วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552
สบายใจแระ
วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ยุ่งเหยิง สับสน วุ่นวาย
อันที่จริง ชีวิตของฉันก็ไม่น่าจะซับซ้อนอะไรนักหนา ไม่ได้เป็นมนุษย์ออฟฟิศอย่างชาวบ้านทั่วๆ ไปสักกะหน่อย แต่กลายเป็นว่าทั้งงานราษฎร งานหลวง สับสนปนเปกันให้ยุ่งยากใจยิ่ง...เฮ้อ!! ขอถอนหายใจก่อนจะบ่น บ่น บ่น และบ่น คนเราถ้าไม่ต้องทำหลายๆ สิ่งพร้อมๆ กัน จะเรียกว่า ยุ่งได้ยังไง ญาติผู้ใหญ่ ผู้มีพระคุณช่วยให้ฉันได้คำนำหนังสือเจ้าชายน้อยจากท่านทูตฝรั่งเศส แถมฉันยังเรียนเชิญท่านไปงานช้าเกินควร แม้ท่านจะเข้าใจแต่ฉันก็รู้ว่า ฉันทำอะไรไม่เหมาะไม่ควรอีกแล้ว ตอนนี้ท่านจากไป บุญคุณยังไม่ได้ทดแทน ได้แต่ฝากแม่ที่คอยดูแล ทำให้รู้สึกผิดน้อยลง งานศพมีติดต่อกันในช่วงที่วุ่นวายทั้งงานราษฎร งานหลวง แถมผู้ใหญ่ที่ให้ความเมตตา ช่วยเหลือสารพัดเรื่อง หลายยยยยยท่านก็แวะเวียนให้รับรองอยู่เป็นนิจ แถมยังมีผู้ใหญ่ของผู้ใหญ่ที่ดูแลตกทอดกันมาอีกเป็นสายๆ ถ้าวาดเป็นรูปก็แตกแขนงเป็นสาแหรกกิ่งก้านสาขาบานตะไท
แล้วแทนที่ฉันจะได้กลับบ้านนอนเพื่อทำงานภาคกลางวัน ก็เป็นอันเหลือเวลาเพียงสองสามชั่วโมง ไอ้การที่ธรรมชาติของฉันต้องนอนกินบ้านกินเมืองไม่งั้นสมองไม่ทำงาน ทำให้ไปทำงานภาคกลางวันสายบ้าง ไปประชุมช้า ไม่ได้ไปมันทั้งงานเลยก็มี วันที่ 15 นี้เป็นวันที่ทุกอย่างประเดประดังกันเข้ามา ทั้งการประกวดรอบผิวพรรณ งานแถลงข่าว งานศพ วันแรกของงานสัปดาห์หนังสือ นี่ยังไม่ได้นับภาคกลางคืนที่ต้องมีการประชุมต่อเนื่อง และเลยรวมไปถึงรับรองผู้ใหญ่ เอ็นเตอร์เทนผู้มีพระคุณ อันเป็นหน้าที่ประจำด้วยนะ
แม้แต่วันอาทิตย์นี้ ไปดูแลการคัดตัวผู้เข้าประกวดนางสาวไทย ผู้ใหญ่ขอร้องให้แว๊บไปงานทอดกฐิน กลับมาดูเรื่องกองประกวดต่อ เย็นไปงานสวดศพ และกลับมาประชุมทีมงานกองประกวด คืนนี้ก็ใช่ว่าฉันจะได้กลับบ้านแต่วัน มีการส่งงานตามผับตามบาร์จนฉันเรียกสถานที่นั้นว่าเป็น ออฟฟิศ มาพักใหญ่แล้ว นี่ฉันก็ยังนั่งทำงานและอัพบล้อกโดยใช้คอมพิวเตอร์ในร้านขายข้าวซอยของน้องที่คุ้นเคยกัน
แล้วสิ่งที่ฉันทำได้ก็คือ ไม่เครียด ไม่รู้สึกผิด (มากอย่างเคยๆ ) แม้จะเป็นสารพัดสายตาที่เป็นจริงและที่จินตนาการได้ ปลงๆ ปล่อยๆ บางครั้งอาจทำให้คนรอบตัวตั้งใจทำงานและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่ฉันมานั่งเคี่ยวเข็ญใช้พระเดชให้เมื่อยอารมณ์ เซ็งกล้ามเนื้อซะอีก
โอเค ได้บ่นพองาม แล้ว ก็ถึงเวลาปฏิบัติงานภาคกลางคืน ด้วยชุดทำงานเดิม สลัดแจ๊คเก็ตออก เหลือเกาะอกปักเลื่อมเล็กน้อย เข้ากับคอนเซปท์วันเกิดน้องที่ร้านประจำเลย แล้วก็ต้องเทคแคร์ประชาชีควบคู่ไปด้วย
แล้วจะมีใครเทคแคร์ฉันมั้ยหนออออออออ
วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552
Beauty Sleep, Beauty Marketing Strategy

ฉันเพิ่งตื่นได้ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนอนนานนนนนนนนับแต่เมื่อเช้าตรู่วันเสาร์ที่่ผ่านมา นับไปนับมาได้ประมาณ 30 ชั่วโมง...
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552
แล้วมันลงเอยที่ "จำเลยกามเทพ" ได้ไงเนี่ย

ฉันปวดท้อง เห็นใจนาย ใครๆ เป็นห่วง...
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552
เรื่องของเพื่อน
วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552
ฝนฟ้า พายุงาน เรื่องสะท้านใจ
ชักงงว่าทำไม ฉันจึงได้แต่แต่งกลอน
ตืื่นนอนมีความสุข รู้สึกสนุกไม่ต้องซ่อน
ใครทุกข์ฉันขอวอน มิได้สอนจงนอนไป
ฝนยังตกพรำพรำ ละอองน้ำหยาดสวยใส
สดชื่นรื่นฤทัย ต้นไม้ออกดอกใบงาม
ม่านไม้ใกล้ความจริง เดปฉันยิ่งวิ่งไล่ตาม
กล้วยไม้ออกดอกสาม ถ้าใครถามไว้บูชา
พระพิฆเนศมี ได้เป็นศรีกิจการค้า
ขอพรพระเจ้าขา ถ้าหนังสือฉันขายดี
พวกเรากำมะหยี่ แสนยินดีชี้ช่องนี้
ให้น้องรุ่นหลังที่ พิมพ์เรื่องดีเพื่อคนไทย
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552
กลอนหลอนจนรุ่ง

คิดหนัก คิดไกล จะไปหาหมอ
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552
หรือฉันจะทำไม่ได้จริงๆ

นานมาแล้ว ตอนที่น้องๆ ของฉันไปพบนักจิตวิทยา ได้ทำแบบทดสอบแล้วน้องคนกลางก็บอกให้ฉันไปทำบ้าง ทำแบบทดสอบไปหลายอย่าง จำผลการวิเคราะห์ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ที่จำได้แม่นคือ ตอนที่เขาให้ฉันวาดรูปคน ฉันวาดและตั้งใจพิเศษในการวาดนิ้วแต่ละนิ้ว นักจิตวิทยาวิเคราะห์แบบตรงที่สุด ฉันไม่มีวันมีความสัมพันธ์ที่ดีกับใครๆ ไม่ว่าจะตั้งใจแค่ไหนก็ตาม...
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552
เหงา...
วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552
38
ไม่เว้นแม้แต่ในบทสัมภาษณ์ครั้งแรกของชีวิตที่ได้ลงคอลัมน์ Woman on Top ของ Mix Magazine ประจำเดือนสิงหาคม 2552 ... เดือนเกิดของฉันพอดี
เพื่อนๆ บรรจงเลือกกระเป๋าสตางค์สีม่วงให้เป็นของขวัญวันเกิด ซื้อเค้ก จุดเทียนให้ฉันตอนเที่ยงคืนของวันที่ 4 สิงหาคม เพื่อนเก่าสมัยเด็กที่ไม่ได้เจอกันมาเกิน 20 ปี ให้ดอกกุหลาบสีชมพูหวานเป็นของขวัญ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเพื่อนๆ จะให้ความสำคัญกับฉันขนาดนี้ บางปี ฉันกลับจากทำงาน มานั่งที่ร้านประจำโดยไม่ได้บอกให้ใครรู้เลยด้วยซ้ำว่าเป็นวันเกิด ฉันเป็นโรคขี้เกียจหาของขวัญให้ใคร (หรืออีกทีก็ตั้งใจสรรหาแบบตั้งใจสุดๆ) ฉันจึงรู้สึกผิดหากมีใครมาให้โน่นให้นี่ฉันเยอะๆ แล้วฉันยังไม่ได้ให้อะไรกลับไป
หนึ่งในของขวัญวันเกิดที่ไม่ได้คาดหมาย คือ ชุดปักเลื่อมแขนกุดทั้งตัว เซ็กซี่สุดพรรณนา คนที่ให้ก็คือ น้องที่ช่วยเหลือสารพัดทั้งให้คุณแม่ของเธอและคุณลูกมาช่วยงานเจ้าชายน้อยนี่แหละ ไม่แค่นั้น เธอยังชอบเลี้ยงเครื่องดื่มที่ีมีแอลกอฮอล์ (ฟังดูดีกว่าเหล้าเนอะ) และอาหารเย็น อีกทั้งยกอายไลน์เนอร์และลิปสติกสีม่วงให้ฉันอีกต่างหาก
วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ความแปลกใหม่ในที่เดิมๆ
วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552
พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ที่ใกล้จะเกิดขึ้น
วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552
วันนี้มีความสุข

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552
อะไรที่มากกว่ารูปลักษณ์
หลงรักคุณชายเทวดาเข้าให้แล้ว...

ละครแจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดาเป็นหนึ่งในหนังที่ฉันจัดประเภทว่าไร้สาระ แต่ตามดูเพราะตกหลุมรักคุณชายมาดเซอร์

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552
อวยพรให้โง่
วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552
เสียงเรียกร้องจากภายใน
วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552
ดีใจ...กระเป๋าตังค์หาย
แน่นอนว่า ใครๆ ก็คงไม่ดีใจถ้ากระเป๋าตังค์หาย เพราะกระเป๋าตังค์ของใครๆ ก็คงจะมีธนบัตร เหรียญ บัตรเครดิต บัตรประชาชน และอะไรก็ตามที่เรามักจะพกติดตัวทุกๆ วัน...วันนี้ฉันไปขนหนังสือกลับจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้แรงงานไวท์คอลลาร์สองคนและคุณสมัครคนขับรถ/ตัดหญ้ากิตติมศักดิ์ของพระมารดาอีกหนึ่ง ก่อนออกเดินทาง ฉันได้คุณติ๋วมาช่วยจัดเรียงหนังสือและรีดผ้าที่กองพะเนิน ซักแล้วแต่ยังไม่มีอารมณ์รีดสักที
แล้วคุณสมัครกับฉันก็ปุเลงๆ ไปศูนย์ประชุมฯ เริ่มงานแบบสบายๆ สี่โมงกว่าๆ หลังจากอดทนกระดึ๊บๆ ไปจนได้ที่จอดรถสุดเจ๋งตรงบริเวณขนถ่ายหนังสือ บริเวณที่ฉันสรุปว่าดีที่สุดแล้ว วันแรกๆ ฉันตื่นเต้นดีใจกับที่จอดรถของผู้มีบัตรเซเรเนดของเอไอเอส ดีจังที่เค้ากันที่จอดรถเอาไว้ให้ ทำให้วันแรกที่ขนหนังสือฉันไม่ต้องวุ่นวายมากมายนักกับที่จอดรถ แต่ก็ต้องขนหนังสือขึ้นบันได ลงบันได เล่นเอาพี่ผู้ใจดีมาช่วยงานตะคริวกินเป็นวันๆ
ความโง่มาก่อนความฉลาดอย่างที่ใครๆ เขาว่า ในที่สุดฉันก็เอารถส่วนตัว (ที่ก็เป็นรถสำนักพิมพ์นั่นแหละ) จอดที่ขนถ่ายหนังสือเป็นประจำ (ใครจะทำไม ฉันก็ขนหนังสือเหมือนกันนินา) แล้วก็เข็นรถขนหนังสือคู่ใจที่เพิ่งซื้อมาใหม่เอี่ยมเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ขึ้นทางลาดส่งหนังสือบูธที่อยู่ชั้นบน เข็นลงทางไปยังบูธที่ตั้งอยู่ด้านล่างที่เรียกกันว่าโซนซี
ชีวิตฉันง่ายขึ้นเรื่อยๆ แม้ฉันจะชอบบอกกับตัวเองว่า เวลาขนหนังสือยกของขึ้นลงจนเหงื่อออก นั่นก็คือการออกกำลังกายแบบฉันๆ ที่ภูมิใจเสนอ หากต้องไปเต้นแอโรบิคหรือวิ่งบนสายพาน ฉันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า เป็นการใช้แรงงานโดยเปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น การขนหนังสือด้วยตัวเองจึงเป็นอะไรที่ลงตัวที่สู๊ด
ภาพแรกที่เห็นเป็นภาพหนังสือที่ฉันซื้อมาสดๆ ร้อนๆ ฉันอั้นกลั้นใจอยู่เกือบสองสัปดาห์ สองสัปดาห์ที่ต้องขนหนังสือผ่านสารพัดบูธ สองสัปดาห์ที่ชำเลืองเมียงมองแล้วก็มองผ่านเลย ที่ผ่านมาทั้งสองสัปดาห์ฉันซื้อหนังสือเพียงเล่มเดียว The Catcher in
the Rye ฉบับแปลเป็นภาษาไทยโดย ปราบดา หยุ่น ชื่อภาษาไทยยาวตามเทรนสุดฮิตว่า จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น แล้วพอถึงวันสุดท้ายของงานสัปดาห์หนังสือ ทำนบแตกได้หนังสือมา 20 เล่ม รวดเร็วกว่ากามนิตหนุ่ม จากหลายแบงค์พันในกระเป๋าสตางค์สีดำสนิทที่ใช้มาหลายปี เหลือใบแดง 5 ใบ ไม่ขาดไม่เกิน
รับหนังสือคืน รับตังค์เข้าสำนักพิมพ์ แล้วฉันก็เมียงๆ มองๆ หนังสือตามบูธที่เดินผ่านกระตุกเข้ากระตุกออก กระเป๋าโน้น กระเป๋านี้ ปุเลงๆ ไปเรื่อย ลืมรูดซิบ ลืบปิดกระเป๋า แล้วก็ให้ฉงนเมื่อพบว่า กระเป๋าสตางค์สีดำหายไปแล้ว!!!
เสียดาย ฉันไม่ได้ถ่ายรูปไว้ แต่กระเป๋าสีดำที่หายไปก็เป็นกระเป๋าสตางค์ของผู้หญิงแบบเรียบๆ ยี่ห้อของคนไทย ใช้ดี มีดีไซน์แบบเรียบหรู(ด้วยนะ ในสายตาของฉัน)
ฉันดีใจทันทีที่กระเป๋าหาย...
เพราะฉันแปรเงินเป็นหนังสือจนเกือบจะไม่มีเงินให้แปรเป็นอย่างอื่น สิ่งที่เสียไปคือ เงินประมาณ 500 บาท เช็คสองหมื่นกว่าบาทหนึ่งใบ เดชะบุญที่ขีดคร่อม a/c payee only บัตรเครดิต 6 ใบ บัตรประชาชน ใบขับขี่ นามบัตรอีกร่วมสิบ แล้วก็บัตรลดสนพ.จากบูธล่าสุดที่ซื้อหนังสือจำพวก Lean Organization รูปแบบการทำงานในฝันของฉันนั่นเอง
ฉันเดินย้อนกลับไปยังสองสามที่สุดท้ายที่ฉันหยิบกระเป๋าขึ้นมา รู้อยู่แล้วว่าไม่เจอแน่ๆ ฉันบอกตัวเองว่าเราต้องมองโลกในแง่ดี คิดอย่างไรได้อย่างนั้น แปลกที่คราวนี้ ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรนักหนา เพราะฉันรู้สึกอยู่แล้วว่าโชคดี...โชคดีที่กระเป๋าที่หายเป็นสีดำไม่ใช่ "สีน้ำเงิน"!!!
เพราะอะไรนะรึ ก็เพราะว่ากระเป๋าสีน้ำเงินที่ฉันคล้องกับเข็มขัดสอดสายรอบเอวกางเกงยีนส์มันเป็นกระเป๋าที่ฉันเก็บเงินที่ได้จากการขายหนังสือนะสิ!
เธอลองคิดดูถ้าสลับกัน กระเป๋าที่หายเป็นกระเป๋าสีน้ำเงินและเงินของฉันยังอยู่ดีมีสุข ฉันไม่ทุรนทุรายอยากโดดน้ำตายละหรือ!!
เงินห้าร้อยที่ฟาดเคราะห์ไปคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ไม่แค่นั้นนะ ข้อดียังมีมากหลาย ฉันตั้งใจจะเปลี่ยนชื่อในบัตรเครดิตให้เป็นชื่อปัจจุบันมาพักใหญ่แล้ว แต่ยังไม่ได้ฤกษ์ทำเสียที เงินห้าร้อยบาทนี้เป็นเหมือนตัวเร่งให้ฉันทำสิ่งที่ควรจะทำ ได้เปลี่ยนลายเซ็นหลังบัตรสมใจเสียที แถมยังได้หยิบกระเป๋าตังค์ลายสก็อตสุดหรู (ไม่ใช่ลายที่เห็นกันดาษดื่นนะยะ) มาใช้ประจำเสียที ดูแล้วก็เข้ากับกระเป๋าสะพายที่ฉันใช้อยู่ตอนนี้ได้ดีทีเดียว
แค่พลิกวิธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน
โชคจะดีหรือร้ายน่ะอยู่ที่ใครมองนะ
...ไม่เคยสุขใจจากเหตุร้ายเท่าวันนี้มาก่อนเลยล่ะเธอ
วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552
The winner takes it all...

But what can I say
Rules must be obeyed
Spectators of the show
Always staying low
And I understand
No self-confidence
The winner takes it all
The winner takes it all......
ใส่ซิมผิด

ร้านอาหารในสวนสัตว์ดุสิตยังคงความพิเศษไม่เหมือนที่ไหนเช่นเดิม...
ฉันว่าหลายๆ คนก็คงจะรู้สึกคล้ายๆ กับฉันว่า ร้านอาหารในสวนสัตว์มันจะบรรยากาศดี น่านั่งปล่อยอารมณ์ตอนกลางคืนได้อย่างไร กลิ่นสาปสัตว์มันไม่โชยเข้ามารึ
ฉันค้นพบสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ต้องเรียกว่าเป็นการค้นพบเลยที่เดียวเพราะมันเป็นของดีของหายากที่ไม่น่าจะมี
ถ้าใครเคยไปเขาดินที่อยู่ตรงข้ามกับสวนจิตรลดา ข้ามสะพานเข้าไปที่สวนสัตว์จะเจอร้านอาหารวังวนา หาที่จอดรถแล้วเดินตามทางริมบ่อน้ำขนาดใหญ่ มีเกาะกลางปลูกต้นไม้ใหญ่ไม่กี่ต้นกับศาลาและส่วนหย่อมเล็กๆ เดินเลยเข้าไปข้างในจะมีบันไดไม้ ขึ้นบันไดไปชั้นบน เดินเลียบระเบียงจะมองเห็นวิวพระที่นั่งอนันตสมาคม พร้อมเงาสะท้อนน้ำอย่างที่ฉันถ่ายรูปมาให้ดูนี่แหละ
อาหารอร่อย วิวดี ดนตรีเพราะ (เพราะฉันได้ร้องเอง ฮ่า ฮ่า) อาจารย์รุ่นใหญ่เล่นเปียโน เพลงที่แขกมักจะเลือกร้องก็จะเป็นเพลงยุคสุนทราภรณ์ หรือในราวช่วงปีประมาณนั้น เพราะร้านอาหารนี้ไม่ใช่ร้านอาหารแนวฮิบฮอปสำหรับวัยโจ๋ เป็นร้านสำหรับผู้ใหญ่ที่รักการร้องเพลงมานั่งทานอาหาร ในบรรยากาศกันเอง ไม่ว่าใครจะขึ้นไปร้องเพลงก็จะได้รับการปรบมือให้เกียรติ เป็นสถานที่ที่อบอุ่นทีเดียว
อาหารยังอร่อยเหมือนเดิม วิวยังดีเช่นเดิม และอาจารย์ที่เล่นเพลงให้ฉันร้องก็ยังคงความน่ารักเหมือนเดิมอีกเช่นเคย ที่ออกจะเป็นห่วงคือ ภรรยาเจ้าของร้านไม่ใคร่สบาย พี่ที่ไปกับฉันเลยยกใบมะรุมอัดเม็ดฝากไปให้ สรรพคุณมากหลาย ช่วยทั้งโรคเก๊าท์ มีสารต้านมะเร็งทุกชนิด แถมมีแคลเซียมอีก ราคาประหยัด ภูมิปัญญาคนไทย
ได้รำลึกความหลัง ไม่น้อยไม่มากเกินไป แล้วก็ไปต่อร้านประจำ...ร้านอันเป็นที่มาของหัวข้อบล้อกในวันนี้
ฉันว่า ถ้าจะใส่ซิมผิด ก็คงผิดตั้งแต่ไปเจอะเจอถูกใจร้านอาหารในสวนสัตว์แล้วล่ะ อีกทั้งชอบร้องเพลงโบราณ ผู้หญิงอะไรเลือกร้องเพลง พรานล่อเนื้อ อะไรๆ ที่ฉันเลือก ฉันทำ ประหลาดผิดมนุษย์มนาอีกแล้ว
วันนี้ออกจะเป็นวันเปิดอก ฉันถามพี่รุ่นใหญ่อายุเลยวัยเกษียณว่า ด้วยเหตุอันใด พี่ถึงได้ดูหนุ่มเกินวัยมากมายขนาดนี้ ฉันมองๆ แล้วก็แอบวิเคราะห์เป็นการส่วนตัวมานานแล้วว่า
จริงหรือ ที่ผู้ชายที่ดูหนุ่มจะต้องเป็นวัวแก่กินหญ้าอ่อน
คราวนี้ได้โอกาสถามตัวจริงเสียงจริง และแล้วพี่รุ่นใหญ่สองสามคนก็แบ่งปันประสบการณ์หนุ่มซิ่ง ไล่มาตั้งแต่โลลิต้า บับเบิล อะไรต่อมิอะไรอีกหลายที่ มีทั้งที่ฉันเคยไป เคยได้ยิน และร้านที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในกรุงเทพ
เหตุหนึ่งที่ทำให้ดูอ่อนกว่าอายุจริง ก็เพราะความที่เป็นคนจิตใจดี พี่คนนึงก็ชมอีกคนนั่นแหละ แต่ที่ฉันเห็นก็คือ ทั้งคู่เคี้ยวหญ้าอ่อนหรือไม่ก็หญ้าแก่ที่ดูอ่อน และเลยมาพูดถึงเรื่องของฉันอย่างไรไม่ทราบได้
ผู้ใหญ่มักจะมีวิธีเปรียบเปรยให้ดูไม่เป็นการจาบจ้วง ว่ากล่าวใครตรงจนเกินไป พูดไปพูดมา ได้คำดูน่ารักว่า ฉันเป็นเหมือนพวกโทรศัพท์ใส่ซิมผิด เครื่องรวน ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แต่ถ้าเครื่องพังขึ้นมาอันนี้ก็ตัวใครตัวมัน
บ้างก็ว่ามั่นใจมากในสิ่งที่ไม่ควรมั่นใจ
จนฉันอดรนทนไม่ได้ ไม่ใช่ด้วยเกิดอารมณ์แต่นิสัยพูดตรง ขวานผ่าซาก เลยยกกรณีที่ฉันรู้ว่าใครๆ ก็คงสงสัยกันหนักหนา ได้โอกาสเฉลยไขข้อข้องใจที่มีมานานให้หายสงสัย หรืออาจจะสงสัยต่อไปเช่นเดิมเพราะไม่เชื่อว่าจะเป็นอย่างที่ฉันพูด เห็นสีหน้าตกอกตกใจกับคำพูดของฉันอีกเช่นเคย
ก็คงจะจริง มั่นใจในสิ่งที่ไม่ควรมั่นใจ
สินค้าที่ติดฉลากผิด
การที่ฉันไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาสักที ดูจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดเหลือหลาย พี่ก็ว่า แค่ฉันนั่งอยู่เฉยๆ ก็มีผู้ชายมาให้เลือกมากมาย อยู่ที่จะเลือกใคร (โห ฟังแล้ว หัวชนเพดาน)
ก็เพราะอะไรล่ะ เพราะเขาดูกันที่เปลือกนอก
คนที่เปลือกนอกอย่างฉัน ข้างในมักไม่เป็นเช่นนี้
ถ้าคนที่สนใจฉันที่เปลือกนอก ได้มารู้จักฉันลึกเกินคำว่าผิวเผิน ก็เปิดทุกราย
ใครมาเห็นฉันมุมหนึ่งแล้วพอมาเจอมุมที่สองก็เริ่มถอยห่าง เห็นมุมที่สามก็เผ่นแนบไปเลย
คนอย่างฉันถึงได้อยู่ยากไง ไม่แปลกหรอก ที่ถ้าในที่สุดแล้ว ฉันก็จะอยู่เป็นยายแก่เฝ้าสำนักพิมพ์ไปนั่นน่ะ
ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่รู้ตัว ฉันก็รู้ เพียงแต่ฉันไม่ทำอย่างที่คนทั่วไปเขาทำ
บางที คนเรามีคำจำกัดความของผู้หญิงดีแคบเหลือเกิน ฉันคงไม่ได้เป็นกุลสตรีหรอก แต่ก็อดขำไม่ได้ที่มีพี่คนนึงบอกว่า เวลาฉันถ่าย ยังนั่งพับเพียบเลย ฮ่าๆ
ก็เขาไม่เห็นตอนที่มันตรงกันข้ามนะสิ
ตอนนี้ฉันนึกถึงความแตกต่างของคนสองประเภท คนหยาบคายแต่จริงใจ กับ คนพูดจาดีแต่หลอกลวง
เรื่องบางเรื่องฉันคุยกับพี่บางคนอย่างถึงพริกถึงขิง เผอิญพูดดังไปหน่อย หรือมีคนเงี่ยหูฟังเยอะก็ไม่รู้ แต่แล้ว มันก็แค่นั้น นั่นคือความจริง แต่คนฟังน่ะ แอบไปจินตนาการไกลไปถึงไหน ฉันถึงกับต้องบอกว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกพี่ๆ คิดกันเลยแม้แต่นิด อยากจะบอกให้หายข้องใจไปด้วยซ้ำว่า ไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่พี่ๆ เข้าใจกันมาตลอดสิบปีอีกต่างหาก
หลายคนบอกว่า ฉันเป็นคนเปิดเผยเกินไป ฉันว่า ฉันเปิดเผยขนาดนี้แล้วทำไมยังเข้าใจผิดขนาดหนัก แค่ฉันไม่ได้ทำอะไรบางอย่างตามบรรทัดฐานของสังคมแปลว่าฉันประหลาดขนาดนั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้น คำจำกัดความของคำว่า ปกติ มันคงแคบซะเหลือเกินสิ สำหรับในวงใน หลายๆ การกระทำอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดา ช่วงแรกๆ แค่การอ่านหนังสือในผับในบาร์ก็ผิดแล้ว หลังๆ การคุยเรื่องธรรมะดูจะเป็นหัวข้อสนทนาหลักในหลายๆ โอกาส เรื่องเหล่านี้ คนในวงนอกที่ไม่ใช่คนเที่ยวก็มองว่าแปลกอีกนั่นแหละ เขาไม่รู้กันหรอก ว่าคนในผับในบาร์สวดมนต์วันละหลายชั่วโมง อยู่บ้านนั่งตัดแต่งต้นไม้ พรวนดิน เขาเหล่านี้แค่มีบางมุมที่ไม่เหมือนคนกลุ่มนึง มันก็แค่นั้นเอง
แต่นี่ ไม่ต้องนับภาพของฉันในสายตาคนภายนอก ซึ่งไม่ต้องไปกังวลอยู่แล้ว แม้แต่คนในวงประหลาดก็ยังมองว่าฉันประหลาดเลย
ฉันยังคิดไม่ออก ว่า การที่ร้องเพลง เพลงสุดท้าย ของคุณป้าสุดา ชื่นบาน มันประหลาดยังไง ตอนนี้ฉันก็เห็นคนร้องไปกับฉันตั้งหลายคน แถมเมื่อวันก่อน วงดนตรียังเล่นเพลงนี้ด้วยซ้ำ และคนที่ร้องกลับเป็นผู้ชายแท้ๆ ก็เห็นคนเค้าเต้นกันสนุกสนาน
ประหลาด คือ แตกต่าง ขบถ...นั่นล่ะฉัน
ฉันเลยขอสรุปแบบณัฐพัดชาว่า ใส่ซิมผิด แปลว่า ฉันเป็น Early Adopter ผู้นำแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ มาใช้ซึ่งคนทั่วไปยังตามไม่ทัน ฮ่า ฮ่า





