเถอะ ได้อย่างเสียอย่าง เนอะ


Malena เธอผู้ที่ใครๆ ถือว่าเป็นแม่ม่ายย้ายมาอยู่อีกเมืองหนึ่ง วันนั้นเธอใส่ชุดเข้ารูปสีครีมประดับด้วยผ้ากุ้นสีดำคล้ายโบว์บริเวณอกเสื้อและกุ้นที่ตามขอบเสื้อ กระโปรงสีครีมเข้ารูปยาวแค่เข่า เผยให้เห็นรูปร่างน่าฟัดของเธอ (หนังพยายามเสนออย่างนั้นน่ะ) หนุ่มรุ่นสี่ห้าคนขี่จักรยานอยู่ริมทะเล เห็นเธอเดิน เหลียวหลังกันเป็นแถว ขี่จักรยานตามเพื่อยลโฉมและหุ่นของเธอทุกเมื่อเชื่อวัน เมื่อใดที่เดินผ่านจตุรัสของเมือง ผู้ชายทุกคนมองตาม เหลียวหลังจนคอเคล็ดตามกันไป เธอคือหญิงที่ผู้ชายทุกคนในเมืองนั้นหมายปอง หนังพาเราให้เห็นความเป็นไปของผู้หญิงคนนี้ผ่านสายตาของหน่มน้อยที่เพิ่งหัดเล่นว่าวในห้องนอนจนต้องไปซื้อน้ำมันมาหยอดสปริงใต้เตียงเพื่อลดเสียงอันเกิดจากการเด้งดึ๋งขึ้นลงของเตียงตามจังหวะการใช้งานของเด็กหนุ่ม

สาวไปไหน หนุ่มน้อยติดตาม ตามติด

ขึ้นต้นไม้ เจาะรูที่กำแพงบ้านสาว เคลิบเคลิ้มกับอิริยาบถ ท่วงท่ายามเยื้องย่างในชุดสลิปสีดำคลิปลูกไม้ บางคราวที่หล่อนลุกขึ้นและก้มตัว สายเสื้อสลิปตัวยาวเหนือเข่าหลุดจากไหล่เผยให้เห็นเนินเนื้อ อีกคราที่เจ้าหล่อนโก่งโค้งตัวไปมาตามจังหวะเพลง แสงสาดส่องทะลุผ่านต้นขาเห็นจุดปลายที่ต้นขามาบรรจบ ทำให้เด็กหนุ่มตาลุกวาวเป็นครั้งครา เพื่อสร้างภาพของหล่อนยามที่หนุ่มน้อยกลับไปอยู่ที่บ้านตัวเอง เขาก็ฮัมเสียงเพลงที่ได้ยินจากบ้านเจ้าหล่อนจนคนขายรู้ว่าเป็นเพลงไหน แล้วแผ่นเสียงเพลงนั้นก็ถูกเข็มแทงทั้งคืน






ยิ่งผู้ชายในเมืองหลงใหลในรูปร่าง หน้าตาของสาว แม้ไม่เคยได้พูดจานางนี้ ความอิจฉาริษยาก็เพิ่มพูนในหมู่สตรีในเมือง โดยเฉพาะบรรดาภรรยาถุงกาแฟโทงเทงทั้งหลาย พร้อมๆ กับข่าวลือว่าเจ้าหล่อนคั่วกับหนุ่มรายนั้นรายนี้

จนในที่สุด

มีบัตรสนเท่ห์ไปถึงพ่อของนางที่เป็นอาจารย์ว่า เจ้าหล่อนมีอะไรกับผู้ชายทั้งเมือง

จริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ แต่พ่อขอลาออก เพราะทนข่าวลือไม่ไหว

อาจมีเพียงเจ้าหนุ่มน้อยผู้คอยสอดส่องผู้เดียวที่รู้ว่า ใครไป ใครมา ใครมีอะไร ไม่มีอะไรกับหล่อนบ้าง บางครั้งหนุ่มน้อยก็ให้อภัย เพราะเธอต้องมีอะไรกับบางคนเพื่อการยังชีพ ไม่มีแม่ค้าคนไหนขายข้าว ขายปลาให้เธอ ใครจะนอนกับเธอก็ต่อเมื่อนำอาหารมาให้ อะไรจะขนัยหนาด

ไหนๆ ข่าวลือก็เต็มเมืองแล้ว คราวนี้เธอก็แทคทีมกับสาวอีกนาง ไปไหนมาไหนกับนายทหารเยอรมัน เป็นที่รังเกียจของสาวๆ และไม่สาวในเมืองยิ่งนัก




จบแล้วสงคราม พวกเยอรมันจากไป ได้ทีผู้หญิงทั้งเมือง ลากแม่ยั่วเมืองมาทุบตี ตบฉีก เสื้อผ้าขาดวิ่น เลือดไหลผสมน้ำตาเต็มหน้า เนื้อตัวฟกช้ำดำเขียว หน้าอกหน้าใจที่ใหญ่โต ออกจะเริ่มคล้ายถุงกาแฟ และมันไม่ได้ดูเซ็กซี่แล้วล่ะ ฉากนี้

ฉันก็ยังไม่ได้ยินเสียงพูดจากเจ้าหล่อน เหมือนๆ กับฉากอื่นๆ ที่นางเป็นผู้ประหยัดถ้อยคำ อันเป็นคุณสมบัติที่แตกต่างจากฉันอย่างสิ้นเชิง นางได้แต่สะอึกสะอื้น เสียงร้องสะท้อนความในว่า "ทำไม่ถึงทำกับฉันอย่างนี้" ผู้ชายที่บ้าเธอทั้งเมือง ทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง (อาจจะยังงงๆ และคิดว่ายุ่งไปก็ซวยเปล่า)


เธอจากเมืองนี้ไปทางรถไฟ

แล้วสามีของเธอก็กลับมา ไม่มีใครในเมืองยินดีจะเล่า หรือเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ชายที่เมียสุดจะโชคร้ายฟัง แม้แต่ตัวเขาเองก็เหมือนจะโดนลูกหลงไปด้วย ชายแขนเดียว วีรบุรุษสงคราม ไม่มีที่ซุกหัวนอน ...

แล้วหนุ่มน้อยที่ตาเป็นเรดาร์ก็ตัดสินใจเขียนจดหมายสรุปความว่า "ไม่ต้องไปใส่ใจว่าใครจะพูดถึงเมียของคุณว่าอย่างไร เธอจงรักภักดีต่อคุณคนเดียวและเธอขึ้นรถไฟไปที่เมือง..."

เขาจากไป

...

...

เขากลับมา

...

กลับมาพร้อมกับภรรยาคนสวย หุ่นดี แม้จะร่วงโรยตามวัยที่ผ่านพ้น บวกกับความชอกช้ำที่ได้รับทั้งทางกายและใจจากผู้คนในเมือง

หล่อนเดินเคียงคู่ในอ้อมแขนที่เหลือของชายผู้เป็นสามีสุดที่รัก ผ่านจตุรัส ผ่านผู้คน ผ่านสายลมที่พัดกระโปรงบานพริ้ว หล่อนเดินก้มหน้ามองพื้น เช่นเดียวกับหลายๆ ครั้งที่เดินผ่านจตุรัสแห่งนี้

คนทั้งเมืองมีแต่คำถามที่ไม่ได้เอ่ยกับคนคู่นี้

เจ้าหล่อนไปตลาด

แล้วก็มีการทักทาย

แล้วเธอก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อหาข้าวของ
แล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็จางหายไป ไม่มีใครกล่าวถึง ไม่มีใครพูดอะไร

แล้วชีวิตก็ดำเนินต่อไป...

นางเอกเรื่องนี้ ถ้าฉันจำไม่ผิด เธอเป็นเซ็กซ์สตาร์อันดับหนึ่งของโลกอยู่.... Monica Bellucci

ฉันก็ว่าแค่ดูเธอเดินก็เพลินแล้วล่ะ

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย...กำลังจะกลายเป็นหนัง


สรุปสั้นๆ (อีกแว้ว) ว่า Norwegian Wood กำลังจะถูกสร้างเป็นหนังฝีมือผู้กำกับชาวฝรั่งเศสที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์ด้วยนะเธอ รายละเอียดฟุตฟิตฟอไฟไปนะ ข่าวตั้งแต่สิ้นเดือนกรกฏาคมนะจ๊ะ รีบหามาอ่านซะ แล้วจะทำให้อยากทำอะไรต่ออีกเยอะเลย แอบแพลมๆ มาว่า มีสารพัดเรื่องพิลึกกึกกือเลยสำหรับคนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วน่ะ

Tran Anh Hung to work with 'Wood'
French-Vietnamese director to adapt novel
By MARK SCHILLING

TOKYO -- French-Vietnamese helmer Tran Anh Hung plans to make a pic based on "Norwegian Wood," the bestselling novel by Japanese scribe Haruki Murakami.
Fuji TV and Asmik Ace will jointly produce the Japanese-language pic. The cast has yet to be decided, but shooting is skedded to start in February in Japan for a 2010 release.

Tran won the Venice Golden Lion in 1995 for "Cyclo" and was Oscar-nommed for his 1993 debut feature "Scent of Green Papaya." His latest pic is the 2008 thriller "I Come With the Rain," starring Josh Hartnett, Elias Koteas, Lee Byung-hun, Takuya Kimura and Shawn Yue.

Published in Japan in 1987, "Norwegian Wood" depicts the loves and losses of a sensitive college boy in the 1960s who is more interested in American literature than in the era's political upheavals. The novel sold 8.7 million copies in Japan and has been translated into 36 languages.

Murakami has been reluctant to allow screen adaptations of his work, though he is reportedly enthusiastic about the choice of Tran for "Norwegian Wood."

In 2004 Jun Ichikawa helmed "Tony Takitani," a pic based on a Murakami short story that screened at fests around the world and was released in the U.S. in 2005.

Source: http://www.variety.com/article/VR1117989904.html?categoryid=13&cs=1&nid=2562

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เรื่องของคนรักหนังสือ

84 Charing Cross Road

ฉันได้เห็นและได้พิมพ์ชื่อที่อยู่นี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เคยฉุกคิดเลยว่ามันเป็นเลขที่และชื่อถนน ไม่น่าเชื่อว่าอะไรที่มันอยู่ตรงหน้า แต่กลับไม่ได้รู้ว่ามันคืออะไร ทั้งๆ ที่มันดูง่ายซะเหลือเกิน

ฉันแค่คิดว่า ถ้าฉันรู้จักหนังสือต่างๆ ที่กล่าวถึงในหนังเรื่องเดียวกับชื่อหนังสือ ฉันคงจะอินยิ่งไปกว่านี้ แต่แค่นี้ก็ทำให้ฉันน้ำตาตกไปเรียบร้อยแล้ว ปกติฉันจะซื้อหนังสือใหม่เอี่ยม ไม่เคยมีใครอ่านมาก่อน ในขณะที่นางเอกของเรื่องจะซื้อหนังสือก็ต่อเมื่อเคยอ่านแล้วเท่านั้น แล้วฉันก็ต้องมีอันได้ซื้อหนังสือเก่ามาอ่านโดยไม่ได้คิดมาก่อน ฉันได้รับหนังสือที่ห่อมาในกล่องอย่างดีจากร้านหนังสือเก่าที่สามารถสั่งซื้อได้ผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นร้านที่คอหนังสือเก่าต้องรู้จักแน่ๆ ฉันเปิดกล่องที่บรรจุหนังสือออกมา เห็นหนังสือในห่อกระดาษสีน้ำตาลวางอยู่บนกระดาษสีชมพูที่ตัดเป็นฝอยเล็กๆ เหมือนผ่านเครื่องทำลายกระดาษมายังไงอย่างนั้น เปิดห่อกระดาษสีน้ำตาลก็จะเจอหนังสือที่สั่ง แต่ละเล่มห่อด้วยพลาสติกอย่างดีและประณีต ประณีตตั้งแต่กล่องพัสดุที่ส่งมาจนถึงหนังสือที่ได้รับ ฉันรู้สึกได้ถึงความรัก ความใส่ใจของคนที่ห่อและส่งหนังสือนี้มาให้ฉัน ความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่มาจากหนังสือของคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ซึ่งไม่ต่างจากที่ฉันรับรู้ได้จากพระเอกและนางเอกของหนังที่เพิ่งดูจบไปเรื่องนี้

คนพูดจาภาษาเดียวกัน ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ไม่เคยพบเจอกันหรือมีความสัมพันธ์นอกลู่นอกทาง เป็นความรู้สึกที่สูงส่ง บริสุทธิ์ และจะสัมผัสได้โดยคนที่สามารถเข้าถึงเท่านั้น ไม่มีการส่งผ่านความรู้สึกด้วยคำพูดที่จะทำให้ชีวิตครอบครัวร้าวฉาน แต่รู้สึกได้ถึงความรัก ความผูกพันที่มีให้กันโดยปราศจากเงื่อนไข เหมือนมีเพื่อน มีที่พึ่ง มีคนสำคัญอยู่ในใจเสมอมา ถ้าฉันเป็นภรรยาของพระเอกก็คงรู้สึกไม่ต่างจากเธอคนนั้นหรอก ครอบตัวแต่ไม่ได้ครองใจ

ของแบบนี้ฉันก็ไม่เรียกชู้ทางใจให้ความงดงามเสื่อมสลายไปหรอกนะเธอ น้ำใจของคนที่รักหนังสือเป็นโลกที่ฉันเพิ่งสัมผัสได้ไม่นาน เป็นโลกที่น่าอยู่จริงๆ