แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพื่อน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพื่อน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552

แล้วมันลงเอยที่ "จำเลยกามเทพ" ได้ไงเนี่ย


ฉันปวดท้อง เห็นใจนาย ใครๆ เป็นห่วง...

ฉันน่ะเป็นคนจำพวกไวต่อสารเคมีในร่างกาย บางครั้งไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่แล้วก็พบว่ามันเป็นเรื่องของระดับสารเคมีที่เปลี่ยนแปลงเนื่องด้วยสารพัดเหตุ หลายครั้งที่ใครๆ บอกว่าไม่รู้จักประมาณตน ทำอะไรเกินกำลัง พอรู้ตัวก็แย่พอควร ฉันเลยต้องสังเกตุตัวเองให้มากขึ้น ฝืนอะไรให้น้อยลง ในขณะเดียวกัน ฉันก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าขี้เกียจไปมั้ยนั่น แต่ก็หัดเอามือไขว้หลัง ทำไม่รู้ไม่เห็น หลับหูหลับตา หากต้องการให้ใครทำอะไรให้ได้ตามมาตรฐานของเราก็คงจะทุกข์เปล่าๆ ยิ่งได้ยินเพื่อนเล่าให้ฟังถึงปัญหาการทำงานที่ทุกคนเครียดกันหมดเพราะตั้งเป้าไว้สูงมาก ่ครั้งจะทำงานน้อยลงก็รู้สึกอาย เพราะน้องที่เป็นเนืื้องอกทำงานถึงตีสองทุกวันมาตั้งแต่ต้นปี 

ฉันได้ฟังแล้วก็ เฮ้อ! นี้มันหนูถีบจักรดีๆ นี่เอง มีนายเก่าอีกคนที่คุยกับฉันหลังจากที่ฉันเคยบอกลูกน้องคนหนึ่งว่า ทำงานให้น้อยลงอีกหน่อยก็ได้ ดูแลสุขภาพให้ดีๆ เพราะน้องคนนี้ก็เริ่มป่วยอีกเหมือนกัน นายเล่าให้ฟังว่า เขาก็เคยทำงานหนักแบบนั้นเหมือนกัน แล้วก็พบว่า ถ้าเราทำงานน้อยลงอีกหน่อยก็ไม่ได้ทำให้โลกนี้แตกสลายอย่างใด พวกเรากันเองที่จริงจังกับชีวิต ทั้งๆ ที่ชีวิตมันก็แค่นี้ จะเอาอะไรกันนักกันหนา 

ไม่ใช่ว่าฉันจะคิดอะไรได้ก่อนคนอื่นหรอก เพียงแค่นายเก่าอีกคนเห็นฉันจริงจังกับงานที่ได้รับมอบหมายมาก เลยบอกให้ฉันลืมเช็คเมล์บ้างก็ได้ การที่เราจริงจังแม้จะไม่ได้ตั้งใจจะคาดหวังให้คนอื่นทำเหมือนเรา แต่คนรอบตัวก็รู้สึกได้ถึงความเครียด บรรยากาศการทำงานที่เร่งเร้าโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว

พูดถึงนายหลายคน เอานายคนดีที่ฉันพยายามเข้าใจดีกว่า เราต่างมีความตั้งใจ จริงจังในการทำงานไม่ต่างกันนักหรอก(นายฉันว่างั้น) เขาปลุกปล้ำงานที่ทำมาร่วมสิบปี ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แล้วเมื่อการเมืองทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน เราก็คงต้องจัดการกับปัญหาไปทีละเปลาะ ใจนึงฉันก็ว่าดี มีคนดูแลให้เสร็จสรรพ แต่อีกแง่มุมหนึ่งก็เห็นได้ว่า เป็นเรื่องปกติของคนไทยที่กลัวว่าจะมีคนแย่งงานไป จึงต้องกั๊กไว้ ประมาณว่าต้องให้ฉันทำเท่านั้น ไม่งั้้นก็จบ ไม่มีใครทำแทนได้ 

เรื่องแบบนี้ฉันเห็นมาเยอะ ในโลกธุรกิจที่ต้องแข่งขััน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เป็นโลกที่นายเก่าคนหนึ่งของฉันเป็นห่วง เป็นห่วงว่าฉันคง "โดน" ไม่ใช่น้อย ประมาณว่า "ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย" แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ฉันก็รู้ว่าฉัน "แตกต่าง" 

การเมืองที่กลุ่มคนหนึ่งค่อยๆ ยึดอำนาจ ริดรอนสิทธิที่เคยมีอย่างเต็มเปี่ยมไป ทั้งข้างเดียวกันและฝั่งตรงข้าม ทำให้เหมือนตัวคนเดียวแต่ต้องสู้กับศัตรูรอบด้าน ในเมื่อฉันร่วมหัวจมท้ายกับนายแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด ไปไหนไปกัน 

ในเวลาเดียวกันที่ฉันเป็นห่วงนาย ใครๆ ก็เป็นห่วงฉัน...

วันนี้ฉันไม่รับโทรศัพท์ใด และเคยพบว่า การลืมโทรศัพท์ไว้ในรถเป็นความสุขอย่างหนึ่ง อย่างไรเสียก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ พอโทรกลับก็คล้ายจะร้อนตัวว่าทำหน้าที่ของตนไม่ดีพอ บางคนฝาก SMS ด้วยความเป็นห่วง ถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น ติดต่อกลับมาด้วย บางครั้งเราก็รู้สึกดีที่ทำให้บางคนเป็นกังวล

วันนี้แล้วสิ ที่จะได้ดู "จำเลยกามเทพ" ละครกุ๊กกิ๊ก น้ำเน่าเหลือแสนที่จะทำให้คนดูรู้สึกผ่อนคลาย เข้าไปอยู่ในโลกจินตนาการ ฉันเพิ่งเห็นประโยชน์ของละครน้ำเน่าเมื่อพูดกับเพื่อนที่ทุกข์จากสารพัดเรื่องเมื่อวานนี่เอง

อย่าจริงจัง(มาก)  หาความสุขใส่ใจกันดีกว่า


วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

เรื่องของเพื่อน

เพื่อนที่รู้จักกันมา 20 ปี แวะมาหาฉัน คุยกันสารพัดเรื่อง อัพเดทข่าวคราวของเพื่อนๆ และชีวิตของกันและกัน คนเราก็แค่อยากพูดคุยกับคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ...

บางทีฉันก็ไม่เข้าใจความคิดของผู้ชาย ทั้งๆ ที่ฉันออกจะสนิทกับคนต่างเพศมากกว่าคนเพศเดียวกัน รวมไปถึงเพศทางเลือกด้วย เอาเป็นว่าถ้าไม่แปลกฉันไม่คบละมั้งเนี่ย

เพื่อนคนนี้มีแฟนเด็กและสวยแบบที่ฉันทายได้เลยว่าเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกันอิจฉาเป็นแถวๆ แต่ในเรื่องความสัมพันธ์มันก็มีอะไรมากกว่านั้น ฉันนึกถึงข้อความในหนังสือของรุ่นพี่คนหนึ่งที่ว่า "ความรักนี่มันเหลวไหลสิ้นดี เราชอบในความต่าง แต่แล้วเราก็อยากให้เขาเป็นเหมือนเราในที่สุด" แฟนเพื่อนกุ๊กกิ๊ก น่ารัก อยู่แล้วสดชื่น แต่ในขณะเดียวกัน ถ้ามองอีกด้านก็คือ คิขุ ไร้สาระ ไม่เป็นผู้ใหญ่ อาจจะไปได้ถึง "ไร้ความคิด ความรับผิดชอบ" ด้วยคุณสมบัติเดียวกันแต่มองคนละแง่ก็สร้างความรู้สึกได้แตกต่างกันสุดขั้ว

มันก็น่าแปลกดีที่สมัยนี้ผู้หญิงก็ไม่ทน พอๆ กับที่ผู้ชายก็ไม่ได้อยากแต่งงาน สงสัยในอนาคตเราคงได้ลูกแบบผสมหลอดแก้ว มีความสุขสมผ่านเกมคอมพิวเตอร์เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่แซนดรา บุลล็อกเล่นกับพ่อหนุ่มร็อกกี้ 

สถาบันครอบครัวกำลังสั่นคลอนอย่างถึงที่สุด การมีความสัมพันธ์แบบฉาบฉวย one-night-stand มีให้เห็นกันทั่วอาร์ซีเอ แบบที่ผู้มีการศึกษาไม่อยากมีลูกในสภาพสังคมแบบนี้

เพื่อนฉันแฮปปี้กับการดูหนังที่ไร้สาระ เพียงเพื่อผ่อนคลายหรือหลับในโรงหนัง 

มนุษย์ออฟฟิศเครียดกันถึงขนาดนี้เชียวหรือ

ตกลงฉันโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่หลุดออกมา

ฉันเลือกที่จะคิดว่าฉันโชคดี ^-^

วันนี้ได้ไปสถานที่ใหม่ๆ พบคนใหม่ๆ แล้วคล้ายจะสะท้อนภาพตัวเอง แต่ฉันคงไม่เหมือนขนาดนั้นกระมัง น้องที่เพิ่งรู้จักใหม่คุยเก่งมาก ฉันเรียกว่า "ยายจ๋อแจ๋" เหมือนที่เคยได้ยินคนให้สมญานี้กับคนคุ้นเคย คนเราอะไรจะสนทนาได้ทุกเรื่อง เมื่อเห็นดังนี้แล้ว ฉันคิดว่าต้องปรับปรุงตัวเองเป็นการใหญ่ พูดให้น้อยลง ฟังให้มากขึ้น ไม่มีใครอยากฟังเรื่องคนอื่นจริงๆ หรอก แม้ว่าการเริ่มต้นการสนทนาที่ดีคือการพูดเรื่องของคนอื่น หากเลือกที่จะฟังให้มาก ย่อมเป็นการเปิดโลกทัศน์และดูจะเป็นคนที่ควรคบหาสมาคมด้วย

เรื่องของคนเป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้ไม่รู้จบ ฉันได้พบคนที่ไม่ได้พบมาเป็นสิบปีแต่ยังติดต่อ รับรู้ข่าวคราวผ่าน FB และบางคนที่เจอหน้าเพียงครั้งเดียวแล้วก็ติดตามความเคลื่อนไหวผ่านทางเว็บไซต์เดียวกัน ไม่แค่นั้นยังได้เพื่อนใหม่อีก 2 คนซึ่งก็ได้เพิ่มเป็นเพื่อนใน FB เรียบร้อยแล้ว 

ให้มันรู้ไปสิว่าฉันจะมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับคนไม่ได้ ถ้าได้ใส่ความพยายามลงไปแล้ว!!!

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

อินทรีแดงแผลงฤทธิ์

ฉันได้บัตรวีไอพีไปดูละครเวทีเรื่องหนึ่ง สองที่นั่ง ชวยคนไปดูเป็นเพื่อน แต่ไม่มีเอสเอ็มเอสตอบกลับ นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ฉันไปดูละครเวทีทางเลือกคนเดียว...

ได้ยินชื่อโรงละครมะขามป้อมมาหลายครั้งหลายครา ด้วยว่าอยู่ใกล้สำนักงานบ้าน แต่ไม่เคยไปด้วยตัวเองเสียที ในใจ คิดว่าโรงละคร ก็คงต้องมีความใหญ่โตประมาณหนึ่ง แต่ไฉนเป็นเพียงห้องแถวเล็กๆ สองห้องที่มุมตัด เพราะอยู่ตรงหัวมุมหลังป้อมตำรวจตรงสี่แยกสะพานควาย

แม้จะใกล้แสนใกล้แต่ฉันก็นั่งแท็กซี่ไป ด้วยไม่รู้ว่าไอ้ที่ว่าอยู่หลังป้อมตำรวจน่ะ ฉันนึกภาพไม่ออกจริงๆ โทรถามคนชวนก็ได้ความอย่างที่รู้อยู่นั่นแหละ แต่จินตนาการบดบังข้อเท็จจริงจนฉันเหลือบเห็นลักษณะภายนอกของโรงละครแห่งนี้ ที่พอจะอนุมานได้ว่า 'ก็ใกล้เคียงกับโรงละครปกตินั่นแหละ'

ฉันไปถึงก่อนเวลากว่าครึ่งชั่วโมง ด้วยจำเป็นทุ่มตรงเหมือนกับที่ส่งแมสเสจไปชวนหนุ่มใหญ่ใส่แว่นตาที่ปฏิเสธมาด้วยความเงียบงัน เฮ้อ!! แป่ว ตามเคย ตรู แต่ใครๆ ก็คิดกันไปเองอีกเช่นเดิมว่าฉันมีหนุ่มๆ มากมาย พอเดินเข้าใกล้ใคร หรือพูดจากับใคร ไอ้อากัปกิริยาของฉันก็ให้ได้แปลเป็น ระริกระรี้ ทุกทีสิน่า 

ฉันไม่รู้ว่าจะไปชี้แจงแถลงไขให้ใครๆ ฟังได้อย่างไรว่า ท่าของฉันก็เป็นแบบนั้นเองแหละ มันไม่ได้แปลว่าฉัน 'ระริกระรี้' จริงๆ สักหน่อย มีคนเคยใช้คำว่า 'เล่นไม่เป็น' ซึ่งก็เห็นว่าจะจริง คนเรามันคงแก่เกินแกงแล้วละมั้ง ถ้าฉันเปลี่ยนท่าอีกคนก็งง ทำท่าเดิมก็งง แล้วฉันจะไปเหนื่อยให้เมื่อยตุ้มทำไม ใครจะเข้าใจก็เข้าใจละกันเนอะ มีเอกลักษณ์ดีออก (ปลอบใจตัวเองมันเข้าไป)

ว่าแล้วก็ควรจะวกเข้าละครเวทีได้แล้วหลังจากเดินเลยไปโน่นนนน  ไปถึงก่อนเวลา ได้ดูทีมงานซ้อม ได้โฆษณาขายหนังสือรหัสลับ เกเก้วินชี เช่นเคย บ่ายวันนี้ก็ไปโฆษณา หนังสือเจ้าชายน้อยเวอร์ชั่นการ์ตูน มารอบนึงแล้ว กินข้าวเช้า เที่ยง เย็น แล้วก็ใส่เสื้อเจ้าชายน้อยฝ่าฝนไปดูละครเนี่ยแหละค่ะ

ฉันไปเบี่ยงเบนความสนใจ พาชาวบ้านชาวช่องออกนอกลู่นอกทาง นอกเรื่องอีกเช่นเคย แทนที่ชาวมะขามป้อมจะได้แต่งหน้า เตรียมตัว ฉันก็ชวนคุยขายหนังสือ พ่อพระเอกหนุ่มแสนดีก็โทรหารุ่นน้องเพื่อช่วยเชิญสื่อมางานเปิดตัวหนังสือที่แหวกแนวจัดที่บาร์เกย์ชื่อ เดอะปาติโอ สีลมซอย 2 ทุ่มครึ่ง พฤหัสที่ 3 กันยายนนี้ (เห็นมั้ยว่า ยังไงฉันก็อดไม่ได้ แวะวนเข้าโฆษณา ขายหนังสือตามเคย)

ได้สัมผัสอุ่นไอ ความจริงใจ ความรักในงานศิลปะ ความเอื้อเฟื้อ โอบอ้อมอารีที่ชาวมะขามป้อมมีให้ ฉันเอง ทำเป็นใจใหญ่เชิญทุกคนร่วมงานเปิดตัว ดื่มกันไม่อั้น โอะ โอ คำนี้ชอบๆ ถ้าไม่ได้พี่บัญชานางฟ้าตัวจริง ฉันจะทำโอ่อย่างนี้ได้ไฉน

คนเราพอทำอะไรที่ชอบแล้วก็มีความสุข เมื่องานคือความสุข เงินก็เป็นเรื่องเล็กน้อย เพียงให้พอที่จะประทังชีวิต ให้มีปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น...ก็เพียงแค่นั้น


ซ้อมก็สนุก อบอุ่นร่างกาย เตรียมเสียงก่อนแสดงก็ขำ เรื่องที่เล่นก็มุขบาน หัวเราะกันครื้นเครง ไม่ต้องพึ่งยาเสพติดขนานใดๆ (เอ่อ มีพันช์เหยาะแม่โขงพอได้กลิ่น คงไม่ผิดนักนะคะ ท่านผู้ชม) ละครสนุกและเดาไม่ถูกตลอดเรื่อง มีการลืมบทเล็กน้อย แต่ด้วยบุคลิกของพระเอก ก็พอกล้อมแกล้มไปได้ไม่สะดุดนัก แอบชื่นชมตัวเองที่พอจบการแสดง เจ้าตัวมาสารภาพว่า ลืมบท หน้าตากิวตี้เหลือเกิน ฉันถึงได้รู้สึกเห่อเหิมว่า อันตัวข้าก็ดูออกนะเนี่ย ว่ามีการลืมบท ฮ่าๆ ๆ 

จบละคร นัดแนะเรื่องงานหนังสือเล่มต่อไป ฝากแจกที่คั่นหนังสือรหัสลับ เกเก้วินชี ที่เกิดขึ้นจากวิกฤติ แล้วเราก็ทำให้มันเป็นโอกาสทำการตลาดประชาสัมพันธ์แบบได้ผล รุ่นพี่คนนึงที่นั่งฟังฉันขายหนังสือถึงกับรีบเปิดไปที่หน้า 39 ทันใด ด้วยสงสัยจากถ้อยความในที่คั่นหนังสือ 

"เริ่มการถอดรหัสลับ เกเก้วินชี ด้วยการเปิดไปที่ หน้า 39 และลบเชิงอรรถให้ขาวสะอาด อย่าให้รหัสผิดพลาดหลงเหลือ!!!"

ได้ผล ฮ่าๆ ๆ  เป็นการโฆษณาที่เจ๋งเป้งจริงๆ ในความรู้สึกของฉัน

และแล้ว ฉันก็เดินอยู่กลางลมฝน(ปรอยๆ ) สู้ทนฟันฝ่า กายที่มันอ่อนล้า (เพราะปวดท้องเบา) แทบยืนไม่อยู่ (ต้องรีบวิ่ง เดี๋ยวไม่ทัน!!!)

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หรือฉันจะทำไม่ได้จริงๆ


นานมาแล้ว ตอนที่น้องๆ ของฉันไปพบนักจิตวิทยา ได้ทำแบบทดสอบแล้วน้องคนกลางก็บอกให้ฉันไปทำบ้าง ทำแบบทดสอบไปหลายอย่าง จำผลการวิเคราะห์ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ที่จำได้แม่นคือ ตอนที่เขาให้ฉันวาดรูปคน ฉันวาดและตั้งใจพิเศษในการวาดนิ้วแต่ละนิ้ว  นักจิตวิทยาวิเคราะห์แบบตรงที่สุด ฉันไม่มีวันมีความสัมพันธ์ที่ดีกับใครๆ ไม่ว่าจะตั้งใจแค่ไหนก็ตาม...

มันดูจะเป็นคำตอบที่เชือดเฉือนใจไม่ใช่น้อย พอๆ กับที่ฉันไม่รู้จะทำยังไงให้พ่อพูดกับฉันอีก หายโกรธจากอะไรก็ไม่รู้ที่ฉันทำแล้วทำให้เคือง หรือฉันจะยังพยายามไม่มากพอ หรือฉันจะพยายามมากเกินไป ฉันรู้ว่ามีผู้ใหญ่หลายคนเห็นใจฉันแล้ว หลังจากที่มองฉันผิดไปจากความเป็นจริงเป็นปีๆ มีคนคิดว่า ฉันไม่ได้เป็นคนผิดอย่างเดียวหรอก 

ฉันเห็นหลายๆ สายตาในวันงานเปิดตัวหนังสือครั้งยิ่งใหญ่สำหรับฉัน เป็นสายตาที่ทึ่ง แต่ทึ่งแบบสงสัยอย่างที่สุด สงสัยเพราะมันไม่ได้เป็นไปตาม "ภาพ" ที่ใครๆ วาดเอาไว้ ฉันดูเป็นคนเหลวไหลมานาน ฉันยังจำคำที่นายเก่าบอกว่า "คนเค้าจะคิดว่าเราไม่มีความรับผิดชอบ" นายฉันพูดเพราะเข้าใจว่าฉันรับผิดชอบ แต่เพราะฉันมีความรับผิดชอบมากเกินไป มากจนฉันจะไม่สร้างภาระผูกพัน ถ้าฉันรับผิดชอบมันไม่ได้ดีตามมาตรฐานของฉัน 

ฉันรู้สึกได้ แม้จะทำเป็นไม่รู้สึก ไม่ว่าจะเรื่องใดๆ ฉันไม่ใส่ใจเพื่อน จะโทรหาเฉพาะมีธุระ ไม่มีการไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ ไม่ได้โทรหาหรือคุยกับใครทุกวัน ถามคำถามน่าเบื่อว่า ทำอะไร ไปไหน กินอะไร เพราะฉันไม่เห็นว่ามันมีอะไรสร้างสรรค์ที่ตรงไหน ฉันพูดจาเหมือนจะยกตนข่มท่าน เหมือนจะเอาชนะ เหมือนจะขึ้นเสียงเพื่อให้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของบทสนทนา หลายคนคิดว่าฉันฟังไม่เป็น คิดว่าฉันไม่สนใจคนอื่น ฉันไม่ชอบตัดเค้ก ให้ของขวัญเป็นเรื่องเป็นราว นอกจากจะเห็นว่าอะไรเหมาะกับคนๆ นั้นจริงๆ แล้วก็ซื้อให้โดยที่ไม่ต้องมีวาระโอกาสพิเศษใดๆ ฉันไม่ชอบให้ใครทรมานฉันด้วยการถ่วงเวลากล่าวคำปฏิเสธ ฉันจะไม่ยุ่ง ไม่ทำให้วุ่นวายทันที ถ้ารู้ว่า เขาไม่ได้ต้องการให้ฉันอยู่ในวง อยู่ในกลุ่ม เพราะฉันเข้าสังคมไม่เป็น เหมือนบ้านนอกเข้ากรุง 

ฉันกำลังจะทำอะไรสุดโต่งอีกแล้ว ฉันซีเรียสอีกแล้ว และฉันก็เป็นคนที่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางอีกแล้ว ใช่มั้ยล่ะ 

ทำยังไงคนถึงจะเข้าใจฉัน ฉันตอบคำถามนี้เองว่า ฉันก็ต้องเข้าใจคนอื่นก่อน ฉันก็เข้าใจว่า เขาไม่อยากให้ฉันอยู่ด้วย ฉันก็ไม่อยู่ นี่ฉันยังไม่ได้ทำตามความต้องการของคนอื่นอีกเหรอ ฉันไม่ถือโทษโกรธคนที่โกรธฉันด้วยเหตุอันใดไม่ทราบได้ เพราะฉันไม่แสดงออกใช่มั้ย เขาถึงไม่รู้ว่าฉันรู้และฉันอภัย เขาคิดว่าฉันซื่อบื้อ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร และดูเหมือนว่าใครๆ ก็จะรู้ว่าฉันเป็นยังไง ทั้งๆ ที่ฉันว่าเขาเหล่านั้นไม่เคยรู้เลยว่าฉันรับรู้ความรู้สึกที่ว่าทั้งหมด แต่ฉันไม่แสดงออก เพราะเมื่อเราให้อภัยและเข้าใจ เราก็จะไม่ต้องการที่จะแสดงความไม่พอใจ ฉันต้องแสดงให้เขารู้เหรอว่า เธอทำไม่ดีกับฉันแต่ฉันให้อภัยเธอ นี่ไม่เท่ากับเป็นการเอาดีเข้าตัวเหรอ ฉันควรจะพูดอย่างที่หลายๆ คนพูดกับฉันเหรอ 

น้ำตาหยุดไหลแล้ว ก่อนหน้าที่จะเขียนบล้อกวันนี้ ฉันโทรไปหาน้องคนที่ไม่ใคร่เป็นที่รักและนิยมชมชอบจากหลายๆ คน ฉันคล้ายจะพยายามมองไปที่น้องแล้วสะท้อนให้เห็นตัวเอง น้องพูดฉะฉาน เสียงดัง พูดเร็ว เปิดเผย แล้วก็ได้รับปฏิกิริยาตอบกลับไม่ต่างจากฉันนัก ฉันเคยรู้สึกถึงการคุกคามของเจ้าตัว ด้วยความเป็นคน aggressive มันเลยดูเหมือนไปบังคับให้คนอื่นคิดเห็นเหมือนกับตัวเรา 

มีหลายๆ คนพยายามจะบอกฉันด้วยวิธีละมุนละม่อม ไม่ให้กระทบกระเทือนความรู้สึกของฉัน ณ เวลานี้ ฉันขอบคุณในความใส่ใจที่เขาเหล่านั้นมอบให้ ฉันรู้สึกว่า ความพยายามของฉันมันอาจจะทำความลำบากให้ฉันเกินไป หรือไม่ก็ระดับความอดทนของฉันต่ำกว่าคนปกติ 

มีอะไรหลายอย่างที่ฉันไม่เหมือนคนอื่น ฉันไม่ชอบเล่นเกมส์ ฉันไม่ชอบโทรหาใครบ่อยๆ ฉันไม่ต้องการให้คนมาถนอมน้ำใจมากเกิน ฉันไม่ต้องการให้ใครๆ รู้สึกไม่ดีและเข้าใจฉันผิดๆ แล้วก็ฉันๆ ๆ 

ฉันเริ่มเจ็บปวดเมื่อตระหนักว่า คนอื่นเขาคิดกับฉันยังไง ฉันไม่เคยไปตอแย ออดอ้อน ถ้าใครไม่ต้องการทำสิ่งที่ฉันต้องการ หรือไม่เลือกอะไรอย่างที่ฉันอยากให้เลือก หรือไม่อยากไปสถานที่ๆ ฉันจะไป แล้วฉันก็ไม่โกรธด้วย ที่ฉันเป็นแบบนี้ยังผิดอยู่มั้ย

ฉันพูดตรง ไม่สตอเบอรี่ แล้วฉันต้องหัดสตอบ้างใช่มั้ย ฉันจะลบความรู้สึกผิดจากการพูดไม่ตรงกับความเป็นจริงได้อย่างไร ของบางอย่างไม่เห็นจำเป็นต้องเบี่ยงเบนประเด็น การที่ฉันรับได้ ถ้าคนที่รับของขวัญจากฉันไป เขาจะไม่ชอบของขวัญของฉัน มันประหลาดนักหรือ คนอื่นๆ ถึงอยากได้คำตอบที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ฉันเลยตอบไปว่า ลองแล้ว ใส่ได้พอดี พร้อมๆ กับที่งงตัวเองว่า ทำไมฉันต้องทำอะไร ไร้สาระแบบนี้ด้วย ฉันต้องเป็นเหมือนคนอื่น เพื่อจะอยู่ในสังคมได้ใช่มั้ย แล้วถ้าฉันเหมือนคนอื่นแล้วความพิเศษ ความไม่เหมือนใครที่โดดเด่นมีคุณค่ามันคงจะหายไปด้วยสินะ

ถ้าฉันเลือกจะแตกต่าง ฉันก็ต้องพร้อมที่จะอยู่ชายขอบ ยอมรับว่าอยู่ร่วมกับคนอื่นยาก แต่ความพิเศษนั้นก็ทำให้ฉันได้อะไรต่างจากคนอื่น ฉันควรจะพอใจในสิ่งพิเศษที่ตนเองมีไม่ใช่หรือ เมื่อเหตุผลสูงลิบถูกยกออกจากอารมณ์ความรู้สึกสุดขั้วแล้ว ฉันจะกลับไปอีกเพื่ออะไร อ้อ ฉันนึกออกแล้ว ฉันยังมีงานที่ต้องทำร่วมกับผู้อื่นอยู่ แต่นั่นคืองานที่ฉันรับผิดชอบ ฉันต้องฝืนใจ ฝืนความรู้สึก นั่นก็คงเหมือนๆ กับที่นายของฉันพูดจาดีกับฉัน ด้วยรู้ว่าจะใช้ฉันอย่าพูดจาทำร้าย ใส่ๆ เหมือนฉันเป็นทาสในเรือนเบี้ย โอเค ฉันต้องปรับ แต่ในพื้นที่ส่วนตัวของฉัน ฉันก็ยังคงจะได้เป็นอย่างที่ฉันเป็น และพื้นที่ส่วนนั้นจะเป็นที่ไหนไม่ได้ นอกซะจาก บ้านของฉัน เท่านั้นเอง 

มันคงง่ายสำหรับคนอื่น ที่จะทำสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดไป แต่คนที่โตมาพร้อมความเก็บกดอย่างฉัน เมื่อถึงเวลาได้ปลดปล่อย นั่นย่อมจะแรงและเอาแต่ใจมากกว่าคนปกติ เหมือนอย่างที่ฉันประเมินเพื่อนต่างชาติคนหนึ่ง ฉันเข้าใจเธอดี แต่ก็ไม่รู้อยู่นั่นว่าเธอจะเข้าใจฉันมั้ย

ฉันรู้สึกว่าการไม่ตอแยของฉัน ทำให้คนๆ หนึ่งที่รู้สึกผิดกับการกระทำของตนมีความสุขขึ้น แม้ว่าความสุขของเขาจะนำมาซึ่งความไม่สมหวังของฉัน แต่เมื่อฉันบรรลุแล้วว่า การไม่ครอบครองก็มีความสุขได้ ฉันอาจจะเดินออกจากเรื่องทางโลกไปอีกนิดแล้วละมัง 

น้ำตาแห้งสนิท ฉันเลือกจะห่างออกมา เพื่อจะได้มีเวลาทำงานที่ฉันชอบมากขึ้น งานที่ไม่ต้องยุ่งกับใคร ทั้งๆ ที่งานที่ต้องมีคนทำ ฉันไม่ชอบแต่ทำได้ดี ดีจนคนนึกว่าฉันชอบ 

ฉันจะลองกลับไปนอนอีกครั้ง หวังว่าตอนบ่ายที่ฉันนัดพบผู้ใหญ่เพื่อคำแนะนำเรื่องการงาน จะทำให้ฉันได้ไอเดียดีๆ อย่างน้อยฉันว่า ท่านเข้าใจเหตุผลของการกระทำของฉันอยู่ไม่น้อย

ฉันเชื่อว่า ฉันจะได้อะไรดีๆ ในวันนี้ แม้ว่ามันจะเริ่มต้นด้วยน้ำตาก็ตาม

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552

ขำกลาย

วันนี้มีเรื่องให้ฉันขำเพียบเลย...

งานอดิเรกที่เกือบจะกลายเป็นงานหลักของฉันนั่นแหละเป็นหนึ่งแหล่งที่ทำให้ฉันหัวเราะ ช่วงนี้ใน facebook มักมีแบบทดสอบอีเดียดมาให้ทำอยู่มากหลาย บ้างก็ว่า คุณเป็นใครในเรื่องบ้านทรายทอง หรือคุณเหมือนนางเอกละครเรื่่องไหน บททดสอบที่ทำให้ฉันขำมากที่สุด เห็นจะเป็นผลของเพื่อนที่ทำแบบทดสอบเรื่องเวลาหลับคุณฝันถึงอะไร แล้วผลก็คือ ฝันถึงกิ้งก่าอัฟริกัน ฉันถึงกับระเบิดหัวเราะแล้วคลิกไปทำแบบทดสอบบ้าง แต่ไหงกลับออกมาเป็น ฉันหลับสนิทไม่ฝันซะนี่!

นอกจากขำผลของเพื่อนแล้ว บทสนทนาโต้ตอบระหว่างเพื่อนน้องสาวของฉันก็เรียกเสียงหัวเราะได้อีกพักใหญ่ เรื่องบ้านทรายทองยอดฮิตที่ไม่ว่าใครก็รู้จัก พจมาน ชายน้อย ชายกลาง หญิงเล็ก มีแคเร็คเตอร์ที่ชัดเจน หรือในเรื่องปริศนา ยัยรตี พริสจะไปหาท่านชาย อะไรประมาณนั้น แต่มีเรื่องสาปภูษาเนี่ยแหละ ที่น้องที่อยู่ฮ่องกงไม่รู้จักเจ้าสีเกด ไอ้ฉันก็ยุ่งไม่เข้าเรื่อง เข้าไปอธิบายความ ไม่รู้เหมือนกันว่าได้เคาะ enter รึเปล่า แต่เกือบจะเล่าจนจบเรื่องละนะ

อีกเรื่องขำที่ทำให้ฉันแปลกใจมากก็คือ ฉันขำเรื่องที่ฉันแต่งเป็นเรื่องแรกในชีวิต หรือว่าเป็นคู่...ชีวิต ถ้าอ่านเรื่องที่ตัวเองแต่งแล้วขำนี่ จะถือว่าฉันแต่งเรื่องได้โอเคมั้ยน้า 

ที่แน่ๆ ไม่ว่าอะดรีนาลีนหลั่งเพราะสุขสมหรือหัวเราะ ก็ทำให้เจ้าตัวเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นอยู่แล้ว ฉันจึงยินดีที่มีวันแห่งความสุข วันที่ได้รำลึกความหลัง เหตุการณ์ในอดีต ได้ทบทวนความรู้สึก คำพูด ความคิด แล้วก็ได้ย้อนกลับไปอ่านข้อมูล บทความที่เคยผ่านตามาแล้วอีกครั้ง 

++ ถ้าเราคิดถึงคนที่รักน้อยลง เราจะเข้าใจเขามากขึ้้น 

มันคงเหมือนๆ กับที่เราออกจากสนามมายืนบนอัฒจรรย์มองดูเหตุการณ์ ความเป็นไป จากมุมสูงย่อมเห็นอะไรได้มากกว่าเวลาที่เราอยู่ในสนาม

++ ถ้าความรู้สึกใดที่มันยืนยงผ่านกาลเวลาโดยปราศจากการหล่อเลี้ยงดูแล นั่นคือความจริง มิตรภาพ ความชื่นชม ไม่ใช่ความหลง โง่งมงาย

ฉันมาถึงจุดที่ได้ตัดสินใจว่าจะเล่นกับไฟ จะใช้มีด จะให้โอกาส จะมองต่างมุม จะมุ่งค้นหา พูดจาเปิดอก ยกเรื่องที่สนใจตรงกัน เรื่องที่เกื้อหนุนจุนเจือ เผื่อว่าจะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน 

ชีวิตถ้ามัวแต่กลัว แล้วจะคุ้มที่ได้เกิดมาได้ยังไง...

อย่างมากก็แค่เสีย...  อาจจะเสียอะไรหลายๆ อย่าง แต่ก็ไม่ถึงกับเสียชีวิตหรอกนะ

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

Stone Head...Head Stone...หัวหินไม่ใช่หัวใจ (1)

ไป...จนกลับมาแล้ว ฉันก็ยังจำไม่ได้ว่า ครั้งล่าสุดที่ไปหัวหินน่ะ เมื่อไหร่...

ทริปไม่ได้คาดฝันนี้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่ก็ไม่ได้รวดเร็วฉับไวเหมือนหลายๆ คนที่ฉันได้รับฟังมา ไม่ว่าจะชวนกันไปกินข้าวต้มที่มาเก๊าแล้วก็บินกลับกรุงเทพ หรือเที่ยวเสร็จในคืนหนึ่งก็ขับรถจากกรุงเทพไปหัวหินถึงตอนรุ่งสาง 

ด้วยว่าน้องคนหนึ่งต้องไปทำธุระที่ประจวบฯ คนอื่นๆ เลยหาเรื่องไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง เราตกลงกันได้ว่าจะไปหัวหินจริงๆ ก่อนการเดินทางไม่เกิน 2 ชั่วโมง 

บางครั้งอะไรๆ ก็ไม่ต้องไปวางแผนล่วงหน้านักหรอก 

ที่จะต้องวางแผน เห็นจะเป็น ถามหาคนดูแลหมาแสนรักของพี่คนหนึ่งที่กำลังป่วย(การเมือง)รึเปล่าไม่แน่ใจ 

ส่วนฉันน่ะ อิสระเสรีจะไปไหนไม่มีปัญหา ปัญหาคือมีคนไปด้วยรึเปล่า ฉันขอเอาไว้เรื่องนึงล่ะที่จะต้องหาคนไปด้วย ไม่เช่นนั้นแล้ว ฉันจะไม่มีข้ออ้างใดๆ ให้มีคู่หรือเพื่อนเลย 

บางคนติดงาน บางคนติดหนุ่ม บางคนหนุ่มงอน แล้วก็รวบรวมได้ 10 คนพอดิบพอดี

นั่งรถ 4 คัน คันแรกไปทำธุระแต่หัววัน คันที่สองมาแบบครอบครัว พ่อ-แม่-ลูก-พี่เลี้ยง คันของฉัน 3 คน 3 เพศ คันสุดท้าย หนึ่งเดียวคนนี้ไม่ต้องมีใครมาเป็นเพื่อน

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันไปเที่ยวต่างจังหวัดค้างคืนกับเพื่อนที่สังสรรค์กันในยามค่ำคืน มีลูกพี่ลูกน้องอยู่คนที่ด้วยความเป็นญาติเราเคยไปไหนมาไหนด้วยกันมาก่อนแล้ว น้องที่มีลูกอ่อนก็เคยไปเที่ยวกันหนนึง เหมือนนั่งเรือไวกิ้งทั้งตามตัวอักษรและตามนัย

หัวหินถิ่นเดิมๆ แต่เหมือนการผจญภัยครั้งเล็กๆ 

คนเราต่างใจต่างที่มา เรื่องละเอียดอ่อนอย่างอาหารการกิน จะอร่อยถูกปากทุกคนก็ยากเหมือนๆ กับความเห็นเวลาออกแบบปกหนังสือยังไงอย่างงั้น ใครที่เป็นต้นคิดมักจะมีแต่แย่หรือเสมอตัว ถ้าอาหารอร่อย บริการเป็นเลิศ ราคาโอเค (ซึ่งมาตรฐานของแต่ละคนก็ต่างกันอีกนั่นแหละ) ก็เสมอตัว ยิ่งเดินทางกว่าจะรวมตัว ทยอยสั่ง มีเด็กอยู่ด้วย อาหารได้ช้า ไม่ถูกปาก ราคาแพง คนแนะก็โดนซะ 

นึกแล้วก็สงสาร ฉันเพิ่งถึงบังอ๋อว่าทำไม น้องคนแนะนำร้านอาหารถึงได้ลังเลเวลาแนะนำที่พัก ฉันเองรอดตัวไปเพราะราคาแพงกว่าที่เพื่อนคนอื่นหาได้

นอกจากเรื่องมาตรฐานเรื่องรสชาดแล้ว ราคาและความมากน้อยในการกินก็เป็นปัจจัยที่ทำให้คนทะเลาะกันได้ง่ายๆ เขียนๆ อยู่นี่ก็นึกถึงเรื่องติดฉลากที่น้ำส้มกล่องในตู้เย็น สมัยที่น้องของฉันพักร่วมกันอยู่กับเพื่อน การที่น้องฉันชอบกินน้ำส้มมาก กินเกินโควต้าจนเพื่อนๆ ติดฉลากไว้กันไม่ให้กินเกิน จะว่าน้องฉันผิดก็ผิด หรือจะว่าเพื่อนของน้องเรื่องมากไม่ยืดหยุ่นก็ว่าได้ 

ว่าแล้วมันก็เรื่องของคน เมื่อใดที่คนมาอยู่รวมกันก็มักจะเป็นเช่นนี้ 

สรุปว่าร้านอาหารร้านแรกที่เรานัดเพื่อนๆ แต่ละคันมาเจอกันเป็นร้านที่นำความซวยมาให้ผู้แนะนำเป็นอย่างมาก จากนั้นเราก็ไปเจอกับเพื่อนคันแรกที่เสร็จธุระแล้วก็มากินข้าวรอบสอง สำหรับผู้ตกค้างยังไม่ได้ทานข้าวเย็น เราจึงเริ่มเคลื่อนย้ายขบวนจากชะอำผ่านเวทีคอนเสิร์ตริมทะเลร่วมบรรเลงโดยนานาศิลปินแต่คนเดียวที่จำได้คือ เจนนิเฟอร์ คิ้ม ราคาค่าตั๋วสองพันห้าที่ทำให้ชาวกรุงกลุ่มนี้ตัดใจอย่างไม่เสียดาย แล้วก็อย่างที่เห็นๆ คนโหรงเหรง ขาดทุนเป็นแน่แท้  จะขับเข้าหัวหินก็ต้องขับตามกันเป็นขบวน โทรหากันทุกระยะ แตกแถวเป็นไม่ได้เชียว โอ้! สงสัยฉันจะเป็นพวกศิลปินเดี่ยวมานาน พอจะขอแซงแก้เมื่อยขาหน่อยเป็นต้องมีมือยื่นมาจากหน้าต่างรถคันหน้าให้เบาลง พร้อมกับโทรมากำชับว่า อย่าแซง

ด้วยว่าเคลื่อนย้ายไปเป็นขบวน อาหารก็อยากกินร้านอร่อย ไปถึงร้านที่ตั้งใจก็ปิดหรือไม่อาหารก็ขายหมดซะแล้ว แต่ท้ายที่สุดไปจบที่แสงชัยซีฟู้ด ร้านใหญ่ริมทะเล ขอให้สั่งมีทุกอย่าง อารามหิว ทุกคนสั่งอาหารเหมือนไม่ได้กินมาแล้วหนึ่งรอบ ปลาสามตัวที่มาหลังสุดจึงต้องห่อกลับบ้านไปตามระเบียบ อันได้แก่ ปลากระพงทอดน้ำปลา ปลากระพงแป๊ะซะ และปลากระพงทำอะไรอีกสักอย่างเนี่ยแหละ 

แวะซื้อกะปิหวานสำหรับจิ้มมะม่วงจากร้านดังในตลาดฉัตรชัย ไอ้ฉันก็ไม่รู้ว่าหน้าตามันเป็นยังไง ขอตามไปด้วย แล้วเพื่อนกลุ่มนี้ก็ชื้อกะปิกันคนละ 5 กระปุก 7 กระปุก ขอแถมนั่นนิดนี่หน่อย มะม่วงแรดสามถุง น้ำจิ้มกระปุกเล็กรวบหมดเท่าที่เห็น ซื้อกันจนเจ้าของร้านที่ถ่ายรูปคู่กับท่านนายกฯติดหราหน้ารถเข็นยิ้มรอยตีนกาเป็นเส้นๆ ร่องรอยตามแก้มเห็นเป็นวงเล็บ

จากนั้นก็ถึงเวลาตกลงว่าเราจะใช้ชีวิตในราตรีนี้อย่างไร ร้องเพลง เต้นรำ นั่งกินกันเองแบบชิวๆ 

คราวนี้พวกเราขอเปลี่ยนรูปแบบการสังสรรค์ให้เข้ากับสถานที่ เลือกเป็นนั่งกันเองแบบส่วนตัวที่คอนโดริมทะเล...


วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552

วันนี้มีความสุข



จริงๆ แล้วฉันก็มีความสุขตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ 

การได้ไปค้นอัลบั้มรูปเก่าๆ ทั้งรูปตัวเอง ครอบครัวและเพื่อนๆ ก็ทำให้ย้อนนึกไปถึงความทรงจำแห่งความสุข ฉันยิ้ม หัวเราะ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วง ช่างเป็นความสุขที่ไม่ต้องไปลงทุนลงแรงหรือไขว่คว้าหามาจากไหน 

คนที่อยู่ในรูปถ่าย รวมถึงเพื่อนๆ ของคนเหล่านั้น หรือแม้กระทั่งเพื่อนๆ ของฉันที่ไม่ได้เจอะเจอกันมานาน แต่ติดตามความเคลื่อนไหวของฉันผ่านชุมชนออนไลน์ ก็แสดงความคิดเห็น แสดงความรู้สึกให้ฉันรับรู้ได้ว่า เขาเหล่านั้นก็รู้สึกดีที่ได้เห็นภาพความทรงจำเก่าๆ 

เปิดอีเมลมาที ต้องคอยเช็ครายการความคิดเห็นที่เพื่อนๆ แสดงผ่านชุมชนออนไลน์ จนดูไป คล้ายๆว่าของเล่นจะกลายเป็นงานหลัก แล้วงานหลักจะกลายเป็นงานอดิเรกซะนั่น ไม่แค่นั้นโลกยังใจดีส่งผู้ช่วยมาให้ฉันดั่งสวรรค์สั่งมา เรื่องนี้ไว้เล่าตอนท้ายตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นละกันเนอะ

งานที่ลิสต์ไว้ว่าจะทำวันนี้ สำเร็จเสร็จสิ้นขาดอยู่หนึ่งเรืื่องจากสองแหล่งที่คงต้องขอความเห็นจากหุ้นส่วนเพิ่มเติม แต่ขอเวลาคิดให้ตกผลึกก่อนอีกสักนิด

งานที่ค้างคา คนที่ช่วยงานอยู่ก็คงยังไม่ทิ้ง แต่ฉันก็ไม่หวังอะไรนักหนา ดีจัง ที่เมื่อไม่หวังก็ไม่เครียด เสียอารมณ์

วันนี้ได้ฤกษ์คุยกับเพื่่อนเก่าอีกครั้ง ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ แทบไม่น่าเชื่อว่าไม่ได้พบกันมา  20 ปีไม่ขาดไม่เกิน คนเราถ้าความเป็นเพื่อนยังคงอยู่ เราก็ยังต่อกันติดเสมอ ดูๆ ไปแล้ว คนที่จะอยู่กับเราไปจนแก่ ไปไหนมาไหนกับเรา ก็คงจะเป็นเพื่อนที่แสนดีนั่นเอง 

กลับมาเจอแบบทดสอบเกี่ยวกับสถานที่เรียนเก่าๆ ทำให้้ย้อนเวลาไปเป็นช่วงๆ สมัยเด็กๆ ฉันชอบกินลาบปลาหมึกมาก ประมาณว่าต้องซื้อกินทุกวันก่อนกลับบ้าน เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเป็นของโปรดของเพื่อนอีกหลายๆ คน ใครๆ เขามักจะพูดว่า คนแก่ชอบรำลึกความหลัง ไม่เห็นจะเป็นไร ถ้านึกถึงแล้วมีความสุข หนังจะเหี่ยว ตาจะยาว พุงจะย้อย จะต้องไปแคร์อะไร

ยังมีสายโทรศัพท์จากน้องสุดเลิฟ โทรมาหาหลายรอบ ในขณะที่ฉันรับสายคนใกล้ชิดที่กลายมาเป็นคนช่วยงาน ทั้งสองสายโทรมาด้วยความรู้สึกดีๆ  ที่มีให้กับฉัน อะไรที่ฉันจะช่วยได้ ฉันก็ช่วย ส่วนใครจะมาร่วมเฮฮามีเวลาแห่งความสุขด้วยกันก็ยินดี คิดๆ แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าฉันมีเพื่อนดีๆ เพื่อนน่ารักน่าคบไม่น้อยเลย นั่นอาจเป็นเพราะว่า เพื่อนของฉันเมื่อผ่านด่านคนแปลกหน้าเข้ามาแล้ว ทุกคนคือเพื่อนที่ฉันจะดีใจที่ได้เจอ เราอาจจะไม่ได้มีอะไรเหมือนกัน แต่เรามีความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน เรานึกถึงกันในยามมีปัญหา เราพึ่งพาอาศัยกันในยามยาก และเราก็อุ่นใจได้ว่า เราจะมีกันและกัน ไม่ว่าเราจะห่างหายไม่ได้พบหน้ากันมานานกี่สิบปีก็ตาม

บทสนทนาสุดท้าย ดั่งเทวดามาโปรด ไม่ใช่คุณชายเทวดาที่ฉันกำลังคลั่งหรอกนะ แต่เป็นนางฟ้าชื่อน้องใหญ่ ที่ตั้งใจจะมาช่วยงาน ดูๆ ไปแล้ว น้องคงจะมายกภูเขาออกจากอกของฉันได้อย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน น้องก็จะได้มีเวลาใกล้ชิดกับลูกมากขึ้น เพราะงานของฉันไม่ต้องเข้าออฟฟิศ แหม แค่นี้ฉันก็แฮปปี้จนนอนไม่หลับแล้ว แต่ก่อนหน้าที่จะคุยกับน้องใหญ่ ไปทำบททดสอบเรื่องส่วนตั๊วส่วนตัวได้ผลลัพธ์มาว่าฉันเป็น 

an amazing kisser

ประมาณว่า  เธอจูบฉัน รอยจูบนั้นย่อมติดจนตาย จะลบรอยจูบอย่างไรไม่หาย อย่าลืม อย่าลืม

อุ้ย เขิน 555

สงสัยละซิ  ของแบบนี้ไม่ลองไม่รู้ครับท่าน!!!