แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ งานของฉัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ งานของฉัน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ยุ่งเหยิง สับสน วุ่นวาย

อันที่จริง ชีวิตของฉันก็ไม่น่าจะซับซ้อนอะไรนักหนา ไม่ได้เป็นมนุษย์ออฟฟิศอย่างชาวบ้านทั่วๆ ไปสักกะหน่อย แต่กลายเป็นว่าทั้งงานราษฎร งานหลวง สับสนปนเปกันให้ยุ่งยากใจยิ่ง...

เฮ้อ!! ขอถอนหายใจก่อนจะบ่น บ่น บ่น และบ่น คนเราถ้าไม่ต้องทำหลายๆ สิ่งพร้อมๆ กัน จะเรียกว่า ยุ่งได้ยังไง ญาติผู้ใหญ่ ผู้มีพระคุณช่วยให้ฉันได้คำนำหนังสือเจ้าชายน้อยจากท่านทูตฝรั่งเศส แถมฉันยังเรียนเชิญท่านไปงานช้าเกินควร แม้ท่านจะเข้าใจแต่ฉันก็รู้ว่า ฉันทำอะไรไม่เหมาะไม่ควรอีกแล้ว ตอนนี้ท่านจากไป บุญคุณยังไม่ได้ทดแทน ได้แต่ฝากแม่ที่คอยดูแล ทำให้รู้สึกผิดน้อยลง งานศพมีติดต่อกันในช่วงที่วุ่นวายทั้งงานราษฎร งานหลวง แถมผู้ใหญ่ที่ให้ความเมตตา ช่วยเหลือสารพัดเรื่อง หลายยยยยยท่านก็แวะเวียนให้รับรองอยู่เป็นนิจ แถมยังมีผู้ใหญ่ของผู้ใหญ่ที่ดูแลตกทอดกันมาอีกเป็นสายๆ ถ้าวาดเป็นรูปก็แตกแขนงเป็นสาแหรกกิ่งก้านสาขาบานตะไท

แล้วแทนที่ฉันจะได้กลับบ้านนอนเพื่อทำงานภาคกลางวัน ก็เป็นอันเหลือเวลาเพียงสองสามชั่วโมง ไอ้การที่ธรรมชาติของฉันต้องนอนกินบ้านกินเมืองไม่งั้นสมองไม่ทำงาน ทำให้ไปทำงานภาคกลางวันสายบ้าง ไปประชุมช้า ไม่ได้ไปมันทั้งงานเลยก็มี วันที่ 15 นี้เป็นวันที่ทุกอย่างประเดประดังกันเข้ามา ทั้งการประกวดรอบผิวพรรณ งานแถลงข่าว งานศพ วันแรกของงานสัปดาห์หนังสือ นี่ยังไม่ได้นับภาคกลางคืนที่ต้องมีการประชุมต่อเนื่อง และเลยรวมไปถึงรับรองผู้ใหญ่ เอ็นเตอร์เทนผู้มีพระคุณ อันเป็นหน้าที่ประจำด้วยนะ

แม้แต่วันอาทิตย์นี้ ไปดูแลการคัดตัวผู้เข้าประกวดนางสาวไทย ผู้ใหญ่ขอร้องให้แว๊บไปงานทอดกฐิน กลับมาดูเรื่องกองประกวดต่อ เย็นไปงานสวดศพ และกลับมาประชุมทีมงานกองประกวด คืนนี้ก็ใช่ว่าฉันจะได้กลับบ้านแต่วัน มีการส่งงานตามผับตามบาร์จนฉันเรียกสถานที่นั้นว่าเป็น ออฟฟิศ มาพักใหญ่แล้ว นี่ฉันก็ยังนั่งทำงานและอัพบล้อกโดยใช้คอมพิวเตอร์ในร้านขายข้าวซอยของน้องที่คุ้นเคยกัน

แล้วสิ่งที่ฉันทำได้ก็คือ ไม่เครียด ไม่รู้สึกผิด (มากอย่างเคยๆ ) แม้จะเป็นสารพัดสายตาที่เป็นจริงและที่จินตนาการได้ ปลงๆ ปล่อยๆ บางครั้งอาจทำให้คนรอบตัวตั้งใจทำงานและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่ฉันมานั่งเคี่ยวเข็ญใช้พระเดชให้เมื่อยอารมณ์ เซ็งกล้ามเนื้อซะอีก

โอเค ได้บ่นพองาม แล้ว ก็ถึงเวลาปฏิบัติงานภาคกลางคืน ด้วยชุดทำงานเดิม สลัดแจ๊คเก็ตออก เหลือเกาะอกปักเลื่อมเล็กน้อย เข้ากับคอนเซปท์วันเกิดน้องที่ร้านประจำเลย แล้วก็ต้องเทคแคร์ประชาชีควบคู่ไปด้วย

แล้วจะมีใครเทคแคร์ฉันมั้ยหนออออออออ

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Beauty Sleep, Beauty Marketing Strategy


ฉันเพิ่งตื่นได้ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนอนนานนนนนนนนับแต่เมื่อเช้าตรู่วันเสาร์ที่่ผ่านมา นับไปนับมาได้ประมาณ 30 ชั่วโมง...

มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันละเนี่ย พี่ที่เข้าใจบอกว่า มันคงเป็นกลไกของธรรมชาติที่ปรับสมดุลให้กับร่างกาย ดีเท่าไหร่แล้วที่นอนหลับ ไม่ต้องทนทรมานเหมือนหลายๆ คน ที่อยากหลับแล้วหลับไม่ลง

งานที่เพิ่งเริ่มใหม่ ทวีความสนุกสนานและซับซ้อนเป็นลำดับ ฉันออกจะเป็นคล้ายคนกลางแม้จะไม่กลางด้วยหน้าที่ ยังไงฉันก็ถือว่าฉันมองจากอัฒจรรย์ เห็นใจทั้งสองฝ่าย การที่เราจะปรับจูนให้ลงตัวต้องยืดหยุ่นซะเหลือเกิน มีโอกาส ทางเลือกเข้ามามากมาย ทั้งส่วนตัวและเรื่องงาน เป็นช่วงเวลาที่มีอะไรน่าสนใจเข้ามาในชีวิตอีกช่วงหนึ่ง

อาทิตย์หน้าก็จะเริ่มยุ่งจริงๆ จังๆ แล้ว ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าร่างกายจะรับไหวรึเปล่า แต่ก็พยายามพักผ่อนให้มากขึ้น มีคำสัญญาจากคนที่ให้ความสำคัญกับคำพูดอย่างสูงอยู่สองคน หนึ่งจะหาคนเช่าพื้นที่ให้ฉัน และให้ฉันเป็นพิธีกรทีวีช่องใหม่ อีกหนึ่งจะช่วยให้ขายหนังสือได้มากสมความตั้งใจ

ปีหน้าจะเป็นปีรุ่งโรจน์ของฉันตามคำทำนายของคนที่มีญาณพิเศษ 2 คนที่ฉันไม่ได้สืบเสาะค้นหา แค่่ปีนี้มันก็ดีแล้วนา เพื่อนฝูง ใครเจอหน้าก็บอกว่าเห็นฉันออกสื่ออยู่เป็นระยะ โอม เพี้ยง ขอให้ฉันขายหนังสือได้โดยไม่ต้องจ้างดาราเป็นพรีเซนเตอร์ทีเถอะ ในเมื่อเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม ขนาดเข้าไปเชิญให้มางานเปิดตัวหนังสือด้วยตัวเองแล้ว ยังไม่ยอมมาทำข่าวให้ ด้วยว่าบก.ให้เหตุผลว่าจะทำข่าวเฉพาะหนังสือที่ดาราเขียนหรือแปล 

ให้มันรู้ไปซิว่า ฉันจะทำตัวให้เด่นแบบไม่เป็นภัย เป็นคุณต่อการขายหนังสือไม่ได้ !!!

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552

แล้วมันลงเอยที่ "จำเลยกามเทพ" ได้ไงเนี่ย


ฉันปวดท้อง เห็นใจนาย ใครๆ เป็นห่วง...

ฉันน่ะเป็นคนจำพวกไวต่อสารเคมีในร่างกาย บางครั้งไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่แล้วก็พบว่ามันเป็นเรื่องของระดับสารเคมีที่เปลี่ยนแปลงเนื่องด้วยสารพัดเหตุ หลายครั้งที่ใครๆ บอกว่าไม่รู้จักประมาณตน ทำอะไรเกินกำลัง พอรู้ตัวก็แย่พอควร ฉันเลยต้องสังเกตุตัวเองให้มากขึ้น ฝืนอะไรให้น้อยลง ในขณะเดียวกัน ฉันก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าขี้เกียจไปมั้ยนั่น แต่ก็หัดเอามือไขว้หลัง ทำไม่รู้ไม่เห็น หลับหูหลับตา หากต้องการให้ใครทำอะไรให้ได้ตามมาตรฐานของเราก็คงจะทุกข์เปล่าๆ ยิ่งได้ยินเพื่อนเล่าให้ฟังถึงปัญหาการทำงานที่ทุกคนเครียดกันหมดเพราะตั้งเป้าไว้สูงมาก ่ครั้งจะทำงานน้อยลงก็รู้สึกอาย เพราะน้องที่เป็นเนืื้องอกทำงานถึงตีสองทุกวันมาตั้งแต่ต้นปี 

ฉันได้ฟังแล้วก็ เฮ้อ! นี้มันหนูถีบจักรดีๆ นี่เอง มีนายเก่าอีกคนที่คุยกับฉันหลังจากที่ฉันเคยบอกลูกน้องคนหนึ่งว่า ทำงานให้น้อยลงอีกหน่อยก็ได้ ดูแลสุขภาพให้ดีๆ เพราะน้องคนนี้ก็เริ่มป่วยอีกเหมือนกัน นายเล่าให้ฟังว่า เขาก็เคยทำงานหนักแบบนั้นเหมือนกัน แล้วก็พบว่า ถ้าเราทำงานน้อยลงอีกหน่อยก็ไม่ได้ทำให้โลกนี้แตกสลายอย่างใด พวกเรากันเองที่จริงจังกับชีวิต ทั้งๆ ที่ชีวิตมันก็แค่นี้ จะเอาอะไรกันนักกันหนา 

ไม่ใช่ว่าฉันจะคิดอะไรได้ก่อนคนอื่นหรอก เพียงแค่นายเก่าอีกคนเห็นฉันจริงจังกับงานที่ได้รับมอบหมายมาก เลยบอกให้ฉันลืมเช็คเมล์บ้างก็ได้ การที่เราจริงจังแม้จะไม่ได้ตั้งใจจะคาดหวังให้คนอื่นทำเหมือนเรา แต่คนรอบตัวก็รู้สึกได้ถึงความเครียด บรรยากาศการทำงานที่เร่งเร้าโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว

พูดถึงนายหลายคน เอานายคนดีที่ฉันพยายามเข้าใจดีกว่า เราต่างมีความตั้งใจ จริงจังในการทำงานไม่ต่างกันนักหรอก(นายฉันว่างั้น) เขาปลุกปล้ำงานที่ทำมาร่วมสิบปี ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แล้วเมื่อการเมืองทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน เราก็คงต้องจัดการกับปัญหาไปทีละเปลาะ ใจนึงฉันก็ว่าดี มีคนดูแลให้เสร็จสรรพ แต่อีกแง่มุมหนึ่งก็เห็นได้ว่า เป็นเรื่องปกติของคนไทยที่กลัวว่าจะมีคนแย่งงานไป จึงต้องกั๊กไว้ ประมาณว่าต้องให้ฉันทำเท่านั้น ไม่งั้้นก็จบ ไม่มีใครทำแทนได้ 

เรื่องแบบนี้ฉันเห็นมาเยอะ ในโลกธุรกิจที่ต้องแข่งขััน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เป็นโลกที่นายเก่าคนหนึ่งของฉันเป็นห่วง เป็นห่วงว่าฉันคง "โดน" ไม่ใช่น้อย ประมาณว่า "ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย" แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ฉันก็รู้ว่าฉัน "แตกต่าง" 

การเมืองที่กลุ่มคนหนึ่งค่อยๆ ยึดอำนาจ ริดรอนสิทธิที่เคยมีอย่างเต็มเปี่ยมไป ทั้งข้างเดียวกันและฝั่งตรงข้าม ทำให้เหมือนตัวคนเดียวแต่ต้องสู้กับศัตรูรอบด้าน ในเมื่อฉันร่วมหัวจมท้ายกับนายแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด ไปไหนไปกัน 

ในเวลาเดียวกันที่ฉันเป็นห่วงนาย ใครๆ ก็เป็นห่วงฉัน...

วันนี้ฉันไม่รับโทรศัพท์ใด และเคยพบว่า การลืมโทรศัพท์ไว้ในรถเป็นความสุขอย่างหนึ่ง อย่างไรเสียก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ พอโทรกลับก็คล้ายจะร้อนตัวว่าทำหน้าที่ของตนไม่ดีพอ บางคนฝาก SMS ด้วยความเป็นห่วง ถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น ติดต่อกลับมาด้วย บางครั้งเราก็รู้สึกดีที่ทำให้บางคนเป็นกังวล

วันนี้แล้วสิ ที่จะได้ดู "จำเลยกามเทพ" ละครกุ๊กกิ๊ก น้ำเน่าเหลือแสนที่จะทำให้คนดูรู้สึกผ่อนคลาย เข้าไปอยู่ในโลกจินตนาการ ฉันเพิ่งเห็นประโยชน์ของละครน้ำเน่าเมื่อพูดกับเพื่อนที่ทุกข์จากสารพัดเรื่องเมื่อวานนี่เอง

อย่าจริงจัง(มาก)  หาความสุขใส่ใจกันดีกว่า


วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

ฝนฟ้า พายุงาน เรื่องสะท้านใจ

วันนี้ฝนตกแรง ฟ้ามืด แตกต่างจากครั้งอื่นๆ ฝนสาดแรงผ่านระเบียงที่กว้างสักเมตรครึ่งมาโดนกระจกทีเดียว ต้นไม้ได้น้ำฉ่ำเย็น แต่ผ้าที่ตากไว้เปียกจนไม่เก็บเข้าบ้าน ตากไว้รอแดดวันพรุ่งนี้หากฟ้าไม่สั่งฝนให้ตกถล่มทลายเหมือนในวันนี้...

เป็นการเกริ่นย่อหน้าแรกที่ยาวที่สุด และไม่มีคำว่า "ฉัน" ในย่อหน้านั้นเลย

   
           ฝนตกแดดไม่ออก นกกระจอกไม่รู้อยู่ไหน
        ชักงงว่าทำไม ฉันจึงได้แต่แต่งกลอน
        ตืื่นนอนมีความสุข รู้สึกสนุกไม่ต้องซ่อน
        ใครทุกข์ฉันขอวอน มิได้สอนจงนอนไป


          ฝนยังตกพรำพรำ ละอองน้ำหยาดสวยใส
           สดชื่นรื่นฤทัย ต้นไม้ออกดอกใบงาม
           ม่านไม้ใกล้ความจริง เดปฉันยิ่งวิ่งไล่ตาม
           กล้วยไม้ออกดอกสาม ถ้าใครถามไว้บูชา


           พระพิฆเนศมี ได้เป็นศรีกิจการค้า
           ขอพรพระเจ้าขา ถ้าหนังสือฉันขายดี
           พวกเรากำมะหยี่ แสนยินดีชี้ช่องนี้
           ให้น้องรุ่นหลังที่ พิมพ์เรื่องดีเพื่อคนไทย


ฉันอยากพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนจะเริ่มงานหนัก ซึ่งไม่แน่ว่าจะหนักทางกายและใจเหมือนคราวก่อน แต่ที่แน่ๆ หนนี้ "หนักใจ" การเมืองในการทำงาน ทำให้ต้องใช้สมอง ต้องคิดให้รอบ ให้ครอบ ยิ่งทำงานกับคนฉลาดยิ่งเหนื่อย แต่ก็เป็นการเหนื่อยที่สร้างสรรค์ ได้ฝึกฝนตัวเองให้เก่งขึ้น สุขุมขึ้น และรอบคอบขึ้น ไม่แค่นั้น คราวนี้มีผู้ร่วมงานใหม่ที่รู้จักมาเก่าก่อนตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย คนที่มี "คดี" กันมาแต่หนหลัง ตอนนี้ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว แต่ก็เกรงว่าการทำงานประสานกันในช่วง 2 เดือนหรืออาจจะติดพันยาวไปกว่านั้น หากหาคนทำต่อจากฉันไม่ได้ เมื่อฉันไม่ได้รู้สึกอะไร ก็ไม่อาจทำอะไรฉันได้ แต่ฉันก็ไม่รู้ ว่าคนนั้นจะยัง "รู้สึก" อะไรกับฉันรึเปล่า เรื่องมันจบไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร ยังไงแล้วความทรงจำของการเป็น "นักวิ่งขาสวย" ก็ทำให้ยิ้มในใจแสดงออกมา

ตั้งแต่จบงานคราวก่อน "นาย" ให้เกียรติฉันมากกกกก (จนเกินไป) ชมทุกครั้งที่พูดคุยกับคนอื่น มากจนทำให้ฉันสงสัย นายเองก็สงสัยในพฤติกรรมของฉันที่เปลี่ยนไป ที่ผ่านมาฉันเป็นเด็กคนหนึ่งที่ไม่พูดไม่จากับใครๆ นั่งเล่นคอมหรือร้องเพลง...แค่นั้น แต่เมื่อการงานบังคับ ฉันก็เริ่มทำในสิ่งที่คนอื่นๆ เขาทำกันซึ่งก็คือ การเข้าสังคม เมื่ออยู่ดีๆ ฉันก็ลุกขึ้นมาคุยกับคนนั้นคนนี้ สนิทสนมดั่งคนมนุษย์สัมพันธ์ดี เข้ากับคนได้ทุกระดับ ไปกับคนนั้นคนนี้ ภาพที่ดูออกมาก็ไม่แคล้ว "ไม่ค่อยดี" อย่างที่คนชอบมองกัน

เมื่อคืนนี้เองที่คุยกับรุ่นพี่สมัยเรียนคนหนึ่ง "ผู้ชายเค้าก็รู้กันมานานแล้วเรื่อง social networking" แน่ล่ะ ทำไมฉันจะไม่รู้ แต่ผู้หญิงกับผู้ชายก็ไม่มีวันเท่าเทียมกันอยู่ดี ผู้ชายเข้าสังคมเป็นเรื่องดี ผู้หญิงเที่ยวกลางคืน กินเหล้า สูบบุหรี่ ดูดีที่ไหน คนใกล้ตัวฉันไม่เข้าใจ และก็คงไม่มีวันเข้าใจ ป่วยการที่จะคอยอธิบาย เหมือนๆ กับหลายๆ การกระทำที่ไม่ได้เป็นอย่างที่คนอื่นเข้าใจ ยิ่งพยายามอธิบายก็ยิ่งเหมือนเป็นการแก้ตัว คิดซะว่ามันเป็นระบบคัดกรองตามธรรมชาติ ดีซะอีก ใครที่เข้าใจฉันก็คงเป็นคนที่คู่ควรให้ฉันคบหาเสวนาด้วยฉันยังจำสายตาของคนที่มีโอกาสเข้าไปอยู่ในส่วนลึกของจิตใจฉันได้แจ่มชัด "ไม่ไปได้ไงล่ะ ได้ลงไทยรัฐสองครั้งก็เพราะพี่เค้าเนี่ยแหละ" ดูท่าฉันจะเป็นผู้หญิงที่รักสนุก เที่ยวไปวันๆ หาสาระอะไรไม่ได้ คล้ายจะว่างานที่ฉันทำอยู่ ทำเป็นหน้าตา ทำเพื่อให้  "มีอะไรทำ" ไม่น่าเชื่อว่าคนฉลาดปราดเปรื่องอย่างเขาคนนั้นจะมองฉันตื้นเพียงแค่นี้ น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้ใช้เหตุผลเพียงพอที่จะให้ใจ ให้ความรู้สึกกับใครบางคนที่มองฉันลึกลงไปกว่าเรื่องเปลือกหรือสิ่งที่ใครๆ ทั่วๆ ไปเขามองกัน ออกจะน่าผิดหวังที่คนที่ฉันแคร์มองฉันเพียงเท่านั้น 

ฉันเขียนข้อความในหนังสือที่เขาซื้อจากฉันว่า 

"สิ่งที่สำคัญไม่อาจมองเห็นได้ด้วยดวงตา" 

และปฏิกิริยาที่เขาประหลาดใจก็ทำให้ฉันรู้สึกดี หวังว่าวันหนึ่ง เขาจะเลิกปฏิเสธตัวเอง ยอมละเหตุผลที่กดทับอารมณ์ความรู้สึกศิลปินของเขา ได้ปลดปล่อยให้ได้สุข ได้ยิ้มจากใจ หลายๆ เสียงเตือน เขาเหมาะจะเป็นเพื่อนเป็นพี่ ไม่ใช่คนรัก ความเห็นล่าสุด "เขาเป็นคนจับจด" ฉันไม่แน่ใจขนาดที่ต้องไปดูความหมายของคำว่าจับจดอีกครั้ง เขาคนนั้น คนที่ฉันประทับใจไม่ได้เป็นคนแบบนั้นสักหน่อย 

ฉันยังจำครั้งแรกที่พี่คนหนึ่งแนะนำให้ฉันรู้กับเขาได้เหมือนเป็นภาพที่เกิดเมื่อวาน ผู้ชายสองคนเดินมานั่งที่เคานเตอร์บาร์ คนหนึ่งเพิ่งเลิกกับภรรยา และสาปส่งว่า "ไม่เอาอีกแล้ว" ณ เวลานั้นฉันไม่รู้หรอกว่า เวลานี้เขามีแฟนที่น่ารักและก็ดูเป็นคู่ที่เหมาะกันมากๆ ส่วน "เขา" ที่อยู่ในใจฉัน นั่งลงด้วยสายตาเคร่งเครียด กลุ้มใจเรื่องแฟน ถ้าไม่ทะเลาะกันในหนึ่งเดือนก็จะแต่งงานแล้ว ผู้ชายคนนี้น่าสนใจ แตกต่างจากคนอื่นๆ ที่มาที่ร้านนี้ เขาไม่ได้มาเฮฮาไร้สาระ มาเจอเพื่อนๆ แต่ก็แบกเอาความกลุ้มใจเรื่องส่วนตัวมาด้วยฉันคงไม่ได้รักเขาหรอก เพราะรู้ทันทีว่าประทับใจในส่ิงที่เขาพูดถึงแฟน 

แต่เขาคนนั้นก็อยู่ในความคิดคำนึงของฉันตลอดมา 

จนกระทั่งฉันได้มาเจอเขาอีกครั้งและก็ถามด้วยความสงสัยว่า ไม่ทะเลาะกันเดือนนึงรึยัง กลับได้คำตอบว่า "เลิกกันไปแล้ว" ณ เวลานั้น ฉันก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาหรอก แค่จำได้ เห็นบุคลิกที่โดดเด่นอย่างที่ว่า และตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา เมื่อใดที่ฉันได้เห็นเขาในอารมณ์นั้นอีก อารมณ์ที่ใช้ความคิด กังวลใส่ใจอยู่กับเรื่องใดๆ ก็เป็น "เขา" คนที่ฉันประทับใจเสมอมาแม้กระทั่งวันนี้ 

เวลาผ่านมานานแสนนาน เขาเปลี่ยนไป...

นานๆ ครั้งที่ฉันจะได้เห็นเขาในอารมณ์นั้น และทุกครั้งที่เห็นเขาในอารมณ์นั้น ฉันก็อยากเข้าไปคุย เข้าไปแบ่งเบาปัญหาหนักอก เข้าไปร่วมรับรู้ และนั่นคือความสุขที่ฉันได้จากเขา นอกเหนือจากเพียงครั้งเดียว เพียงครั้งเดียวจริงๆ ที่เขาบอกว่า รักฉัน และไม่ได้รักอย่างน้องสาว และเป็นคำตอบเดียวที่ฉันไม่ได้ถาม แค่คำว่า "พี่XXรักYY พี่XXรักYY" สองครั้งติดต่อกัน ก็ทำให้ฉันมีความสุขที่สุดแล้ว มันคงเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง ที่เขาได้ให้กับฉัน ซึ่งฉันเชื่อว่ามันจะลบล้างสิ่งระคายเคืองใจใดๆ ที่เขามีส่วนทำให้เกิดในใจฉันทั้งหมดความสุขเมื่อนานๆ เกิดทีก็มีค่าเหมือนๆ กับดอกไม้ประจำตัวฉัน ดอกจันทร์กะพ้อที่ใครๆ ว่าหอมเหลือเกิน ปลูกหลายปีถึงจะออกดอก ฉันเองยังไม่เคยได้มีโอกาสเห็นดอกไม้นี้จริงๆ เสียที คงเป็นอีกหนึ่งความสุขใจที่ฉันหวังจะได้รับในชีวิตนี้

เมื่อก่อน ฉันเป็นเจ้าสาวที่กลัวฝน และเมื่อโดนฝนเปียกปอนผ่านพายุมาแล้ว ฉันก็ไม่กลัวฝนอีกแล้ว เพราะสิ่งที่ได้รับหลังจากฝนตก มันคุ้มค่าแก่การรอคอยและไขว่คว้าฝนหยุดตกแล้ว ฟ้าหม่นเพราะถึงเวลา แสงแดดจางๆ เห็นผ่านหมู่เมฆเป็นเส้นบางๆ พาดผ่านตึกสูงรอบๆ ระเบียง แสงสะท้อนจากตึกที่อยู่ถัดออกไปทำให้ภาพที่เห็นในวันนี้แปลกตากว่าวันอื่นๆ อากาศเย็นแม้ฉันจะใส่เสื้อแขนยาวก็ไม่ทำให้ร้อนจนเหงื่อออก ช่างแตกต่างจากวันที่เตรียมแต่งตัวออกข้างนอก แม้ยังเปลือยเปล่าแต่เม็ดเหงื่อก็ผุดขึ้นจนชื้นเต็มหลังวันนี้ฉันจะไปที่ใหม่ เจอคนใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง แต่การผจญภัยน้อยๆ ที่จะเกิดขึ้นนี้ก็ทำให้ชีวิตตื่นเต้นได้เหมือนกัน

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หรือฉันจะทำไม่ได้จริงๆ


นานมาแล้ว ตอนที่น้องๆ ของฉันไปพบนักจิตวิทยา ได้ทำแบบทดสอบแล้วน้องคนกลางก็บอกให้ฉันไปทำบ้าง ทำแบบทดสอบไปหลายอย่าง จำผลการวิเคราะห์ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ที่จำได้แม่นคือ ตอนที่เขาให้ฉันวาดรูปคน ฉันวาดและตั้งใจพิเศษในการวาดนิ้วแต่ละนิ้ว  นักจิตวิทยาวิเคราะห์แบบตรงที่สุด ฉันไม่มีวันมีความสัมพันธ์ที่ดีกับใครๆ ไม่ว่าจะตั้งใจแค่ไหนก็ตาม...

มันดูจะเป็นคำตอบที่เชือดเฉือนใจไม่ใช่น้อย พอๆ กับที่ฉันไม่รู้จะทำยังไงให้พ่อพูดกับฉันอีก หายโกรธจากอะไรก็ไม่รู้ที่ฉันทำแล้วทำให้เคือง หรือฉันจะยังพยายามไม่มากพอ หรือฉันจะพยายามมากเกินไป ฉันรู้ว่ามีผู้ใหญ่หลายคนเห็นใจฉันแล้ว หลังจากที่มองฉันผิดไปจากความเป็นจริงเป็นปีๆ มีคนคิดว่า ฉันไม่ได้เป็นคนผิดอย่างเดียวหรอก 

ฉันเห็นหลายๆ สายตาในวันงานเปิดตัวหนังสือครั้งยิ่งใหญ่สำหรับฉัน เป็นสายตาที่ทึ่ง แต่ทึ่งแบบสงสัยอย่างที่สุด สงสัยเพราะมันไม่ได้เป็นไปตาม "ภาพ" ที่ใครๆ วาดเอาไว้ ฉันดูเป็นคนเหลวไหลมานาน ฉันยังจำคำที่นายเก่าบอกว่า "คนเค้าจะคิดว่าเราไม่มีความรับผิดชอบ" นายฉันพูดเพราะเข้าใจว่าฉันรับผิดชอบ แต่เพราะฉันมีความรับผิดชอบมากเกินไป มากจนฉันจะไม่สร้างภาระผูกพัน ถ้าฉันรับผิดชอบมันไม่ได้ดีตามมาตรฐานของฉัน 

ฉันรู้สึกได้ แม้จะทำเป็นไม่รู้สึก ไม่ว่าจะเรื่องใดๆ ฉันไม่ใส่ใจเพื่อน จะโทรหาเฉพาะมีธุระ ไม่มีการไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ ไม่ได้โทรหาหรือคุยกับใครทุกวัน ถามคำถามน่าเบื่อว่า ทำอะไร ไปไหน กินอะไร เพราะฉันไม่เห็นว่ามันมีอะไรสร้างสรรค์ที่ตรงไหน ฉันพูดจาเหมือนจะยกตนข่มท่าน เหมือนจะเอาชนะ เหมือนจะขึ้นเสียงเพื่อให้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของบทสนทนา หลายคนคิดว่าฉันฟังไม่เป็น คิดว่าฉันไม่สนใจคนอื่น ฉันไม่ชอบตัดเค้ก ให้ของขวัญเป็นเรื่องเป็นราว นอกจากจะเห็นว่าอะไรเหมาะกับคนๆ นั้นจริงๆ แล้วก็ซื้อให้โดยที่ไม่ต้องมีวาระโอกาสพิเศษใดๆ ฉันไม่ชอบให้ใครทรมานฉันด้วยการถ่วงเวลากล่าวคำปฏิเสธ ฉันจะไม่ยุ่ง ไม่ทำให้วุ่นวายทันที ถ้ารู้ว่า เขาไม่ได้ต้องการให้ฉันอยู่ในวง อยู่ในกลุ่ม เพราะฉันเข้าสังคมไม่เป็น เหมือนบ้านนอกเข้ากรุง 

ฉันกำลังจะทำอะไรสุดโต่งอีกแล้ว ฉันซีเรียสอีกแล้ว และฉันก็เป็นคนที่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางอีกแล้ว ใช่มั้ยล่ะ 

ทำยังไงคนถึงจะเข้าใจฉัน ฉันตอบคำถามนี้เองว่า ฉันก็ต้องเข้าใจคนอื่นก่อน ฉันก็เข้าใจว่า เขาไม่อยากให้ฉันอยู่ด้วย ฉันก็ไม่อยู่ นี่ฉันยังไม่ได้ทำตามความต้องการของคนอื่นอีกเหรอ ฉันไม่ถือโทษโกรธคนที่โกรธฉันด้วยเหตุอันใดไม่ทราบได้ เพราะฉันไม่แสดงออกใช่มั้ย เขาถึงไม่รู้ว่าฉันรู้และฉันอภัย เขาคิดว่าฉันซื่อบื้อ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร และดูเหมือนว่าใครๆ ก็จะรู้ว่าฉันเป็นยังไง ทั้งๆ ที่ฉันว่าเขาเหล่านั้นไม่เคยรู้เลยว่าฉันรับรู้ความรู้สึกที่ว่าทั้งหมด แต่ฉันไม่แสดงออก เพราะเมื่อเราให้อภัยและเข้าใจ เราก็จะไม่ต้องการที่จะแสดงความไม่พอใจ ฉันต้องแสดงให้เขารู้เหรอว่า เธอทำไม่ดีกับฉันแต่ฉันให้อภัยเธอ นี่ไม่เท่ากับเป็นการเอาดีเข้าตัวเหรอ ฉันควรจะพูดอย่างที่หลายๆ คนพูดกับฉันเหรอ 

น้ำตาหยุดไหลแล้ว ก่อนหน้าที่จะเขียนบล้อกวันนี้ ฉันโทรไปหาน้องคนที่ไม่ใคร่เป็นที่รักและนิยมชมชอบจากหลายๆ คน ฉันคล้ายจะพยายามมองไปที่น้องแล้วสะท้อนให้เห็นตัวเอง น้องพูดฉะฉาน เสียงดัง พูดเร็ว เปิดเผย แล้วก็ได้รับปฏิกิริยาตอบกลับไม่ต่างจากฉันนัก ฉันเคยรู้สึกถึงการคุกคามของเจ้าตัว ด้วยความเป็นคน aggressive มันเลยดูเหมือนไปบังคับให้คนอื่นคิดเห็นเหมือนกับตัวเรา 

มีหลายๆ คนพยายามจะบอกฉันด้วยวิธีละมุนละม่อม ไม่ให้กระทบกระเทือนความรู้สึกของฉัน ณ เวลานี้ ฉันขอบคุณในความใส่ใจที่เขาเหล่านั้นมอบให้ ฉันรู้สึกว่า ความพยายามของฉันมันอาจจะทำความลำบากให้ฉันเกินไป หรือไม่ก็ระดับความอดทนของฉันต่ำกว่าคนปกติ 

มีอะไรหลายอย่างที่ฉันไม่เหมือนคนอื่น ฉันไม่ชอบเล่นเกมส์ ฉันไม่ชอบโทรหาใครบ่อยๆ ฉันไม่ต้องการให้คนมาถนอมน้ำใจมากเกิน ฉันไม่ต้องการให้ใครๆ รู้สึกไม่ดีและเข้าใจฉันผิดๆ แล้วก็ฉันๆ ๆ 

ฉันเริ่มเจ็บปวดเมื่อตระหนักว่า คนอื่นเขาคิดกับฉันยังไง ฉันไม่เคยไปตอแย ออดอ้อน ถ้าใครไม่ต้องการทำสิ่งที่ฉันต้องการ หรือไม่เลือกอะไรอย่างที่ฉันอยากให้เลือก หรือไม่อยากไปสถานที่ๆ ฉันจะไป แล้วฉันก็ไม่โกรธด้วย ที่ฉันเป็นแบบนี้ยังผิดอยู่มั้ย

ฉันพูดตรง ไม่สตอเบอรี่ แล้วฉันต้องหัดสตอบ้างใช่มั้ย ฉันจะลบความรู้สึกผิดจากการพูดไม่ตรงกับความเป็นจริงได้อย่างไร ของบางอย่างไม่เห็นจำเป็นต้องเบี่ยงเบนประเด็น การที่ฉันรับได้ ถ้าคนที่รับของขวัญจากฉันไป เขาจะไม่ชอบของขวัญของฉัน มันประหลาดนักหรือ คนอื่นๆ ถึงอยากได้คำตอบที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ฉันเลยตอบไปว่า ลองแล้ว ใส่ได้พอดี พร้อมๆ กับที่งงตัวเองว่า ทำไมฉันต้องทำอะไร ไร้สาระแบบนี้ด้วย ฉันต้องเป็นเหมือนคนอื่น เพื่อจะอยู่ในสังคมได้ใช่มั้ย แล้วถ้าฉันเหมือนคนอื่นแล้วความพิเศษ ความไม่เหมือนใครที่โดดเด่นมีคุณค่ามันคงจะหายไปด้วยสินะ

ถ้าฉันเลือกจะแตกต่าง ฉันก็ต้องพร้อมที่จะอยู่ชายขอบ ยอมรับว่าอยู่ร่วมกับคนอื่นยาก แต่ความพิเศษนั้นก็ทำให้ฉันได้อะไรต่างจากคนอื่น ฉันควรจะพอใจในสิ่งพิเศษที่ตนเองมีไม่ใช่หรือ เมื่อเหตุผลสูงลิบถูกยกออกจากอารมณ์ความรู้สึกสุดขั้วแล้ว ฉันจะกลับไปอีกเพื่ออะไร อ้อ ฉันนึกออกแล้ว ฉันยังมีงานที่ต้องทำร่วมกับผู้อื่นอยู่ แต่นั่นคืองานที่ฉันรับผิดชอบ ฉันต้องฝืนใจ ฝืนความรู้สึก นั่นก็คงเหมือนๆ กับที่นายของฉันพูดจาดีกับฉัน ด้วยรู้ว่าจะใช้ฉันอย่าพูดจาทำร้าย ใส่ๆ เหมือนฉันเป็นทาสในเรือนเบี้ย โอเค ฉันต้องปรับ แต่ในพื้นที่ส่วนตัวของฉัน ฉันก็ยังคงจะได้เป็นอย่างที่ฉันเป็น และพื้นที่ส่วนนั้นจะเป็นที่ไหนไม่ได้ นอกซะจาก บ้านของฉัน เท่านั้นเอง 

มันคงง่ายสำหรับคนอื่น ที่จะทำสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดไป แต่คนที่โตมาพร้อมความเก็บกดอย่างฉัน เมื่อถึงเวลาได้ปลดปล่อย นั่นย่อมจะแรงและเอาแต่ใจมากกว่าคนปกติ เหมือนอย่างที่ฉันประเมินเพื่อนต่างชาติคนหนึ่ง ฉันเข้าใจเธอดี แต่ก็ไม่รู้อยู่นั่นว่าเธอจะเข้าใจฉันมั้ย

ฉันรู้สึกว่าการไม่ตอแยของฉัน ทำให้คนๆ หนึ่งที่รู้สึกผิดกับการกระทำของตนมีความสุขขึ้น แม้ว่าความสุขของเขาจะนำมาซึ่งความไม่สมหวังของฉัน แต่เมื่อฉันบรรลุแล้วว่า การไม่ครอบครองก็มีความสุขได้ ฉันอาจจะเดินออกจากเรื่องทางโลกไปอีกนิดแล้วละมัง 

น้ำตาแห้งสนิท ฉันเลือกจะห่างออกมา เพื่อจะได้มีเวลาทำงานที่ฉันชอบมากขึ้น งานที่ไม่ต้องยุ่งกับใคร ทั้งๆ ที่งานที่ต้องมีคนทำ ฉันไม่ชอบแต่ทำได้ดี ดีจนคนนึกว่าฉันชอบ 

ฉันจะลองกลับไปนอนอีกครั้ง หวังว่าตอนบ่ายที่ฉันนัดพบผู้ใหญ่เพื่อคำแนะนำเรื่องการงาน จะทำให้ฉันได้ไอเดียดีๆ อย่างน้อยฉันว่า ท่านเข้าใจเหตุผลของการกระทำของฉันอยู่ไม่น้อย

ฉันเชื่อว่า ฉันจะได้อะไรดีๆ ในวันนี้ แม้ว่ามันจะเริ่มต้นด้วยน้ำตาก็ตาม

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หยุด...เพื่อก้าวต่อ

เมื่อมันมีอะไรวุ่นวายเข้ามาในชีวิตพร้อมๆ กันหลายอย่าง หลายเรื่อง หลายมุม หลายประเภท ฉันเลือกที่จะหยุด อยากประเดประดังกันเข้ามานักใช่มั้ย หยุด ไม่มีการตัดสินใจ ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับใดๆ 

ฉันตื่นมาเพื่อเจอหน้าเพื่อนฝูง กินๆ ดื่มๆ ร้องเพลง แม้จะอยากทำบ้าง ไม่อยากทำบ้าง ก็ทำให้มันผ่านพ้นไปวันๆ รอให้อารมณ์เดือดปุดๆ คลายความร้อนลง จะได้ไม่ทำอะไรที่จะต้องมาแก้ไขทีหลังเมื่อทุกอย่างสายเกินไป 

ฉันมีเพื่อนดีอย่างน้อยสามคน หนึ่ง เจอหน้าฉันตลอดช่วงสามสี่วันที่ผ่านมา รับฟังเรื่องราว อยู่กิน นั่งข้างๆ กัน สอง รับฟังปัญหาฉัน แล้วก็ไปจัดการช่วยฉันเบ็ดเสร็จ แล้วส่งที่เหลือให้ฉันทำต่อเอง ในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรง สาม เพื่อนที่รับทุกอย่าง รับหลายเรื่อง เป็นหนังหน้าไฟ เป็นกองหน้า จัดการปัญหาเรื่องราวจนจบไปเป็นเรื่องๆ พร้อมๆ กับที่นั่งดูฉันไม่ทำอะไรเลยด้วยความเข้าใจ

ฉันไม่ใคร่เห็นความสำคัญของเพื่อนเท่าใดนักในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เพราะฉันประเมินดูแล้วว่า ฉันมักจะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่พึ่งพาใคร ทั้งทางจิตใจและความช่วยเหลือเรื่องธุระปะปัง แต่เมื่อฉันเริ่มหาคนช่วย จากปริมาณงานที่ไม่สามารถจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองได้ แล้วคนที่ช่วยเหลือฉันก็คิดว่าควรจะส่งต่อให้คนอื่นทำงานให้โดยมีค่าใช้จ่าย คนอย่างฉันที่เดิมจัดการทุกอย่างเพ่ือไม่ให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น พอรู้ว่าคนที่มาทำงานให้ฉันมีความเห็นทำนองนี้แล้ว ฉันก็รู้สึกลำบากใจ ไม่ใครก็ใครไม่ต้องการเหนื่อยหากเรื่องเหล่านั้นไม่ใช่ธุระของตน ใครก็ต้องการผลักภาระ เมื่อเขาไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่ได้เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและรับผิดชอบต่อผลกำไรขาดทุนของธุรกิจที่ดูแล 

ฉันซื้อพัดลมเพื่อลดการใช้เครื่องปรับอากาศ ฉ้นให้ใช้กระดาษทั้งสองหน้า ฉันรู้สึกหงุดหงิดในใจเมื่อก๊อปปี้จากเครื่องพิมพ์อเนกประสงค์ เพราะหมึกจะหมดทั้งที่เพิ่งซื้อมาใช้ไม่นาน นี่ฉันยังสรุปไม่ได้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร เพราะไม่รู้ว่าการที่พิมพ์เองกับให้ออฟฟิศของตึกพิมพ์ให้ราคาแผ่นละ 2 บาทอะไรจะถูกกว่ากัน ฉันแค่คิดว่า ถ้าเราเอากระดาษไปให้เขาก๊อปปี้ซึ่งเคยเสียแผ่นละ 50 สตางค์ ดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

ฉันรู้สึกว่าเมื่อฉันเริ่มปล่อยงานให้คนมารับช่วงต่อ ค่าใช้จ่ายช่างพอกพูน ค่ารถ ค่าแรง ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ทำไมเจ้านายเก่าคนที่ฉันไม่เห็นด้วยกับการกระทำมากที่สุด จึงเป็นคนที่แวะเวียนเข้ามาให้ฉันเห็นหน้าอยู่เรื่อยๆ เขาคนที่ฉันทำอะไร ๆ เหมือนกับที่เขาเคยทำและฉันไม่ชอบ 

ฉันเริ่มรู้สึกว่า ป่วยการที่จะอธิบาย เพราะเมื่อไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกันจะไม่เข้้าใจ แค่กำหนดว่าให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ดูจะทำให้ชีวิตง่ายกว่า อธิบายแล้ว เมื่อยืนอยู่คนละจุดก็จะไม่ "เห็น" เหมือนที่ฉันเห็น

แล้วก็ทำให้ฉันย้อนนึกถึงแม่ แม่ฉันเป็นอยู่อย่างที่เป็นได้อย่างไร ทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง ดูแลทุกชีวิตในปกครองตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เธอมีอะไรเป็นกำลังใจรึ ฉันเองไม่เห็น มีแต่สิ่งบั่นทอนกำลังใจทุกช่วงทุกเวลา น้อยครั้งที่จะเห็นแม่พูดด้วยความน้อยใจ ส่วนใหญ่จะเป็นการบ่นที่สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปดั่งใจ แล้วแม่ก็เติมกำลังใจให้ตัวเอง แล้วก็ดำเนินชีวิตต่อไป ทำหน้าที่มากมายที่แบกรับไว้เพียงผู้เดียวได้ดีเท่าที่ผู้หญิงแกร่งคนนึงพึงกระทำได้

ฉันบอกตัวเองเสมอว่าฉันไม่เลือกจะเป็นอย่างนั้น และฉันจะไม่เป็นอย่างนั้น แต่บางครั้งเราก็เลือกไม่ได้หรอก นี่ก็แค่ถึงเวลาที่ฉันต้องทำหน้าที่ แสดงบทบาทที่ต้องทำ เมื่อฉันคือคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับหน้าที่นี้ 


วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ที่ใกล้จะเกิดขึ้น

วันนี้ฉันสมัครเป็นกรรมการควบคุมดูแลการบริหารงานของนิติบุคคล เข้าใจว่าฉันคงได้แน่ๆ เพราะตอนนี้มีอยู่ 2 หน่อ!

ปีที่แล้ว คนสมัครกันร่วมสิบ แต่ตอนนั้นฉันยังกล้าๆ กลัวๆ จะหาเรื่องใส่ตัวรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่หลังจากการเลือกตั้งครั้งนั้น ฉันก็โผล่พรวดสมัครเป็นผู้จัดการนิติบุคคลซะนี่ แต่ก็แอบดีใจที่ไม่ได้ เพราะดูแล้วถ้าบริษัทที่รับบริหารงานอยู่แล้วรับหน้าที่เป็นผู้จัดการนิติบุคคลด้วยโดยไม่เรียกร้องผลประโยชน์เพิ่มเติม ฉันก็ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงคุกตารางให้ยุ่งยาก ช่วงนั้นน่ะ ฉันนั่งอ่านพรบ.อาคารชุดอย่างขะมักเขม้นเชียวล่ะ

การเป็นเพียงกรรมการควบคุม ทำให้ทราบเรื่องราวการทำงานของนิติบุคคล ปีที่ผ่านมา ห้องฉันไม่มีปัญหาให้ต้องซ่อมต้องดูแล มีเพียงปัญหาส่วนรวมที่ฉันก็เห็นว่าคนทำงานก็แก้ไปตามหน้าที่ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม คราวนี้ ฉันคงมาดูเรื่องค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นหรือพิจารณาวิธีหารายได้เพิ่ม ตลอดจนให้เจ้าของร่วมได้มีโอกาสใช้ทรัพยากรที่มีได้อย่างคุ้มค่า

แต่ฉันก็อดหวั่นใจไม่หาย... เรื่องที่ฉันจะเรียกร้องเป็นเรื่องที่ฉันจะได้ประโยชน์โดยตรง ซึ่งคนปกติเขาไม่ทำกัน ประมาณว่า น่าเกลียด ต้องให้คนอื่นเอ่ยปาก 

เฮ้อ ฉันล่ะรำคาญเสียเหลือเกิน ไอ้การที่ต้องมาทำเป็นไม่อยากรู้ ไม่อยากดัง ไม่อยากร้อง ไม่อยากอวด เพื่อให้ขั้นตอนมันยาวขึ้น ดูไม่น่าเกลียด!!

เมื่อมีคนสมัครเป็นกรรมการแค่สองหน่อ จากที่ต้องมีอย่างน้อยสักเจ็ดคน ฉันก็เสนอความเห็นว่า ก็คงต้องมีเบี้ยประชุมให้กรรมการ ค่าเสียเวลาซักนิด ไม่ใช่ว่าใครเสียสละเพื่อส่วนรวม คนอื่นๆ จะไม่แม้เพียงแสดงออกสักเล็กน้อยว่าขอบคุณที่มาดูแล "บ้าน" แทนเขาเหล่านั้น ซึ่งถ้าฉันเป็นคนพูด...ก็จะน่าเกลียด

แต่นั่นคือหน้าที่ใหม่...

ส่วนอาชีพใหม่ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาของฉัน ว่าจะได้เป็นคุณนายกินค่าเช่า หรือออกทุนให้เปิดร้านอาหาร เหนื่อยพร้อมๆ ไปกับการลุ้นว่าจะคุ้มดอกเบี้ยที่นำมาลงทุนรึเปล่า เดือนสองเดือนนี้เป็นอันรู้กัน

ที่แน่ๆ ตอนนี้ฉันขู่คนดูแล ซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่ห้องเรียบร้อยแล้ว เขาเองก็เคยจัดการปัญหาพิสดารพันลึกของห้องน้ำฉันไปครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้คุณนายละเอียดจะจ่ายเงิน รับรอง ถ้าฉาบปูนไม่เรียบ ปูกระเบื้องไม่เสมอ ได้โดนทำใหม่ทั้งห้องและสัญญาแน่นอน ส่วนเงินมัดจำอย่าได้คิดว่าจะริบเงินฉันได้นะ ถ้ามันเป็นความบกพร่องของฝั่งผู้ขาย 

ว่าแล้วก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังบ้าอำนาจแล้วเหมือนกันเนี่ย

ฉันเริ่มหาผู้ช่วยได้บ้างแล้ว กำลังจะคุยกันในรายละเอียด ถ้างานเป็นไปอย่างที่คาด ฉันคงได้เกี่ยวข้องกับคนอีกหลายคนทีเดียว ช่วงที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำเป็นช่วงที่ฉันได้เรียนรู้และลงทุนอย่างที่คิดว่าควรจะเป็นจริงๆ 

ชีวิตดูน่าจะตื่นเต้นกว่าตอนเศรษฐกิจดีด้วยซ้ำไป

ก็บอกแล้วไง...ฉันน่ะโชคดีในเรื่องที่ใครๆ ว่าร้าย!

ดาวในภพมรณะทั้งสองดวงมาตกภพปุตตะของฉันไง ปุตตะก็คือเรื่องใหม่ สิ่งใหม่ๆ ดาวบอกว่าฉันจะได้ใช้สติปัญญาทำเรื่องเกี่ยวกับต่างแดน เรื่องขีดเขียน สื่อสาร หรือของมีตำหนิให้เกิดงานใหม่ๆ และอีกไม่นาน ดาวสารพัดดวงก็จะมากระจุกตัวอยู่ในภพปุตตะของฉันเนี่ยแหละ 

เอาให้มันวุ่นไปเลยเนอะ!



วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552

ขำกลาย

วันนี้มีเรื่องให้ฉันขำเพียบเลย...

งานอดิเรกที่เกือบจะกลายเป็นงานหลักของฉันนั่นแหละเป็นหนึ่งแหล่งที่ทำให้ฉันหัวเราะ ช่วงนี้ใน facebook มักมีแบบทดสอบอีเดียดมาให้ทำอยู่มากหลาย บ้างก็ว่า คุณเป็นใครในเรื่องบ้านทรายทอง หรือคุณเหมือนนางเอกละครเรื่่องไหน บททดสอบที่ทำให้ฉันขำมากที่สุด เห็นจะเป็นผลของเพื่อนที่ทำแบบทดสอบเรื่องเวลาหลับคุณฝันถึงอะไร แล้วผลก็คือ ฝันถึงกิ้งก่าอัฟริกัน ฉันถึงกับระเบิดหัวเราะแล้วคลิกไปทำแบบทดสอบบ้าง แต่ไหงกลับออกมาเป็น ฉันหลับสนิทไม่ฝันซะนี่!

นอกจากขำผลของเพื่อนแล้ว บทสนทนาโต้ตอบระหว่างเพื่อนน้องสาวของฉันก็เรียกเสียงหัวเราะได้อีกพักใหญ่ เรื่องบ้านทรายทองยอดฮิตที่ไม่ว่าใครก็รู้จัก พจมาน ชายน้อย ชายกลาง หญิงเล็ก มีแคเร็คเตอร์ที่ชัดเจน หรือในเรื่องปริศนา ยัยรตี พริสจะไปหาท่านชาย อะไรประมาณนั้น แต่มีเรื่องสาปภูษาเนี่ยแหละ ที่น้องที่อยู่ฮ่องกงไม่รู้จักเจ้าสีเกด ไอ้ฉันก็ยุ่งไม่เข้าเรื่อง เข้าไปอธิบายความ ไม่รู้เหมือนกันว่าได้เคาะ enter รึเปล่า แต่เกือบจะเล่าจนจบเรื่องละนะ

อีกเรื่องขำที่ทำให้ฉันแปลกใจมากก็คือ ฉันขำเรื่องที่ฉันแต่งเป็นเรื่องแรกในชีวิต หรือว่าเป็นคู่...ชีวิต ถ้าอ่านเรื่องที่ตัวเองแต่งแล้วขำนี่ จะถือว่าฉันแต่งเรื่องได้โอเคมั้ยน้า 

ที่แน่ๆ ไม่ว่าอะดรีนาลีนหลั่งเพราะสุขสมหรือหัวเราะ ก็ทำให้เจ้าตัวเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นอยู่แล้ว ฉันจึงยินดีที่มีวันแห่งความสุข วันที่ได้รำลึกความหลัง เหตุการณ์ในอดีต ได้ทบทวนความรู้สึก คำพูด ความคิด แล้วก็ได้ย้อนกลับไปอ่านข้อมูล บทความที่เคยผ่านตามาแล้วอีกครั้ง 

++ ถ้าเราคิดถึงคนที่รักน้อยลง เราจะเข้าใจเขามากขึ้้น 

มันคงเหมือนๆ กับที่เราออกจากสนามมายืนบนอัฒจรรย์มองดูเหตุการณ์ ความเป็นไป จากมุมสูงย่อมเห็นอะไรได้มากกว่าเวลาที่เราอยู่ในสนาม

++ ถ้าความรู้สึกใดที่มันยืนยงผ่านกาลเวลาโดยปราศจากการหล่อเลี้ยงดูแล นั่นคือความจริง มิตรภาพ ความชื่นชม ไม่ใช่ความหลง โง่งมงาย

ฉันมาถึงจุดที่ได้ตัดสินใจว่าจะเล่นกับไฟ จะใช้มีด จะให้โอกาส จะมองต่างมุม จะมุ่งค้นหา พูดจาเปิดอก ยกเรื่องที่สนใจตรงกัน เรื่องที่เกื้อหนุนจุนเจือ เผื่อว่าจะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน 

ชีวิตถ้ามัวแต่กลัว แล้วจะคุ้มที่ได้เกิดมาได้ยังไง...

อย่างมากก็แค่เสีย...  อาจจะเสียอะไรหลายๆ อย่าง แต่ก็ไม่ถึงกับเสียชีวิตหรอกนะ

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552

ดีใจ...กระเป๋าตังค์หาย

แน่นอนว่า ใครๆ ก็คงไม่ดีใจถ้ากระเป๋าตังค์หาย เพราะกระเป๋าตังค์ของใครๆ ก็คงจะมีธนบัตร เหรียญ บัตรเครดิต บัตรประชาชน และอะไรก็ตามที่เรามักจะพกติดตัวทุกๆ วัน...

วันนี้ฉันไปขนหนังสือกลับจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้แรงงานไวท์คอลลาร์สองคนและคุณสมัครคนขับรถ/ตัดหญ้ากิตติมศักดิ์ของพระมารดาอีกหนึ่ง ก่อนออกเดินทาง ฉันได้คุณติ๋วมาช่วยจัดเรียงหนังสือและรีดผ้าที่กองพะเนิน ซักแล้วแต่ยังไม่มีอารมณ์รีดสักที

แล้วคุณสมัครกับฉันก็ปุเลงๆ ไปศูนย์ประชุมฯ เริ่มงานแบบสบายๆ สี่โมงกว่าๆ หลังจากอดทนกระดึ๊บๆ ไปจนได้ที่จอดรถสุดเจ๋งตรงบริเวณขนถ่ายหนังสือ บริเวณที่ฉันสรุปว่าดีที่สุดแล้ว วันแรกๆ ฉันตื่นเต้นดีใจกับที่จอดรถของผู้มีบัตรเซเรเนดของเอไอเอส ดีจังที่เค้ากันที่จอดรถเอาไว้ให้ ทำให้วันแรกที่ขนหนังสือฉันไม่ต้องวุ่นวายมากมายนักกับที่จอดรถ แต่ก็ต้องขนหนังสือขึ้นบันได ลงบันได เล่นเอาพี่ผู้ใจดีมาช่วยงานตะคริวกินเป็นวันๆ

ความโง่มาก่อนความฉลาดอย่างที่ใครๆ เขาว่า ในที่สุดฉันก็เอารถส่วนตัว (ที่ก็เป็นรถสำนักพิมพ์นั่นแหละ) จอดที่ขนถ่ายหนังสือเป็นประจำ (ใครจะทำไม ฉันก็ขนหนังสือเหมือนกันนินา) แล้วก็เข็นรถขนหนังสือคู่ใจที่เพิ่งซื้อมาใหม่เอี่ยมเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ขึ้นทางลาดส่งหนังสือบูธที่อยู่ชั้นบน เข็นลงทางไปยังบูธที่ตั้งอยู่ด้านล่างที่เรียกกันว่าโซนซี

ชีวิตฉันง่ายขึ้นเรื่อยๆ แม้ฉันจะชอบบอกกับตัวเองว่า เวลาขนหนังสือยกของขึ้นลงจนเหงื่อออก นั่นก็คือการออกกำลังกายแบบฉันๆ ที่ภูมิใจเสนอ หากต้องไปเต้นแอโรบิคหรือวิ่งบนสายพาน ฉันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า เป็นการใช้แรงงานโดยเปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น การขนหนังสือด้วยตัวเองจึงเป็นอะไรที่ลงตัวที่สู๊ด

ภาพแรกที่เห็นเป็นภาพหนังสือที่ฉันซื้อมาสดๆ ร้อนๆ ฉันอั้นกลั้นใจอยู่เกือบสองสัปดาห์ สองสัปดาห์ที่ต้องขนหนังสือผ่านสารพัดบูธ สองสัปดาห์ที่ชำเลืองเมียงมองแล้วก็มองผ่านเลย ที่ผ่านมาทั้งสองสัปดาห์ฉันซื้อหนังสือเพียงเล่มเดียว The Catcher in Text Colorthe Rye ฉบับแปลเป็นภาษาไทยโดย ปราบดา หยุ่น ชื่อภาษาไทยยาวตามเทรนสุดฮิตว่า จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น

แล้วพอถึงวันสุดท้ายของงานสัปดาห์หนังสือ ทำนบแตกได้หนังสือมา 20 เล่ม รวดเร็วกว่ากามนิตหนุ่ม จากหลายแบงค์พันในกระเป๋าสตางค์สีดำสนิทที่ใช้มาหลายปี เหลือใบแดง 5 ใบ ไม่ขาดไม่เกิน

รับหนังสือคืน รับตังค์เข้าสำนักพิมพ์ แล้วฉันก็เมียงๆ มองๆ หนังสือตามบูธที่เดินผ่านกระตุกเข้ากระตุกออก กระเป๋าโน้น กระเป๋านี้ ปุเลงๆ ไปเรื่อย ลืมรูดซิบ ลืบปิดกระเป๋า แล้วก็ให้ฉงนเมื่อพบว่า กระเป๋าสตางค์สีดำหายไปแล้ว!!!

เสียดาย ฉันไม่ได้ถ่ายรูปไว้ แต่กระเป๋าสีดำที่หายไปก็เป็นกระเป๋าสตางค์ของผู้หญิงแบบเรียบๆ ยี่ห้อของคนไทย ใช้ดี มีดีไซน์แบบเรียบหรู(ด้วยนะ ในสายตาของฉัน)

ฉันดีใจทันทีที่กระเป๋าหาย...

เพราะฉันแปรเงินเป็นหนังสือจนเกือบจะไม่มีเงินให้แปรเป็นอย่างอื่น สิ่งที่เสียไปคือ เงินประมาณ 500 บาท เช็คสองหมื่นกว่าบาทหนึ่งใบ เดชะบุญที่ขีดคร่อม a/c payee only บัตรเครดิต 6 ใบ บัตรประชาชน ใบขับขี่ นามบัตรอีกร่วมสิบ แล้วก็บัตรลดสนพ.จากบูธล่าสุดที่ซื้อหนังสือจำพวก Lean Organization รูปแบบการทำงานในฝันของฉันนั่นเอง

ฉันเดินย้อนกลับไปยังสองสามที่สุดท้ายที่ฉันหยิบกระเป๋าขึ้นมา รู้อยู่แล้วว่าไม่เจอแน่ๆ ฉันบอกตัวเองว่าเราต้องมองโลกในแง่ดี คิดอย่างไรได้อย่างนั้น แปลกที่คราวนี้ ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรนักหนา เพราะฉันรู้สึกอยู่แล้วว่าโชคดี...โชคดีที่กระเป๋าที่หายเป็นสีดำไม่ใช่ "สีน้ำเงิน"!!!

เพราะอะไรนะรึ ก็เพราะว่ากระเป๋าสีน้ำเงินที่ฉันคล้องกับเข็มขัดสอดสายรอบเอวกางเกงยีนส์มันเป็นกระเป๋าที่ฉันเก็บเงินที่ได้จากการขายหนังสือนะสิ!

เธอลองคิดดูถ้าสลับกัน กระเป๋าที่หายเป็นกระเป๋าสีน้ำเงินและเงินของฉันยังอยู่ดีมีสุข ฉันไม่ทุรนทุรายอยากโดดน้ำตายละหรือ!!

เงินห้าร้อยที่ฟาดเคราะห์ไปคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ไม่แค่นั้นนะ ข้อดียังมีมากหลาย ฉันตั้งใจจะเปลี่ยนชื่อในบัตรเครดิตให้เป็นชื่อปัจจุบันมาพักใหญ่แล้ว แต่ยังไม่ได้ฤกษ์ทำเสียที เงินห้าร้อยบาทนี้เป็นเหมือนตัวเร่งให้ฉันทำสิ่งที่ควรจะทำ ได้เปลี่ยนลายเซ็นหลังบัตรสมใจเสียที แถมยังได้หยิบกระเป๋าตังค์ลายสก็อตสุดหรู (ไม่ใช่ลายที่เห็นกันดาษดื่นนะยะ) มาใช้ประจำเสียที ดูแล้วก็เข้ากับกระเป๋าสะพายที่ฉันใช้อยู่ตอนนี้ได้ดีทีเดียว

แค่พลิกวิธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน

โชคจะดีหรือร้ายน่ะอยู่ที่ใครมองนะ

...ไม่เคยสุขใจจากเหตุร้ายเท่าวันนี้มาก่อนเลยล่ะเธอ

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2552

อย่างงี้เรียกโดน!!

ในช่วงอาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้เจอะเจอทั้งตัวจริงเสียงจริงและตัวปลอมตามสายตามเว็บของเพื่อนนักเรียน รวมไปถึงพี่ๆ น้องๆ ร่วมสถาบันมากมายหลายสิบ รำลึกความหลังเหมือนคนแก่บ้าง ดูรูปสมัยยังไม่เป็นสาวดีก็ด้วย เห็นความเปลี่ยนแปลง ดูความเคลื่อนไหว เป็นไปของเพื่อนๆ ที่วัยนี้ก็มีแต่เรื่องลูกในหัวใจ ชีวิตเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันส่วนใหญ่ ยังไงผู้หญิงก็ไม่พ้นความเป็นผู้หญิง ลูกมาอันดับหนึ่ง บางคนอาจจะมีธุรกิจส่วนตัวที่เกี่ยวเนื่องกับเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนอนุบาล สถานเสริมทักษะด้านต่างๆ ของเด็ก ทำเสื้อผ้าเด็กขาย หรือไม่ก็ทำงานแบบเวิร์คกิ้งวูแมนแล้วก็บ่นๆ ๆ เรื่องลูกน้อง ลูกค้าไปโน่น คนที่ไม่มีลูกก็บ่นเรื่องซะมีที่รู้สึกจะแตกแถวเป็นครั้งคราว คนที่บ่นก็มักจะมาจากการตัดสินใจเริ่มแรกที่ว่า ฉันรักเธอ เธอรักฉัน เรารักกัน ฉันยอมได้ แล้วฉันก็ยอมสละชีวิตชาวกรุง ชีวิตผู้หญิงทำงาน เพื่อไปอยู่กับเธอ (ตอนนี้มันคุ้นๆ ยังไงพิกล)

ถ้าฉันเลือกทางเดินเส้นเดิม ฉันก็คงจะเจริญรอยตามเพื่อนๆ เลี้ยงลูกแล้วก็วุ่นวายอยู่กับโรงเรียนอนุบาลหรือไม่ก็ห้องสมุดเด็กที่ฝันไว้ ใกล้ทะเลต่างจังหวัด อันเนื่องมาจาก ฉันตัดสินใจแบบ ฉันรักเธอ ฯ ข้างต้น

แล้วฉันก็เปลี่ยนใจ...

กลับมาเริ่มต้นใหม่กับคนที่คิดว่าใช่ ซึ่งฉันก็น่าจะได้มีชีวิตแต่งงานไปเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แล้ว ทีนี้ไอ้คนปัญหามากอย่างฉันก็ดันเกิดอาการ "มันไม่ใช่อะ" อีกแล้ว อาการที่ใครๆ ก็ระอา "แล้วมันจะอยู่กับใครได้" หรือไม่ก็ "ใครจะทนอยู่กับมันได้" จากที่จะได้เป็นแม่บ้านเต็มตัว ลุกขึ้นมาทำงานประจำอีก แล้วหลังจากโดนมรสุม ถามตัวเองอีกครั้งว่า

"เราต้องการอะไรกันแน่ในชีวิต"

ฉันอยากมีอิสระ นั่นคือ คำตอบสุดท้าย

ล้มๆ ลุกๆ อยู่เป็นปี จับผลัดจับผลูมาเจอคู่บุญหรือคู่กรรม (อันนี้ไม่รู้จะให้ใครตัดสิน ฮ่า ฮ่า) ได้มาเปิดบริษัท ทำอะไรแบบลิงค์ที่ใส่ไว้ด้านล่างนี่แหละ

อ่านแล้วก็ให้โดนใจเป็นที่สุด

วันนี้เพื่อนเก่า(แก่) ถามขึ้นมาอีกว่า "ทำเพื่ออะไร" คล้ายๆ กับน้องที่มาช่วยงานก็ถามคำถามทำนองนี้เช่นกัน ฉันก็ตอบแบ่งรับแบ่งสู้ไปว่า "ก็ต้องทำให้อยู่ได้" ส่วนที่ว่าอยู่ได้ยังไงนั้น ฉันก็ทำเหมือนบทความที่ว่านั่นแหละ

ยิ่งใครเคยทำงานระดับบริหารในองค์กรขนาดใหญ่ หรือแม้แต่องค์กรเล็กๆ ก็คงจะยิ่งประหลาดใจว่าทำไมได้ค่าแรงน้อยขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าฉันจะรู้แล้วหรอกนะว่าผลตอบแทนต่อเดือนน่ะเท่าไหร่ บอกตรงๆ ว่าไม่กล้าคิด คิดแต่ว่า จะลด/ประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างไร อะไรทำได้เองก็ทำ ขนาดจะให้มอเตอร์ไซด์ไปส่งจดหมายให้ ถ้าเป็นฉบับเดียวก็จะเริ่มคิดแล้วว่า ฉันควรจะไปส่งเองแล้วก็หาเรื่องทำธุระซะทีเดียวเลยดีมั้ย จะได้ไม่ต้องเสีย 50 บาทซึ่งแพงเกินไป ไม่ควรเป็นต้นทุนของการส่งหนังสือให้ลูกค้าเพิ่มเติม

แต่พอดีวันนี้ นอกจากส่งหนังสือให้ลูกค้าแล้ว ฉันก็ต้องส่งหนังสือให้บรรณาธิการเทียบกับต้นฉบับภาษาต่างประเทศด้วย เฮ้อ! ค่อยยังชั่ว ค่อยคุ้มค่าจ้าง แต่ก็ยังไม่วาย นั่งคิดว่าถ้าฉันต้องจ่ายเงินให้มอเตอร์ไซด์ไปส่งจดหมายให้ฉันทุกวัน เทียบเท่าเงิน 1500 บาท

มันก็โอเคนิหว่า

ถ้าจ้างคนทำงานประจำมันเยอะกว่านั้นเยอะ จ้างเป็นงานๆ ไป เหมาะที่สุด อิสระทั้งเราและผู้ร่วมงาน

ว่าแล้วก็ออกจากบ้านอย่างสบายใจไปหาซื้อชั้นวางหนังสือเหล็กด้วยคูปองแทนเงินสด 3500 บาทที่อยู่ดีๆ ก็ได้มาเหมือนฟ้าประทาน เงินทองอยู่ติดตัวนานไม่ได้ ต้องทำให้หายไป

ข้อมูลอะไรที่หาไว้แล้วล่วงหน้า ไม่สนใจทั้งนั้น เพราะถ้าซื้อที่อื่น ฉันต้องจ่ายเงินสด แต่นี่ ไม่ต้อง เหมือนได้ฟรี(เพิ่มเงินอีกนิด ใช้กึ๋นปรับให้เข้ากับการใช้งานอีกหน่อย) ค่าแรงคนประกอบก็ไม่ต้องเสีย เพราะฉันประกอบเอง หญิงเหล็กเจ้าค่า(ก็ประกอบชั้นเหล็กนิ)

ขนหนังสือเอง ประกอบชั้นวางหนังสือเอง เก็บเงินเอง หาพันธมิตรเอง รวย(จน)เอง

เสียแค่เหงื่อกับเวลา แถมไม่ปวดหัวเรื่องคน เรื่องความผิดพลาดที่เราควบคุมไม่ได้

ก็ทำให้สำนักพิมพ์ไอ้ตัวเล็กนี่อยู่ได้ละน่า

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000030565

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552

เรื่องของ "งาน"

งานสำนักพิมพ์

สองวันมานี้ ทำงานแบบสบายๆ คล้ายว่าได้ทำจนขีดสุดแล้ว งานก็เริ่มเบาลง มีกำหนดว่าต้องรับต้นฉบับมาอ่านทวน แก้ไขคำโดด สะกดผิด อะไรที่ตกหล่น รอดหูรอดตา ทั้งที่ก็ละเอียดถี่ยิบจนผู้ร่วมงานระอาไป บางที่ก็ล้ำเส้น แต่ฉันถือว่า หน้าที่ประสานงาน คือการประสานให้ทุกอย่างเรียบร้อย เหมือนเป็นเจ้าของโครงการ

งานเมื่อก่อน

สมัยที่เป็นมนุษย์ออฟฟิศ ผู้ร่วมงานจะมีหน้าที่ประจำของแต่ละคน ถ้าทุกคนทำหน้าที่ตัวเองได้ดี ครบถ้วน ถูกต้อง ภายในเวลาที่กำหนด ฉันก็เหนื่อยน้อยหน่อย แค่รับช่วงและส่งต่อให้คนอื่น แต่ถ้าใครโยเย โยกโย้ ยุ่งยาก และสั้นๆ ว่า แย่ ฉันก็ต้องสรุปให้ ทำแทน ตามจิก สุดแล้วแต่รูปแบบการทำงานที่มีปัญหา

งานที่เคยมีคนเปรียบเทียบให้ฟัง

ในหนึ่งโครงการเหมือนเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ ที่มีทั้งเฟืองหลักและน็อตตัวกระจิ๋ว ถ้าน็อตหลุดแม้เพียงจุดเดียว ภาพรวมก็จะไม่สมบูรณ์และมีปัญหาหากเป็นน็อตตัวสำคัญ หากเป็นน็อตตัวเล็กและความสำคัญไม่มาก ก็ไม่ต้องใส่ใจนัก แต่ไอ้คำจำกัดความของคำว่า "สำคัญ" ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และมาตรฐานการทำงานของแต่ละคนก็แตกต่างกัน ไอ้ความแตกต่างของคนนี่แหละที่ทำให้เกิดปัญหาไม่หยุดหย่อน อย่างที่ใครๆ ก็ชอบพูดกันว่า "มากคนมากความ"

งานตกแต่งต่อเติมบ้าน

เมื่อวานก็เพิ่งพูดเรื่องนี้กับพี่ที่ไปทำบุญด้วยกันหยกๆ ว่าคนที่เก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะจะขาดความยืดหยุ่น และคนที่มีความยืดหยุ่นสูงก็จะสามารถเข้ากับคนได้มาก พี่คนนี้ต้องติดต่องานกับคนระดับที่ชาวปะกิตเรียกว่าบลูคอล์ล่า ฉันเคยผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว และให้หัวเสียยิ่งนัก กะอีแค่บอกว่าให้ทำตามแบบ ทาสีให้เหมือนเดิม ถ้าไม่ไปนั่งกำกับ ไม่มีทางได้อย่างที่อยาก อันนี้มันก็ขึ้นอยู่กับความละเอียด หรือเรียกสั้นๆ แบบไม่ต้องถนอมน้ำใจ ว่า ชุ่ย แต่ก็ไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียวหรอก ฉันเองให้มาดูความละเอียดอีกทีก็จะเจอปัญหาทุกครั้งให้ตายเถอะ

เรื่องบ้านนี่ชัดเจนมาก ทาสีไม่เสมอ เลอะบัว กระเบื้องยาไม่เท่ากัน น้ำรั่ว ติดกระจกไม่เนียบ เอียงบ้างล่ะ ผ้าม่านระยะห่างไม่เท่ากัน เย็บไม่ปราณีต ประตูตัดไม้เหลือสั้นไปมีช่องส่วนที่ติดกับพื้นใหญ่เกินไป ฝุ่นเข้ามาได้ง่าย ติดตู้แขวนผนังเบี้ยว สีลอก ถลอก สีไม่ได้มาตรฐาน เลอะแล้วเช็ดไม่ออก รอยต่อพื้นติดกับบัวไม่สนิท หน้าตาทาซิลิโคนเลอะเทอะแถมยังมีรูอากาศ ฝนสาดเข้ามาตามรูได้ ฉาบปูนไม่เรียบ โกงค่าวัสดุก่อสร้าง หรือไม่ก็ขโมยไปใช้ส่วนตัวก็มีนะเธอ

ฉันยังไม่เคยเจอคนที่ดูแลการสร้าง/ตกแต่งบ้านเองแล้วไม่หัวเสียสักคน

งานของใจ

เลิกหัวเสียแล้ว ไปหาอะไรทำให้อารมณ์สดใส รออ่านต้นฉบับอีกรอบก่อนพิมพ์จริง แวะไปดูโรงพิมพ์สักนิดเพื่อให้เห็นว่าใส่ใจ ทางนั้นจะได้เอาใจใส่เหมือนๆ กัน

งานสังคม

ช่วงเย็นไปสังสรรค์กับรุ่นพี่รุ่นน้องที่ไม่เคยรวมพลเช่นนี้มาก่อน แต่ ณ เวลาตีห้าสี่สิบเก้านาทีวันนี้ ได้รับ sms ขอให้ไปประชุมงานหนึ่ง ซึ่งไม่ได้บอกว่าเมื่อไหร่

งานครอบครัว

ถ้าให้จัดลำดับความสำคัญ วันนี้ฉันไม่ยอมเปลี่ยนแผนแน่ ไม่ยอมให้เรื่องงานมามีบทบาทกับชีวิตมากเกินไป เมื่อวานฉันเพิ่งโดยน้องชายค่อนว่า ต้องให้เวลากับครอบครัวบ้างนะ ผ่านเวลานี้ไปแล้วจะเสียใจ ประมาณว่าลูกสาวกำลังน่ารัก ให้รีบมาดูซะ ฉันก็ตอบกลับไปตรงๆ ว่า ก็เธอไปสร้างครอบครัวใหม่ จะให้ฉันถือว่าเป็นครอบครัวได้ไง และอีกอย่างการที่ไปวุ่นวาย วอแว มีผลให้เกิดบางปัญหาตามมา น้องชายคนดีก็ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า ไม่มีปัญหาใดๆ ฉันก็โอเค

งานที่คนเห็นค่า

อันที่จริงแล้ว ให้ใครๆ เขาคิดถึงเรา เรียกหา ดีกว่าเสนอหน้าโดยที่เขาไม่ได้อยากให้มานะเธอ

คนจะได้เห็นค่าฉันซะที

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เลิกเขียนนิยาย...ยังไม่สายกับชีวิตจริง

ฉันแทบจะเขียนนิยายมาตลอดระยะเวลาที่เริ่มเขียนตั้งแต่ตอนที่ 1 ของ หรือว่าเป็นคู่...ชีวิต เว้นแต่มีการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหลานป้าและหนังสือเล่มล่าสุดที่ฉันแปล ยังมีอะไรอีกมากมายให้ฉันทำ ทั้งๆ ที่มันไม่น่าจะมากมายขนาดนั้น ฉันนั่งนึกอยู่ว่า วันๆ นึงฉันทำอะไร แม้ว่าฉันจะทำงานทั้งวัน อยู่หน้าทั้งพีซีและน้องฟ้าที่นับวันจะมีปัญหาขึ้นเรื่อยๆ อันมาจากการอุตริของฉันเองที่ทำตนเป็นคนดี ลงทุนซื้อซอฟท์แวร์ป้องกันไวรัสมาลงเอง บางครั้งการเป็นคนดีก็ดูจะทำให้ชีวิตยุ่งยากจนเกินไป

สองสามวันมานี้ฉันไม่สามารถเช็คเมลที่จีเมลด้วยเวอร์ชั่นปกติได้ คล้ายกับว่าเน็ตของฉันช้า อันที่จริงแล้ว ฉันว่ามันคงเป็นเพราะคุณซอฟท์แวร์ตัวดีป้องกันภัยให้ฉันดีเกินไป ประมาณว่า เหมือนกว่าจะเข้าประตูเมืองก็เจอด่านอยู่เป็นสิบด่านอะไรอย่างนั้น ฉันไม่สามารถเช็คจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมบล้อกได้เหมือนเคย เวลาส่งเมลที่จีเมลจะเจอข้อความเหมือนส่งไม่ได้ทุกครั้ง แต่เมื่อใดที่ฉันคลิกกลับไปดูหน้าก่อน ก็เห็นว่า เมลได้ถูกส่งไปเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเช้าเป็นการเริ่มต้นวันที่ทำให้ฉันหงุดหงิดเสียจริง อย่างที่ใครเค้าว่ากัน ถ้าเริ่มต้นวันด้วยความหงุดหงิดมันก็จะยุ่งยาก เสียอารมณ์ทั้งวัน จริงๆ แล้วสายโทรศัพท์แรกที่โทรเข้ามา ไม่ได้ทำให้อารมณ์เดือดคุกรุ่น แต่มันก็เป็นเหมือนมอร์นิ่งคอลล์สำหรับมนุษย์นกฮูกอย่างฉัน หรือฉันควรจะปิดเสียงปิดเครื่องก่อนนอนจริงๆ ให้คนทั่วไปยอมรับชั่วโมงทำการของฉัน

ฉันเสียอารมณ์กับการโกหกของใครบางคน การไม่รับผิดชอบไม่ทำตามคำพูด การที่ฉันต้องคอยตามแล้วตามอีกกับงานที่ใครๆ ก็ว่าง่าย แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด มีคนบอกว่าจะส่งเอกสารมาให้ฉันตั้งแต่สิ้นเดือนมกราคม จนบัดนี้ก็ยังไม่ถึง จะว่าไปรษณีย์ไทยช้าขนาดนั้นก็ใช่ที่ แถมได้รับแจ้งว่าจะให้คนมาส่งเอกสาร ทางนี้ทวงไป ทางนั้นทวงมา พอฉันจัดการเรื่องที่เขาทวงฉันเสร็จ ฉันก็ทวงตอบโดยเลือกถามกลับจากอีเมลที่ส่งมาเมื่อเดือนที่แล้วนั่นแหละ

แค่ตามเรื่องเอกสาร ข้อมูลอะไรต่อมิอะไร ก็กินเวลาฉันไปหลายชั่วโมงในแต่ละวันแล้ว แม้การสื่อสารจะมีประสิทธิภาพ ทุกคนที่เกี่ยวข้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนทำเป็นอย่างดี แต่เรื่องมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น มันต้องมีการสื่อสารทำความเข้าใจ มีปัญหาจุกจิก เรื่องที่ต้องถามให้แน่ใจ จำต้องรอคำตอบก่อนที่จะส่งงานให้คนที่รับผิดชอบในลำดับต่อไป ฉันเบื่อตัวเองพอๆ กับที่ฉันคิดว่าคนรอบข้างที่ฉันตามเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็คงจะเบื่อการตามของฉันเช่นกัน

แต่ตามดวงฉันน่ะ เหมาะแก่การตามหนี้นะ เพราะคนจะรำคาญจ่ายๆ ไป ถ้างั้นมันก็น่าจะเทียบเคียงกับการตามงานได้สินะ คงเป็นฉันเองที่ต้องเปลี่ยนนิสัยให้เป็นคนชอบตาม คนชอบสร้างความรำคาญให้ชาวบ้านชาวช่องเพื่อให้งานคืบหน้า

ถ้าฉันยังเป็นคนที่ใครทำอะไรก็ไม่ถูกใจอยู่เช่นนี้ ฉันคงต้องทำอะไรเองทั้งหมด แล้วฉันจะไปสร้างความลำบากให้กับชีวิตทำไมละนั่น

แต่อย่างน้อยๆ นะ เจ้าชายเสื้อส้มของฉันก็ยังเป็นอัศวินตัวอ้วนผมเคลียไหล่แบบศิลปินที่ฉันเชื่อใจได้มากที่สุดแล้วล่ะ (แต่แฟนของเจ้าชายเสื้อส้มกลับหึงสะบัด โทรมาหาฉันถามว่าติดต่อที่เบอร์นี้ทำไม ฉันฉุนอีกแล้ว ฝากบอกไปว่า ถ้ายังจะโทรมาหึงอะไรกับฉัน ฉันก็จะเลิกใช้บริการเจ้าชายเสื้อส้มนะ แม้ว่าฉันจะไม่ได้มีปัญหากับบริการของเจ้าชายขนาดนั้น) วันนี้เจ้าชายของฉันมารับสิ่งตีพิมพ์ไปส่งไปรษณีย์ตามเคย แต่ฉันทนรอเจอหน้าเจ้าชายไม่ได้ ฝากน้องประชาสัมพันธ์ไว้แทน เป็นไงล่ะ แทนที่จะส่งเป็นของตีพิมพ์เสีย 6 บาทกลับส่งเป็นจดหมายเลยเสียตามน้ำหนัก 9 บาทซะนั่น

โถ จ่ายเพิ่มอีกสิบกว่าบาทสำหรับการส่งหนังสือผิดประเภททั้งหมด รวมกับค่าบริการ 50 บาท เทียบกับแทบจะเป็นคนเดียวที่ช่วยแบ่งเบาภาระฉันได้จริงๆ แค่นี้ ไม่เรียกว่าคุ้มแล้วจะให้เรียกว่าอย่างไรเจ้าคะ

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

เพราะเธอแท้เทียว...


ต้องเป็นเพราะเธอแน่ๆ

วันนี้มี "เธอ" มาเป็นแขกรับเชิญที่บ้านตั้งแต่บ่ายต้นๆ ด้วยบ้านฉันมีอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ให้ยืม ทำให้การทำงานของเธอราบรื่น

การให้คือการรับ

ฉันให้ที่นั่งทำงาน เธอทำให้ฉันขยัน ได้กินก๋วยเตี๋ยวเป็ดเจ้าอร่อยถัดไปอีกซอย(อยู่มาตั้งนานไม่เคยรู้เล้ย) ไส้เป็ดซื้อกลับอีกสองถุงใหญ่(ซึ่งหมดไปแล้ว)

เริ่มตั้งแต่รีดผ้า จัดชั้นวางเครื่องสำอาง ล้างห้องน้ำ ขัดพื้นระเบียง จัดตู้เสื้อผ้า ล้างจาน จัดโต๊ะเครื่องแป้ง หุงข้าว ต้มไข่ยางมะตูม แล้วก็ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ ฉีดยาฆ่าเพลี้ย จ่ายบัตรเครดิต หาของกินแก้เซ็ง(ที่งานไม่เสร็จซักที) และก็ล้างจานรอบสาม(มั้ง)ณ บัดนี้ก็ได้เวลาตีสาม ฉันยังขยันทำงานต่อไปจนกระทั่งเกลาๆ กลึงๆ ต้นฉบับ Embroideries ของ Marjane Satrapi ทำสาว...เรื่องฉาวโฉ่ เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่แก้ในไฟล์ เช็คคำศัพท์และคำอ่านจากเพื่อนผู้แสนดีชาวอิหร่าน ผู้ซึ่งบินตรงจากอิหร่านมาช่วยฉันวันพุธนี้ แล้วก็จะส่งต่อให้ท่านบก. ทั้งสองพิจารณาต่อไป

ต้องนินทาตัวเองให้ฟังนิดหน่อยว่า โรคประจำตัวของฉันคือ จะขอผลัดวันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไฟลนก้นถึงจะเริ่มทำงาน(ที่ต้องทำให้เสร็จตามกำหนดเวลา)อย่างที่เธออ่านมา ฉันทำสารพัดเรื่องจนหมดข้ออ้างแล้วถึงได้ทำ สงสัยฉันจะเป็นโรคจิต

วันนี้เป็นวันที่โพรดักทีฟจริงๆ ฉันเลยคิดว่า ถ้า "เธอ" มาบ่อยๆ สงสัยฉันจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคนแท้เทียว

อิอิ

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ของขวัญคริสต์มาสชิ้นแรก...

ผ้าบาติก....ผ้าถุงธรรมดาที่ฉันคงไม่ซื้อมาใส่ แต่เมื่อเป็นเซอร์ไพรส์กิฟท์จากหนูน้อยผมทองที่มานั่งฟังฉันร้องเพลงที่ร้านสวรรค์ชั้นเจ็ด (Seven Heaven) มันย่อมมีความหมายและฉันคงไม่เอาไปให้ใครต่อตามลักษณะนิสัยส่วนตัวของฉัน



หนูน้อยมาพร้อมกับสาวเสื้อขาวกระโปรงยาวถึงเท้าสีชมพูบานเย็น ฉันเจอทั้งสองแว่บแรกตอนออกมาจากห้องน้ำแล้วก็มาเจออีกทีในร้าน นั่งอยู่ที่เก้าอี้คลีโอพัตรา...เก้าอี้ตัวเดียวกับที่ฉันตั้งใจนั่งในวันนี้...ตัดความรู้สึกผิดในใจ ก็ฉันอุดหนุนซื้อเก้าอี้ไปแล้วนี่นา ถ้าจะนั่งเก้าอี้ตัวสวยโดยไม่ลุกให้แขกจรรายอื่นเหมือนอย่างทุกครั้ง คงจะไม่ทำตัวแย่จนเกินไป

ฉันร้องเพลงอะไรน้า ก่อนที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับหนูน้อยผู้นี้ ใช่แล้ว! ฉันต้องร้องเพลงให้เหมาะกับแขกที่มาในวันนี้ ป้าอู๋ทำปากพูดชื่อเพลง La Isla Bonita แบบไร้เสียง โอเค แปลว่า ให้ฉันร้องเพลงนี้ต่อจากป้า ได้ๆ แม้ฉันจะไม่โปรดเพลงนี้สักเท่าไหร่ แต่มันเป็นเพลงที่ฉันดูจะร้องได้ไม่เพี้ยนมากมายนัก จบแล้วก็เป็น Yesterday Once More และ Desperado ถามนักดนตรีประจำตัวว่า ฉันร้อง Top Of The World ได้มั้ย เมื่อได้ไฟเขียว ฉันก็ร้องเพลงด้วยความเริงร่า
เมื่อตาฉันสบกับแม่ตัวน้อย คล้ายจะบอกว่า น้องหนูอยู่ที่นี่แล้วทำให้พี่ (น้า) มีความสุขมากนะจ้ะ แล้วเธอก็เริ่มวาดลวดลาย เต้นและโพสต์ท่าหน้ากล้องของนักดนตรี จบเพลง ฉันเลยถามว่า หนูอยากร้องเพลงรึเปล่า (เป็นภาษาอังกฤษละนะ ท่าทางสำเนียงจะพอฟังได้ เพราะแม่หนูเข้าใจ) เธอเดินมาหาฉันอย่างมั่นใจ รับไมค์ไปจากมือ ร้องเพลงอะไรก็สุดจะเดาได้ มี twinkle twinkle Little Star แล้วก็ Merry Christmas ฉันยังสงสัยไม่หายว่าทำไมเธอทำท่าไม่ชอบเพลง Jingle Bell เราพยายามร้องเพลงนี้อยู่หลายครั้งแต่ปฏิกิริยาของเธอคงเดิม ฉันลองร้องโดเรมีจากหนัง The Sound Of Music อย่างหวั่นใจว่า เด็กรุ่นนี้จะได้ดูหนังโปรดยุคหลายสิบปีก่อนของฉันรึเปล่า สรุปว่าเธอไม่ร้องเพลงนี้ เธอสนุกกับการเป็นนางแบบรุ่นเยาว์ให้พวกฉันได้ถ่ายรูป แล้วฉันก็ขอร้องเพลงไทยให้เธอฟังสักเพลง Eternal Love หรือ รักไม่รู้ดับ เวอร์ชั่น ฮอทเปเปอร์ เท่านั้น (ที่ฉันร้องได้)

แล้วเราก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก จนแม่และแม่หนูน้อยพร้อมจะออกไปเดินจตุจักรต่อ หนูน้อยผมทองยื่นผ้าบาติกให้ฉันบอกว่าเป็นของขวัญคริสต์มาส ฉันตาโตถลนใกล้หลุดจากเบ้า แปลกใจ เพราะไม่คาดคิด พอได้สติก็ยื่นผ้าคืนให้แม่ของเจ้าตัวน้อย แม่เธอบอกว่า ลูกสาวคนนี้ชอบซื้อของแล้วก็ให้คนอื่นเป็นของขวัญวันคริสต์มาส ฉันจึงได้สติอีกครั้ง รีบคว้ากล้องขอถ่ายรูปคู่กับคุณหนูใจดีคนที่ทำให้ฉันประทับใจเหลือหลาย คนที่ทำให้วันนี้เป็นวันที่มีความหมาย เป็นความทรงจำซาบซึ้งในความบริสุทธิ์ของเด็กที่ยังไม่ได้เจอกับความเลวร้ายของโลกใบนี้

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ทำสาว...เรื่องฉาวโฉ่

เสร็จแล้ว แปลเรียบร้อยแล้ว แต่ยังส่งต่อให้บรรณาธิการคนเก่งของฉันยังไม่ได้ เรื่องนี้ถ้าจะให้ฉันเปรียบเทียบความยากง่ายกับหนังสือของแม่ซาทราปิสองเล่มก่อนที่ฉันแปล เล่มนี้ง่ายกว่าเยอะ แต่สิ่งที่ท้าทายความสามารถของฉันก็คือ

...ใช้ถ้อยคำอย่างไรให้คนอ่านได้รับความเพลิดเพลินและเป็นคำพูดที่ดูไม่น่าเกลียดจนเกินไป...

อันนี้แหละยาก


ฉันยังนึกหน้าพ่อกับแม่ไม่ออกเลยว่า ถ้าได้อ่านผลงานลำดับที่สามของฉันแล้วจะเบิกตา อ้าปากหวอ เหมือนเมื่อคราวที่นั่งดู Sex and The City รึเปล่า


ถือว่าเป็นการโปรโมทหนังสือของตัวเองล่วงหน้าละกันเนอะ Embroideries เล่าเรื่องราวซุบซิบเรทเอ็กซ์ของบรรดาสาวๆ ทั้งสาวน้อยสาวมากที่บ้างก็เป็นเพื่อนบ้าน บางคนก็เป็นญาติสนิทบ้าง ห่างบ้าง ตั้งแต่รุ่นยายจนถึงรุ่นหลาน เพราะฉะนั้น รับประกันได้เลยว่า ได้เห็นมุมมองเรื่องใต้เตียง บนเตียงของผู้หญิงอิหร่าน ทั้งหัวสมัยใหม่ ก้าวหน้าเลยโลกพระจันทร์ หรือกระทั่งบางคนที่ไม่เคยเห็น "จงอาง" ทั้งๆ ที่ลูกโตจนเห็นอะไรๆ มากกว่าแม่ตัวเองซะอีก


ฉันว่าเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับสังคมอิหร่านได้ดีทีเดียว (เริ่มวิชาการ) จริงๆ แล้วสำหรับฉัน การเรียนรู้เกิดขึ้นทุกวินาที หากเราสังเกตเราจะ "เห็น" อะไรที่คนอื่นไม่เห็น ฉันว่าคงมีใครหลายคนอยากรู้ว่าพวกผู้หญิงที่ต้องแต่งตัวมิดชิดเกือบจะเห็นแต่ลูกตา มีอะไรเหมือนหรือแตกต่างจากชนชาติอื่นอย่างไร และอะไรที่เป็นตัวกำหนดหรือทำให้เกิดความแตกต่างนั้นๆ


ความเหมือนก็มีอยู่ เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ว่า ไม่ว่าชนชาติไหนๆ เรื่องผู้ชายผู้หญิงก็เป็นหัวข้อสนทนาเหมือนๆ กันทุกที่


เธอก็คงพอจะได้ไอเดียแล้วใช่มั้ยว่า หนังสือ "ทำสาว...เรื่องฉาวโฉ่" (ชื่อที่ฉันเพิ่งคิดได้เมื่อกี้ ต้องไปถามเหล่าประชาชนชาวกำมะหยี่ก่อนนะเธอ ว่ามันโอเครึเปล่า) คงจะมีแต่เรื่อง "โอ้โห" "อือฮือ" "ว้าย อะไรนั่น" เต็มไปหมด


ฉันจะพยายามเสกสรรถ้อยคำให้แสบสันต์ บาดลึก สะใจพวกเธอละกันนะจ้ะ


ว่าแต่คุณบอกอช่วยฉันด้วย!!

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551

หมดเวลาขี้เกียจ

รูปฉันและคุณตู่โปรดิวเซอร์ในผ้าเคียนนมจากชุมชนนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย ที่ฉันภูมิใจนักหนาที่ได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานของชาวบ้านให้ทั้งคนสุโขทัยและคนไทยได้รู้จัก รวมทั้ง "ข้าวเปิป" หรือชื่อไฮโซว่า ก๋วยเตี๋ยวพระร่วง อาหารพื้นบ้านที่มีที่เดียวในโลก

หลังจากจบงานนางสาวไทย ฉันก็พักไม่แตะอะไร (ใดๆ ทั้งสิ้น) มาหลายวันอยู่



ฉันนอนแบบเอาเป็นเอาตาย ครั้งล่าสุด 18 ชั่วโมง คล้ายจะบอกตัวเองว่า ควรจะนอนให้หายอยากไปเลย และเริ่มทำอะไรๆ เสียที




เมื่อวานฉันได้ประโยคเด็ดจากหนังที่นำชีวิตของ Mr. Johnny Cash และ คุณนาย June Carter มาตีแผ่ให้พวกเราเห็นความขึ้นๆ ลงๆ ของชีวิตศิลปินชื่อดัง (น่าจะเป็นเช่นนั้น แม้ฉันจะไม่เคยได้ยินชื่อพวกนี้มาก่อน ด้วยไม่ฟังเพลงฝรั่ง ยกเว้นเพลงที่พี่ๆ น้องๆ ร้องให้ฟังในคาราโอเกะ) ประโยคนั้นล้อไปกับชื่อหนัง "Walk the line" .......คุณนาย June ด่าอีตา Cash ว่า "You can't walk no line" พอเป็นนักแปลแล้ว ฉันก็กลัวแปลผิดเหลือเกิน






Walk the line หมายถึง การปฏิบัติตนให้เหมาะสม มีชีวิตที่สมดุล แต่ฉันว่า You can't walk no line น่าจะหมายถึงว่า ถ้าไม่มีเส้นขีดให้เดิน อีตา Cash คงจะเดินไม่ได้ละมัง คงต้องมีคนคอยนำทางให้ ไม่งั้นก็จะเดินตุปัดตุเป๋อย่างที่เป็นอยู่ตลอดเรื่อง




หรือฉันเองก็คล้ายจะเป็นเช่นนั้น...




ฉันมักจะเริ่มอะไรใหม่ๆ โดยการทำความสะอาดบ้าน รีดผ้า การจัดระเบียบบ้านเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการจัดระเบียบสิ่งอื่นๆ ในชีวิต บ้านฉันยังรกไม่หายด้วยหนังสือที่นับวันมีแต่จะเพิ่มพูน ฉันก็เริ่มได้ไอเดียจากคุณนาย June อีกเหมือนกัน เธอให้ The Prophet กับอีตา Cash หลังจากเธออ่านจบ เพื่อลดน้ำหนักกระเป๋าที่ต้องหอบหิ้วเดินทางออกทัวร์คอนเสิร์ต และเป็นการแบ่งปันอาหารสมองให้ผู้อื่น ฉันนั่งนึกในใจว่า ช่างให้หนังสือเหมาะกับผู้รับเสียจริง ไอ้การที่ฉันคิดเช่นนี้ทำให้ฉันไม่สามารถระบายหนังสือออกไปได้ซะที ฉันกลัวว่าหนังสือที่ฉันให้ไป จะตกไม่อยู่กับคนที่ไม่เห็นคุณค่า พอๆ กับเสื้อผ้าเก่าๆ ของฉันที่จะตกไปถึงคนที่ใส่ไม่ได้ หรือไม่มีโอกาสเหมาะที่จะใส่ ฉันคงจะต้องเริ่มตัดใจซะบ้าง ไม่งั้นห้องของฉันคงไม่มีที่เหลือสำหรับใส่ของได้อีก พอๆ กับที่ถ้าไม่ตัดสิ่งต่างๆ ออกไปจากใจ ออกไปจากชีวิต ก็คงไม่สามารถรับอะไรใหม่ๆ เข้ามาได้อีก




ฉันมักจะนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่มีความสามารถเอกอุในการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากชีวิต แม้กระทั่งสลิปโอนเงิน เมื่อใดที่อีกฝ่ายคอนเฟิร์มว่าได้รับเงินแล้ว สลิปใบนั้นจะต้องออกไปจากชีวิตของเขาโดยพลัน ร้อนถึงคนรับเงินที่จะต้องเช็คและยืนยันทันทีเพื่อให้ทันใจคนโอนเงิน ฉันว่า ถ้าบวกกันหารสอง คงจะได้คนปกติสองคนเป็นแน่แท้




ต้นไม้ของฉันเริ่มได้น้ำอีกครั้ง...




ช่วงที่เก็บตัวผู้เข้าประกวดนางสาวไทยที่สุโขทัยและที่โรงแรมก่อนรอบตัดสิน ฉันไม่ได้อยู่บ้านเลย นึกในใจว่าต้นไม้ของฉันต้องอึดต้องทน ไม่งั้นก็คงอยู่ด้วยกันลำบาก เฟิร์นก้านดำตายไปล่วงหน้าแล้ว ด้วยเป็นพืชที่ละเอียดอ่อน ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะน้ำมาก ขาดน้ำไปสองวัน หรือเพราะไอร้อนจากเครื่องปรับอากาศ แต่ก็พร้อมกันตายทั้งต้น หายไปหนึ่งอาทิตย์ ไอวี่ก็ตามไปด้วย ฉันตัดใจทิ้งทั้งกระถาง จริงๆ ก็รู้อยู่แล้วว่ามันคงอยู่กับฉันไม่นาน เพราะสภาพอากาศไม่เหมาะกับน้องไอวี่เอาเสียเลย ความหวังที่จะเลี้ยงให้เถาไอวี่ยาวจนถึงพื้นเหมือนต้นที่ฉันเลี้ยงสมัยเรียนที่เมืองหนาวมันช่างห่างไกลความจริงเสียเหลือเกิน ชวนชมแย่งกันออกดอก แต่เพลี้ยแป้งก็แย่งกันกัดกินยอดทุกยอดเช่นกัน ดอกไม่ทันบานก็เหี่ยวเพราะโดนศัตรูรุมเร้า พวกต้นไม้จิ๋วต่างๆ ในกระบะใต้ราวตากผ้า ยังรอดตายได้บ้างเป็นบางต้น ตอนนี้พืชจำพวกหัวเริ่มแตกหน่อใหม่แล้วล่ะ




ฉันควรจะรีดเสื้อทั้งเจ็ดที่แขวนอยู่ที่ตู้ข้างทีวีให้เสร็จภายในคืนนี้ จะได้เริ่มซักผ้ารอบใหม่และจัดการเรื่องผ้าๆ ให้เสร็จสิ้นซะที พร้อมๆ กับที่ฉันควรจะคัดเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วเพื่อบริจาค หนังสือที่ไม่ใช้แล้วอีกไม่น้อย จะได้เหลือเฉพาะหนังสือที่จะเก็บจริงๆ กับหนังสือที่ซื้อหามาสะสมแต่ยังไม่มีเวลาอ่านเสียที




นอกจากเรื่องเสื้อผ้าและหนังสือแล้ว ยังมีเรื่องเอกสาร ข้อมูลของสำนักพิมพ์ที่ฉันต้องจัดการก่อนไปเยี่ยมน้องสาวกับแม่ปลายเดือนนี้ ทีจริงแล้ว เวลาสองอาทิตย์ทำอะไรได้ตั้งมากมาย สำหรับคนที่ไม่ได้ทำงานประจำที่ตัดใจแล้วว่าจะเลิกไปที่เที่ยวประจำ รับรองว่าเวลาสองอาทิตย์สะสางได้ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ลูกบอลการงาน

ช่วงนี้ฉันเกิดภาวะปล่อยให้ลูกบอลการงานสามสี่ลูกของฉันวิ่งกระเด็นกระดอน ต้องตามไปเก็บบ้าง เลี้ยงไว้บางลูก ละเลยบางลูก เพราะฉันยังไม่ใช่ตลกที่สามารถเลี้ยงลูกบอลสามลูกได้พร้อมๆ กันโดยไม่ตกหล่นเลย ฉันพูดแค่ลูกบอลการงานนะ แต่ถ้าเราจะเปรียบเทียบการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิตเป็นลูกบอลที่เราจะต้องดูแลไม่ให้กระเด็นกระดอน (ไปไกลจนเกินไป) เพราะลูกบอลบางลูกกระเด็นจากเราไปแล้ว ไปเลย ไม่กลับมา ส่วนบางลูกก็มาจั้ง มาจัง ทั้งๆ ที่ยังไม่อยากให้มา และอยากได้กระเด็นไปให้ไกลอีกสักนิด

ปกติฉันเป็นคนจำพวกที่ไม่อยากใส่อะไรให้ชีวิตมากมายนัก ถ้าเปรียบ(อีกแล้ว)ว่าเป็นภาชนะที่ใส่ลูกบอลซึ่งแต่ละลูกเป็นส่วนต่างๆ ที่สำคัญของชีวิต ฉันจะใส่แค่ไม่กี่ลูก ให้เหลือพื้นที่ว่างสำหรับเติมเต็มอีกเยอะ ๆ ไม่ว่าจะเป็นหินขนาดใหญ่ ขนาดย่อม ทราย หรือกระทั่งน้ำ แต่ช่วงนี้ รู้สึกว่าชีวิตที่เรียบง่ายของฉันดูจะมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาสร้างสีสันอยู่ไม่น้อย เมื่อมาพร้อมสีสันก็ก่อความระคายเคืองให้ก้อนหินและวัสดุวัตถุอื่นที่อยู่ด้วยกัน แต่ฉันก็รู้ว่ามันจะอยู่กับฉันไม่นานและมีเหตุผลที่ฉันเลือกทำอย่างที่ทำ

การทำงานทุกอย่างมีปัญหาให้ต้องแก้ไข บางเรื่องสร้างความรู้สึกลึกซึ้งแตกต่าง ฉันกลับมาทบทวนลำดับความสำคัญที่ฉันให้กับสิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่ในตอนนี้ และเลือกที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่สมบูรณ์ เพื่อจะได้จัดสรรเวลาไปทำสิ่งอื่นที่มีลำดับความสำคัญไม่แพ้กัน ลำดับความสำคัญในชีวิตของแต่ละคนต่างกัน อะไรที่ฉันไปรับปากชาวบ้านไว้แล้ว ดูจะกลายเป็นสิ่งหลักที่ฉันต้องทำไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ยิ่งได้รับรู้แผนการล่วงหน้า แต่เมื่อสิ่งอื่นซึ่งมีลำดับความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ออกจะมากกว่าด้วยซ้ำ เกิดความล่าช้า ไม่เป็นไปตามกำหนดการที่ฉันได้วางแผนไว้แล้ว ก็ต้องเลือกที่จะสร้างความไม่สมบูรณ์ให้กับทั้งสองสามสิ่งอย่างช่วยไม่ได้ และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันไม่ชอบใจจริงๆ

การที่สิ่งต่างๆ เป็นไปตามแผนการที่กำหนดทั้งหมดเป็นสิ่งที่เรียกว่าสมบูรณ์แบบ แปลว่า เป็นไปไม่ได้ ขอให้ใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบที่สุดเป็นอันใช้ได้ การที่ฉันต้องอุดรอยรั่วของงานที่ฉันเห็นจนเหนื่อยก็ทำให้เกิดความกดดัน และเมื่อพบว่าการที่ฉันตั้งใจทำสิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่ แต่คนที่เป็นสาเหตุให้ฉันเลือกรับงานกลับดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่ฉันทำ ฉันก็รู้สึกว่า เอ แล้วฉันจะเหนื่อยหรือเคร่งเครียดกับสิ่งนั้นไปเพื่ออะไร มันคุ้มค่าและสมควรแล้วหรือที่ฉันจะแบ่งสรรเวลาของฉันไปทำกิจกรรมนั้นๆ

ปกติแล้วการทำงานร่วมกันย่อมมีโอกาสกระทบกระทั่งกันได้มาก ยิ่งการทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนหมู่มาก เรื่องคนเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะไม่มีอะไรถูกหรือผิด เรื่องของความสัมพันธ์เป็นเรื่องของการยืดหยุ่น การปรับให้เข้ากัน ระหว่างคนที่มีความแตกต่างกันในทุกๆ เรื่อง การศึกษา ทัศนคติ รูปแบบความคิด สไตล์การทำงาน มุมมองต่อเนื้องาน เพศ นิสัย ตัวตน และอื่นๆ อีกสุดที่จะกล่าว

คนที่เคยเป็นมิตรอาจเป็นศัตรูกันได้ในพริบตาเมื่อต้องทำงานร่วมกันและไม่สามารถปรับจูนการทำงานให้สอดคล้องกันได้ ฉันก็ได้แต่หวังว่า การกระทบกระทั่งจะทำให้ต่างคนต่างถอยคนละก้าวเพื่อปรับเข้าหากันอย่างสอดคล้อง มีใช่เพื่อถอยห่าง จากหายไปไม่มาเจอกันอีก

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551

สวรรค์ชั้น 7

และแล้ว ฉันก็ยังไม่ได้อัพโหลดรูปดอกไม้เจ้าสาวที่ฉันแย่งชิงมาได้!! เอ แต่วันก่อนดูที่วิดีโองานแต่งงาน ฉันยื่นช่อดอกไม้ช่อนั้นให้ป้าอู๋ผู้ร้องเพลงอลังในงานนินา ป้าอู๋บอกว่าอย่างนี้ก็ต้องโอนการเป็นเจ้าสาวให้ป้านะสิ คราวนี้มนต์ขลังแห่งช่อดอกไม้เจ้าสาวจะยังอยู่มั้ยหนอ



วันนี้ฉันดีใจอีกแล้ว ที่เจอหนุ่ม (ไม่ค่อยนัก) ต่างแดนที่รู้จักและชื่นชอบผลงานของมาร์จอเน่ ซาทราพิ ทั้งที่ฉันแปลแล้วและกำลังแปล รู้แบบที่รู้ว่ารู้จริงๆ ไม่ใช่แค่เพื่อให้คุยภาษาเดียวกัน นอกจากนี้ รุ่นพี่ใหญ่ในวงการแปลยังให้ทั้งคำแนะนำ ความช่วยเหลือ และความร่วมมือ น้ำใจของพี่ ณัฐพัดชา ซาบซึ้งมากค่ะ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากจะเอ่ยชื่อเพราะ ความที่ออกจะกะเปิ๊บกะป๊าบของดิฉัน อาจพูดจาอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรได้



ใครอ่านแล้วรู้สึกแปลกๆ ขอให้คิดซะว่า คนที่พุธตกมรณะก็เป็นเช่นนี้แล โปรดอย่าถือสานะเจ้าคะ



วันนี้อยากพูดเรื่องอาชีพใหม่ (ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นอาชีพได้รึเปล่า เพราะ แทนที่จะทำแล้วได้เงิน กลับเสียตังค์) ฉันไปเป็นนักร้องอาสาสมัครที่ร้าน Seven Heaven จตุจักร โครงการ 7 ซอย 1 ร้านเจ้าของเดียวกับ VIVA ที่โครงการ 26 ฉันเพิ่งค้นพบร้านนี้ได้ไม่นานแต่รู้สึกว่าเป็นห้องรับแขกบ้านฉันได้อีกห้องนึง

หน้าที่ของฉันตอนนี้ก็ต้องอัพเดทตัวเอง ท่องเพลงที่ร้องได้ให้ขึ้นใจ และหัดร้องเพลงใหม่ๆ จะได้มั่นใจที่เวที ควรจะเป็นเพลงฝรั่งนะ เพราะแขกที่เข้าร้านส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ อาจต้องหัดร้องเพลงจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อย่างละเพลง เพื่อเป็น entertainer ที่สมบูรณ์

ว่าแล้วก็จะอัพรูปร้าน Seven Heaven ให้ดูกัน ติดไว้สองเรื่องแล้วนะเนี่ย จะได้ทำเมื่อไหร่ละเนี่ย

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เงินที่แตกต่าง

เมื่อวาน ฉันไปศูนย์สิริกิติ์เพื่อเก็บหนังสือที่ขายไม่หมด ได้รับสายจากสนพ.วงกลมตั้งแต่วัน บอกให้ไปเคลียร์เงินตั้งแต่หกโมงเย็น ฉันเลยบอกว่านัดเด็กไปช่วยขนหนังสือตอนสองทุ่ม ทางร้านบอกว่า ไม่ต้องขนหรอก ตอนที่รับสาย ฉันก็คิดว่าอาจจะเหลือสักสามสี่เล่ม พอไปถึงที่บูธ หกโมงกว่าๆ เหลือบมองดูหนังสือของกำมะหยี่ที่บูธ...

หาไม่เจอ!

สรุปว่าขายหมด (ขายหมดจริงๆ) ฉันมีหน้าที่ไปรับเงิน ตกใจเหมือนกันกับจำนวนเงินที่ได้รับ และเมื่อรวมกับอีกสองบูธแล้ว มันมากจนฉันตกใจ อาจเป็นเพราะฉันไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้าว่าควรจะได้กี่บาท ทั้งๆ ที่ก็ขนหนังสือไปส่งที่บูธต่างๆ ด้วยตัวเอง มันไม่ได้มากมายอะไรนักหรอกนะ สมัยที่ฉันเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือเล่นหุ้น แป๊บๆ ก็อาจจะได้มากกว่าที่ได้วันนี้เสียอีก

แต่ ความสุขที่ได้จากการกำเงินจากการขายหนังสือของสำนักพิมพ์ ของหนังสือที่ฉันแปลเอง ที่เห็นน้องมาเดินถามหาแพร์ซโพลิสเล่ม 2 ในวันสุดท้าย และรอให้ฉันกลับไปเอาหนังสือจากที่รถมาให้ เพราะที่บูธอัลเทอร์เนทีฟ ไรเตอร์ก็หมด ลืมนึกไปว่าที่บูธพันธมิตรอีกสองบูธคือของพี่แป๊ดกับของคุณจ้อกก็ยังมีติดอยู่

น้องขอลายเซ็นที่ฉันไม่ค่อยคิดว่าจะมีคนอยากได้เท่าใดนัก ไม่แค่นั้น เมื่อน้องจากบูธนี้ไปแล้ว และฉันเก็บหนังสือและเคลียร์เงิน กำลังจะเดินไปที่รถเพื่อไปกินแชร์กับญาติ ฉันก็เห็นน้องคนเดิมอยู่ในบูธอื่นกำลังอ่านมินิบุคแพร์ซโพลิสเล่ม 2 อดไม่ได้ แอบไปกระซิบว่า เอาไว้อ่านที่บ้านก็ได้ค่ะ

ฉันขนลุกและรู้สึกชาอยู่หลายครั้งเมื่อวานนี้ เงินน้อยกว่าแต่ความสุขเหลือล้น สงสัยฉันจะดูเด็กลงด้วยเพราะอดรีนาลีนหลั่ง!!

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551

แพร์ซโพลิสวางแผงทั่วประเทศนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป

โปรดทราบ...ท่านสามารถซื้อหนังสือแพร์ซโพลิสได้ที่ร้านนายอินทร์ โรงหนัง House RCA และร้านขายหนังสือหน้า Tops ค่ะ สำหรับร้านหนังสืออื่นๆ อาจจะช้านิดนึงนะคะ แต่ถ้าหาซื้อไม่ได้ก็สั่งผ่าน gammemagie@gammemagie.com ได้ค่ะ