แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความคิดเห็น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความคิดเห็น แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552

แล้วมันลงเอยที่ "จำเลยกามเทพ" ได้ไงเนี่ย


ฉันปวดท้อง เห็นใจนาย ใครๆ เป็นห่วง...

ฉันน่ะเป็นคนจำพวกไวต่อสารเคมีในร่างกาย บางครั้งไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่แล้วก็พบว่ามันเป็นเรื่องของระดับสารเคมีที่เปลี่ยนแปลงเนื่องด้วยสารพัดเหตุ หลายครั้งที่ใครๆ บอกว่าไม่รู้จักประมาณตน ทำอะไรเกินกำลัง พอรู้ตัวก็แย่พอควร ฉันเลยต้องสังเกตุตัวเองให้มากขึ้น ฝืนอะไรให้น้อยลง ในขณะเดียวกัน ฉันก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าขี้เกียจไปมั้ยนั่น แต่ก็หัดเอามือไขว้หลัง ทำไม่รู้ไม่เห็น หลับหูหลับตา หากต้องการให้ใครทำอะไรให้ได้ตามมาตรฐานของเราก็คงจะทุกข์เปล่าๆ ยิ่งได้ยินเพื่อนเล่าให้ฟังถึงปัญหาการทำงานที่ทุกคนเครียดกันหมดเพราะตั้งเป้าไว้สูงมาก ่ครั้งจะทำงานน้อยลงก็รู้สึกอาย เพราะน้องที่เป็นเนืื้องอกทำงานถึงตีสองทุกวันมาตั้งแต่ต้นปี 

ฉันได้ฟังแล้วก็ เฮ้อ! นี้มันหนูถีบจักรดีๆ นี่เอง มีนายเก่าอีกคนที่คุยกับฉันหลังจากที่ฉันเคยบอกลูกน้องคนหนึ่งว่า ทำงานให้น้อยลงอีกหน่อยก็ได้ ดูแลสุขภาพให้ดีๆ เพราะน้องคนนี้ก็เริ่มป่วยอีกเหมือนกัน นายเล่าให้ฟังว่า เขาก็เคยทำงานหนักแบบนั้นเหมือนกัน แล้วก็พบว่า ถ้าเราทำงานน้อยลงอีกหน่อยก็ไม่ได้ทำให้โลกนี้แตกสลายอย่างใด พวกเรากันเองที่จริงจังกับชีวิต ทั้งๆ ที่ชีวิตมันก็แค่นี้ จะเอาอะไรกันนักกันหนา 

ไม่ใช่ว่าฉันจะคิดอะไรได้ก่อนคนอื่นหรอก เพียงแค่นายเก่าอีกคนเห็นฉันจริงจังกับงานที่ได้รับมอบหมายมาก เลยบอกให้ฉันลืมเช็คเมล์บ้างก็ได้ การที่เราจริงจังแม้จะไม่ได้ตั้งใจจะคาดหวังให้คนอื่นทำเหมือนเรา แต่คนรอบตัวก็รู้สึกได้ถึงความเครียด บรรยากาศการทำงานที่เร่งเร้าโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว

พูดถึงนายหลายคน เอานายคนดีที่ฉันพยายามเข้าใจดีกว่า เราต่างมีความตั้งใจ จริงจังในการทำงานไม่ต่างกันนักหรอก(นายฉันว่างั้น) เขาปลุกปล้ำงานที่ทำมาร่วมสิบปี ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แล้วเมื่อการเมืองทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน เราก็คงต้องจัดการกับปัญหาไปทีละเปลาะ ใจนึงฉันก็ว่าดี มีคนดูแลให้เสร็จสรรพ แต่อีกแง่มุมหนึ่งก็เห็นได้ว่า เป็นเรื่องปกติของคนไทยที่กลัวว่าจะมีคนแย่งงานไป จึงต้องกั๊กไว้ ประมาณว่าต้องให้ฉันทำเท่านั้น ไม่งั้้นก็จบ ไม่มีใครทำแทนได้ 

เรื่องแบบนี้ฉันเห็นมาเยอะ ในโลกธุรกิจที่ต้องแข่งขััน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เป็นโลกที่นายเก่าคนหนึ่งของฉันเป็นห่วง เป็นห่วงว่าฉันคง "โดน" ไม่ใช่น้อย ประมาณว่า "ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย" แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ฉันก็รู้ว่าฉัน "แตกต่าง" 

การเมืองที่กลุ่มคนหนึ่งค่อยๆ ยึดอำนาจ ริดรอนสิทธิที่เคยมีอย่างเต็มเปี่ยมไป ทั้งข้างเดียวกันและฝั่งตรงข้าม ทำให้เหมือนตัวคนเดียวแต่ต้องสู้กับศัตรูรอบด้าน ในเมื่อฉันร่วมหัวจมท้ายกับนายแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด ไปไหนไปกัน 

ในเวลาเดียวกันที่ฉันเป็นห่วงนาย ใครๆ ก็เป็นห่วงฉัน...

วันนี้ฉันไม่รับโทรศัพท์ใด และเคยพบว่า การลืมโทรศัพท์ไว้ในรถเป็นความสุขอย่างหนึ่ง อย่างไรเสียก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ พอโทรกลับก็คล้ายจะร้อนตัวว่าทำหน้าที่ของตนไม่ดีพอ บางคนฝาก SMS ด้วยความเป็นห่วง ถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น ติดต่อกลับมาด้วย บางครั้งเราก็รู้สึกดีที่ทำให้บางคนเป็นกังวล

วันนี้แล้วสิ ที่จะได้ดู "จำเลยกามเทพ" ละครกุ๊กกิ๊ก น้ำเน่าเหลือแสนที่จะทำให้คนดูรู้สึกผ่อนคลาย เข้าไปอยู่ในโลกจินตนาการ ฉันเพิ่งเห็นประโยชน์ของละครน้ำเน่าเมื่อพูดกับเพื่อนที่ทุกข์จากสารพัดเรื่องเมื่อวานนี่เอง

อย่าจริงจัง(มาก)  หาความสุขใส่ใจกันดีกว่า


วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

อินทรีแดงแผลงฤทธิ์

ฉันได้บัตรวีไอพีไปดูละครเวทีเรื่องหนึ่ง สองที่นั่ง ชวยคนไปดูเป็นเพื่อน แต่ไม่มีเอสเอ็มเอสตอบกลับ นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ฉันไปดูละครเวทีทางเลือกคนเดียว...

ได้ยินชื่อโรงละครมะขามป้อมมาหลายครั้งหลายครา ด้วยว่าอยู่ใกล้สำนักงานบ้าน แต่ไม่เคยไปด้วยตัวเองเสียที ในใจ คิดว่าโรงละคร ก็คงต้องมีความใหญ่โตประมาณหนึ่ง แต่ไฉนเป็นเพียงห้องแถวเล็กๆ สองห้องที่มุมตัด เพราะอยู่ตรงหัวมุมหลังป้อมตำรวจตรงสี่แยกสะพานควาย

แม้จะใกล้แสนใกล้แต่ฉันก็นั่งแท็กซี่ไป ด้วยไม่รู้ว่าไอ้ที่ว่าอยู่หลังป้อมตำรวจน่ะ ฉันนึกภาพไม่ออกจริงๆ โทรถามคนชวนก็ได้ความอย่างที่รู้อยู่นั่นแหละ แต่จินตนาการบดบังข้อเท็จจริงจนฉันเหลือบเห็นลักษณะภายนอกของโรงละครแห่งนี้ ที่พอจะอนุมานได้ว่า 'ก็ใกล้เคียงกับโรงละครปกตินั่นแหละ'

ฉันไปถึงก่อนเวลากว่าครึ่งชั่วโมง ด้วยจำเป็นทุ่มตรงเหมือนกับที่ส่งแมสเสจไปชวนหนุ่มใหญ่ใส่แว่นตาที่ปฏิเสธมาด้วยความเงียบงัน เฮ้อ!! แป่ว ตามเคย ตรู แต่ใครๆ ก็คิดกันไปเองอีกเช่นเดิมว่าฉันมีหนุ่มๆ มากมาย พอเดินเข้าใกล้ใคร หรือพูดจากับใคร ไอ้อากัปกิริยาของฉันก็ให้ได้แปลเป็น ระริกระรี้ ทุกทีสิน่า 

ฉันไม่รู้ว่าจะไปชี้แจงแถลงไขให้ใครๆ ฟังได้อย่างไรว่า ท่าของฉันก็เป็นแบบนั้นเองแหละ มันไม่ได้แปลว่าฉัน 'ระริกระรี้' จริงๆ สักหน่อย มีคนเคยใช้คำว่า 'เล่นไม่เป็น' ซึ่งก็เห็นว่าจะจริง คนเรามันคงแก่เกินแกงแล้วละมั้ง ถ้าฉันเปลี่ยนท่าอีกคนก็งง ทำท่าเดิมก็งง แล้วฉันจะไปเหนื่อยให้เมื่อยตุ้มทำไม ใครจะเข้าใจก็เข้าใจละกันเนอะ มีเอกลักษณ์ดีออก (ปลอบใจตัวเองมันเข้าไป)

ว่าแล้วก็ควรจะวกเข้าละครเวทีได้แล้วหลังจากเดินเลยไปโน่นนนน  ไปถึงก่อนเวลา ได้ดูทีมงานซ้อม ได้โฆษณาขายหนังสือรหัสลับ เกเก้วินชี เช่นเคย บ่ายวันนี้ก็ไปโฆษณา หนังสือเจ้าชายน้อยเวอร์ชั่นการ์ตูน มารอบนึงแล้ว กินข้าวเช้า เที่ยง เย็น แล้วก็ใส่เสื้อเจ้าชายน้อยฝ่าฝนไปดูละครเนี่ยแหละค่ะ

ฉันไปเบี่ยงเบนความสนใจ พาชาวบ้านชาวช่องออกนอกลู่นอกทาง นอกเรื่องอีกเช่นเคย แทนที่ชาวมะขามป้อมจะได้แต่งหน้า เตรียมตัว ฉันก็ชวนคุยขายหนังสือ พ่อพระเอกหนุ่มแสนดีก็โทรหารุ่นน้องเพื่อช่วยเชิญสื่อมางานเปิดตัวหนังสือที่แหวกแนวจัดที่บาร์เกย์ชื่อ เดอะปาติโอ สีลมซอย 2 ทุ่มครึ่ง พฤหัสที่ 3 กันยายนนี้ (เห็นมั้ยว่า ยังไงฉันก็อดไม่ได้ แวะวนเข้าโฆษณา ขายหนังสือตามเคย)

ได้สัมผัสอุ่นไอ ความจริงใจ ความรักในงานศิลปะ ความเอื้อเฟื้อ โอบอ้อมอารีที่ชาวมะขามป้อมมีให้ ฉันเอง ทำเป็นใจใหญ่เชิญทุกคนร่วมงานเปิดตัว ดื่มกันไม่อั้น โอะ โอ คำนี้ชอบๆ ถ้าไม่ได้พี่บัญชานางฟ้าตัวจริง ฉันจะทำโอ่อย่างนี้ได้ไฉน

คนเราพอทำอะไรที่ชอบแล้วก็มีความสุข เมื่องานคือความสุข เงินก็เป็นเรื่องเล็กน้อย เพียงให้พอที่จะประทังชีวิต ให้มีปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น...ก็เพียงแค่นั้น


ซ้อมก็สนุก อบอุ่นร่างกาย เตรียมเสียงก่อนแสดงก็ขำ เรื่องที่เล่นก็มุขบาน หัวเราะกันครื้นเครง ไม่ต้องพึ่งยาเสพติดขนานใดๆ (เอ่อ มีพันช์เหยาะแม่โขงพอได้กลิ่น คงไม่ผิดนักนะคะ ท่านผู้ชม) ละครสนุกและเดาไม่ถูกตลอดเรื่อง มีการลืมบทเล็กน้อย แต่ด้วยบุคลิกของพระเอก ก็พอกล้อมแกล้มไปได้ไม่สะดุดนัก แอบชื่นชมตัวเองที่พอจบการแสดง เจ้าตัวมาสารภาพว่า ลืมบท หน้าตากิวตี้เหลือเกิน ฉันถึงได้รู้สึกเห่อเหิมว่า อันตัวข้าก็ดูออกนะเนี่ย ว่ามีการลืมบท ฮ่าๆ ๆ 

จบละคร นัดแนะเรื่องงานหนังสือเล่มต่อไป ฝากแจกที่คั่นหนังสือรหัสลับ เกเก้วินชี ที่เกิดขึ้นจากวิกฤติ แล้วเราก็ทำให้มันเป็นโอกาสทำการตลาดประชาสัมพันธ์แบบได้ผล รุ่นพี่คนนึงที่นั่งฟังฉันขายหนังสือถึงกับรีบเปิดไปที่หน้า 39 ทันใด ด้วยสงสัยจากถ้อยความในที่คั่นหนังสือ 

"เริ่มการถอดรหัสลับ เกเก้วินชี ด้วยการเปิดไปที่ หน้า 39 และลบเชิงอรรถให้ขาวสะอาด อย่าให้รหัสผิดพลาดหลงเหลือ!!!"

ได้ผล ฮ่าๆ ๆ  เป็นการโฆษณาที่เจ๋งเป้งจริงๆ ในความรู้สึกของฉัน

และแล้ว ฉันก็เดินอยู่กลางลมฝน(ปรอยๆ ) สู้ทนฟันฝ่า กายที่มันอ่อนล้า (เพราะปวดท้องเบา) แทบยืนไม่อยู่ (ต้องรีบวิ่ง เดี๋ยวไม่ทัน!!!)

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

กฎ 90/10...ไปถึงนั่นได้ไงเนี่ย

วันนี้ฉันได้ forward email จากเพื่อนที่ทำงานเก่าเกี่ยวกับหลัก 90/10 ของ Steven Covey แม้จะได้เข้าคอร์สเรียนสมัยอยู่ที่ทำงานเก่า แต่ฉันจำไม่ได้หรอกว่าไอ้กฎ 90/10 นี่มันหมายถึงอะไรจริงๆ 

ฉันจะสรุปให้ฟังละกันว่า กฎ90/10 นี่ก็คือว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเราโดยที่เราควบคุมไม่ได้น่ะ คิดเป็น 10% เท่านั้นนะ ที่เหลืออีก 90% อยู่ที่เราว่าจะปฏิบัติตนอย่างไร แก้ปัญหาหรือเผขิญกับเหตุการณ์ต่างๆ อย่างไร

นี่คือ "เนื้อ" ทั้งหมดที่ฉันสรุปได้

แต่ก็เถอะ หนังสือที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ก็เพราะเค้ายืดหลักคิดสั้นๆ ให้เห็นชัดเจน แสดงตัวอย่างในการปรับใช้ให้คนที่อ่านหลักก็เข้าใจตามตัวอักษร แต่ไม่สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตได้ 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ฉันได้แต่นึกถึงเรื่องที่ฉันตกลงกับตัวเองว่า จะไม่ปล่อยให้คนๆ หนึ่งมีอิทธิพลกับความรู้สึกของฉันอีกต่อไป ฉันคิดอยู่ในใจว่า ที่ฉันเลือกตอบโต้แบบนี้ ถูกต้องแล้วหรือยัง เป็นผลดีกับฉันจริงๆ แล้วหรือไม่

ฉันบอกตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า ใครจะทำร้ายเราได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า เรายินยอมให้เขาทำร้ายเรารึเปล่า เรายอมให้การกระทำของเขามีอิทธิพลเหนือจิตใจของเรามากแค่ไหน 

แล้วฉันก็เชื่อว่า ฉันทำได้ 

ฉันบอกตัวเองว่า คนๆ นี้ไม่มีตัวตน ไม่มอง ไม่สบตา ไม่รับรู้ (หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจนก็คือ มาแล้วก็ผ่านไปโดยไม่เก็บเศษเสี้ยวใดๆ ไว้ในใจ) 

ทำยังกะคนๆ นั้น เลวร้ายซะเต็มประดา 

เปล่าหรอก

ฉันแค่ปล่อยให้เขาเข้ามาอยู่ในใจฉันลึกเกินไป คนเราเวลาจะปรับก็คงต้องแกว่งไปอีกข้างก่อนแล้วจึงจะหาจุดสมดุลได้ 

ฉันว่าฉันก็แฮปปี้ดีนา ณ ตอนนี้

อีกคน ที่ฉันมีความรู้สึกดีๆ ให้ อยากให้เข้ามาอยู่ในชีวิตของฉัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง หรืออะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แม้จะไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ แต่ฉันก็รู้สึกดีที่ได้ส่งผ่านความรู้สึกดีๆ ที่ฉันมีให้ ให้เขาได้รับรู้ ความประทับใจที่ไม่อาจเกิดได้ง่ายๆ ความยินดีที่ได้มีโอกาสอยู่ในวังวนที่เขาชอบอยู่ อยู่กับกลุ่มคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กัน มีใจรักในสิ่งเดียวกัน เพียงแค่นั้น ไม่ต้องใช้สมอง (ยกเว้นแต่ต้องท่องจำ และนึกเนื้อเพลงให้ออก!)

ฉันรู้สึกว่าฉันสบายใจ ฉันโล่งใจแล้วที่ได้แสดงออก ใครจะคิดว่าฉันบ้าไปเองคนเดียวก็ช่างเขา ความรู้สึกดีๆ มีค่าสำหรับฉัน ไม่ว่าผู้ที่ได้รับหรือคนอื่นๆ จะมองมันตำ่ต้อยด้อยค่าอย่างไร

เหมือนๆ กับความสัมพันธ์ของเจ้าชายน้อย กับกุหลาบผู้เย่อหยิ่ง...

คนเราจะมีความหมายแก่กันก็เพราะเวลาที่ใช้ร่วมกัน ความสัมพันธ์ที่เราสร้างร่วมกัน สิ่งนี้จะทำให้เรามีคุณค่าต่อกันและกันในแบบที่ไม่มีความสัมพันธ์ใดเหมือน

แล้วนิ้วมือที่พิมพ์ดีดก็พาใจฉันนึกไปถึงความสัมพันธ์กับคนอีกคนหนึ่ง ฉันเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ดีตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ที่่ยั่งยืนยาวนานผ่านกาลเวลาย่อมต้องพิสูจน์อะไรหลายๆ อย่าง ฉันเกือบจะปล่อยให้เหตุการณ์และการกระทำที่ไม่ได้คาดหมายทำลายคุณค่าที่ร่วมสร้างด้วยกันเป็นแรมปี สูญสลายหายไปเพียงเพราะความประหลาดใจ ปรับตัวไม่ทัน...

คำว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์จริงๆ ...

เหตุผลเดียวที่ทำบางสิ่งบางอย่างคือ...ทำให้เขา เพื่อประโยชน์ของเขา

เหตุผลเดียวอีกเช่นกันที่ทำให้เธอคือ ...เพื่อให้เธอมีเรื่องไปเล่า ไปอวดใครๆ 

แต่แหม ท่าทางมันจะไม่เป็นแค่เหตุผลเดียวแล้วละมั้ง อันที่จริง มันอยู่ที่ว่าเราเลือกจะทำอะไร แล้วเราก็หาเหตุผลมาใส่ให้ดูมีหลักการ น่าเชื่อถือมากกว่านะ

เธอว่าฉันเลือกตอบโต้กับเรื่องต่างๆ ในชีวิตได้ดีพอแล้วรึยัง...

ฉันได้เลือกเป็นนายตัวเอง มีอิสระที่จะทำงานใดก่อนหลังในเวลาใด กำหนดการเป็นเรื่องที่ตกลงกัน ยืดหยุ่นได้ แต่เมื่อใดที่ได้ผูกพันให้คนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉันก็ต้องเคารพในเวลาและลำดับความสำคัญของคนอื่นเช่นกัน

ตอนนี้ฉันกำลังเครียด(ก็ควรอยู่) กับบิลค่าไฟที่หาใบแจ้งหนี้ไม่เจอและพ้นกำหนดชำระแล้ว อันทำให้ฉันต้องไปชำระที่การไฟฟ้านครหลวงเท่านั้น รอให้ฟ้าสางก่อนเถอะ ฉันก็จะขอให้เจ้าชายเสื้อส้มวิ่งไปจ่ายให้ฉัน

แต่ก็นะ ใจฉันก็ตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าเขาจะตัดไฟฉันรึยังเนี่ย!!

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วิ่งไปที่...ไม่ย่อท้อ


จนกระทั่งตอนนี้ ฉันก็ยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร...

หรือฉันควรจะเขียนเรื่องญาติ เรื่องเพื่อน เรื่องงาน หรือว่าเรื่องศาลพระภูมิ!!

เมื่อฉันออกมายืนดูอยู่ข้างสนาม เห็นปฏิสัมพันธ์ของคนสองคน ปากก็ว่าอย่าง การกระทำก็อีกอย่าง แต่ความรู้สึกลึกๆ ก็ยังคงยืนยันว่า นั่นคือความปากแข็งของคน หรืออีกทีก็ไม่รู้ไม่เข้าใจตัวเองอย่างแรง

เหมือนฉัตรชัยในดงผู้ดีละครยอดฮิตไม่มีิผิด

แต่เอาเถอะ มันไม่ใช่เรื่องของฉัน 

ตอนนี้ความคิดฉันวิ่งไปที่หนังที่ดูเมื่อสองวันก่อน front of the class หนังเกี่ยวกับผู้ชายที่เป็นโรคประหลาด อยู่ดีๆ ก็มีอาการชักกระตุกที่หน้าเป็นพักๆ และบังคับตัวเองไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ยอมแพ้ ทำทุกอย่างเพื่อให้ความฝันเป็นจริง...ฝันอยากจะเป็นครู

พ่อแม่เด็กอนุบาลไม่อยากให้ลูกเรียนกับครูที่มีอาการเอ่๋อเป็นครั้งคราว แต่เด็กแอบเกาะประตูดูอยากเรียนกับคนที่เป็นครูที่จิตวิญญาณ คนที่สู้แม้จะโดนปฏิเสธการสมัครงานมาเป็นสิบๆ ครั้ง บางครั้งท้อจนต้องร้องไห้ แต่เมื่อฝันเป็นจริงก็ใช่จะเป็นตอนจบ เหมือนๆ กับการแต่งงานนั่นแหละ ที่ตอนจบคือจุดเริ่มต้นของชีวิตอีกช่วงหนึ่ง

น้ำตาฉันเริ่มไหลตั้งแต่ตอนที่ลูกศิษย์ที่เป็นลูคีเมียตาย แม่ของเด็กขอให้คุณครูเก็บความลับไว้ ให้ลูกสาวได้มีช่วงชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุข ครูไม่กล้าเข้าไปในโบสถ์ อาการผิดปกติของเขาจะทำลายพิธี ทำให้คนเสียสมาธิ แต่แม่ แม่ที่รู้ว่าครูเป็นคนสำคัญของลูกสาวที่เพิ่งจากไป เดินมารับครูที่ด้านหน้าโบสถ์พาเดินเข้าไป เข้าไปนั่งที่แถวหน้าสุด

ท้ายเรื่องจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง แต่น้ำตาไหลพรากอีกครั้ง ครูได้รับรางวัลครูดีเด่น เพราะครูได้เคยสอนนักเรียนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือว่า ศัตรูของครูคืออาการกระตุก เอ๋อๆ นั่นแหละ แน่นอนว่ามันเป็นอุปสรรคมากกว่าที่เด็กน้อยที่อ่านหนังสือไม่ค่อยออกเจอ ครูสอนจากประสบการณ์ของตัวเอง เด็กเห็นอกเห็นใจครู จิตใจอันงดงามของคนต่างวัยสื่อถึงกัน การเรียนมีความหมาย บทเรียนชีวิตได้ถูกส่งผ่านไปยังมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่กำลังเติบใหญ่

ในวันรับรางวัลของคุณครู ขณะที่ครูกำลังกล่าวสุนทรพจน์ เด็กยกมือขึ้้นถามคำถาม ตอบในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เด็กๆ รู้ว่า เราต้องไม่ยอมแพ้ ต้องต่อสู้กับอุปสรรค บากบั่นไม่ยอมแพ้ 

อย่างคุณครูคนเก่งของพวกเขา...

แวะไปดูหนังตัวอย่างและเรื่องราวความเป็นมาของหนังที่สร้างจากเรื่องจริงนี้ได้ที่

http://www.youtube.com/watch?v=-ULQuqjtHsg

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ขยันสร้าง

เริ่มต้นด้วยขยันอ่านก่อนเข้าประชุม...

วันนี้พระมารดามาดูพื้นที่ร้านค้าพร้อมข้อแนะนำที่ดี ขอให้ติดพัดลมระบายอากาศก่อนทำเรื่องโอนห้อง ดูจะเป็นเงื่อนไขที่ดี แต่ฉันก็เริ่มต้นจากการถามไปก่อนว่า "เจาะกำแพงได้รึเปล่า" แล้วก็จะค่อยๆ กระดึบๆ เลียบๆ เคียงๆ ถามว่า "ทำให้ด้วยสิ เดี๋ยวปัญหากลิ่นจะแก้ไม่ตก แล้วก็ต้องมาเจาะกำแพง ทาสีให้ทีหลังนะ" ด้วยฉันย้ำนักย้ำหนาว่า ยังไงก็ต้องรับประกันให้ฉัน 1 ปีเหมือนๆ กับห้องอื่นๆ 

แล้ววันนี้ก็ดูจะเป็นวันที่ฉันได้คำตอบจากแม่โดยการซัก ไม่ใช่เป็นความรู้ที่ยินดีจะให้จนล้นหัวใจอย่างเคย...

เราเริ่มจะมีการวางแผนจัดการ ดูรูปแบบความเป็นเจ้าของที่จะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด ภาษีอะไรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง วิธีการวางแผนภาษีที่ดีเราก็เริ่มถกและจะหาข้อมูลเพิ่มเติมจากญาติพี่น้องที่เชี่ยวชาญช่ำชอง ยาวเลยไปจนถึงการจัดการเรื่องอื่นๆ ที่ใช้หลักการเดียวกัน

เมื่อคืนฉันทำตัวเลขไว้บ้างแล้วล่ะ เปรียบเทียบดอกเบี้ยที่ได้รับกับรายได้จากการให้เช่าหรือดำเนินกิจการ อย่างไรเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม เท่าที่ปรึกษากันดู เราอยากได้ค่าเซ้งเป็นก้อนสำหรับระยะเวลาเช่าสัก 5 ปี ถ้าฝันของฉันเป็นจริง ก็จะได้เงินมาหมุนเวียนในกิจการขีดๆ เขียนๆ โดยไม่ต้องดึงเงินมาจากแหล่งอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 

ความคิดเริ่มบรรเจิด ทำให้ชีวิตดูสดชื่นกระปรีกระเปร่าทีเดียว...

จากนั้นฉันก็สวมวิญญาณผู้ตรวจสอบเก่า นั่งเปรียบเทียบรายการในงบการเงินกับประมาณการเมื่อปีที่แล้ว มีอะไรตกหล่นอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการประชุมในตอนค่ำ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะดำเนินได้ยืดยาวถึงเกือบเที่ยงคืน 

ฉันไม่ได้ไปจับผิดว่า คณะกรรมการชุดปัจจุบันทำงานบกพร่องหรือไม่หรอก(แต่ฉันว่าใครๆ ก็คิดว่าฉันจับผิดนั่นแหละ) แค่ตั้งข้อสังเกตและต้องการคำอธิบายที่มาที่ไปของรายการต่างๆ ค่าใช้จ่ายบางรายการที่เพิ่มขึ้นนอกจากจะสะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการและความแม่นยำในการประมาณการแล้ว เรายังอาจตั้งสมมุติฐานได้ว่า สัญญาที่เราทำกับหน่วยงานภายนอกที่ควรจะครอบคลุมรายจ่ายบางประเภทไปแล้ว แต่ทำไมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องถึงได้สูงกว่าประมาณการ เรื่องหลังนี้ฉันจะไปค้นเอกสารสัญญามานั่งดูเองเลยเชียว

และแล้วก็ถึงเรื่องเล็กที่เป็นที่ถกเถียงกันจนเป็นเรื่องใหญ่ แม้จะเป็นอำนาจของกรรมการในการพิจารณาตัดสินแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังเป็นระยะทำให้ประธานคณะกรรมการยกเรื่องนี้ขึ้นหารือในที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วม แล้วก็เรื่องมากจริงๆ อย่างที่ว่า

ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายใดๆ หรอก ก็อีแค่เรื่องที่จอดรถ!

ความผิดอยู่ที่เซลล์ของโครงการที่ไปให้คำมั่นกับผู้ซื้อว่าได้ที่จอดรถทุกยูนิต ยูนิตที่มีสองห้องนอนก็ได้ที่จอดรถสองคันนะ แต่ในความเป็นจริง มีที่จอดรถเพียงพอสำหรับ 70% ของจำนวนห้องเท่านั้น เรื่องยูนิตที่มีสองห้องจะได้ที่จอดสองคันน่ะ ลืมไปได้เลย

ทีนี้มันก็มีทั้งคนในเอารถมาจอดทิ้งไว้หลายคัน คนในให้คนนอกเช่าสติ๊กเกอร์ที่จอดรถ คนนอกแอบเข้ามาจอด บางห้องขอที่จอดรถคันที่สองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แม้ว่าตอนนี้ที่จอดรถยังเพียงพอที่จะรองรับผู้อยู่อาศัยในปัจจุบัน แต่ในอนาคตล่ะ อะไรที่เราหย่อนยานตั้งแต่ต้นพอจะตึงขึ้นเมื่อประสบปัญหาก็ต้องโดนต่อต้านเป็นธรรมดา 

และคราวนี้ก็เช่นกัน...

หลายๆ คนอยากจะให้คณะกรรมการชุดใหม่รับเรื่องนี้ไปดูแล แต่หนึ่งในคณะกรรมการชุดใหม่อย่างฉันรึจะยอม "โดน" อย่างคณะกรรมการชุดแรกที่อาวุโสกว่าด้วยซ้ำ เวทีประชุมใหญ่นี้เหมาะที่สุดแล้ว แม้จะเจอมุมมองที่หลากหลาย บ้างก็ว่าปัญหายังไม่เกิด จริงอยู่ว่าที่จอดรถยังเพียงพอ แต่ในทางปฏิบัติทางนิติบุคคลใช้หลักรัฐศาสตร์มาปรับใช้ทั้งหมด พอเริ่มมีข้อสรุปจากคณะกรรมการก็เริ่มมีเสียงต่อต้านขึ้นมา อย่างน้อยที่สุดก็จากฉันนั่นเองแหละ อะไร ถ้าฉันจะมีญาติมีเพื่อนมาเยี่ยมเยือน อยู่ค้างเป็นครั้งคราว แล้วฉันต้องให้เขาวนรถทุกสามชั่วโมงเพื่อจะไม่ต้องเสียค่าที่จอดรถรึ 

เพราะฉะนั้นเราจึงแสดงความคิดเห็น เห็นใจห้องที่อยู่เป็นคู่สามีภรรยาและมีรถสองคัน ทำไมต้องให้เขาจ่ายทั้งๆ ที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องที่จอดรถ แล้วเราจะให้สิทธิ์ยูนิตที่มีสองห้องนอนก่อนยูนิตที่มีห้องนอนเดียวมั้ย หากที่จอดรถเต็มขึ้นมาเพราะมีผู้เข้ามาอาศัยเพิ่ม ที่ต้องคิดเพราะที่จอดรถไม่ได้รองรับทุกยูนิต ในขณะเดียวกัน หลายๆ คนก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่แฟร์ ทุกคนควรมีสิทธิ์ได้เพียงหนึ่งที่จอดรถเท่าๆ กัน มีคนเสนอไอเดียดีๆ โดยให้คนที่มีที่จอดรถคันที่สอง จ่ายเงินและมอบเงินนี้ให้ยูนิตที่ไม่ใช้รถ ฉันว่าดี เพราะทุกคนก็มีสิทธิ์เท่าๆ กัน ถ้าเขาไม่ใช้สิทธิ์ก็น่าจะได้ค่าตอบแทนจากสิ่งที่คนเขาแย่งกันจัง

เสียงค้านเรื่องที่ว่าทำไมต้องมาถกปัญหาที่มันยังไม่เกิดดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กัน เสียงน้อยๆ นี่ดังเหลือเกิน เสียงเหล่านั้นไม่ต้องการให้ถกเถึยงกันเรื่องนี้ ให้เป็นภาระของคณะกรรมการชุดใหม่ไป ฉันยิ่งเน้นใหญ่ว่าอันที่จริงแล้ว คณะกรรมการสามารถตัดสินได้เลยแต่ต้องการให้มาพิจารณากันที่เวทีนี้เพื่อจะได้เคลียร์กันไปเลย ทางนิติฯก็จะได้มีหลักปฏิบัติชัดเจน ไม่ต้องโดนว่าเหมือนนักการเมือง double standard 

รัฐศาสตร์ต้องไปคู่กับนิติศาสตร์นะหนนี้ ที่ฉันดีใจคือ เขาใช้หลักนิติศาสตร์แต่ละห้องเสียค่าที่จอดรถเพิ่มคันละ 1000 บาท และใช้หลักรัฐศาสตร์กับญาติหรือเพื่อนที่มาเยี่ยมเยือนเป็นครั้งคราว ค่อยยังชั่ว เรื่องที่ฉันกังวลเป็นกรณีหลัง 

อย่างน้อยห้องที่ถ้าให้เช่าได้ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องที่จอดรถ แถมยังใช้ห้องประชุมได้ฟรี เว้นเสียแต่ประชุมเป็นเรื่องเป็นราวก็เสียค่าแอร์ครั้งละ 100 บาท คราวนี้ ฉันก็จะได้มีห้องประชุมใช้เวลาต้องรับแขกบ้านแขกเมือง ไม่ใช่ชวนไปดูราวตากผ้าของฉันพร้อมกับกองหนังสือตั้งเบ่อเร่ออีกแล้ว

แต่รู้มั้ย ว่าการที่ตึงหลังจากที่หย่อนมานาน คงเป็นจุดเริ่มต้นให้ฉันสร้างศัตรูอีกแล้วสิคราวนี้ ศัตรูเป็นได้ทั้งนิติบุคคล คู่สัญญาที่ให้บริการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย แม่บ้าน สระว่ายน้ำ สวนหย่อม รวมไปถึงลูกบ้านที่เป็นเจ้าของร่วม โดยเฉพาะรปภ. ที่คงเหม็นหน้าฉันน่าดู ด้วยชอบไปกลับเวลาประหลาด เจอรปภ. หลับบ้าง หายตัวบ้าง 

ตอนนี้ฉันมีตำแหน่งที่จดทะเบียนที่กรมที่ดินค้ำคอแบบนี้ ไม่ขึงขึงก็ไม่ได้แล้วละเน้อ



วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552

เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร...รัฐบาลทำได้ในที่สุด


สามสี่วันมานี้ ไม่มีใครรู้ว่าประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ แต่ไม่ว่าอย่างไร ท่านนายกฯ สุดหล่อพร้อมสมองและคุณธรรมเป็นเลิศก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การแก้ปัญหาด้วยความสุขุมทำให้ภาวะความรุนแรงทางการเมืองใกล้จะกลับเข้าสู่ปกติในไม่ช้า 

หลายๆ คนรู้สึกว่า รัฐบาลชุดนี้ทำงานไม่ทันใจ อ่อนเกินไป การใช้กำลังขอรัฐบาลที่มีกำลังทหารและอาวุธครบครัน ทำได้ง่ายดายเหลือเกิน การที่รัฐบาลไม่ใช้กำลังในการสลายม็อบครั้งนี้ทำให้เกิดข้อกังขาว่ารัฐบาลสามารถควบคุมกำลังทหารและตำรวจได้จริงหรือ ตำรวจและทหารจะรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับรัฐบาลหรือถูกซื้อและแปรพักตรไปอยู่กับฝ่ายเสื้อแดงแล้วรึเปล่า 

นายกฯ รู้ว่าควรจะพูดอะไร และทำได้ตามนั้น เมื่อรู้ว่าคนไทยเกิดข้อกังขา ก็เสนอภาพจากการประชุมกับฝ่ายต่างๆ เพื่อเป็นหลักประกันให้ประชาชนแน่ใจได้ว่า ทุกฝ่ายยังร่วมทำงานกันเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองโดยไม่ใช้ความรุนแรง 

ทุกคนมีความรู้สึกมีอารมณ์ หากให้ทหารและตำรวจมีอาวุธคู่กาย ไฉนเลยจะไม่นำสิ่งที่ตนมีอยู่มาใช้เพื่อป้องกันตัวเอง การทำตามหลักการก่อให้เกิดความเสี่ยงและยากกว่าการจัดการปัญหาโดยใช้กำลังอย่างเหลือเกิน 

รัฐบาลไม่ได้ทำให้กลุ่มผู้ประท้วงอยู่ในภาวะ "หมาจนตรอก" เสนอทางเลือกให้กลับต่างจังหวัดและเปลี่ยนเสื้อแดงเป็นสีอื่น 

ฉันมีความรู้สึกว่าความขัดแย้งของรัฐบาลกับกลุ่มผู้ประท้วงเปรียบเหมือนการทะเลาะ ลองดีของเด็กเกเรกับผู้ใหญ่ เด็กเกเรพยายามก่อกวน ปั่นป่วน เหมือนประชดตัวเองว่าไม่มีความสำคัญ ทำอะไรก็ได้เพื่อยืนยันและพิสูจน์ว่าตนมีค่า มีความหมายนะ เด็กเกเรเสื้อแดงนี้ เป็นเด็กฉลาด เลือกที่จะแกล้งผู้ใหญ่ที่จุดอ่อน ก่อความเดือดร้อนร้ายแรง ทำให้การสัญจรไปมาเป็นอัมพาต ก่อกวนกลุ่มประชาชนที่การศึกษาน้อยหรือมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ต่ำ หากเปรียบเป็นการทำร้ายร่างกายก็อาจจะสาดแป้งเข้าตา ขัดขาให้ล้ม แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ผู้ใหญ่คนนี้ก็ไม่โกรธ เข้าใจ ใช้จิตวิทยาจนเสื้อแดงรู้สึกละอายใจ กลับมาทบทวนในสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป ไม่ว่าจะโดยน้ำเงินที่ีมีคนจ้าง หรือการถูกหลอกใช้ 

ผู้ใหญ่เอาโทษเด็กเกเรตามหลักเหตุผล หลักกฏหมาย มิใช่ด้วยอารมณ์

ในขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่คนอื่นๆ ที่เข้าร่วมการประชุมในพัทยา ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าผู้ใหญ่คนอื่นๆ มีวุฒิภาวะเพียงพอ พวกเขาก็จะรู้ว่า ในยามที่ผู้ใหญ่คนนี้ต้องจัดการปัญหากับเด็กฉลาดแต่เกเรอย่างที่สุดรายนี้ ต้องทำให้ผู้ใหญ่เสียเวลาในการจัดการธุระปะปัง และเมื่อปัญหานี้ได้รับการแก้ไข ก็เป็นเครื่องแสดงว่า การมอบหมายให้ผู้ใหญ่คนนี้จัดประชุมครั้งใหม่เป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดพลาด 

เสียเวลา งานเสร็จล่าช้า แต่ได้ระงับเวรด้วยการไม่จองเวร 

คนไทยไม่ได้จัดการปัญหาอย่างคนไร้การศึกษา อย่างคนป่าเถื่อน ไม่ว่าจะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างไร คู่กรณีก็สามารถจัดการปัญหาได้เอง 

ไม่ใช่ต้องคอยให้ "พระ" มาคอยแก้ปัญหาอย่างที่แล้วๆ มา...

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

The winner takes it all...


เพลงและบทสนทนาในหนังเรื่อง Mama Mia ควรจะซึมอยู่ในจิตใต้สำนึกของฉันได้แล้ว เพราะฉันเล่นเปิดหนังมาราธอน และก็นอนมาราธอนเช่นกัน...

ก่อนนอนดู Slumdog Millionaire ด้วยความรู้สึกเศร้าสลดในชะตากรรมของเด็กกำพร้าชาวอินเดีย แต่ในความเศร้าความรันทดก็นำมาซึ่งข้อมูลเพื่อตอบคำถาม แม้การย้อนระลึกถึงประสบการณ์ลึกฝังรากจะเป็นการกวนน้ำให้ขุ่น ความทรงจำเจ็บปวดรวดร้าวผุดขึ้นพร้อมกับโอกาสที่จะเป็นเศรษฐีเงินล้าน



ฉันนั่งดูตาแป๋วแม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้ว ชีวิตที่ต้องดิ้นรนวัยเด็ก จุดเปลี่ยนของชีวิตจากเหตุการณ์ในอดีต ล้วนทำให้ฉันรู้สึกโชคดีจริงๆ ที่เกิดมาอย่างสะดวกสบายในชาตินี้ ไม่แค่นั้น วันนี้ยังได้รับอีเมลจากคุณนายที่เพิ่งหย่ากับสามีทางนิตินัยไม่นาน สารพัดรูปสะท้อนชีวิตที่ด้อยโอกาส ชีวิตที่ไม่มีทางเลือก ความหวัง ชีวิตที่มีแต่ความมืดมน แม้จะดิ้นรนก็ดูจะปราศจากหนทาง
จากนั้นฉันก็ไซโคตัวเองด้วย Mama Mia อย่างที่เกริ่นในตอนแรก ดูรอบแรกแล้วก็ตาปรือหลับไปตอนไหนไม่รู้ ได้ยินเพลงเป็นครั้งคราวเมื่อตื่นจากหลับลึก ฉันไม่วาย ฝันถึงคนในโลกแห่งความเป็นจริงที่หายหน้าหายตาไปจากผลการกระทำของตัวเอง

ฝันมักจะสะท้อนหรือทำให้เราสมหวังในสิ่งที่คิดยามมีสติ เค้าถึงเรียกว่าฝันหวานไงเธอ

ไม่รู้ว่าการสะกดจิตตัวเองยามหลับใหลจะได้ผลแค่ไหน แต่ในยามตื่น ฉันก็นั่งฝึกร้องเพลงเตรียมดูละครบรอดเวย์เรื่องนี้ที่จะมาเปิดการแสดงในเมืองไทยเดือนสิงหาคมนี้

ตั๋วแพงโค-ตะ-ระ ขอบ่น

แต่แหม ทำไมฉันจะไม่ยอมเสียเงินไปฟังเพลงที่ทำให้ฉันร้องไห้แม้จะไม่ได้เข้าใจเนื้อเพลงเท่าใดนัก

เหมือนๆ กับ All I ask of you ที่ทำต่อมน้ำตาของฉันแตกละเอียดเมื่อ 12 ปีก่อน


I don't wanna talk

About the things we've gone through

Though its hurting me

Now its history


I've played all my cards

And that's what you've done too

Nothing more to say

No more ace to play


The winner takes it all

The loser standing small

Beside the victory

Thats her destiny


I was in your arms

Thinking I belonged there

I figured it made sense

Building me a fence


Building me a home

Thinking I'd be strong there

But I was a fool

Playing by the rules


The gods may throw a dice

Their minds as cold as ice

And someone way down here

Loses someone dear


The winner takes it all

The loser has to fall

It's simple and it's plain

Why should I complain.


But tell me does she kiss

Like I used to kiss you?

Does it feel the same

Then she calls your name?

Somewhere deep inside
You must know I miss you

But what can I say

Rules must be obeyed

The judges will decide
The likes of me abide

Spectators of the show

Always staying low

The game is on again
A lover or a friend
A big thing or a small

The winner takes it all
I don't wanna talk
If it makes you feel sad

And I understand

You've come to shake my hand
I apologize
If it makes you feel bad
Seeing me so tense

No self-confidence


But you see

The winner takes it all

The winner takes it all......

ใส่ซิมผิด


ร้านอาหารในสวนสัตว์ดุสิตยังคงความพิเศษไม่เหมือนที่ไหนเช่นเดิม...

ฉันว่าหลายๆ คนก็คงจะรู้สึกคล้ายๆ กับฉันว่า ร้านอาหารในสวนสัตว์มันจะบรรยากาศดี น่านั่งปล่อยอารมณ์ตอนกลางคืนได้อย่างไร กลิ่นสาปสัตว์มันไม่โชยเข้ามารึ

ฉันค้นพบสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ต้องเรียกว่าเป็นการค้นพบเลยที่เดียวเพราะมันเป็นของดีของหายากที่ไม่น่าจะมี

ถ้าใครเคยไปเขาดินที่อยู่ตรงข้ามกับสวนจิตรลดา ข้ามสะพานเข้าไปที่สวนสัตว์จะเจอร้านอาหารวังวนา หาที่จอดรถแล้วเดินตามทางริมบ่อน้ำขนาดใหญ่ มีเกาะกลางปลูกต้นไม้ใหญ่ไม่กี่ต้นกับศาลาและส่วนหย่อมเล็กๆ เดินเลยเข้าไปข้างในจะมีบันไดไม้ ขึ้นบันไดไปชั้นบน เดินเลียบระเบียงจะมองเห็นวิวพระที่นั่งอนันตสมาคม พร้อมเงาสะท้อนน้ำอย่างที่ฉันถ่ายรูปมาให้ดูนี่แหละ

อาหารอร่อย วิวดี ดนตรีเพราะ (เพราะฉันได้ร้องเอง ฮ่า ฮ่า) อาจารย์รุ่นใหญ่เล่นเปียโน เพลงที่แขกมักจะเลือกร้องก็จะเป็นเพลงยุคสุนทราภรณ์ หรือในราวช่วงปีประมาณนั้น เพราะร้านอาหารนี้ไม่ใช่ร้านอาหารแนวฮิบฮอปสำหรับวัยโจ๋ เป็นร้านสำหรับผู้ใหญ่ที่รักการร้องเพลงมานั่งทานอาหาร ในบรรยากาศกันเอง ไม่ว่าใครจะขึ้นไปร้องเพลงก็จะได้รับการปรบมือให้เกียรติ เป็นสถานที่ที่อบอุ่นทีเดียว

อาหารยังอร่อยเหมือนเดิม วิวยังดีเช่นเดิม และอาจารย์ที่เล่นเพลงให้ฉันร้องก็ยังคงความน่ารักเหมือนเดิมอีกเช่นเคย ที่ออกจะเป็นห่วงคือ ภรรยาเจ้าของร้านไม่ใคร่สบาย พี่ที่ไปกับฉันเลยยกใบมะรุมอัดเม็ดฝากไปให้ สรรพคุณมากหลาย ช่วยทั้งโรคเก๊าท์ มีสารต้านมะเร็งทุกชนิด แถมมีแคลเซียมอีก ราคาประหยัด ภูมิปัญญาคนไทย

ได้รำลึกความหลัง ไม่น้อยไม่มากเกินไป แล้วก็ไปต่อร้านประจำ...ร้านอันเป็นที่มาของหัวข้อบล้อกในวันนี้

ฉันว่า ถ้าจะใส่ซิมผิด ก็คงผิดตั้งแต่ไปเจอะเจอถูกใจร้านอาหารในสวนสัตว์แล้วล่ะ อีกทั้งชอบร้องเพลงโบราณ ผู้หญิงอะไรเลือกร้องเพลง พรานล่อเนื้อ อะไรๆ ที่ฉันเลือก ฉันทำ ประหลาดผิดมนุษย์มนาอีกแล้ว

วันนี้ออกจะเป็นวันเปิดอก ฉันถามพี่รุ่นใหญ่อายุเลยวัยเกษียณว่า ด้วยเหตุอันใด พี่ถึงได้ดูหนุ่มเกินวัยมากมายขนาดนี้ ฉันมองๆ แล้วก็แอบวิเคราะห์เป็นการส่วนตัวมานานแล้วว่า

จริงหรือ ที่ผู้ชายที่ดูหนุ่มจะต้องเป็นวัวแก่กินหญ้าอ่อน

คราวนี้ได้โอกาสถามตัวจริงเสียงจริง และแล้วพี่รุ่นใหญ่สองสามคนก็แบ่งปันประสบการณ์หนุ่มซิ่ง ไล่มาตั้งแต่โลลิต้า บับเบิล อะไรต่อมิอะไรอีกหลายที่ มีทั้งที่ฉันเคยไป เคยได้ยิน และร้านที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในกรุงเทพ

เหตุหนึ่งที่ทำให้ดูอ่อนกว่าอายุจริง ก็เพราะความที่เป็นคนจิตใจดี พี่คนนึงก็ชมอีกคนนั่นแหละ แต่ที่ฉันเห็นก็คือ ทั้งคู่เคี้ยวหญ้าอ่อนหรือไม่ก็หญ้าแก่ที่ดูอ่อน และเลยมาพูดถึงเรื่องของฉันอย่างไรไม่ทราบได้

ผู้ใหญ่มักจะมีวิธีเปรียบเปรยให้ดูไม่เป็นการจาบจ้วง ว่ากล่าวใครตรงจนเกินไป พูดไปพูดมา ได้คำดูน่ารักว่า ฉันเป็นเหมือนพวกโทรศัพท์ใส่ซิมผิด เครื่องรวน ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แต่ถ้าเครื่องพังขึ้นมาอันนี้ก็ตัวใครตัวมัน

บ้างก็ว่ามั่นใจมากในสิ่งที่ไม่ควรมั่นใจ

จนฉันอดรนทนไม่ได้ ไม่ใช่ด้วยเกิดอารมณ์แต่นิสัยพูดตรง ขวานผ่าซาก เลยยกกรณีที่ฉันรู้ว่าใครๆ ก็คงสงสัยกันหนักหนา ได้โอกาสเฉลยไขข้อข้องใจที่มีมานานให้หายสงสัย หรืออาจจะสงสัยต่อไปเช่นเดิมเพราะไม่เชื่อว่าจะเป็นอย่างที่ฉันพูด เห็นสีหน้าตกอกตกใจกับคำพูดของฉันอีกเช่นเคย

ก็คงจะจริง มั่นใจในสิ่งที่ไม่ควรมั่นใจ

สินค้าที่ติดฉลากผิด

การที่ฉันไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาสักที ดูจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดเหลือหลาย พี่ก็ว่า แค่ฉันนั่งอยู่เฉยๆ ก็มีผู้ชายมาให้เลือกมากมาย อยู่ที่จะเลือกใคร (โห ฟังแล้ว หัวชนเพดาน)

ก็เพราะอะไรล่ะ เพราะเขาดูกันที่เปลือกนอก

คนที่เปลือกนอกอย่างฉัน ข้างในมักไม่เป็นเช่นนี้

ถ้าคนที่สนใจฉันที่เปลือกนอก ได้มารู้จักฉันลึกเกินคำว่าผิวเผิน ก็เปิดทุกราย

ใครมาเห็นฉันมุมหนึ่งแล้วพอมาเจอมุมที่สองก็เริ่มถอยห่าง เห็นมุมที่สามก็เผ่นแนบไปเลย

คนอย่างฉันถึงได้อยู่ยากไง ไม่แปลกหรอก ที่ถ้าในที่สุดแล้ว ฉันก็จะอยู่เป็นยายแก่เฝ้าสำนักพิมพ์ไปนั่นน่ะ

ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่รู้ตัว ฉันก็รู้ เพียงแต่ฉันไม่ทำอย่างที่คนทั่วไปเขาทำ

บางที คนเรามีคำจำกัดความของผู้หญิงดีแคบเหลือเกิน ฉันคงไม่ได้เป็นกุลสตรีหรอก แต่ก็อดขำไม่ได้ที่มีพี่คนนึงบอกว่า เวลาฉันถ่าย ยังนั่งพับเพียบเลย ฮ่าๆ

ก็เขาไม่เห็นตอนที่มันตรงกันข้ามนะสิ

ตอนนี้ฉันนึกถึงความแตกต่างของคนสองประเภท คนหยาบคายแต่จริงใจ กับ คนพูดจาดีแต่หลอกลวง

เรื่องบางเรื่องฉันคุยกับพี่บางคนอย่างถึงพริกถึงขิง เผอิญพูดดังไปหน่อย หรือมีคนเงี่ยหูฟังเยอะก็ไม่รู้ แต่แล้ว มันก็แค่นั้น นั่นคือความจริง แต่คนฟังน่ะ แอบไปจินตนาการไกลไปถึงไหน ฉันถึงกับต้องบอกว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกพี่ๆ คิดกันเลยแม้แต่นิด อยากจะบอกให้หายข้องใจไปด้วยซ้ำว่า ไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่พี่ๆ เข้าใจกันมาตลอดสิบปีอีกต่างหาก

หลายคนบอกว่า ฉันเป็นคนเปิดเผยเกินไป ฉันว่า ฉันเปิดเผยขนาดนี้แล้วทำไมยังเข้าใจผิดขนาดหนัก แค่ฉันไม่ได้ทำอะไรบางอย่างตามบรรทัดฐานของสังคมแปลว่าฉันประหลาดขนาดนั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้น คำจำกัดความของคำว่า ปกติ มันคงแคบซะเหลือเกินสิ สำหรับในวงใน หลายๆ การกระทำอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดา ช่วงแรกๆ แค่การอ่านหนังสือในผับในบาร์ก็ผิดแล้ว หลังๆ การคุยเรื่องธรรมะดูจะเป็นหัวข้อสนทนาหลักในหลายๆ โอกาส เรื่องเหล่านี้ คนในวงนอกที่ไม่ใช่คนเที่ยวก็มองว่าแปลกอีกนั่นแหละ เขาไม่รู้กันหรอก ว่าคนในผับในบาร์สวดมนต์วันละหลายชั่วโมง อยู่บ้านนั่งตัดแต่งต้นไม้ พรวนดิน เขาเหล่านี้แค่มีบางมุมที่ไม่เหมือนคนกลุ่มนึง มันก็แค่นั้นเอง

แต่นี่ ไม่ต้องนับภาพของฉันในสายตาคนภายนอก ซึ่งไม่ต้องไปกังวลอยู่แล้ว แม้แต่คนในวงประหลาดก็ยังมองว่าฉันประหลาดเลย

ฉันยังคิดไม่ออก ว่า การที่ร้องเพลง เพลงสุดท้าย ของคุณป้าสุดา ชื่นบาน มันประหลาดยังไง ตอนนี้ฉันก็เห็นคนร้องไปกับฉันตั้งหลายคน แถมเมื่อวันก่อน วงดนตรียังเล่นเพลงนี้ด้วยซ้ำ และคนที่ร้องกลับเป็นผู้ชายแท้ๆ ก็เห็นคนเค้าเต้นกันสนุกสนาน

ประหลาด คือ แตกต่าง ขบถ...นั่นล่ะฉัน

ฉันเลยขอสรุปแบบณัฐพัดชาว่า ใส่ซิมผิด แปลว่า ฉันเป็น Early Adopter ผู้นำแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ มาใช้ซึ่งคนทั่วไปยังตามไม่ทัน ฮ่า ฮ่า

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2552

ชาเย็น


วันนี้มีเรื่องชาเย็นเข้ามากระทบโสตประสาทของฉัน 2 ครั้ง แต่มีนัยยะเหมือนกันเป๊ะ เพียงแต่ครั้งแรก เจ้าตัวปัญหาเป็นคนพูด ครั้งที่สอง ยัยอรอินทร์ในละครฮิตตลอดกาลเป็นผู้พูด

เรื่องแรกน่าเบื่อ เล่าเรื่องที่สองดีกว่า

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ดู เมียหลวง เวอร์ชั่นนี้เป็นครั้งแรก เห็นข่าวโปรโมทและหนังโฆษณาผ่านตามาหลายหน เหตุที่ทำให้สนใจล่าสุดคือ มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ดร.วิกานดาใช้กระเป๋าแอร์เมสรุ่นเบอร์กิ้น รุ่นที่มีตังค์อย่างเดียวเป็นเจ้าของไม่ได้นะ (ต้องโง่ด้วย...เฮ้ย ไม่ใช่) ต้องสั่งจองล่วงหน้า รอกันเป็นปีๆ ไม่ใช่แพงธรรมดานะเธอ แพงเข้าขั้นเทพเลย หกเจ็ดหลักโน่น (พอดีฉันไม่มี เลยไม่อยากระบุชัดเจน เท่าที่ได้ยินมาก็ห้าแสนขึ้นนะแหละ) ส่วนอรอินทร์ใช้แชลแนล คนที่ตั้งข้อสังเกต สงสัยว่า ในละครใช้กระเป๋าจริงรึเปล่า แชลแนลน่ะ น่าจะเป็นไปได้ แต่เบอร์กิ้นนางเอกของเรื่องจะมีใช้ในชีวิตจริงละหรือ

พอฉันดูก็จับตามองที่กระเป๋าของตัวเอกทั้งสองทันที เบอร์กิ้นของดร. วิกานดา สีออกเหลืองทอง เป็นสีที่ฉันมองว่า ใช้ได้กับทุกโอกาส แล้วก็ไม่ธรรมดาเกินไปแบบสีดำ ส่วนอรอินทร์ ใช้กระเป๋าสีดำตลอด แต่ชุดเสื้อผ้าเซ็กซี่ ฉูดฉาด ทั้งสองแต่งตัวตรงกันข้าม ใช้กระเป๋าแบรนด์เนมเหมือนกันแต่เฉดสีตรงข้าม

เขียนๆ ไป ฉันก็นึกถึงละครที่พระเอกเจ้าชู้สุดๆ อีกหนึ่งเรื่อง สาปภูษา ผู้หญิงของพระเอกสองคนปักผ้าคนละผืน คนนึงผ้าสีสันฉูดฉาด บาดตา มองแล้วสดใส ส่วนอีกผืน งานละเอียดแม้จะดูธรรมดา แต่ก็ไม่อาจละสายตาได้ นั่นคือความเห็นของผู้ชายที่เห็นผู้หญิงคนไหนสวยไปหมด ตามแบบฉบับของผู้ชายโรแมนติกที่ถ้าใครชอบผู้ชายประเภทนี้ก็ต้องรับข้อเสียที่เขาไม่สามารถมีผู้หญิงเพียงคนเดียวได้ เว้นแต่ว่า ผู้หญิงคนนั้นจะทำตัวเป็นผู้หญิงออลอินวัน เป็นทั้งหลวงทั้งน้อยในคนๆ เดียว

กลับมาเรื่องเมียหลวงดีกว่า ตอนที่ฉันดูนี้เป็นช่วงที่ปัญหาสุกงอมจนจะเน่าคาต้นอยู่แล้ว ดร.วิกานดาเอือมระอากับความเจ้าชู้ของสามีตลอด 10 ปีที่อยู่กินกันมา อีกทั้งอรอินทร์ยังแสดงตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของแบบออกนอกหน้า มาระรานและเล่นสงครามเย็นที่บ้านของดร. วิกานดาอีกต่างหาก ผู้หญิงที่วนเวียนอยู่ในชีวิตของดร. อนิรุธ ไม่ได้มีเพียงแค่นั้น มีสาวซื่อใสชื่อนุดี และยังสาวใช้หน้าตาดีเกินควรที่บ้านดร. วิกานดาด้วย

อรอินทร์น่ะ นางร้ายของแท้ แบบฉบับดั้งเดิม นุดีหลงรักดร.อนิรุธพร้อมๆ กับรู้สึกผิดที่ทรยศต่อนายแสนดีอย่างดร.วิกานดา ส่วนสาวใช้ที่ฉันไม่ทันสังเกตว่าชื่ออะไร รักดร.ทั้งสองและออกจะหึงหวงแทนนายที่แสนจะเป็นผู้ดีของหล่อน

ดร.วิกานดาถึงขีดสุดแล้ว หล่อนไม่อยากอยู่ต่อไปจนเกลียดดร.อนิรุธ เพราะถึงอย่างไร เขาก็ยังเป็นพ่อของลูกทั้งสองของหล่อนอยู่ดี ฉันว่าหล่อนเล่นดีนะ เล่นแบบผู้หญิงที่ทนท้นทน แบบ สีทนได้ มาแรมปี ทนจนมันเอ่อท้นอย่างที่หล่อนใช้คำว่า ทนจนสำลักความเกลียด แล้วก็ยื่นคำขาดว่าเขาหรือหล่อนจะต้องเป็นฝ่ายที่ออกไปจากบ้าน
ดร.อนิรุธไม่คิดว่าหล่อนจะจริงจัง พูดด้วยอารมณ์แล้วก็คงหายไปเพราะเขาก็เป็นอย่างนี้มานานแล้ว ผู้ชายเจ้าชู้เป็นเรื่องธรรมดา (อันนี้เมื่อไหร่คนไทยจะเปลี่ยนความคิดอุบาทว์นี้เสียที) แต่แล้วคืนถัดมาหล่อนก็ถามซ้ำย้ำคำเดิม เมื่องอนง้อไม่ได้ผลก็ประชดซะเลย

"ใช่สิ ผมมันไม่มีความหมาย คุณน่ะฉลาด เก่ง จัดการทุกสิ่งทุกอย่างได้เรียบร้อย"

"ผู้หญิงยังไงก็เป็นผู้หญิงวันยังคำ นอกเสียจากว่าผู้นำจะมีความบกพร่องอย่างร้ายแรง"

เธอดูภาษาที่ดร. เขาทะเลาะกันสิ คนการศึกษาสูงเขาทะเลาะกันแบบนี้ แต่รูปแบบของปัญหาไม่ได้แตกต่างกับชาวบ้านร้านตลาด มันก็ไม่พ้นเรื่องใต้สะดือนั่นแหละ

แม้จะเถียงจนดร.อนิรุธอึ้ง ทรุดนั่งลงกับเก้าอี้ แต่ดร.วิกานดาก็แอบมาร้องไห้อยู่ในห้อง (ก็หล่อนเป็นผู้หญิงนิ) รำลึกความหลังสมัยรักยังหวานชื่น ความรู้สึกสับสนปนเป หนึ่งก็คำอบรมจากผู้ใหญ่ตอนแต่งงานว่า เราเป็นผู้หญิงอย่าถือตัวว่า เก่ง ฉลาด อีกหนึ่งก็คำพูดของดร.อนิรุธที่บอกว่า ทั้งเก่งทั้งฉลาดอย่างหล่อน ทำให้เขาภูมิใจ ไม่มีทางที่เขาจะหมดรักหล่อน

ฉันชอบที่ละครฉายภาพความหลังแทนที่จะมาพูดใส่หรือสรุปให้คนดูเสร็จสรรพ เป็นละครน้ำเน่าแบบใส่ออกซิเจนเข้าไปบ้างแล้ว และเมื่อใครๆ ก็ชอบค่อนขอดว่าดีนัก ทุกฉากที่อรอินทร์คิดหาหนทางที่จะแย่งสามีชาวบ้าน จะมีพี่คอยเตือนทุกครั้งไป ทีมงานที่จัดละครเรื่องนี้คงมีความรับผิดชอบต่อสังคมละมัง
เมืองไทยเราปล่อยปละละเลย เด็กตัวกะเปี๊ยกก็ดูละครรอบดึกได้แต่ไม่มีผู้ปกครองนั่งดูเป็นเพื่อนหรือดูแล บอกกล่าวว่าสิ่งใดที่เห็นไม่ควรปฏิบัติ ไม่ควรกระทำ หรือถึงทำ ฉันก็จำได้ว่า รำคาญ โตจนป่านนี้แล้วยังจะมาพูดมาสอนเหมือนตัวเล็กๆ ฉันก็มองในฐานะลูก ส่วนคนที่เป็นพ่อแม่ เขาเคยเป็นลูกมาก่อนย่อมต้องเข้าใจความรู้สึก แต่ก็อีก เขาก็ต้องการให้เราเข้าใจหัวอกของคนที่เป็นพ่อแม่ ที่ไม่ว่าเราจะโตแค่ไหน อายุเท่าไหร่ เราก็ยังเป็นเด็กในความรู้สึกของเขาเสมอ

อากัปกิริยาของดร.วิกานดา เมื่อมีข่าวคาวหรือปัญหาใดๆ ที่มาจากสามีตัวดี หล่อนรับทราบและตอบโต้อย่างสงบ อย่างนิ่งๆ หากต้องมีการปรามคนที่ซอกแซกเกินเหตุก็เพียงแค่ปรายสายตามอง หรือถ้าใครบางคนไม่เป็นผู้ดีพอ ทำแค่นั้นก็ยังไม่หยุด หล่อนก็ตอกกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ อันเป็นที่มาของอาการ "ชาเย็น" ศัพท์ระดับเทพของคำว่า "เย็นชา"

แล้ววิธีนี้จะได้ผลมั้ย

ละครยังแทรกค่านิยมของคนในสังคม เมื่อทุกข์ร้อนก็พึ่งวัด เสี่ยงเซียมซี ดูดวง แล้วละครก็บอกใบ้ว่า แม้ตอนนี้หล่อนจะเหมือนอยู่ในฤดูใบไม้ร่วง แต่ฤดูใบไม้ผลิก็จะมาถึงในไม่ช้า ถึงตอนที่หล่อนทวนคำ "ฤดูใบไม้ผลิ" ทำนบก็แตก หล่อนร้องไห้อย่างไม่อายชายญี่ปุ่นที่มาหาด้วยความเป็นห่วง

เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึง ไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูหนาวอันเย็นเยือก หากผ่านพ้น ก็จะได้พบกับแสงสว่างสร้างสรรพสิ่งขึ้นมาใหม่ หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกลไกธรรมชาติ มีเกิดแล้วก็ดับแล้วก็เกิดต่อไปไม่จบสิ้น แล้วเราจะไปยึดถืออะไรมากมาย ชีวิตมันก็แค่นี้

วันนี้เป็น "ชาเย็น" พรุ่งนี้อาจจะเป็นน้ำผึ้งผสมมะนาว หรือไม่ก็แรงแบบว็อดก้าหรือเตกิล่าก็ไม่แปลก

หรือว่าเธออยากเป็นน้ำเปล่า ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี แต่ต้องดื่มทุกวันล่ะ




วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552

ชีวิตง่ายขึ้น?

ตอนนี้ก็ปาเข้าไปเกือบตีห้าแล้ว ฉันยังงมเรื่องการโอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ตของบริษัทอยู่เลย ปัญหาแรกที่ฉันพบก็คือ ไม่ว่าจะกี่ครั้งกี่หน ฉันไม่เคยจำรหัสลับได้เลย แม้จะจดแบบบอกใบ้ให้ตัวเองจำได้คนเดียวแต่ก็จำผิดทุกที ทีนี้ระบบรักษาความปลอดภัยของธนาคารก็ดีเยี่ยม ห้ามใส่รหัสผิดเกิน 3 ครั้ง มิฉะนั้นจะต้องให้ผู้ดูแลระบบตั้งรหัสให้ใหม่ คราวนี้เมื่อเข้าไปแล้วก็ต้องไปเปลี่ยนรหัสลับทันที

การทำรายการโอนเงินไม่ง่ายเหมือนการโอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ตของบุคคลธรรมดา ฉันใช้บัญชีส่วนตัวโอนเงินมาเป็นปี ไม่มีปัญหา แต่พอมาเป็นของบริษัท นอกจากจะต้องคิดเรื่องภาษี ณ ที่จ่าย ยุบยับ ต้องเลือกรหัสสาขาให้ถูกต้อง ต้องทำตามขั้นตอนการทำรายการที่โปรแกรมกำหนดเป๊ะ แถมยังทำเบ็ดเสร็จคนเดียวก็ไม่ได้ด้วย มันก็เนื่องมาจากระบบการควบคุมภายในนั่นแหละ ที่ต้องมีการเช็คสอบระหว่างผู้ทำรายการและผู้อนุมัติรายการ ไหนจะต้องอนุมัติข้อมูลผู้รับโอนเงิน แล้วถึงจะให้ผู้ทำรายการสร้างรายการโอนเงินเพื่อส่งต่อให้ผู้อนุมัติรับรองรายการอีก จากเดิมที่โอนเงินเบ็ดเสร็จแค่ไม่เกินนาที หนนี้ฉันงมอยู่เป็นชั่วโมง

ไม่แค่นั้นนะ ไม่ได้โอนเงินทันทีหรอก ถ้าเลือกแบบทันที ค่าใช้จ่ายบานตะไท ต้องทำรายการล่วงหน้า 1-2 วัน ถึงจะเสียค่าใช้จ่ายต่ำกว่าแบบบุคคลธรรมดา

ฉันได้แต่หวังว่า เมื่อฉันทำรายการคล่องขึ้นแล้ว ชีวิตจะง่ายขึ้นจริงๆ อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องลุกขึ้นมาแต่งตัว ไปเข้าคิวทำรายการที่ธนาคารพร้อมกับห้ามลืมตราประทับของบริษัท

ตอนที่พนักงานธนาคารมาสอนวิธีใช้งานฉัน เนื่องด้วยเคยเรียนอะไรทำนองนี้มา ฉันก็เข้าใจหัวอกน้องๆ ที่มาสาธิตให้ดูเลยทีเดียว คนเขียนโปรแกรมก็เขียนเลียนแบบการทำงานแบบเดิม ไม่ได้คิดว่าจะทำให้การผนวกใช้คอมพิวเตอร์ทำให้การทำงานเร็วและง่ายขึ้น คนที่ต้องใช้งานก็มีงานกองอยู่ท่วมหัว ไม่มีเวลาจะไปนั่งอธิบายให้คนเขียนโปรแกรมเข้าใจโครงสร้างการทำงาน ปัญหาที่พบ หรือลองทดสอบโปรแกรมเพื่อให้ข้อเสนอแนะสำหรับการปรับปรุง ผลก็คือ คนทำงานต้องใช้โปรแกรมที่ออกจะพิการบ๊องๆ เล็กน้อย แล้วไอ้การที่จะแก้โปรแกรมให้ใช้งานง่ายขึ้นก็ต้องเสียค่าแรงที่เรียกกันว่า man hour แพงหูฉี่ จากนั้นฉันก็พูดอย่างเห็นใจน้องๆ เสร็จสรรพว่า แล้วก็ไม่ถึงคิวที่จะแก้โปรแกรมสักที เพราะปัญหาของส่วนงานอื่นหนักกว่า สำคัญและจำเป็นมากกว่า ในขณะที่งบประมาณมีจำกัด เพราะฉะนั้นก็ต้องอยู่กับโปรแกรมต๊องๆ นี้ต่อไป

น้องบอกว่า โห เหมือนพี่มานั่งทำงานที่แผนกด้วยเลยนะเนี่ย

อ๋อ แน่ล่ะ มันก็ปัญหาพื้นๆ ของการทำงานออฟฟิศเนี่ยแหละ แต่ฉันก็แนะทางแก้ให้น้องนะ เผื่อจะมีความหวังบ้างนิดหน่อย ฉันบอกให้น้องรวบรวมสถิติลูกค้าที่ถามเกี่ยวกับปัญหาการใช้งานว่ามีมากน้อยเพียงใด แล้วแปลงความไม่พอใจของลูกค้าเป็นตัวเลข แปลงระยะเวลาที่ต้องตอบปัญหาลูกค้าและแก้ไขข้อผิดพลาดของระบบเป็นจำนวนชั่วโมงเพื่อคูณเป็นค่าจ้างพนักงานกี่คน แล้วนำเสนอผู้ใหญ่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อธนาคารทั้งในแง่ความพอใจในบริการและการจ้างพนักงานเพื่อดูแลปัญหาต่างๆ สรุปออกมาเป็นเงินจำนวนหนึ่ง คุ้มแล้วหรือไม่ที่ยังไม่แก้ปัญหาสักที ข้อมูลเหล่านี้อย่างน้อยก็อาจเพิ่มลำดับความสำคัญของปัญหาได้บ้าง จะได้ต่อคิวสั้นหน่อย

แต่อย่างว่าล่ะ งบประมาณของรัฐบาลยังแย่งกันแทบแย่ ทำรายงานนำเสนอ หาเหตุผลสารพัด ถ้าไม่กินนอกกินในกินตรงกลางทะลุทั้งหน้าหลัง ประเทศก็คงพัฒนาไปถึงไหนแล้ว

ในบริษัทก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก ฝ่ายที่เคยได้เงินเยอะ ก็ไม่ยอมลดงบประมาณของตนเพื่อปัญหาของฝ่ายอื่นๆ หรอก ไม่ว่าใครก็ทำเพื่อตัวเองเพื่อพวกพ้องทั้งนั้น คนที่ทำเพื่อส่วนรวมแล้วตัวเองเดือดร้อน ถูกหาว่า โง่ ซื่อ เป็นไอ้งั่ง

บางคนยิ่งฉลาดเท่าไหร่ รู้เท่าทันเกมส์ แต่เป็นคนดีทำเพื่อส่วนรวม ยิ่งรู้สึกว่าถูกมองว่าโง่มากขึ้นเท่านั้น จริงๆ แล้ว บางทีฉันคิดว่า ยิ่งโง่เท่าไหร่ ชีวิตยิ่งง่ายขึ้นเท่านั้น

หรือเธอว่าไงล่ะ

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2552

มันมาพร้อมกล่อง


กล่องนี้มีคนให้มา อาจเป็นเพราะของมีจำกัด ให้รางวัลคนอยู่ดึก กลับจากงานเลี้ยง ไปต่อบ้านเพื่อน เพื่อนอีกคนเห็นของข้างใน บอกกล่าวขอยืมทันที ฉันปฏิเสธทันควัน เดี๋ยวขออ่านก่อนแล้วจะส่งต่อโดยพลัน กล่องนี้ยังอยู่ในรถอีกหลายวัน รู้สึกผิดเล็กน้อยถึงปานกลางที่เอามาดองไว้ แทนที่จะให้เพื่อนยืมไปก่อน

ได้ฤกษ์อ่านเมื่อคืนนี้

อ่านที่บ้าน ยังไม่จบ ติดไปอ่านที่ร้านประจำเหมือนเคย เลิกสนใจแล้วว่า คนจะค่อนขอดว่าปฏิบัติกิจกรรมผิดสถานที่ อ่านหนังสือค่อนไปทางธรรมะในสถานที่อโคจร คราวนี้พอคนถามว่า ไม่มีที่อ่านที่บ้านเหรอ ตอบฉะฉานว่า นี่เราก็รู้จักกันมาสิบปี ก็อ่านอย่างงี้มาตลอด ยังสงสัยอีกเหรอ

หลายเรื่องราวเคยเห็น เคยได้รับผ่าน forward mail มาก็มาก คติง่ายๆ สั้นๆ แต่ ทำ และ "ทำใจ" ยาก ก็ยังมีคนกล่าวถึงตลอดมา ประโยคเด็ดคงไม่พ้น

"ชีวิตที่สมบูรณ์ คือ 'ใจ' ที่ยอมรับธรรมชาติความไม่สมบูรณ์ของชีวิต"

แล้วมันก็มาสรุปลงที่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนที่เราก็เรียนมาตั้งแต่ประถม

หนังสือพูดเรื่องการนินทา นี่ก็อีก ก็เหมือนๆ กับที่เคยอ่านเคยฟังมา ว่าอย่าไปสนใจคำคนเลย ไม่ว่าจะทำดีอย่างไรก็ยังไม่ถูกใจคนบางกลุ่ม ถ้าเราคิดว่าทำดีแล้ว ก็ไม่ต้องไปสนใจ ยิ่งคนที่นินทาคนอื่นมากๆ เพราะตนเองนั่นแหละที่มีปัญหา ต้องไปคอยกดคนอื่นในต่ำลง เพราะดูเหมือนจะเป็นการทำให้ตัวเองสูงขึ้นโดยปริยาย

เรื่องของทุกข์สุขที่มาคู่กันเสมอ อะไรที่นำความสุขมาให้เรามากๆ เมื่อขาดก็ทำให้เราทุกข์ในระดับเดียวกัน

ชีวิตเหมือนคลื่นในทะเล มีขึ้นก็มีลง ทำไมไม่ทำตัวแบบปลาโลมา ที่ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงก็สนุกกับมัน

ความสุขที่แท้ต้องเป็นแก่นต้นไม้ที่แข็งแรง เติบโต ไม่ใช่เปลือกที่หลุดร่อน เปราะบาง (มีเงิน มีชื่อเสียง) ความสุขที่แท้เกิดจากใจที่เป็นอิสระ การเป็นผู้ให้

ผู้ที่ปฏิบัติธรรม ไม่ว่าเรื่องที่กระทบจะเป็นเรื่องที่นำมาซึ่งความสุขหรือความทุกข์ จะรับทุกสิ่งด้วยการนิ่ง มีสติ แล้วเราก็จะเป็นอิสระจากสิ่งใดๆ ที่เข้ามากระทบ

อ่านจบเล่ม ฉันไม่ได้ "ได้" อะไรเพิ่มขึ้นหรอก สิ่งที่ได้คือการตอกย้ำซ้ำๆ สิ่งที่รับรู้มาก่อนหน้า จบเล่มเริ่มเข้าสู่ทางโลก ปัญหาทางโลกหลั่งไหล รับรู้ปัญหาคนอื่นที่เรามีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง ช่วยเหลือ

ได้ข้อคิดจากบทสนทนา "ช่างแม่ง" ที่ช่างตรงกับเนื้อหาเรื่อง "เอาวะ กับ ช่างแม่ง" ในหนังสือที่เพิ่งอ่านจบพอดี

ไม่ว่าจะอย่างไร ทำดีที่สุดแล้ว พยายามแค่ไหนก็ตาม ผลออกมาอย่างไร จะร้ายหรือดี ก็....ช่างแม่ง

ไม่ว่าฉันจะถามคำถามใดๆ พี่ "ช่างแม่ง" ผู้มีประสบการณ์ในงานทางโลก ก็ตอบได้เป็นอย่างดี อันที่จริงแล้วคนที่จะประสบความสำเร็จทางโลกก็ด้วยประสบปัญหาและฝ่าฟันผ่านร้อนผ่านหนาวมาจากรับรู้สัจธรรม โลกและธรรมมันคู่กันอยู่แล้ว

มุมมองที่ฉันได้รับเพิ่มเติมทำให้ ฉันเห็นภาพกว้างขึ้นกว่าเดิมมากมาย แน่นอนว่าถ้าเราสามารถคิดเชื่อมโยงอะไรๆ ที่ได้รับก็จะนำมาปรับใช้กับด้านอื่นๆ ได้เสมอ

เรื่องเล็กน้อยสำคัญอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนๆ กับงานประสานงาน งานโครงการที่ฉันเคยเล่าให้ฟัง และก็เหมือนๆ กับการปรุงอาหารที่วัตถุดิบหลักของการทำอาหารสักอย่างหนึ่ง ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่หรอก สิ่งที่ทำให้อร่อยเพิ่มขึ้น เป็นเพียงแค่การบิด พลิก เพิ่ม เติม แต่งเพียงนิดเดียว

เรื่องเล็กนั่นแหละที่เป็นเรื่องใหญ่ หรือไม่ใช่ลองคิดดู

คลื่นใหญ่ถาโถม ไม่สำคัญเท่าจิตดวงเล็กๆ ที่ยอมรับและสนุกไปกับจังหวะขึ้นลงของชีวิต

ลืมบอกไปว่าหนังสือชื่อ กล่องบุญ 4 ขอติเพื่อก่อนิดตามนิสัยพื้นฐานว่า น่าจะเย็บกี่แทนไสกาว เวลาอ่านกลัวหนังสือจะหลุดเป็นแผ่นๆ เสียจริง

เอ หรือเขาตั้งใจให้ค่อยๆ เปิด ค่อยๆ พลิก ค่อยๆ อ่านให้ซึมซาบ หว่า

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

แง่ดี...แง่ร้าย

การกระทำเดียวกัน ตีความได้ทั้งแง่ดีและแง่ร้าย อยู่ที่เราเลือกจะ "เชื่อ" อย่างไร บางครั้งเราก็รู้ว่าความจริงคืออะไร แต่บางครั้งก็ไม่มีวันรู้...

วันนี้ฉันนั่งนึกสารพัดเรื่องที่มองได้ทั้งดีและร้าย ไม่น่าเชื่อว่าการกระทำเดียวกันจะมีความหมายได้สุดขั้วขนาดนี้

ลบข้อความและหมายเลขโทรเข้า-เรียกออก ทุกวัน
ดี: เช็คข้อความและหมายเลขทุกวัน จะได้รู้ว่ารับ-ไม่รับสายใครบ้าง
ร้าย: ใครมันจะไปทำอย่างงั้น ถ้าไม่ได้ปกปิดอะไร

ปิดมือถือ เอามือถือไว้นอกห้องนอน
ดี: จัดสรรเวลา แบ่งแยกอย่างเด็ดขาด นอนคือนอน ทำงานคือทำงาน
ร้าย: กลัวใครโทรเข้ามารึเปล่า

มือถือปิดบ้าง เปิดบ้าง สายไม่ว่าง ว่างไม่รับ บางทีโทรกลับ บางทีไม่
ดี: คงยุ่ง คงติดสาย คงแบตหมด คงลืม มีปัญหาหนักอก ไม่อยากพูดหรือเล่าให้ใครฟัง
ร้าย: ยุ่งอยู่กับใครรึเปล่า กลัวรู้เลยปิดมือถือ ทำ call screening ไม่อยากให้รู้หรือติดต่อได้ในบางขณะ ไม่มีมารยาท

พาไปดูดวงแล้วนั่งฟังด้วย
ดี: เป็นห่วง จะช่วยถามช่วยคิด อยากเข้าใจ
ร้าย: รู้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ของตัวเอง หรืออีกทีก็เตี๊ยมกับหมอดูให้พูดตามที่บอก

ติดต่อเมื่อต้องการความช่วยเหลือ
ดี: รู้ว่าเป็นที่พึ่งได้ ไว้ใจถึงปรึกษาปัญหาส่วนตัว ไม่อยากรบกวน ถ้าไม่เดือดร้อนไม่กล้ามากวน
ร้าย: เอาไว้ใช้ประโยชน์อย่างเดียว ไม่มีปัญหาไม่เหลียวแล

ไม่โทรชอบส่งอีเมล
ดี: ทำอะไรเป็นเอกสาร จะได้อ้างอิงได้ ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่อยากรบกวนเวลา ไว้ตอบตอนที่สะดวก อยากอธิบายเผื่อไม่เข้าใจจะได้อ่านทวนเองสำหรับคนที่ไม่กล้าถาม แยกแยะเรื่องราวเป็นระบบ หมวดหมู่ จะได้หาหรืออ้างอิงได้ง่าย
ร้าย: มีอะไรก็ใช้ๆๆ สั่งๆๆ เขียนอะไรยืดยาว เจ้ายศเจ้าอย่าง ขี้เกียจอ่าน ส่งมาฉบับเดียวก็ไม่ได้ มาทีเป็นกอง

ให้ยืมเงินโดยไม่มีหลักฐาน
ดี: ใช้ใจซื้อใจ เป็นห่วงเป็นใย
ร้าย: โง่ เดี๋ยวก็เชิดซะนี่

มีปัญหาแล้วพูด
ดี: จะได้รู้ว่ามีปัญหาจะได้หาทางแก้ ปัญหาไม่ทับถม เข้าใจกันและกัน
ร้าย: อะไรนิดอะไรหน่อยก็บ่น ไม่รู้จักทนอะไรซะบ้างเลย

คนที่ไม่แสดงอาการโกรธแม้จะมีคนทำไม่ดีใส่
ดี: เป็นคนใจเย็น ให้อภัย แยกแยะได้
ร้าย: ไม่รู้ตัวรึไงยัยโง่ มันต้องแค้นฝังหุ่นแน่ๆ ต้องระวังคนๆ นี้ให้ดีๆ จะดัดหลังเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตกลงมันคิดยังไงหว่า

คนที่ไม่บ่นไม่พูด
ดี: อดทน ไม่ใช่พวกดีแต่ปาก คิดก่อนพูด
ร้าย: ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่รับผิดชอบ ไม่รับรู้ ไม่รู้เรื่องเลยไม่รู้จะพูดอะไร ใครว่าไงก็ว่างั้น

กินข้าว/ไปไหน/ทำอะไรคนเดียว
ดี: มั่นใจในตัวเอง รู้ว่าต้องการอะไร ไม่ต้องพึ่งใคร ไม่อยากกวนใคร มีความเป็นส่วนตัวสูง รักสันโดษ
ร้าย: ไม่มีใครคบ หาคนไปด้วยไม่ได้ละสิ ประหลาด ติสต์แตกแล้วนั่น หลุดโลก ไม่ปกติแน่ๆ

เข้ากับทุกคนได้หมด
ดี: มนุษย์สัมพันธ์ดี นิสัยดี อยู่ด้วยแล้วมีความสุข หล่อ/สวย ชอบสนุกสนาน ฉลาดรอบรู้ อีคิวดี เพื่อนรัก พรรคพวกเยอะ
ร้าย: ขาดความมั่นใจ ต้องง้อทุกคน ไม่เป็นตัวของตัวเอง รู้สึกว่าตัวด้อยค่า แก้ปมปัญหาส่วนตัว ที่บ้านไม่มีความสุข โกหกเก่ง เสแสร้ง ไม่จริงใจ กะจะเป็นนักการเมืองละสิ หวังประโยชน์อย่างอื่น หา connection

เลิกกับแฟน
ดี: ไม่มีความสุขจะทนทำไม ปัญหาบางครั้งแก้ไม่ได้ก็ตัดมันซะ ถอยออกมาอาจจะทำให้รู้ใจตัวเองมากขึ้น ได้ทบทวนถึงปัญหา ความดี/ไม่ดี ถ้าเป็นคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกัน ดีแล้ว ไม่ต้องทนจนวันตาย
ร้าย: ไม่อดทน ไม่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่รู้จักอภัย ไม่ยืดหยุ่น นิสัยแย่ถึงไม่มีใครทนได้ คิดถึงแต่ตัวเองไม่คิดถึงผลกระทบ ทำตัวเป็นเด็กนึกจะเลิกก็เลิก

เลิกกับแฟนแล้วยังคุย/ทำงานด้วยกัน
ดี: แยกแยะเรื่องส่วนตัว/งานได้ เป็นแฟนไม่ได้แต่เป็นเพื่อน/ทำงานด้วยกันดีกว่า อาจจะปรับตัวเข้าหากันได้ในอนาคต ถอยออกมาดูกันห่างๆ จะได้รู้ว่าคบเพราะตัวหรือหวังงาน
ร้าย: เลิกไม่ขาดนี่ หวังจะคืนดีละสิ ไม่ยุติธรรมกับแฟนใหม่ เดี๋ยวถ่านไฟเก่าก็คุ ของมันเคยๆ อ้างเรื่องงานนะสิ กั๊กไปเรื่อยๆ แล้วค่อยเลือก ระหว่างนี้ก็ได้งานไปด้วย

ยิ่งคิดยิ่งไม่รู้ว่าดีหรือร้ายต่างกันยังไง หลายๆ ครั้งที่การตัดสินใจผิดพลาดนำมาซึ่งโอกาสสำหรับอนาคตที่ดีกว่าเมื่อได้มองย้อนกลับไป แต่ยังไงๆ ก็ไม่มีใครสามารถกลับไปเลือกทางเดินเก่าคู่ขนานกันไป จริงๆ แล้วไม่มีทางรู้ว่าทางเลือกไหนดีกว่ากัน คิดๆ ไปแล้ว ทางที่ดีที่สุดคือ มีความสุขกับทางที่เลือก ชีวิตที่เป็นอยู่ ทุกๆ วันที่มาเยือน เพราะวันที่เลวร้ายที่สุดอาจกลับกลายเป็นวันที่ดีที่สุดก็ได้...ใครจะรู้

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551

Nat: The Real Entertainer


เสียดายจัง รูปคราวนี้ฉันถ่ายไม่ค่อยชัดเลย แถมแบตก็ใกล้หมด ให้มันได้อย่างงี้สิน่า เมื่อไหร่ต้องการใช้ ไม่ว่าโทรศัพท์มือถือหรือกล้องต้องแบตหมดทุกครั้ง ให้ตายเถอะ
เป็นครั้งแรกที่ฉันไปดูคอนเสิร์ตที่ Karafun แถวสี่แยกเหม่งจ๋าย นาน น๊านที ที่ฉันจะไปต่างถิ่น ปกติฉันก็จะไปแฮงค์อยู่ที่เดิมตลอด 10 ปีได้แล้ว บางคนก็ว่า ทำไมไม่เปลี่ยนบรรยากาศไปที่อื่นบ้าง คนเราถ้าสบายใจหรือชอบอะไรแล้ว จะยังต้องไปไขว่คว้า ค้นหาอยู่มั้ยนั่น ที่ยังต้องเปลี่ยนที่แสดงว่าเป็นคนขี้เบื่อหรือไม่ก็ยังไม่เจออะไรที่ถูกใจ ว่าแต่ไอ้คนขี้เบื่อนั่นน่ะ เพราะสถานที่เดิมๆ มันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นจริงๆ หรือเขาเหล่านั้นมองดูอะไรเพียงผิวเผิน ถ้ามองอะไรให้ลึก สิ่งที่ดูเหมือนจะเดิมๆ ก็มีอะไรลึกๆ ที่แตกต่างนะ จะบอกให้ ฉันเองก็เป็นคนขี้เบื่อ ทำไมฉันไม่เบื่อร้านประจำของฉันหว่า
เข้าเรื่องดีกว่า อ้อมไปไกลแล้วเนี่ย ระหว่างหม่ำChip จิ้ม Guacamole (สะกดอาหารโปรดถูกรึเปล่าเนี่ย) ก็อัพบล้อกไปด้วยค่ะ ฉันไม่คาดคิดหรอกว่า หลานฉันจะมีแฟนๆ มากมายขนาดนี้ แล้วด้วยความที่ไม่ได้ดูคอนเสิร์ตของหลานมานาน ก็เลยเห็นพัฒนาการได้อย่างชัดเจน ปกติเวลาเรามองคน บางคนมองว่าใครเก่ง ไม่เก่ง แต่ฉันว่าคนที่มีพัฒนาการ มีความเปลี่ยนแปลงน่าจะเป็นที่น่ายินดีมากกว่า อีกทั้งถ้าพื้นเดิมก็ดีอยู่แล้ว ยิ่งไปโลดเลยคราวนี้
คอนเสิร์ตคราวนี้สนุก ทำให้คนเส้นลึกอย่างฉัน ขำได้เรื่อยๆ คุณภูษิต ไล้ทองก็ยังไว้ลายความเก๋า เข้ากับเด็กรุ่นหลานได้เป็นอย่างดี การร้องเพลงและเป่าแซกร่วมกันทำให้ฉันหา Generation Gap ไม่เจอ ติดใจหลานร้อง Fly me to the moon จนรู้สึกว่าถึงเวลาที่ฉันจะต้องหัดร้องเพลงนี้ซะทีแล้ว เพลงนี้มันวนเวียนเกี่ยวข้องกันฉันมาหลายครั้งหลายหนซะจนฉันก็นั่งคิดๆ แล้วก็คุยกับตัวเองว่า ทำไมมันถึงได้เกี่ยวกับฉันนักนะเพลงนี้น่ะ
นัทร้อง Playgirl ที่เป็นเวอร์ชั่น Playboy ด้วย ฉันก็กำลังหัดเพลงนี้อยู่เหมือนกัน พอฟังนัทร้องแล้วฉันเลยต้องมาหัดร้องให้เป็นเรื่องเป็นราวอีกครั้ง
ฉันตั้งใจดูคอนเสิร์ต คล้ายจะต้องการศึกษาและวิเคราะห์อะไรๆ แฟนคลับนัทเป็นแฟนคลับที่เรียบร้อยมากและอยู่ในระเบียบ ปฏิบัติตามที่นัทขอความร่วมมือทุกอย่าง ไม่มีการมายืนเย้วๆ หน้าเวที ทุกคนนั่งเรียบร้อย พอถึงเพลงที่ต้องเต้นก็ยืนเต้น ณ ที่นั่งของตัวเองอย่างเป็นระเบียบ ผู้ใหญ่ก็เช่นกัน
ฉันละขำ มุขของนักดนตรีรุ่นใหญ่อย่างพี่แต๋ง ภูษิต ไล้ทองจริงๆ ตอนที่มีผู้ใหญ่มาเชิญให้พี่แต๋งเป็นแขกรับเชิญในคอนเสิร์ตของนัท พี่แกก็เข้าใจว่าเป็น ณัฐ ยนตรรักษ์ เพลงทีจะต้องเล่นคงไม่พ้นประมาณ บัวขาว ลาวดวงเดือน เรียกเสียงฮาได้ตรึม เมื่อทราบว่าเป็น ณัฐ ศักดาทรต่างหาก สาวๆ ที่มาเต้นคลอเคลียนัทในเพลงเร็วๆ (ซึ่งฉันจำชื่อไม่ได้อะ she bang she bang อะไรเนี่ยล่ะ) ก็เต้นได้ โอ้ โห จริงๆ ไม่รู้จะอธิบายยังไง ยิ่งเวลาสาวผมตรงยาวประบ่าทำปากเป็นรูปโดนัท โอ้ย อะไรกันนี่!!
มันมีหลายรสหลายอารมณ์ดีจัง เป็นห่วงอยู่อย่างคือ นัทผอมลงมาก ผอมจริงๆ แล้วฉันก็นึกถึงพัดชา ที่ผอมลงจนผิดหูผิดตาเช่นกัน คนจะขึ้นกล้องก็ต้องทำตัวให้ผอม หน้าจะได้ไม่ป่องคับจอ ต้องเสียสละเพื่ออาชีพจริงๆ
รอดูความสำเร็จและความรุ่งเรืองของคนที่พร้อมอย่างนัทไปเรื่อยๆ นะจ๊ะ

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เรียนรู้เพื่อเข้าใจ

มองนอกดูใน : หัวใจเดียวกัน

แหม ฉันเจอสองบทความเขียนโดยคนๆ เดียวกัน แต่น่าเอามาใส่ไว้ ณ ตรงนี้จริงๆ

+++
เมื่อต้นปีที่แล้ว ข้าพเจ้าได้รับเชิญจากรัฐบาลของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านให้ร่วมเป็นเกียรติในงานประกาศเกียรติคุณสตรีที่ได้รับการคัดสรร อันเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี แห่งการปฏิวัติอิสลามของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นพิธี ข้าพเจ้าได้มีโอกาสใช้เวลาหลังจากนั้นเยี่ยมชมสถานที่ พบปะบุคคล และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้หญิงอิหร่านในเรื่องของการทำงาน ทำให้ได้รู้ถึงหัวใจของผู้หญิงที่ต้องต่อสู้เพื่อชนะกิเลสในตัวเอง

เมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา ผู้หญิงอิหร่านนามว่า ชิริน อีบาดี ได้มาเยี่ยมข้าพเจ้าที่เสถียรธรรมสถาน เธอได้รับเชิญให้มาเยือนประเทศไทย เพื่อร่วมงาน "ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและประชาธิปไตย" จัดโดยมูลนิธิสันติภาพนานาชาติ เธอผู้นี้เป็นผู้หญิงมุสลิมคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในปี 2546 และเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี เด็ก และผู้ลี้ภัย เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้นำของ Associate for the Support of Children ฯลฯ เธอเคยเดินทางมาฮันนีมูนที่เมืองไทยเมื่อหลายปีก่อน และการแวะเยี่ยมข้าพเจ้าครั้งนี้ก็เนื่องจากได้รับทราบว่าข้าพเจ้าทำงานมากมายเกี่ยวกับเด็กและผู้หญิง ซึ่งเป็นงานที่เธอทุ่มเทเช่นกัน เราจึงมีโอกาสได้พูดคุยกัน และชวนกันสานต่องานว่าด้วยเรื่องเด็กและผู้หญิง


อีบาดี กล่าวว่า เธอรู้ว่าข้าพเจ้าทำงานหลายอย่างเพื่อเด็ก เธอจึงอยากจะขอให้ข้าพเจ้าช่วยทำงานกับเด็กๆ มุสลิมทางใต้ด้วย อีกทั้งเสนอแนะว่าควรมีโรงเรียนให้ทั้งเด็กพุทธและเด็กมุสลิมได้เติบโตมาด้วยกัน เพื่อพวกเขาจะได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนวิถีชีวิตร่วมกัน เมื่อโตขึ้นเด็กเหล่านี้จะรู้ว่าไม่มีความแตกต่างในเรื่องของวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดความแตกร้าวขึ้นได้ เพราะ
ถ้าเราปล่อยให้สังคมมุสลิมอยู่แต่ในสังคมตัวเอง และสังคมพุทธก็อยู่ในสังคมตัวเอง จะไม่มีทางที่ทำให้สองฝ่ายเข้าใจกันได้เลย

ข้าพเจ้าจึงเล่าให้อีบาดีฟังว่าเรามีโอกาสเดินทางไปคุยกับครูอาจารย์ในจ.ยะลา เพื่อเป็นการให้กำลังใจพี่น้องไทยพุทธและไทยมุสลิม ที่ทำงานช่วยเหลือเด็กๆ โดยเอาประสบการณ์ที่ไปเยี่ยมเด็กๆ ในหกจังหวัดทางภาคใต้ที่ประสบธรณีพิบัติภัยสึนามิ และได้ทำงานสร้างห้องสมุดในหมู่บ้านชั่วคราวที่มีทั้งเด็กไทยและเด็กมุสลิมซึ่งข้าพเจ้ามั่นใจว่าภาษาและวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตจะสามารถเชื่อมโยงให้เด็กๆ สัมผัสหัวใจของกันและกันได้โดยการอ่านหนังสือ เวลาที่เราทำห้องสมุด เราเลือกหนังสือที่ทำให้เด็กชาวพุทธ มุสลิม คริสต์ ได้เข้าไปอ่านในห้องเดียวกันได้ รอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่เป็นธรรมชาติเป็นความสุขอันเดียวกัน ความสุขเป็นเรื่องสากล ไม่ว่าจะเป็นความสุขของเด็กคนไหนก็เป็นความสุขของโลกใบเดียวกัน เด็กๆ ที่อยู่ในวัฒนธรรมที่แตกต่างแต่สามารถมีหัวใจอันเดียวกันได้


ข้าพเจ้าคุยกับเธอว่า จากการทุ่มเททำงานมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ เธอยังมีความกลัวอะไรอยู่บ้างไหม เธอตอบว่า ความกลัวเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง เหมือนความหิวที่เราห้ามไม่ได้ไม่ว่าเราจะอยากหรือไม่อยาก แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ได้เรียนรู้ว่า เธอจะไม่ปล่อยให้ความกลัวใดเข้ามากีดขวางการทำงานของเธอ กอปรกับเธอเป็นผู้ปฏิบัติในศาสนาอิสลาม สิ่งนี้มีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นอย่างมากทีเดียว

" พระองค์อัลเลาะห์ได้ช่วยอะไรคุณบ้าง ? " ข้าพเจ้าถามก่อนจะลาจากกันในวันนั้น

"พระองค์อัลเลาะห์อยู่ในตัวฉัน และเฝ้าดูฉันอยู่ตลอดเวลา หากฉันทำไม่ดี พระองค์อัลเลาะห์ก็จะไม่ยอมรับ ทุกครั้งที่ฉันช่วยคนแต่ละคน ฉันรู้ว่าพระองค์อัลเลาะห์มีความสุข"

หากทุกคนมีสิ่งยึดเหนี่ยวที่ถูกที่ควรในใจ ไม่ว่าจะเกิดชาติไหน...ไหน ก็ควรจะมีหัวใจเดียวกัน...คือหัวใจแห่งความดีงาม อันจะนำมาซึ่งความสงบและผาสุกของตน ของสังคม และของโลก

ธรรมสวัสดี
คม-ชัด-ลึก วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2548
+++

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เตรียมตัวก่อนถกเรื่อง Persepolis


ฉันทึ่งอีกแล้ว อยากกลับไปเป็นนักเรียนใหม่ แล้วได้สนุกพร้อมรับความรู้จากการเรียนเหมือนกับที่แผนการสอน

Gaining Background for the Graphic Novel Persepolis: A WebQuest on Iran

แผนการสอนนี้กินระยะเวลาถึง 10 คาบ ให้นักเรียนได้เตรียมตัว ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับประเทศอิหร่าน ศิลปะ วัฒนธรรม วิถีการดำเนินชีวิต และเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิวัติและการเมืองการปกครองในยุคเดียวกับที่ Marjane Satrapi หรือหนูน้อยมาร์จี้ของฉันกำลังเติบโต ฉันว่ามันเป็นการเรียนรู้ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่อ่านหนังสือที่บังคับให้อ่านนอกเวลาเพื่อให้สอบผ่านไปเท่านั้น เราสามารถสอดแทรกอะไรหลายๆ อย่างไปกับการอ่านหนังสือ Persepolis มีการฝึกทักษะการนำเสนอในแผนการสอนนี้เช่นกัน ฝึกการค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ฝึกทำสไลด์นำเสนอข้อมูล ยังได้ฝึกการสรุปความ ที่สำคัญ ในแผนสั่งห้ามไม่ให้ทำสไลด์แบบให้ผู้ฟังอ่าน (โอ้ย อยากให้มาบอกอาจารย์หลายๆ คนในเมืองไทยจริงๆ ฉันจำได้ว่าสมัยเรียน เรียกกันว่า ปิ้งสไลด์ อาจารย์บางคนใช้สไลด์ชุดเดิมทุกปี หลังจากเราซีร็อกซ์เล็คเชอร์แล้ว ก็ไม่ต้องขึ้นเรียน อ่านเอาดีไม่ดีท็อป อย่างที่ฉันเคยทำมาแล้ว และคนที่ให้ยืมซีร็อกซ์เล็คเชอร์ก็ค้อนตาขวับ)

มีข้อมูลให้อ่านมากมายในแผนการสอนนี้อีกเหมือนกัน มีกระทั่งการสอนวิธีใช้งาน power point แบบง่ายๆ การเรียนรู้เกิดขึ้นอยู่เสมอ ทำให้นักเรียนรู้ว่า อะไรที่เขาไม่รู้ก็สามารถหาได้ อยุ่ที่จะหา จะอ่าน จะทำรึเปล่า ไม่ใช่นั่งรอให้ใครมาป้อน เดี๋ยวฉันอ่านได้อะไรน่าสนใจเกี่ยวกับอิหร่านเพื่อปูพื้นฐานให้เธออ่าน Persepolis ได้เข้าใจลึกซึ้งขึ้นแล้วฉันจะมาเล่าให้ฟังนะจ๊ะ

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2551

โจโจ้ซัง



Sukiyaki - Nat Tol
เป็นละครเวทีไทยที่เพอร์เฟคที่สุดเท่าที่ฉันเคยดู ฉันไม่ต้องการจะนำผลงานของไทยไปเปรียบกับผลงานอมตะอย่าง Phantom of the Opera ที่ทำให้ฉันร้องไห้เป็นเผาเต่าทั้งที่ภาษาอังกฤษไม่ได้กระดิกสักกี่ตัว (แม้จะเรียนจนจบปริญญาโทก่อนดูละครบรอดเวย์เรื่องนี้แล้วก็ตาม) แต่ฉันว่าผลงานของคนไทยไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้ดีถึงขนาดนี้ กว่าฉันจะพูดคำๆ นี้ได้ ไม่ง่ายหรอกนะเธอ แต่ฉันนับถือทีมงานของ True Fantasia ในหลายๆ ครั้งที่ดู AF ฉันไม่ได้หมายความว่าผลงานของ True เลิศเลอเพอร์เฟค เพราะมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่ทุกครั้งที่ฉันดูการแข่งขันทุกคืนวันเสาร์ ฉันเห็นเขาแก้ปัญหา ข้อเสีย ความบกพร่องที่ทำได้ไม่ดีในอาทิตย์ก่อนๆ ได้เสมอ เพราะฉะนั้น การทำงานที่มีพัฒนาการดีเยี่ยมเช่นนี้สำหรับคนไทยเป็นนิมิตหมายที่ดีอย่างที่สุด งานที่มีคุณภาพได้รับการยอมรับ ทำให้คนทำงานมีไฟที่จะผลิตผลงานดีๆ ไม่ใช่ผลิตแต่ผลงานที่ขายหน้าตานักแสดง

ฉันชอบณัฐและพัดชาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว (ไม่งั้นจะเอามาตั้งชื่อตัวเองเหรอ!) เสียงของลูกโป่งก็กินขาดแบบไม่มีใครเทียม True Fantasia ทำอะไรได้ลงตัวอย่างที่ฉันขอยกนิ้วให้ ในเรื่องมีฉากที่เมียทั้งสองของพระเอกจะต้องประชันกัน ถ้าเลือกคนที่เสียงสู้กันไม่ได้ ฉากนั้นจะกร่อยทันที แม้พัดชาจะได้แสดงน้อยเมื่อเทียบกับคุณภาพเสียงที่ล้นปรี่ แต่แค่ฉาก "ปะทะ" ฉากเดียวก็คุ้มค่าตั๋วอย่างยิ่งยวดแล้วละเธอ เนื้อและทำนองเพลงทำได้ดีมาก ท่อนประสาน จากตอนต้นที่เคทมาหาโจโจ้ซังด้วยต้องการจะมาเอาลูกของสามีกลับไปเลี้ยงที่อเมริกา เธอดูถูกเหยียดหยามสารพัด แต่แล้วเพลงก็บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาจนเคทเข้าใจในที่สุดว่าเข็มกลัดผี้เสื้อที่เธอได้รับจากสามีเป็นสัญลักษณ์ของรักนิรันดร์หาใช่สำหรับเธอไม่ เป็นเพียงตัวแทนให้ระลึกถึงผีเสื้อแห่งนางาซากิ....จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก...โจโจ้ซัง

ทันที่ที่เคทได้เห็นปิ่นปักผมรูปผีเสื้อ (ปิ่นที่ชนะใจโจโจ้ซัง ชนะแหวนของราชวงค์ที่เจ้าชายยามาโตรินำมาประมูลในวันที่โจโจ้ซังต้องเลือกผู้อุปถัมภ์)เคทก็เพิ่งรู้ว่าเธอไม่เคยเป็นผู้หญิงในใจของสามีเธอเลย แต่ในโลกของเหตุผล เธอก็ใช้เหตุผลพูดจนโจโจ้ซังยอมยกลูกให้และแก้ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยการทำฮาราคีรี ฉากที่สองสาวประชันกันเป็นฉากที่ฉันประทับใจเหลือเกิน

แต่ฉันร้องไห้ตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้วนะเธอ ฉันร้องไห้ตั้งแต่ฉากที่โจโจ้ซังแต่งงานกับพิงเคอร์ตัน แทนที่จะเป็นฉากที่รื่นเริงสุขสม ความทุกข์ในใจของเจ้าชายที่พ่ายรักกลับท่วมท้นในใจฉันอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ การเคลื่อนไหวเพียงนิดเดียว การสาวเท้า เหลียวหันมอง บ่งบอกความรู้สึกได้รุนแรง กระแทกกระทั้นยิ่งกว่าการกระทำอย่างโจ่งแจ้งเป็นไหนๆ เจ้าชายทำได้เพียงเท่านั้น

อีกฉากที่เจ้าชายมาหาโจโจ้ซังที่ยังคงรอคอยการกลับมาของพิงเคอร์ตันอย่างมั่นคง เป็นวันก่อนวันแต่งงาน (ตามหน้าที่)ของเจ้าชาย เจ้าชายขอใช้ความพยายามสุดท้ายโดยหวังว่าจะเปลี่ยนใจให้โจโจ้ซังหันมาเลือกตนคนที่จะดูแลทนุถนอมดอกไม้งามตลอดไป แต่โจโจ้ซังเลือกยึดมั่นในคำสัญญากับสามี แม้เจ้าชายจะคุกเข่าก้มลง
หัวจรดพี้นเพื่อรักยิ่งใหญ่ครั้งนี้ โจโจ้ซังซาบซึ้งในความรักที่มีก้มลงคุกเข่าก้มหน้าจรดพื้นเช่นกันเพื่อแสดงการปฏิเสธอย่างนุ่มนวลที่สุดของเธอ ฉากนี้เป็นฉากที่เจ้าชายผู้สูงศักดิ์แต่มีใจรักอันยิ่งใหญ่ ยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อนางอันเป็นที่รักโดยไม่แคร์ว่าเธอมีลูกและสามีแล้ว และเจ้าชายก็กล่าวคำว่า "ลาก่อน" ตัดใจตัดสายสัมพันธ์เพื่อหน้าที่ของสามีของหญิงที่กำลังก้าวเข้ามาในชีวิต

ฉันว่าฉันไม่ได้อินกับบทเจ้าชายเพราะคนแสดงเป็นหลานฉันหรอกนะ ฉันว่าหลานฉันแสดงดีจริงๆ เป็นการแสดงที่มีพลังอย่างประหลาด

ที่ฉันชม True Fantasia หนักหนาก็เพราะความลงตัวของละครเรื่องนี้ในทุกๆ แง่ ทุกๆ ด้าน การทำให้ผู้ชมเข้าใกล้ตัวละครมากขึ้นโดยการที่ตัวแสดงเดินเข้าข้างๆ ผู้ชม มีการทักทายผู้คนที่เดินผ่าน การที่เอามุขตลกของ AF มาใช้ในเรื่อง ทำให้คนดูอารมณ์ดี หรือแม้แต่ตอนจบที่เศร้า แต่ให้ความหวังว่าในชาติปัจจุบันพระเอกกับนางเอกอาจจะได้สมรักกันในที่สุด ลูกของโจโจ้ซังที่น่ารักก็มีเสน่ห์ทำให้พี่ป้าน้าอาทั้งหลายเทใจไปให้เรียบร้อยแล้ว เอาเป็นว่าฉันยังติละครเรื่องนี้ไม่ได้เลยละกัน

ออฟ AF 2 แม้จะไม่ได้บทเป็นพระเอก แต่บทที่ได้รับก็เด่นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร เหมาะกับออฟมากและทำให้มีโอกาสได้แสดงความสามารถหลากหลายทั้งเป็นนายหน้าบ้าเงินและชายแก่ที่เล่าเรื่องทั้งหมด

ละครเรื่องนี้ ไม่ทำให้ใครเด่นเกิน ไม่ทำให้แฟนของ AF คนไหนรู้สึกว่าคนที่ตนชื่นชอบต้องตกเป็นรองใคร แม้แต่การแสดงที่มีนักแสดงสองชุด ฉันถือว่าชุดที่ดูเหมือนว่าจะเป็นชุดหลักกลับไม่ได้รับการโปรโมทเหมือนเป็นตังแสดงหลัก กลับดึงการแสดงของอีกชุดที่ด้อยกว่าให้มาอยู่ข้างหน้า เพื่อให้ภาพรวมไม่โดด ไม่เหมือนละครเวทีบางเรื่องที่ความสามารถของตัวแสดงนำโดดเด่นแตกต่างจากนักแสดงที่เหลือจนทำให้ภาพรวมของละครไม่ดีเท่าที่ควร หรือการที่มีบทพระเอกสองคนก็ทำให้รู้ว่าคนไหนคือตัวจริง คนไหนคือตัวสำรอง

ขอยกย่องว่า True Fantasia คิดรอบคลอบคลุมเรื่องเล็กน้อยต่างๆ ได้ครบถ้วย การทำมิวสิควิดีโอของละครเพลงเรื่องนี้ก็เป็นการโปรโมทที่ดีมากๆ ใจฉันยังอยากให้ทำเทปให้ศิลปินได้มาตรฐานดีอย่างนี้ด้วยเลย ชอบจริงๆ ค่ะ โจโจ้ซังเวอร์ชั่นนี้ เป็นความลงตัวยิ่งกว่า ณัฐพัดชา ซะอีกนะเนี่ย