แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฉัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฉัน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สบายใจแระ

วันอาทิตย์ที่ฉันบ่นไปแล้วว่ามีอะไรต้องทำหลากหลาย สรุปว่า ฉันไม่ได้ทำเลย...

กลับบ้านตีสี่หลังจากเสร็จสารพัดงานและธุระโดยมิได้แตะต้อง L ก ฮ แม้สักหยด

ฉันนอนลืมตาฟังเสียงโทรศัพท์เจ้านายดังหลายครั้ง แล้วนึกย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่วันก่อนที่มีคนโทรหาทั้งวัน พอตกภาคกลางคืน นายโทรหาทุกชั่วโมงจนถึงห้าทุ่ม พร้อมความรู้สึกผิดที่ติดตัวมาอย่างยาวนาน 

ฉันเป็นอะไร ทำไมฉันถึงขาดความรับผิดชอบขนาดนี้ อะไรคือต้นเหตุของปัญหากันแน่

ฉันต้องการความช่วยเหลือในการวิเคราะห์ปัญหาอย่างมีเหตุผล ปรึกษาใครดีละทีนี้ คุณอาที่รับฟังปัญหาฉันมาแต่อ้อนแต่ออกท่าจะดีที่สุด

เล่าเหตุการณ์ปัญหาเรื่องราว ได้ความว่า ฉันเป็นโรคพักผ่อนไม่เพียงพอเรื้อรัง ซึ่งในความเห็นของคุณอา อันตรายมาก

การที่เราไปรับผิดชอบสิ่งต่างๆ มากมายโดยที่ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้าน จึงเป็นที่มาของการไม่ยอมตื่นในหลายๆ วัน

ฉันนึกย้อนกลับ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ปัญหาส่วนใหญ่ในชีวิตมักจะมาจากเรื่องนี้ การไม่รู้จักประมาณตน ไม่รู้จักปฏิเสธ อย่างที่ฉันชอบบอกตัวเองอยู่เรื่อยว่า ความหมายของคำเปรียบเปรยที่พี่คนหนึ่งให้ไว้คือ เป็นสินค้าที่ฉลากไม่ตรงกับของข้างใน 

ท่าทางเวิร์คกิ้งวูแมนของฉันมักจะทำให้คนเข้าใจผิดว่าฉันสามารถทำงานหนักเป็นบัฟฟาโล ด้วยความสามารถอาจจะทำได้ แต่ความอึด ทนทาน ความบึกบึนของร่างกายและจิตใจไม่เป็นอย่่างนั้น แล้วก็ทำให้ฉันย้อนนึกไปถึง คำพูดของคนที่ดูลักษณะมือ คนที่บอกฉันว่า พอรู้จักฉันเป็นครั้งแรก ก็คิดว่าพูดจาเหมือนคุยกับผู้ชายได้ ประมาณว่า ไม่ต้องถนอมดังเป็นผู้หญิงที่ละเอียดอ่อน แต่พอมาดูลักษณะมือและกระดูกของฉันแล้วก็พบว่า รูปมือเป็นมือของผู้ชาย แต่กระดูกเป็นแบบผู้หญิง แปลได้ว่า ข้างนอกดูเหมือนผู้ชาย ดูแรง แต่จริงๆ แล้วคือผู้หญิงที่ต้องการการทะนุถนอมดีๆๆ นี่เอง

จะมีใครมองลึกลงไปเห็นความละเอียดอ่อน ความเป็นผู้หญิง ในเปลือกแข็งแต่เปราะนี้มั้ยหนอ 

แต่นั่นคือ การมองในรูปแบบความสัมพันธ์ ส่วนเรื่องงาน มีแต่จะก่อให้เกิดความผิดหวัง เข้าใจผิด อะไรประมาณนั้น

ได้พูด ได้มีข้ออ้างให้ตัวเองก็ทำให้รู้สึกสบายใจแล้วล่ะเธอ

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ยุ่งเหยิง สับสน วุ่นวาย

อันที่จริง ชีวิตของฉันก็ไม่น่าจะซับซ้อนอะไรนักหนา ไม่ได้เป็นมนุษย์ออฟฟิศอย่างชาวบ้านทั่วๆ ไปสักกะหน่อย แต่กลายเป็นว่าทั้งงานราษฎร งานหลวง สับสนปนเปกันให้ยุ่งยากใจยิ่ง...

เฮ้อ!! ขอถอนหายใจก่อนจะบ่น บ่น บ่น และบ่น คนเราถ้าไม่ต้องทำหลายๆ สิ่งพร้อมๆ กัน จะเรียกว่า ยุ่งได้ยังไง ญาติผู้ใหญ่ ผู้มีพระคุณช่วยให้ฉันได้คำนำหนังสือเจ้าชายน้อยจากท่านทูตฝรั่งเศส แถมฉันยังเรียนเชิญท่านไปงานช้าเกินควร แม้ท่านจะเข้าใจแต่ฉันก็รู้ว่า ฉันทำอะไรไม่เหมาะไม่ควรอีกแล้ว ตอนนี้ท่านจากไป บุญคุณยังไม่ได้ทดแทน ได้แต่ฝากแม่ที่คอยดูแล ทำให้รู้สึกผิดน้อยลง งานศพมีติดต่อกันในช่วงที่วุ่นวายทั้งงานราษฎร งานหลวง แถมผู้ใหญ่ที่ให้ความเมตตา ช่วยเหลือสารพัดเรื่อง หลายยยยยยท่านก็แวะเวียนให้รับรองอยู่เป็นนิจ แถมยังมีผู้ใหญ่ของผู้ใหญ่ที่ดูแลตกทอดกันมาอีกเป็นสายๆ ถ้าวาดเป็นรูปก็แตกแขนงเป็นสาแหรกกิ่งก้านสาขาบานตะไท

แล้วแทนที่ฉันจะได้กลับบ้านนอนเพื่อทำงานภาคกลางวัน ก็เป็นอันเหลือเวลาเพียงสองสามชั่วโมง ไอ้การที่ธรรมชาติของฉันต้องนอนกินบ้านกินเมืองไม่งั้นสมองไม่ทำงาน ทำให้ไปทำงานภาคกลางวันสายบ้าง ไปประชุมช้า ไม่ได้ไปมันทั้งงานเลยก็มี วันที่ 15 นี้เป็นวันที่ทุกอย่างประเดประดังกันเข้ามา ทั้งการประกวดรอบผิวพรรณ งานแถลงข่าว งานศพ วันแรกของงานสัปดาห์หนังสือ นี่ยังไม่ได้นับภาคกลางคืนที่ต้องมีการประชุมต่อเนื่อง และเลยรวมไปถึงรับรองผู้ใหญ่ เอ็นเตอร์เทนผู้มีพระคุณ อันเป็นหน้าที่ประจำด้วยนะ

แม้แต่วันอาทิตย์นี้ ไปดูแลการคัดตัวผู้เข้าประกวดนางสาวไทย ผู้ใหญ่ขอร้องให้แว๊บไปงานทอดกฐิน กลับมาดูเรื่องกองประกวดต่อ เย็นไปงานสวดศพ และกลับมาประชุมทีมงานกองประกวด คืนนี้ก็ใช่ว่าฉันจะได้กลับบ้านแต่วัน มีการส่งงานตามผับตามบาร์จนฉันเรียกสถานที่นั้นว่าเป็น ออฟฟิศ มาพักใหญ่แล้ว นี่ฉันก็ยังนั่งทำงานและอัพบล้อกโดยใช้คอมพิวเตอร์ในร้านขายข้าวซอยของน้องที่คุ้นเคยกัน

แล้วสิ่งที่ฉันทำได้ก็คือ ไม่เครียด ไม่รู้สึกผิด (มากอย่างเคยๆ ) แม้จะเป็นสารพัดสายตาที่เป็นจริงและที่จินตนาการได้ ปลงๆ ปล่อยๆ บางครั้งอาจทำให้คนรอบตัวตั้งใจทำงานและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่ฉันมานั่งเคี่ยวเข็ญใช้พระเดชให้เมื่อยอารมณ์ เซ็งกล้ามเนื้อซะอีก

โอเค ได้บ่นพองาม แล้ว ก็ถึงเวลาปฏิบัติงานภาคกลางคืน ด้วยชุดทำงานเดิม สลัดแจ๊คเก็ตออก เหลือเกาะอกปักเลื่อมเล็กน้อย เข้ากับคอนเซปท์วันเกิดน้องที่ร้านประจำเลย แล้วก็ต้องเทคแคร์ประชาชีควบคู่ไปด้วย

แล้วจะมีใครเทคแคร์ฉันมั้ยหนออออออออ

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Beauty Sleep, Beauty Marketing Strategy


ฉันเพิ่งตื่นได้ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนอนนานนนนนนนนับแต่เมื่อเช้าตรู่วันเสาร์ที่่ผ่านมา นับไปนับมาได้ประมาณ 30 ชั่วโมง...

มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันละเนี่ย พี่ที่เข้าใจบอกว่า มันคงเป็นกลไกของธรรมชาติที่ปรับสมดุลให้กับร่างกาย ดีเท่าไหร่แล้วที่นอนหลับ ไม่ต้องทนทรมานเหมือนหลายๆ คน ที่อยากหลับแล้วหลับไม่ลง

งานที่เพิ่งเริ่มใหม่ ทวีความสนุกสนานและซับซ้อนเป็นลำดับ ฉันออกจะเป็นคล้ายคนกลางแม้จะไม่กลางด้วยหน้าที่ ยังไงฉันก็ถือว่าฉันมองจากอัฒจรรย์ เห็นใจทั้งสองฝ่าย การที่เราจะปรับจูนให้ลงตัวต้องยืดหยุ่นซะเหลือเกิน มีโอกาส ทางเลือกเข้ามามากมาย ทั้งส่วนตัวและเรื่องงาน เป็นช่วงเวลาที่มีอะไรน่าสนใจเข้ามาในชีวิตอีกช่วงหนึ่ง

อาทิตย์หน้าก็จะเริ่มยุ่งจริงๆ จังๆ แล้ว ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าร่างกายจะรับไหวรึเปล่า แต่ก็พยายามพักผ่อนให้มากขึ้น มีคำสัญญาจากคนที่ให้ความสำคัญกับคำพูดอย่างสูงอยู่สองคน หนึ่งจะหาคนเช่าพื้นที่ให้ฉัน และให้ฉันเป็นพิธีกรทีวีช่องใหม่ อีกหนึ่งจะช่วยให้ขายหนังสือได้มากสมความตั้งใจ

ปีหน้าจะเป็นปีรุ่งโรจน์ของฉันตามคำทำนายของคนที่มีญาณพิเศษ 2 คนที่ฉันไม่ได้สืบเสาะค้นหา แค่่ปีนี้มันก็ดีแล้วนา เพื่อนฝูง ใครเจอหน้าก็บอกว่าเห็นฉันออกสื่ออยู่เป็นระยะ โอม เพี้ยง ขอให้ฉันขายหนังสือได้โดยไม่ต้องจ้างดาราเป็นพรีเซนเตอร์ทีเถอะ ในเมื่อเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม ขนาดเข้าไปเชิญให้มางานเปิดตัวหนังสือด้วยตัวเองแล้ว ยังไม่ยอมมาทำข่าวให้ ด้วยว่าบก.ให้เหตุผลว่าจะทำข่าวเฉพาะหนังสือที่ดาราเขียนหรือแปล 

ให้มันรู้ไปซิว่า ฉันจะทำตัวให้เด่นแบบไม่เป็นภัย เป็นคุณต่อการขายหนังสือไม่ได้ !!!

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552

แล้วมันลงเอยที่ "จำเลยกามเทพ" ได้ไงเนี่ย


ฉันปวดท้อง เห็นใจนาย ใครๆ เป็นห่วง...

ฉันน่ะเป็นคนจำพวกไวต่อสารเคมีในร่างกาย บางครั้งไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่แล้วก็พบว่ามันเป็นเรื่องของระดับสารเคมีที่เปลี่ยนแปลงเนื่องด้วยสารพัดเหตุ หลายครั้งที่ใครๆ บอกว่าไม่รู้จักประมาณตน ทำอะไรเกินกำลัง พอรู้ตัวก็แย่พอควร ฉันเลยต้องสังเกตุตัวเองให้มากขึ้น ฝืนอะไรให้น้อยลง ในขณะเดียวกัน ฉันก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าขี้เกียจไปมั้ยนั่น แต่ก็หัดเอามือไขว้หลัง ทำไม่รู้ไม่เห็น หลับหูหลับตา หากต้องการให้ใครทำอะไรให้ได้ตามมาตรฐานของเราก็คงจะทุกข์เปล่าๆ ยิ่งได้ยินเพื่อนเล่าให้ฟังถึงปัญหาการทำงานที่ทุกคนเครียดกันหมดเพราะตั้งเป้าไว้สูงมาก ่ครั้งจะทำงานน้อยลงก็รู้สึกอาย เพราะน้องที่เป็นเนืื้องอกทำงานถึงตีสองทุกวันมาตั้งแต่ต้นปี 

ฉันได้ฟังแล้วก็ เฮ้อ! นี้มันหนูถีบจักรดีๆ นี่เอง มีนายเก่าอีกคนที่คุยกับฉันหลังจากที่ฉันเคยบอกลูกน้องคนหนึ่งว่า ทำงานให้น้อยลงอีกหน่อยก็ได้ ดูแลสุขภาพให้ดีๆ เพราะน้องคนนี้ก็เริ่มป่วยอีกเหมือนกัน นายเล่าให้ฟังว่า เขาก็เคยทำงานหนักแบบนั้นเหมือนกัน แล้วก็พบว่า ถ้าเราทำงานน้อยลงอีกหน่อยก็ไม่ได้ทำให้โลกนี้แตกสลายอย่างใด พวกเรากันเองที่จริงจังกับชีวิต ทั้งๆ ที่ชีวิตมันก็แค่นี้ จะเอาอะไรกันนักกันหนา 

ไม่ใช่ว่าฉันจะคิดอะไรได้ก่อนคนอื่นหรอก เพียงแค่นายเก่าอีกคนเห็นฉันจริงจังกับงานที่ได้รับมอบหมายมาก เลยบอกให้ฉันลืมเช็คเมล์บ้างก็ได้ การที่เราจริงจังแม้จะไม่ได้ตั้งใจจะคาดหวังให้คนอื่นทำเหมือนเรา แต่คนรอบตัวก็รู้สึกได้ถึงความเครียด บรรยากาศการทำงานที่เร่งเร้าโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว

พูดถึงนายหลายคน เอานายคนดีที่ฉันพยายามเข้าใจดีกว่า เราต่างมีความตั้งใจ จริงจังในการทำงานไม่ต่างกันนักหรอก(นายฉันว่างั้น) เขาปลุกปล้ำงานที่ทำมาร่วมสิบปี ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แล้วเมื่อการเมืองทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน เราก็คงต้องจัดการกับปัญหาไปทีละเปลาะ ใจนึงฉันก็ว่าดี มีคนดูแลให้เสร็จสรรพ แต่อีกแง่มุมหนึ่งก็เห็นได้ว่า เป็นเรื่องปกติของคนไทยที่กลัวว่าจะมีคนแย่งงานไป จึงต้องกั๊กไว้ ประมาณว่าต้องให้ฉันทำเท่านั้น ไม่งั้้นก็จบ ไม่มีใครทำแทนได้ 

เรื่องแบบนี้ฉันเห็นมาเยอะ ในโลกธุรกิจที่ต้องแข่งขััน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เป็นโลกที่นายเก่าคนหนึ่งของฉันเป็นห่วง เป็นห่วงว่าฉันคง "โดน" ไม่ใช่น้อย ประมาณว่า "ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย" แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ฉันก็รู้ว่าฉัน "แตกต่าง" 

การเมืองที่กลุ่มคนหนึ่งค่อยๆ ยึดอำนาจ ริดรอนสิทธิที่เคยมีอย่างเต็มเปี่ยมไป ทั้งข้างเดียวกันและฝั่งตรงข้าม ทำให้เหมือนตัวคนเดียวแต่ต้องสู้กับศัตรูรอบด้าน ในเมื่อฉันร่วมหัวจมท้ายกับนายแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด ไปไหนไปกัน 

ในเวลาเดียวกันที่ฉันเป็นห่วงนาย ใครๆ ก็เป็นห่วงฉัน...

วันนี้ฉันไม่รับโทรศัพท์ใด และเคยพบว่า การลืมโทรศัพท์ไว้ในรถเป็นความสุขอย่างหนึ่ง อย่างไรเสียก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ พอโทรกลับก็คล้ายจะร้อนตัวว่าทำหน้าที่ของตนไม่ดีพอ บางคนฝาก SMS ด้วยความเป็นห่วง ถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น ติดต่อกลับมาด้วย บางครั้งเราก็รู้สึกดีที่ทำให้บางคนเป็นกังวล

วันนี้แล้วสิ ที่จะได้ดู "จำเลยกามเทพ" ละครกุ๊กกิ๊ก น้ำเน่าเหลือแสนที่จะทำให้คนดูรู้สึกผ่อนคลาย เข้าไปอยู่ในโลกจินตนาการ ฉันเพิ่งเห็นประโยชน์ของละครน้ำเน่าเมื่อพูดกับเพื่อนที่ทุกข์จากสารพัดเรื่องเมื่อวานนี่เอง

อย่าจริงจัง(มาก)  หาความสุขใส่ใจกันดีกว่า


วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

เรื่องของเพื่อน

เพื่อนที่รู้จักกันมา 20 ปี แวะมาหาฉัน คุยกันสารพัดเรื่อง อัพเดทข่าวคราวของเพื่อนๆ และชีวิตของกันและกัน คนเราก็แค่อยากพูดคุยกับคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ...

บางทีฉันก็ไม่เข้าใจความคิดของผู้ชาย ทั้งๆ ที่ฉันออกจะสนิทกับคนต่างเพศมากกว่าคนเพศเดียวกัน รวมไปถึงเพศทางเลือกด้วย เอาเป็นว่าถ้าไม่แปลกฉันไม่คบละมั้งเนี่ย

เพื่อนคนนี้มีแฟนเด็กและสวยแบบที่ฉันทายได้เลยว่าเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกันอิจฉาเป็นแถวๆ แต่ในเรื่องความสัมพันธ์มันก็มีอะไรมากกว่านั้น ฉันนึกถึงข้อความในหนังสือของรุ่นพี่คนหนึ่งที่ว่า "ความรักนี่มันเหลวไหลสิ้นดี เราชอบในความต่าง แต่แล้วเราก็อยากให้เขาเป็นเหมือนเราในที่สุด" แฟนเพื่อนกุ๊กกิ๊ก น่ารัก อยู่แล้วสดชื่น แต่ในขณะเดียวกัน ถ้ามองอีกด้านก็คือ คิขุ ไร้สาระ ไม่เป็นผู้ใหญ่ อาจจะไปได้ถึง "ไร้ความคิด ความรับผิดชอบ" ด้วยคุณสมบัติเดียวกันแต่มองคนละแง่ก็สร้างความรู้สึกได้แตกต่างกันสุดขั้ว

มันก็น่าแปลกดีที่สมัยนี้ผู้หญิงก็ไม่ทน พอๆ กับที่ผู้ชายก็ไม่ได้อยากแต่งงาน สงสัยในอนาคตเราคงได้ลูกแบบผสมหลอดแก้ว มีความสุขสมผ่านเกมคอมพิวเตอร์เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่แซนดรา บุลล็อกเล่นกับพ่อหนุ่มร็อกกี้ 

สถาบันครอบครัวกำลังสั่นคลอนอย่างถึงที่สุด การมีความสัมพันธ์แบบฉาบฉวย one-night-stand มีให้เห็นกันทั่วอาร์ซีเอ แบบที่ผู้มีการศึกษาไม่อยากมีลูกในสภาพสังคมแบบนี้

เพื่อนฉันแฮปปี้กับการดูหนังที่ไร้สาระ เพียงเพื่อผ่อนคลายหรือหลับในโรงหนัง 

มนุษย์ออฟฟิศเครียดกันถึงขนาดนี้เชียวหรือ

ตกลงฉันโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่หลุดออกมา

ฉันเลือกที่จะคิดว่าฉันโชคดี ^-^

วันนี้ได้ไปสถานที่ใหม่ๆ พบคนใหม่ๆ แล้วคล้ายจะสะท้อนภาพตัวเอง แต่ฉันคงไม่เหมือนขนาดนั้นกระมัง น้องที่เพิ่งรู้จักใหม่คุยเก่งมาก ฉันเรียกว่า "ยายจ๋อแจ๋" เหมือนที่เคยได้ยินคนให้สมญานี้กับคนคุ้นเคย คนเราอะไรจะสนทนาได้ทุกเรื่อง เมื่อเห็นดังนี้แล้ว ฉันคิดว่าต้องปรับปรุงตัวเองเป็นการใหญ่ พูดให้น้อยลง ฟังให้มากขึ้น ไม่มีใครอยากฟังเรื่องคนอื่นจริงๆ หรอก แม้ว่าการเริ่มต้นการสนทนาที่ดีคือการพูดเรื่องของคนอื่น หากเลือกที่จะฟังให้มาก ย่อมเป็นการเปิดโลกทัศน์และดูจะเป็นคนที่ควรคบหาสมาคมด้วย

เรื่องของคนเป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้ไม่รู้จบ ฉันได้พบคนที่ไม่ได้พบมาเป็นสิบปีแต่ยังติดต่อ รับรู้ข่าวคราวผ่าน FB และบางคนที่เจอหน้าเพียงครั้งเดียวแล้วก็ติดตามความเคลื่อนไหวผ่านทางเว็บไซต์เดียวกัน ไม่แค่นั้นยังได้เพื่อนใหม่อีก 2 คนซึ่งก็ได้เพิ่มเป็นเพื่อนใน FB เรียบร้อยแล้ว 

ให้มันรู้ไปสิว่าฉันจะมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับคนไม่ได้ ถ้าได้ใส่ความพยายามลงไปแล้ว!!!

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

ฝนฟ้า พายุงาน เรื่องสะท้านใจ

วันนี้ฝนตกแรง ฟ้ามืด แตกต่างจากครั้งอื่นๆ ฝนสาดแรงผ่านระเบียงที่กว้างสักเมตรครึ่งมาโดนกระจกทีเดียว ต้นไม้ได้น้ำฉ่ำเย็น แต่ผ้าที่ตากไว้เปียกจนไม่เก็บเข้าบ้าน ตากไว้รอแดดวันพรุ่งนี้หากฟ้าไม่สั่งฝนให้ตกถล่มทลายเหมือนในวันนี้...

เป็นการเกริ่นย่อหน้าแรกที่ยาวที่สุด และไม่มีคำว่า "ฉัน" ในย่อหน้านั้นเลย

   
           ฝนตกแดดไม่ออก นกกระจอกไม่รู้อยู่ไหน
        ชักงงว่าทำไม ฉันจึงได้แต่แต่งกลอน
        ตืื่นนอนมีความสุข รู้สึกสนุกไม่ต้องซ่อน
        ใครทุกข์ฉันขอวอน มิได้สอนจงนอนไป


          ฝนยังตกพรำพรำ ละอองน้ำหยาดสวยใส
           สดชื่นรื่นฤทัย ต้นไม้ออกดอกใบงาม
           ม่านไม้ใกล้ความจริง เดปฉันยิ่งวิ่งไล่ตาม
           กล้วยไม้ออกดอกสาม ถ้าใครถามไว้บูชา


           พระพิฆเนศมี ได้เป็นศรีกิจการค้า
           ขอพรพระเจ้าขา ถ้าหนังสือฉันขายดี
           พวกเรากำมะหยี่ แสนยินดีชี้ช่องนี้
           ให้น้องรุ่นหลังที่ พิมพ์เรื่องดีเพื่อคนไทย


ฉันอยากพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนจะเริ่มงานหนัก ซึ่งไม่แน่ว่าจะหนักทางกายและใจเหมือนคราวก่อน แต่ที่แน่ๆ หนนี้ "หนักใจ" การเมืองในการทำงาน ทำให้ต้องใช้สมอง ต้องคิดให้รอบ ให้ครอบ ยิ่งทำงานกับคนฉลาดยิ่งเหนื่อย แต่ก็เป็นการเหนื่อยที่สร้างสรรค์ ได้ฝึกฝนตัวเองให้เก่งขึ้น สุขุมขึ้น และรอบคอบขึ้น ไม่แค่นั้น คราวนี้มีผู้ร่วมงานใหม่ที่รู้จักมาเก่าก่อนตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย คนที่มี "คดี" กันมาแต่หนหลัง ตอนนี้ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว แต่ก็เกรงว่าการทำงานประสานกันในช่วง 2 เดือนหรืออาจจะติดพันยาวไปกว่านั้น หากหาคนทำต่อจากฉันไม่ได้ เมื่อฉันไม่ได้รู้สึกอะไร ก็ไม่อาจทำอะไรฉันได้ แต่ฉันก็ไม่รู้ ว่าคนนั้นจะยัง "รู้สึก" อะไรกับฉันรึเปล่า เรื่องมันจบไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร ยังไงแล้วความทรงจำของการเป็น "นักวิ่งขาสวย" ก็ทำให้ยิ้มในใจแสดงออกมา

ตั้งแต่จบงานคราวก่อน "นาย" ให้เกียรติฉันมากกกกก (จนเกินไป) ชมทุกครั้งที่พูดคุยกับคนอื่น มากจนทำให้ฉันสงสัย นายเองก็สงสัยในพฤติกรรมของฉันที่เปลี่ยนไป ที่ผ่านมาฉันเป็นเด็กคนหนึ่งที่ไม่พูดไม่จากับใครๆ นั่งเล่นคอมหรือร้องเพลง...แค่นั้น แต่เมื่อการงานบังคับ ฉันก็เริ่มทำในสิ่งที่คนอื่นๆ เขาทำกันซึ่งก็คือ การเข้าสังคม เมื่ออยู่ดีๆ ฉันก็ลุกขึ้นมาคุยกับคนนั้นคนนี้ สนิทสนมดั่งคนมนุษย์สัมพันธ์ดี เข้ากับคนได้ทุกระดับ ไปกับคนนั้นคนนี้ ภาพที่ดูออกมาก็ไม่แคล้ว "ไม่ค่อยดี" อย่างที่คนชอบมองกัน

เมื่อคืนนี้เองที่คุยกับรุ่นพี่สมัยเรียนคนหนึ่ง "ผู้ชายเค้าก็รู้กันมานานแล้วเรื่อง social networking" แน่ล่ะ ทำไมฉันจะไม่รู้ แต่ผู้หญิงกับผู้ชายก็ไม่มีวันเท่าเทียมกันอยู่ดี ผู้ชายเข้าสังคมเป็นเรื่องดี ผู้หญิงเที่ยวกลางคืน กินเหล้า สูบบุหรี่ ดูดีที่ไหน คนใกล้ตัวฉันไม่เข้าใจ และก็คงไม่มีวันเข้าใจ ป่วยการที่จะคอยอธิบาย เหมือนๆ กับหลายๆ การกระทำที่ไม่ได้เป็นอย่างที่คนอื่นเข้าใจ ยิ่งพยายามอธิบายก็ยิ่งเหมือนเป็นการแก้ตัว คิดซะว่ามันเป็นระบบคัดกรองตามธรรมชาติ ดีซะอีก ใครที่เข้าใจฉันก็คงเป็นคนที่คู่ควรให้ฉันคบหาเสวนาด้วยฉันยังจำสายตาของคนที่มีโอกาสเข้าไปอยู่ในส่วนลึกของจิตใจฉันได้แจ่มชัด "ไม่ไปได้ไงล่ะ ได้ลงไทยรัฐสองครั้งก็เพราะพี่เค้าเนี่ยแหละ" ดูท่าฉันจะเป็นผู้หญิงที่รักสนุก เที่ยวไปวันๆ หาสาระอะไรไม่ได้ คล้ายจะว่างานที่ฉันทำอยู่ ทำเป็นหน้าตา ทำเพื่อให้  "มีอะไรทำ" ไม่น่าเชื่อว่าคนฉลาดปราดเปรื่องอย่างเขาคนนั้นจะมองฉันตื้นเพียงแค่นี้ น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้ใช้เหตุผลเพียงพอที่จะให้ใจ ให้ความรู้สึกกับใครบางคนที่มองฉันลึกลงไปกว่าเรื่องเปลือกหรือสิ่งที่ใครๆ ทั่วๆ ไปเขามองกัน ออกจะน่าผิดหวังที่คนที่ฉันแคร์มองฉันเพียงเท่านั้น 

ฉันเขียนข้อความในหนังสือที่เขาซื้อจากฉันว่า 

"สิ่งที่สำคัญไม่อาจมองเห็นได้ด้วยดวงตา" 

และปฏิกิริยาที่เขาประหลาดใจก็ทำให้ฉันรู้สึกดี หวังว่าวันหนึ่ง เขาจะเลิกปฏิเสธตัวเอง ยอมละเหตุผลที่กดทับอารมณ์ความรู้สึกศิลปินของเขา ได้ปลดปล่อยให้ได้สุข ได้ยิ้มจากใจ หลายๆ เสียงเตือน เขาเหมาะจะเป็นเพื่อนเป็นพี่ ไม่ใช่คนรัก ความเห็นล่าสุด "เขาเป็นคนจับจด" ฉันไม่แน่ใจขนาดที่ต้องไปดูความหมายของคำว่าจับจดอีกครั้ง เขาคนนั้น คนที่ฉันประทับใจไม่ได้เป็นคนแบบนั้นสักหน่อย 

ฉันยังจำครั้งแรกที่พี่คนหนึ่งแนะนำให้ฉันรู้กับเขาได้เหมือนเป็นภาพที่เกิดเมื่อวาน ผู้ชายสองคนเดินมานั่งที่เคานเตอร์บาร์ คนหนึ่งเพิ่งเลิกกับภรรยา และสาปส่งว่า "ไม่เอาอีกแล้ว" ณ เวลานั้นฉันไม่รู้หรอกว่า เวลานี้เขามีแฟนที่น่ารักและก็ดูเป็นคู่ที่เหมาะกันมากๆ ส่วน "เขา" ที่อยู่ในใจฉัน นั่งลงด้วยสายตาเคร่งเครียด กลุ้มใจเรื่องแฟน ถ้าไม่ทะเลาะกันในหนึ่งเดือนก็จะแต่งงานแล้ว ผู้ชายคนนี้น่าสนใจ แตกต่างจากคนอื่นๆ ที่มาที่ร้านนี้ เขาไม่ได้มาเฮฮาไร้สาระ มาเจอเพื่อนๆ แต่ก็แบกเอาความกลุ้มใจเรื่องส่วนตัวมาด้วยฉันคงไม่ได้รักเขาหรอก เพราะรู้ทันทีว่าประทับใจในส่ิงที่เขาพูดถึงแฟน 

แต่เขาคนนั้นก็อยู่ในความคิดคำนึงของฉันตลอดมา 

จนกระทั่งฉันได้มาเจอเขาอีกครั้งและก็ถามด้วยความสงสัยว่า ไม่ทะเลาะกันเดือนนึงรึยัง กลับได้คำตอบว่า "เลิกกันไปแล้ว" ณ เวลานั้น ฉันก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาหรอก แค่จำได้ เห็นบุคลิกที่โดดเด่นอย่างที่ว่า และตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา เมื่อใดที่ฉันได้เห็นเขาในอารมณ์นั้นอีก อารมณ์ที่ใช้ความคิด กังวลใส่ใจอยู่กับเรื่องใดๆ ก็เป็น "เขา" คนที่ฉันประทับใจเสมอมาแม้กระทั่งวันนี้ 

เวลาผ่านมานานแสนนาน เขาเปลี่ยนไป...

นานๆ ครั้งที่ฉันจะได้เห็นเขาในอารมณ์นั้น และทุกครั้งที่เห็นเขาในอารมณ์นั้น ฉันก็อยากเข้าไปคุย เข้าไปแบ่งเบาปัญหาหนักอก เข้าไปร่วมรับรู้ และนั่นคือความสุขที่ฉันได้จากเขา นอกเหนือจากเพียงครั้งเดียว เพียงครั้งเดียวจริงๆ ที่เขาบอกว่า รักฉัน และไม่ได้รักอย่างน้องสาว และเป็นคำตอบเดียวที่ฉันไม่ได้ถาม แค่คำว่า "พี่XXรักYY พี่XXรักYY" สองครั้งติดต่อกัน ก็ทำให้ฉันมีความสุขที่สุดแล้ว มันคงเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง ที่เขาได้ให้กับฉัน ซึ่งฉันเชื่อว่ามันจะลบล้างสิ่งระคายเคืองใจใดๆ ที่เขามีส่วนทำให้เกิดในใจฉันทั้งหมดความสุขเมื่อนานๆ เกิดทีก็มีค่าเหมือนๆ กับดอกไม้ประจำตัวฉัน ดอกจันทร์กะพ้อที่ใครๆ ว่าหอมเหลือเกิน ปลูกหลายปีถึงจะออกดอก ฉันเองยังไม่เคยได้มีโอกาสเห็นดอกไม้นี้จริงๆ เสียที คงเป็นอีกหนึ่งความสุขใจที่ฉันหวังจะได้รับในชีวิตนี้

เมื่อก่อน ฉันเป็นเจ้าสาวที่กลัวฝน และเมื่อโดนฝนเปียกปอนผ่านพายุมาแล้ว ฉันก็ไม่กลัวฝนอีกแล้ว เพราะสิ่งที่ได้รับหลังจากฝนตก มันคุ้มค่าแก่การรอคอยและไขว่คว้าฝนหยุดตกแล้ว ฟ้าหม่นเพราะถึงเวลา แสงแดดจางๆ เห็นผ่านหมู่เมฆเป็นเส้นบางๆ พาดผ่านตึกสูงรอบๆ ระเบียง แสงสะท้อนจากตึกที่อยู่ถัดออกไปทำให้ภาพที่เห็นในวันนี้แปลกตากว่าวันอื่นๆ อากาศเย็นแม้ฉันจะใส่เสื้อแขนยาวก็ไม่ทำให้ร้อนจนเหงื่อออก ช่างแตกต่างจากวันที่เตรียมแต่งตัวออกข้างนอก แม้ยังเปลือยเปล่าแต่เม็ดเหงื่อก็ผุดขึ้นจนชื้นเต็มหลังวันนี้ฉันจะไปที่ใหม่ เจอคนใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง แต่การผจญภัยน้อยๆ ที่จะเกิดขึ้นนี้ก็ทำให้ชีวิตตื่นเต้นได้เหมือนกัน

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

กลอนหลอนจนรุ่ง


คิดหนัก คิดไกล จะไปหาหมอ
แต่ก็รอ นอนนิ่ง วิ่งในฝัน
ไม่แฮปปี้ วี๊ดวิ่ว เป็นวันๆ 
ตายละฉัน ฉันจะทำ ยังไงดี


                   วันก่อนนั้น ฉันสุดๆ ขุดมากล่าว
                   เล่าเรื่องราว ยาวยืด อย่างเร็วรี่
                   สรุปสั้นๆ ฉัดจี๊ด เพราะเพลงนี้ 
                   โดนไฟจี้ ที่หัวใจ ไม่ไหวทาน


คนที่รัก รู้ว่าแพ้ แม้จะลุ้น
"อาจเป็นคุณ" ชื่อแปลไทย เพลงไขขาน
พาจิตใจ ที่ฝันใฝ่ ไว้มานาน 
นึกวันวาน ยังคงอยู่ คู้ข้างกาย


                                           มองสายน้ำ นกกา เวลาผ่าน
                                           หวังพบพาน ใครสักคน พ้นเดียวดาย
                                           อาจเป็นคุณ ใครคนนี้ ที่คลับคล้าย
                                           ตรงใจหมาย เป็นคู่แท้ แค่คนเดียว


                    คือเนื้อความ ตามเพลง เร่งประจุ
                   ใจมุทะลุ วิ่งรี่ หนีไม่เลี้ยว
                   ขับรถซิ่ง เอาลิงสงบ ขบขาเกี่ยว
                  ใจไปเที่ยว ตัวยังเครียด เสียดแทงใน


ล้อรถเอี๊ยด เบียดเสา โอ้เจ้าเอ๋ย
ไม่เคยเลย จะถนอม รถส่วนไหน
ช่างกะไร รถช้ำ้ ย้ำฤทัย
แล้วใครๆ เขาจะรัก ฤาภักดี


                 โกรธสุดขีด ที่ร้องเพลง "อาจเป็นคุณ"
                ทำเคืองขุ่น ต้องสยบ ด้วยแบบนี้
                สะกดข่ม มีคาถา หาวิธี
                บดขยี้ ความเพ้อเจ้อ เจอทางไป


"เธอไม่มี ความหมาย ในใจฉัน" 
ถ้อยความนั้น ตะโกนซ้ำ ย้ำยำใส่
ไร้ความคิด ทางบวกใด ให้กำหนด
ใจจารจด ทบทดซ้ำ จำจนตาย


                                                     พอบรรเทา ให้คืนนั้น ฉันนอนได้
                                                     แม้ไม่ใคร่ สิ่งควรคิด หลับพร้อมกาย
                                                     หากไม่หลับ ยิ่งกล้ำกลืน ใช่เลือกได้
                                                     ตะวันฉาย ฉันคิดใหม่ ให้ผ่านวัน


                      ตื่นด้วยใจ ละเหี่ย เพลียเพราะฝัน
                     ยื้อดึงดัน วิ่งวุ่น ฝุ่นสามชั้น
                     จิตจินตนา การพิเศษ เสกพัลวัน
                     แล้วตัวฉัน จะได้พัก ฤาเพียงพอ


                                                                                  เริ่มต้นวัน เหนื่อยหน่าย กายอ่อนล้า
                                                                                  เริ่มซักผ้า ลาจากเตียง หยิบหยูกยา
                                                                                  ฤทธิ์ออกช้า ยาน้อยไป หรือคุณขา
                                                                                 ไม่รู้หา อาไรมา จูงใจตัว


                         ธุระ ปะปัง มีที่ต้องทำ
                         คือตัวนำ ให้เลิกอ้อยอิ่ง เอ่อปวดหัว
                         กิจการ ขาดทุน ก็ต้องกลัว 
                         มั่วไม่ได้ งานไม่เดิน เกินจะเป็น


ก็ยังทำ ทุกสิ่งจริง จากซาก
เรื่องยาก เรื่องลำบาก ทำไม่เห็น
เมื่อไหร่หนอ อาการดี สดใสเย็น
จิตชูเด่น พ้นตม โผล่พ้นใบ


                      ฉันก็ทำ เท่าที่จำ เป็นต้องทำ
                      เรื่องสำคัญ ดันให้น้อง ลองดูมั้ย
                      คนอาจคิด ว่าสอนงาน บานตะไท
                      เพราะกะไว้ ให้เป็นงาน การประชุม


จนวุ่นวาย หลายเรื่อง ยังเซื่องอยู่
ยังไม่รู้ ว่ายังไง จะหายกลุ้ม
หรือว่าเรา ต้องลองเปลี่ยน กินจิ้มจุ่ม
เนื้อนุ่มๆ ขยุ้มใจ ให้ปรีเปรม


          สิ้นวันแล้ว ยังไม่แคล้ว จะเหมือนผี
          จะอีกกี่ มากน้อย ค่อยเกษม
          หรือว่าต้อง หันมา เลือกเล่นเกมส์ 
          เปลี่ยน "Aim" ใหม่ ให้ ใจบรรเทิง


                                   ว่าได้ผล คนต่างๆ มาโพสต์ใส่
                                   ชื่นช่ำใจ เริ่มมีมุข เตลิดเปิดเปิง
                                  เมื่อยิ้มออก หน้าใส ใจร่าเริง
                                  ความคิดบวกก็เริ่ม เติมทั่วไป


ฉันใคร่ขอ ขอบคุณผู้ อุดหนุนบล้อก
เฟสบุค "knock" กระตุกต่อม ให้สั่นไหว
สมองโล่ง เปิดรับ ความสดใหม่
ไม่เหลือไว้ แม้ที่โกรธ คนร้องเพลง

ขอบคุณ Top Friends Photo ที่ทำให้อารมณ์ขุ่นเคือง ซึมเศร้ามลายหายสิ้น

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หรือฉันจะทำไม่ได้จริงๆ


นานมาแล้ว ตอนที่น้องๆ ของฉันไปพบนักจิตวิทยา ได้ทำแบบทดสอบแล้วน้องคนกลางก็บอกให้ฉันไปทำบ้าง ทำแบบทดสอบไปหลายอย่าง จำผลการวิเคราะห์ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ที่จำได้แม่นคือ ตอนที่เขาให้ฉันวาดรูปคน ฉันวาดและตั้งใจพิเศษในการวาดนิ้วแต่ละนิ้ว  นักจิตวิทยาวิเคราะห์แบบตรงที่สุด ฉันไม่มีวันมีความสัมพันธ์ที่ดีกับใครๆ ไม่ว่าจะตั้งใจแค่ไหนก็ตาม...

มันดูจะเป็นคำตอบที่เชือดเฉือนใจไม่ใช่น้อย พอๆ กับที่ฉันไม่รู้จะทำยังไงให้พ่อพูดกับฉันอีก หายโกรธจากอะไรก็ไม่รู้ที่ฉันทำแล้วทำให้เคือง หรือฉันจะยังพยายามไม่มากพอ หรือฉันจะพยายามมากเกินไป ฉันรู้ว่ามีผู้ใหญ่หลายคนเห็นใจฉันแล้ว หลังจากที่มองฉันผิดไปจากความเป็นจริงเป็นปีๆ มีคนคิดว่า ฉันไม่ได้เป็นคนผิดอย่างเดียวหรอก 

ฉันเห็นหลายๆ สายตาในวันงานเปิดตัวหนังสือครั้งยิ่งใหญ่สำหรับฉัน เป็นสายตาที่ทึ่ง แต่ทึ่งแบบสงสัยอย่างที่สุด สงสัยเพราะมันไม่ได้เป็นไปตาม "ภาพ" ที่ใครๆ วาดเอาไว้ ฉันดูเป็นคนเหลวไหลมานาน ฉันยังจำคำที่นายเก่าบอกว่า "คนเค้าจะคิดว่าเราไม่มีความรับผิดชอบ" นายฉันพูดเพราะเข้าใจว่าฉันรับผิดชอบ แต่เพราะฉันมีความรับผิดชอบมากเกินไป มากจนฉันจะไม่สร้างภาระผูกพัน ถ้าฉันรับผิดชอบมันไม่ได้ดีตามมาตรฐานของฉัน 

ฉันรู้สึกได้ แม้จะทำเป็นไม่รู้สึก ไม่ว่าจะเรื่องใดๆ ฉันไม่ใส่ใจเพื่อน จะโทรหาเฉพาะมีธุระ ไม่มีการไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ ไม่ได้โทรหาหรือคุยกับใครทุกวัน ถามคำถามน่าเบื่อว่า ทำอะไร ไปไหน กินอะไร เพราะฉันไม่เห็นว่ามันมีอะไรสร้างสรรค์ที่ตรงไหน ฉันพูดจาเหมือนจะยกตนข่มท่าน เหมือนจะเอาชนะ เหมือนจะขึ้นเสียงเพื่อให้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของบทสนทนา หลายคนคิดว่าฉันฟังไม่เป็น คิดว่าฉันไม่สนใจคนอื่น ฉันไม่ชอบตัดเค้ก ให้ของขวัญเป็นเรื่องเป็นราว นอกจากจะเห็นว่าอะไรเหมาะกับคนๆ นั้นจริงๆ แล้วก็ซื้อให้โดยที่ไม่ต้องมีวาระโอกาสพิเศษใดๆ ฉันไม่ชอบให้ใครทรมานฉันด้วยการถ่วงเวลากล่าวคำปฏิเสธ ฉันจะไม่ยุ่ง ไม่ทำให้วุ่นวายทันที ถ้ารู้ว่า เขาไม่ได้ต้องการให้ฉันอยู่ในวง อยู่ในกลุ่ม เพราะฉันเข้าสังคมไม่เป็น เหมือนบ้านนอกเข้ากรุง 

ฉันกำลังจะทำอะไรสุดโต่งอีกแล้ว ฉันซีเรียสอีกแล้ว และฉันก็เป็นคนที่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางอีกแล้ว ใช่มั้ยล่ะ 

ทำยังไงคนถึงจะเข้าใจฉัน ฉันตอบคำถามนี้เองว่า ฉันก็ต้องเข้าใจคนอื่นก่อน ฉันก็เข้าใจว่า เขาไม่อยากให้ฉันอยู่ด้วย ฉันก็ไม่อยู่ นี่ฉันยังไม่ได้ทำตามความต้องการของคนอื่นอีกเหรอ ฉันไม่ถือโทษโกรธคนที่โกรธฉันด้วยเหตุอันใดไม่ทราบได้ เพราะฉันไม่แสดงออกใช่มั้ย เขาถึงไม่รู้ว่าฉันรู้และฉันอภัย เขาคิดว่าฉันซื่อบื้อ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร และดูเหมือนว่าใครๆ ก็จะรู้ว่าฉันเป็นยังไง ทั้งๆ ที่ฉันว่าเขาเหล่านั้นไม่เคยรู้เลยว่าฉันรับรู้ความรู้สึกที่ว่าทั้งหมด แต่ฉันไม่แสดงออก เพราะเมื่อเราให้อภัยและเข้าใจ เราก็จะไม่ต้องการที่จะแสดงความไม่พอใจ ฉันต้องแสดงให้เขารู้เหรอว่า เธอทำไม่ดีกับฉันแต่ฉันให้อภัยเธอ นี่ไม่เท่ากับเป็นการเอาดีเข้าตัวเหรอ ฉันควรจะพูดอย่างที่หลายๆ คนพูดกับฉันเหรอ 

น้ำตาหยุดไหลแล้ว ก่อนหน้าที่จะเขียนบล้อกวันนี้ ฉันโทรไปหาน้องคนที่ไม่ใคร่เป็นที่รักและนิยมชมชอบจากหลายๆ คน ฉันคล้ายจะพยายามมองไปที่น้องแล้วสะท้อนให้เห็นตัวเอง น้องพูดฉะฉาน เสียงดัง พูดเร็ว เปิดเผย แล้วก็ได้รับปฏิกิริยาตอบกลับไม่ต่างจากฉันนัก ฉันเคยรู้สึกถึงการคุกคามของเจ้าตัว ด้วยความเป็นคน aggressive มันเลยดูเหมือนไปบังคับให้คนอื่นคิดเห็นเหมือนกับตัวเรา 

มีหลายๆ คนพยายามจะบอกฉันด้วยวิธีละมุนละม่อม ไม่ให้กระทบกระเทือนความรู้สึกของฉัน ณ เวลานี้ ฉันขอบคุณในความใส่ใจที่เขาเหล่านั้นมอบให้ ฉันรู้สึกว่า ความพยายามของฉันมันอาจจะทำความลำบากให้ฉันเกินไป หรือไม่ก็ระดับความอดทนของฉันต่ำกว่าคนปกติ 

มีอะไรหลายอย่างที่ฉันไม่เหมือนคนอื่น ฉันไม่ชอบเล่นเกมส์ ฉันไม่ชอบโทรหาใครบ่อยๆ ฉันไม่ต้องการให้คนมาถนอมน้ำใจมากเกิน ฉันไม่ต้องการให้ใครๆ รู้สึกไม่ดีและเข้าใจฉันผิดๆ แล้วก็ฉันๆ ๆ 

ฉันเริ่มเจ็บปวดเมื่อตระหนักว่า คนอื่นเขาคิดกับฉันยังไง ฉันไม่เคยไปตอแย ออดอ้อน ถ้าใครไม่ต้องการทำสิ่งที่ฉันต้องการ หรือไม่เลือกอะไรอย่างที่ฉันอยากให้เลือก หรือไม่อยากไปสถานที่ๆ ฉันจะไป แล้วฉันก็ไม่โกรธด้วย ที่ฉันเป็นแบบนี้ยังผิดอยู่มั้ย

ฉันพูดตรง ไม่สตอเบอรี่ แล้วฉันต้องหัดสตอบ้างใช่มั้ย ฉันจะลบความรู้สึกผิดจากการพูดไม่ตรงกับความเป็นจริงได้อย่างไร ของบางอย่างไม่เห็นจำเป็นต้องเบี่ยงเบนประเด็น การที่ฉันรับได้ ถ้าคนที่รับของขวัญจากฉันไป เขาจะไม่ชอบของขวัญของฉัน มันประหลาดนักหรือ คนอื่นๆ ถึงอยากได้คำตอบที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ฉันเลยตอบไปว่า ลองแล้ว ใส่ได้พอดี พร้อมๆ กับที่งงตัวเองว่า ทำไมฉันต้องทำอะไร ไร้สาระแบบนี้ด้วย ฉันต้องเป็นเหมือนคนอื่น เพื่อจะอยู่ในสังคมได้ใช่มั้ย แล้วถ้าฉันเหมือนคนอื่นแล้วความพิเศษ ความไม่เหมือนใครที่โดดเด่นมีคุณค่ามันคงจะหายไปด้วยสินะ

ถ้าฉันเลือกจะแตกต่าง ฉันก็ต้องพร้อมที่จะอยู่ชายขอบ ยอมรับว่าอยู่ร่วมกับคนอื่นยาก แต่ความพิเศษนั้นก็ทำให้ฉันได้อะไรต่างจากคนอื่น ฉันควรจะพอใจในสิ่งพิเศษที่ตนเองมีไม่ใช่หรือ เมื่อเหตุผลสูงลิบถูกยกออกจากอารมณ์ความรู้สึกสุดขั้วแล้ว ฉันจะกลับไปอีกเพื่ออะไร อ้อ ฉันนึกออกแล้ว ฉันยังมีงานที่ต้องทำร่วมกับผู้อื่นอยู่ แต่นั่นคืองานที่ฉันรับผิดชอบ ฉันต้องฝืนใจ ฝืนความรู้สึก นั่นก็คงเหมือนๆ กับที่นายของฉันพูดจาดีกับฉัน ด้วยรู้ว่าจะใช้ฉันอย่าพูดจาทำร้าย ใส่ๆ เหมือนฉันเป็นทาสในเรือนเบี้ย โอเค ฉันต้องปรับ แต่ในพื้นที่ส่วนตัวของฉัน ฉันก็ยังคงจะได้เป็นอย่างที่ฉันเป็น และพื้นที่ส่วนนั้นจะเป็นที่ไหนไม่ได้ นอกซะจาก บ้านของฉัน เท่านั้นเอง 

มันคงง่ายสำหรับคนอื่น ที่จะทำสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดไป แต่คนที่โตมาพร้อมความเก็บกดอย่างฉัน เมื่อถึงเวลาได้ปลดปล่อย นั่นย่อมจะแรงและเอาแต่ใจมากกว่าคนปกติ เหมือนอย่างที่ฉันประเมินเพื่อนต่างชาติคนหนึ่ง ฉันเข้าใจเธอดี แต่ก็ไม่รู้อยู่นั่นว่าเธอจะเข้าใจฉันมั้ย

ฉันรู้สึกว่าการไม่ตอแยของฉัน ทำให้คนๆ หนึ่งที่รู้สึกผิดกับการกระทำของตนมีความสุขขึ้น แม้ว่าความสุขของเขาจะนำมาซึ่งความไม่สมหวังของฉัน แต่เมื่อฉันบรรลุแล้วว่า การไม่ครอบครองก็มีความสุขได้ ฉันอาจจะเดินออกจากเรื่องทางโลกไปอีกนิดแล้วละมัง 

น้ำตาแห้งสนิท ฉันเลือกจะห่างออกมา เพื่อจะได้มีเวลาทำงานที่ฉันชอบมากขึ้น งานที่ไม่ต้องยุ่งกับใคร ทั้งๆ ที่งานที่ต้องมีคนทำ ฉันไม่ชอบแต่ทำได้ดี ดีจนคนนึกว่าฉันชอบ 

ฉันจะลองกลับไปนอนอีกครั้ง หวังว่าตอนบ่ายที่ฉันนัดพบผู้ใหญ่เพื่อคำแนะนำเรื่องการงาน จะทำให้ฉันได้ไอเดียดีๆ อย่างน้อยฉันว่า ท่านเข้าใจเหตุผลของการกระทำของฉันอยู่ไม่น้อย

ฉันเชื่อว่า ฉันจะได้อะไรดีๆ ในวันนี้ แม้ว่ามันจะเริ่มต้นด้วยน้ำตาก็ตาม

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เหงา...

หมู่นี้ฉันเหงา...

ฉันยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่าฉันรู้สึกโดดเดี่ยว มันเป็นความรู้สึกที่นานๆ ที่จะมาเยี่ยมเยือน ฉันโทรหาใครต่อใครเพื่อชวนไปกินข้าว ทั้งๆ ที่ปกติฉันก็ไปไหนมาไหนคนเดียวได้อยู่แล้ว ออกจะทำให้ฉันสูญเสียความเป็นตัวเอง ความเป็นอิสระ ที่อยู่ดีๆ ก็ต้องมาพึ่งพาคนอื่นจริงๆ 

ฉันโทรไปหาหลายต่อหลายคน พร้อมๆ กับต้องเตรียมใจรับคำปฏิเสธที่ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อจิตใจฉันนัก ด้วยมักจะยอมรับคนอื่นอย่างที่เป็น ใครอยากไปด้วยก็ไป ไม่ไปก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อต้องเป็นคนเอ่ยปากขึ้นก่อน ก็รู้สึกหวั่นๆ พิกล และฉันก็ไม่ชอบความรู้สึกนี้อย่างที่สุด

แล้วฉันก็ได้พี่สาวคนดีไปนั่งกินที่ร้านปลาดิบ ร้านอาหารฟิวชั่นใกล้ที่พักที่ตื่นนอนมาก็นึกอยากกินเสียนี่กระไร วันอาทิตย์ วันพักผ่อน เป็นวันที่ฉันนอนกินบ้านกินเมือง นอนเพราะไม่อยากจะตื่นขึ้นมาพบว่า อยู่คนเดียว ไม่อยากทำงานบ้าน ไม่อยากทำงาน ไม่อยากชอปปิ้ง ไม่อยากไปหาญาติพี่น้อง เพราะมันเหมือนว่าไม่มีที่ไปแล้วต้องไปบ้านของครอบครัว 

ฉันพยายามรักษาระยะห่างกับคนในครอบครัวมาโดยตลอด ด้วยเป็นบุคคลที่มีผลต่อความรู้สึกของฉันมาก มากซะจนต้องอยู่ให้ห่างๆ เมื่ออยู่ใกล้กระทบกระทั่งกันง่าย ก็ทำร้ายความรู้สึกของกันและกันเสมอมา พออยู่ไกล นานๆ เจอที ฉันก็จะ behave พร้อมๆ กับเขาเหล่านั้นก็ behave ด้วย ความเกรงใจ ทำให้การล้ำเส้นที่นานๆ เกิดขึ้นทีเป็นเรื่องที่ยอมกันได้ ให้อภัยกันได้

ฉันเองก็ชินซะแล้วที่พ่อไม่พูดด้วยมานาน ฉันยังคงทำอะไร พูดอะไร เริ่มต้นด้วย ฉัน ฉัน ฉัน อยู่เช่นเดิม ยังเหมือนได้ยินถึงคำที่ใครว่าไว้ ว่า  self center เมื่อขึ้นต้นประโยคด้วยสรรพนามแทนตัวเอง 

อาหารอร่อย ยำทะเลดิบสองจาน สลัดเต้าหู้กับอโวคาโดสองจานเช่นกัน พิซซ่าสโมคแซลมอน ทาท่า ท้องปลาทูน่า พร้อมเบียร์อาซาฮีสดอีก 2 เหยือก ก็ทำให้ค่ำคืนนี้เป็นคำ่คืนที่ไม่เลวทีเดียว เพื่อนรู้ใจสองคนแก่กว่าฉันเกือบสิบปีคนนึง อีกคนเกินสิบห้าปี นั่งเป็นเพื่อนผู้หญิงเอาแต่ใจคนนี้ แน่ล่ะ จะว่าไม่เอาแต่ใจได้ไง พี่คนโตเดินมานั่งได้ไม่ถึงห้านาที ฉันเข้าเรื่องงาน ฉับ ฉับ ฉับ อยู่พักใหญ่ เล่นเอาอีกคนนั่งฟัง งงไปเลย 

ฉันนั่งบวกเลขโทรศัพท์มือถือ เครื่องหนึ่งได้ห้าบวกสามเป็นแปด อีกเครื่องได้สี่บวกห้าเป็นเก้า ความรู้เรื่องตัวเลขกับดาวทำให้ฉันเหมารวมๆ เอาว่า ใช้วิชาความรู้และต้องเหนื่อยแบบสู้รบ ซึ่งก็จะได้ทำงานใหญ่ ทำเวลาวิกาลกับเรื่องภาพมายาและชีวิตกลางคืน ส่วนอีกหมายเลขก็เป็นการติดต่อสื่อสารและหนังสือเป็นงานที่ติดต่อต่างประเทศและหรือเป็นเรื่องจิตวิญญาณ

เมื่อฉันตัดใจเลิกดูดวง เลิกทำนายทายทักใครๆ แล้ว เท่ากับหมายเลขเก้าของฉันก็คงเหลือแค่ลางสังหรณ์กับเรื่องต่างประเทศ หมายเลขที่รวมกับได้แปด อาจจะต้องโอนให้คนที่ดูแลในภาคสนามแทนฉันแล้วล่ะ เพราะฉันจะเน้นเรื่องการประสานงาน ติดต่อกับใช้ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับต่างชาติต่างแดนแทน  ฉันหวังว่า ฉันจะยกเบอร์นี้ให้ลูกน้องคนใหม่ได้ในที่สุด ขอให้เธออยู่กับฉันนานไปเรื่อยๆ ทีละเดือนก็พอ 

ตอนนี้กำลังมีการเปลี่ยนแปลง การเริ่มต้น การรับมอบ โอนถ่าย ฉันต้องเริ่มปรับชีวิตรับกับฤดูการทำงานหนักในช่วง 2-3 เดือนที่กำลังจะมาถึง หนักที่ว่าคือหนักทั้งเนื้องานและเวลาสังสรรค์ ฉันพบว่าเราเลือกเพียงหนึ่งไม่ได้หรอก เรื่องสังสรรค์อาจจะจำเป็นมากกว่าการทำงานด้วยซ้ำไป สำหรับหน้าที่งานของฉัน บางครั้งแค่ไปนั่งคุยเมื่อมีพี่โทรตาม งานฉันก็เดินเองโดยไม่ต้องพูด ไม่แม้จะถาม ทุกอย่างมีคนเสนอให้แทบจะไม่ต้องเรียกร้อง ฉันได้แต่คิดว่า ฉันคงทำบุญมาดี ได้รับความช่วยเหลือ แม้เมื่อมองไปที่เด็กรุ่นใหม่ ฉันเองบางครั้งก็มองเห็นอนาคตของเธอและเขา อยากช่วยเหลือ เหมือนๆ กับที่ฉันได้รับความช่วยเหลือมาเป็นทอดๆ 

ตอนนี้ฉันคลายเหงาแล้ว ทำงานเท่าที่คิดว่าต้องรีบจัดการ แล้วก็จะดูวิดีโอหนังที่หนังสือเล่มใหม่ของสำนักพิมพ์ไปล้อเลียน เพื่อจะได้เข้าใจในงานมากขึ้น

วันก่อน มีพี่คนนึงบอกว่าฉันน่าจะมีลูกได้แล้ว มีกับผู้ชายคนนี้แหละ ลูกจะได้ออกมาดีเพราะรับเอาข้อดีของพ่อและแม่ นั่งๆ คิดไปแล้ว การที่ไม่มีครอบครัวเป็นเรื่องเป็นราว ก็ทำให้มีเวลาสังสรรค์เฮฮามากมาย ทั้งสนุก ทั้งได้งาน และไร้สาระในคราวเดียว ฉันเอง พร้อมรึยังกับการที่จะก้าวขึ้นไปอีกขั้นของบันไดชีวิต การทีต้องมีใครสักคนอยู่ด้วยและให้กำเนิดชีวิตน้อยๆ ที่นำมาซึ่งความผูกพันและภาระที่ต้องใส่ใจตลอดชีวิต วิญญาณอิสระอย่างฉันพร้อมแล้วหรือกับความรับผิดชอบใหม่ที่ใหญ่โต หรือเหมาะสมแล้วสำหรับฉันที่จะหยุดที่บันไดขั้นนี้ แม้เพียงแค่นี้ ฉันยังไม่ได้ทำหน้าที่ของลูกที่ดีด้วยซ้ำ ไม่เหมือนครอบครัวอื่นๆ ที่มีวันครอบครัว  กับน้องๆ ฉันได้เป็นพี่ที่ดีแล้วรึยัง คนในครอบครัวของฉันมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้วหรือ 

หลายคนว่า ถ้ายังทำครอบครัวให้ดีไม่ได้ ก็คงไม่สามารถจะทำความสัมพันธ์อื่นให้ดีได้ แต่ก็เคยมีคนพูดให้ฟังอีกเช่นกันว่า วิธีแก้ปัญหาคือสร้างครอบครัวใหม่ แล้วฉันล่ะ ครอบครัวของฉันคือ คอมพิวเตอร์ หนังสือ ต้นไม้ ทีวี ละมัง ฉันดูแลสิ่งต่างๆ รอบตัวดีแล้วรึยัง ฉันดูจะไม่ใคร่เป็นคนรักของ ด้วยถือว่าของที่ใช้คือเอาไว้ใช้ สิ่งของรอบตัวฉันถ้ามีจิตใจก็ต้องอดทน ฉันใช้งานเต็มที่ ไม่เสียไม่ซ่อม ถลอกปอกเปิก แต่ฉันก็ใช้จนมันใช้ไม่ได้ล่ะ ไม่ใช่ได้ของใหม่แล้วลืมของเก่า ของทุกชิ้นถ้ายังเก็บไว้ ก็จะอยู่เพื่อรอการถูกนำมาใช้ใหม่ เว้นเสียแต่ว่า เก็บแล้วก็ยังไม่ได้ใช้นานจนเกินไป ก็คงได้เวลาบริจาคหรือทิ้งซะที 

ดูเหมือนฉันจะไม่รักอะไรเลยใช่มั้ยเนี่ย หรือว่าฉันแค่เป็นคนที่ไม่ยึดติดกับอะไรกันแน่

แล้วความเหงาล่ะ เกิดจากฉันติดคนขึ้นมาแล้วหรือไง?

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552

38

ฉันอายุครบ 38 ปี ให้สัมภาษณ์ลงนิตยสารหน้า 38 ในเวลาที่ใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือลงท้ายด้วยเลขสามสิบแปดเช่นกัน...
อาทิตย์นั้นทั้งอาทิตย์ฉันเลือกจะใส่เสื้อผ้าสีม่วง

ไม่เว้นแม้แต่ในบทสัมภาษณ์ครั้งแรกของชีวิตที่ได้ลงคอลัมน์ Woman on Top ของ Mix Magazine ประจำเดือนสิงหาคม 2552 ... เดือนเกิดของฉันพอดี

เพื่อนๆ บรรจงเลือกกระเป๋าสตางค์สีม่วงให้เป็นของขวัญวันเกิด ซื้อเค้ก จุดเทียนให้ฉันตอนเที่ยงคืนของวันที่ 4 สิงหาคม เพื่อนเก่าสมัยเด็กที่ไม่ได้เจอกันมาเกิน 20 ปี ให้ดอกกุหลาบสีชมพูหวานเป็นของขวัญ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเพื่อนๆ จะให้ความสำคัญกับฉันขนาดนี้ บางปี ฉันกลับจากทำงาน มานั่งที่ร้านประจำโดยไม่ได้บอกให้ใครรู้เลยด้วยซ้ำว่าเป็นวันเกิด ฉันเป็นโรคขี้เกียจหาของขวัญให้ใคร (หรืออีกทีก็ตั้งใจสรรหาแบบตั้งใจสุดๆ) ฉันจึงรู้สึกผิดหากมีใครมาให้โน่นให้นี่ฉันเยอะๆ แล้วฉันยังไม่ได้ให้อะไรกลับไป 

หนึ่งในของขวัญวันเกิดที่ไม่ได้คาดหมาย คือ ชุดปักเลื่อมแขนกุดทั้งตัว เซ็กซี่สุดพรรณนา คนที่ให้ก็คือ น้องที่ช่วยเหลือสารพัดทั้งให้คุณแม่ของเธอและคุณลูกมาช่วยงานเจ้าชายน้อยนี่แหละ ไม่แค่นั้น เธอยังชอบเลี้ยงเครื่องดื่มที่ีมีแอลกอฮอล์ (ฟังดูดีกว่าเหล้าเนอะ) และอาหารเย็น อีกทั้งยกอายไลน์เนอร์และลิปสติกสีม่วงให้ฉันอีกต่างหาก

น้องดีซะจนฉันเริ่มหวั่นใจในความดี!?!?!

พี่ใหญ่ที่ฉันเรียกว่า "ป้า" ให้ไพลินฉันหนึ่งเม็ด เป็นของที่แม่ของเธอให้มาร่วมสามสิบปีแล้ว 

เธอเห็นมั้ยว่าฉันได้อะไรมากมายเกินไปแล้วเนี่ย ฉันไม่นับที่แม่ให้เช็คมาหนึ่งใบ ไม่มากอะไร แต่ไม่กี่วันต่อมา ฉันเอาเครื่องประดับที่ฉันซื้อเป็นของขวัญให้ตัวเองที่หลายเงินอยู่ แต่พอเอาไปให้ดู แม่ให้กลับมามูลค่าสูงถึงสิบเท่า

เอ หรือฉันจะโชคดีรับอายุ 38 จริงๆ 

คืนวันที่ 4 สิงหาคม หลังจากร้านโปรดปิดแล้ว ฉันกับเพื่อนๆ อีก 3 คนไปต่อที่บ้านเพื่อนคนนึง นั่งกิน ดื่ม จนพี่ของเพืื่อนเปิดประตูมาบ่นว่าเสียงดัง เพื่อนเจ้ากรรมของฉันที่ใจยังวัยสะรุ่น ตัดสินใจหนีออกจากบ้านตัวเอง ไปต่อที่บ้านเพื่อนอีกคน แล้วเราก็นอนที่บ้านเพื่อนกัน ก่อนนอนคืนนั้นให้ได้รำลึกความหลัง สารภาพความใน ปรึกษาปัญหาหัวใจของกันและกัน 

ตื่นมาก็บ่ายแล้ว รอข้าวเที่ยงที่เป็นข้าวเหนียว ส้มตำ พร้อมผัดซีอิ้ว ที่ไม่น่าจะสั่งมากินด้วยกันเล้ย ให้ตายเถอะ!!

เพื่อนกระดังงาของฉันคนนี้มีลูกน่ารักสุดๆ แค่สองขวบแต่แก่นและฉลาดล้ำเหลือ ไม่งอแง เป็นตัวของตัวเอง แรงดี มีความคิด แม้แต่เล่นเป็นแม่ครัว ยังบอกให้ระวังเพราะกะทะร้อน!!

ของเล่นเด็กสมัยนี้น่าเล่นจริงๆ มีอะไรสร้างสรรค์สวยงามแบบที่ฉันยังอยากจะกลับเป็นเด็กอีกครั้ง... แล้วก็อดรนทนไม่ไหว ขอเข้าไปเก๊กท่าถ่ายรูปในบ้านหลังน้อย ในวันที่ไม่แต่งหน้าใดๆ คล้ายจะพยายามให้ใสบริสุทธิ์เหมือนน้องหนูเจ้าของบ้าน

วันเกิดฉันปีนี้ เป็นครั้งแรกที่ผู้ชายด้อยความสำคัญ ฉันมีเวลาแห่งความสุขกับเพื่อนๆ แม้ว่าใครคนนั้นจะปรากฎตัว โน้มกิ่งต้นไม้แห่งชีวิตมาใกล้ฉันมากที่สุด ส่วนฉัน ในวันที่มีเรื่องราวแห่งความสุขรายล้อม ต้นไม้ของฉันหยุดแกว่งไกวอย่างที่เคย นิ่งรับสายลม ชื่นชมสิ่งดีๆ ที่ใครๆ มอบให้ ต่างจากเดิมที่โอนเอนไปทางต้นไม้แห่งชีวิตต้นนั้น น่าแปลกที่ฉันมีความสุข แต่ไม่ไขว่คว้า วางตัวแบบที่เพื่อนเรียกว่า ดี แล้วไม่ได้ฝืน หรือเลือกสิ่งใด เพียงปล่อยใจไปตามสายลมแห่งความสุขที่พัดพาฉันไป 

ฉันไม่เคยได้รู้ล่วงหน้าเลยว่าวันนั้นจะจบลงอย่างไร ตอนบ่ายฉันกลับมาในชุดลูกไม้ซีทรูสีขาวหวานพร้อมกางเกงขาวอย่างสาวมั่นใจ แล้วก็ใส่ชุดเปรี้ยวปักเลื่อมสีเงินพราวไปทั้งตัวให้คนให้ของขวัญชิ้นนี้ดู ฉันได้คุยกับผู้ชายคนเดิม แต่คืนวันที่ 5 เป็นวันที่แตกต่าง วันที่ต้นไม้แห่งชีวิตดีดกลับไปไกล คล้ายว่าฉันกำลังกวดไล่ ทั้งๆ ที่วันก่อนหน้ายังเข้ามาหาฉัน มาแบบยอมรับการมาของตัวเอง จน ณ วันนี้ เขาคนนั้น ยังมาๆ ไปๆ ฉันเองนิ่งดูอย่างขำๆ อยากรู้จังว่าจะแกว่งไปถึงไหน เขาถึงจะเจอจุดสมดุลที่ลงตัวกับความคิดมากมายที่แตกสายในสมองอันปราดเปรื่อง 

จริงด้วยที่คนโง่มีความสุขง่ายกว่าคนฉลาด ฉันลองใช้ความรู้สึกและตัดเหตุผลไปอย่างสิ้นเชิงตอนดูหนังเรื่องหนีตามกาลิเลโอ โลกแห่งความหวัง ความสุข โลกที่เปิดกว้าง โลกแห่งความเป็นไปได้ในทุกสิ่ง ช่างเป็นโลกที่น่าอยู่เหลือเกิน เมื่อออกจากกรอบ ฉันไม่คิดจะกลับเข้าไปอยู่อีกแล้ว

ฉันไม่อยากรู้อนาคต ฉันจะไม่ดูดวงตัวเองและดวงของคนอื่นๆ แล้ว ฉันถอดสร้อยข้อมือหินสองตาจากธิเบตอันเป็นเครื่องหมายของการโชคดีในเรื่องคู่ที่ใส่มาเป็นปีๆ 

ฉันพอใจที่จะเผชิญกับเรื่องราว ความเป็นไปใหม่ๆ ในแต่ละวัน เมื่อมองไปที่เขาคนนั้น ฉันได้แต่คิดในใจว่า เขายังไม่หลุดพ้น...

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ความแปลกใหม่ในที่เดิมๆ

ฉันเริ่มสงสัยตัวเองว่าทำไมไม่เล่าเรื่องฝันถึงงูในบล้อก แต่กลับไปเล่าใน facebook...

หรือฉันจะหมดใจกับบล้อก ไปหากิ๊กใหม่อย่าง facebook ซะแล้ว!

อะไรที่อยู่ในใจก็เก็บเอาไว้ มันมีความสุขแค่นี้ก็ดีมากมาย...

บางครั้งฉันก็ไม่รู้สึกอยากจะถ่ายทอดมาเป็นเรื่องราว แค่สรุปสั้นๆ เหมือนที่เขียนใน facebook ว่ามีความสุขดี โลกนี้สดใส มันก็น่าจะเพียงพอแล้ว มิใช่หรือ...

ช่วงนี้มีอะไรหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนใหม่ๆ งานใหม่ๆ ความคาดหวังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ หรือแม้แต่คนเดิมๆ ที่เพิ่มความสนิทสนม บางคนชอบที่จะรู้จักคนใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ แต่ฉันกลับชอบอยู่กับคนกลุ่มเดิมๆ แต่มองเห็นมิติที่ลึกลงไปในช่วงเวลาที่ไม่หยุดเดิน แล้วนานๆ ที่ก็มีคนผ่านเข้ามาให้รู้จัก ฉันเห็นหลายๆ คนก็เริ่มหลงเสน่ห์ของความผูกพันแบบรากงอก พบเจออะไรที่เมื่อเราถูกใจก็จะไม่แวะเวียนไปที่ไหนๆ อีก

และนี่ก็อีกครั้งที่ฉันได้ยินพี่ๆ รุ่นใหญ่แนะให้ฉันไปมีสังคมอื่นๆ จะได้เจอคู่กับเขาซะบ้าง (ว่ากันตรงๆ อย่างนี้เลยอะนะ) เพราะสังคมที่ฉันเวียนวนมีแต่ผู้ใหญ่ที่มีเจ้าของแล้ว ไม่ว่าจะโดยพฤตินัยหรือนิตินัย อีกทีก็มีแต่เด็กๆ ที่ไม่ใช่สเปคของฉัน แต่ไอ้ครั้นจะดิ้นรนไปพบเจอใครๆ ในสังคมอื่น เพียงเพื่อจะได้พบผู้ชาย มันดูจะเป็นการตั้งใจเกินไปมั้ยนั่น ถ้าฉันอยู่ในที่ๆ ฉันมีความสุข พอใจแล้ว ฉันจะต้องไปไขว่คว้าหาอะไรทำไม ทุกวันนี้ เพื่อนฝูงพี่น้องที่เจอะเจอกันแทบทุกวัน ร้องเพลง คุยกัน ทำกิจกรรมซ้ำๆ ที่พวกไอเดียกระฉูดอย่างพวกเราน่าจะเบื่อ แต่เราก็ร้องเพลงเดิมๆ นั่งที่เดิม คุยกับคนเดิมๆ 

ฉันได้รู้จักคนเพิ่มขึ้นหลายคนในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาเหล่านั้นนำสีสัน เพิ่มมิติให้กับความเฮฮาของพวกเรา ในขณะเดียวกัน ฉันก็เริ่มสัญจร ได้ออกนอกพื้นที่ไปดูไปแลว่าข้างนอกเขาทำอะไรกันบ้าง ร้านอาหารอะไรอร่อย ผับที่เพิ่งปรับปรุงเปิดใหม่ เสียงดังน่ารำคาญขนาดไหน หรือแม้แต่สังสรรค์กับพวกติสๆ ที่ร้านหนังสือเปิดใหม่

หมู่นี้เจออะไรหลายอารมณ์ทีเดียว จนฉันเลือกไม่ถูกว่าจะพูดถึงเรื่องไหนดี!

โลกของคนหนังสือดูหวือหวาขึ้นเมื่อฉันเอาเรื่องบนเตียงใต้เตียงไปแฉ ก็แน่ล่ะ หัวข้อนี้ใครๆ ก็อยากพูดถึงแต่ไม่กล้า เจอคนบ้าบิ่นอย่างฉัน พาสาวๆ เข้าห้องน้ำไปพิสูจน์ทฤษฎีลามกกันใหญ่ 

ฉันได้พบพี่รุ่นใหญ่ที่ประสบการณ์ล้นแก้ว การได้รู้จักได้อยู่ใกล้พหูสูตรย่อมทำให้รอยหยักในสมองของฉันถูกสั่นคลอนได้บ้าง ฉันชอบคุยกับผู้ใหญ่ ฉันว่ามันสร้างสรรค์ดี แต่เมื่อวัยล่วงเลยผ่านมาเรื่อยๆ ก็รู้ว่า ยิ่งไร้สาระ ยิ่งใหญ่โต ไม่มีใครอยากอยู่กับคนเครียด ซีเรียสตลอดเวลา แล้วความสัมพันธ์กับคนก็เป็นเรื่องสำคัญกว่าวิชาความรู้ใดๆ 

เวลาสอนให้ฉันได้ข้อสรุปอย่างที่ว่า

ฉันพยายามมีสาระให้น้อยลง คนจะได้อยากอยู่ใกล้ แล้วเรื่องอะไรๆ มันก็จะดำเนินไปได้ด้วยดี

ฉันแปลกใจทีเดียวที่มีคนบอกว่า ฉันตลกดี ฉันไม่เคยคิดเลยว่าฉันเป็นคนสนุก ทำให้คนอารมณ์ดีที่อยู่ใกล้ มีแต่คนบอกฉันว่า ฉันเป็นพวกสร้างความสุขให้กับตัวเอง ( self-entertain) ไม่เคยคิดจะไปทำให้คนอื่นมีความสุขเล้ย เมื่อเปรียบเทียบกับน้องคนนึง ที่ร้องเพลงตามที่คนอื่นอยากฟัง จนในที่สุด ไม่ได้ร้องเพลงที่ตัวเองอยากร้องเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจยากมากสำหรับฉัน ตั้งแต่เริ่มต้น ฉันก็จะหัดร้องเพลงที่ตัวเองชอบ เพราะฉะนั้นมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะร้องเพลงที่คนอื่นอยากฟัง บางคนอาจจะคิดว่า เพลงที่ฉันชอบก็อาจจะเป็นเพลงที่คนอื่นอยากฟังด้วย... ไม่อะ เพราะรสนิยมฉันไม่คล้ายคนทั่วไป จนคนบอกให้ฉันร้องเพลงที่อยู่ในแนวสามัญ กว่าจะเข้าใจว่าเป็นเพลงตลาดก็กินเวลาหลายนาที

วันนี้ฉันร้องเพลงที่ไม่เคยร้อง ใจนักเลงของพงษ์พัฒน์ บัวลอยของคาราบาว รักปอนปอนของไมโคร เพลงผู้ชายทั้งนั้น ทั้งที่วันนี้ออกจะแต่งตัววาบหวิว ฉันมันก็ชอบทำอะไรสุดขั้วแบบนี้ละน้า

งงเหมือนกันว่าวันนี้ฉันเขียนเรื่องอะไรเนี่ย!

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ที่ใกล้จะเกิดขึ้น

วันนี้ฉันสมัครเป็นกรรมการควบคุมดูแลการบริหารงานของนิติบุคคล เข้าใจว่าฉันคงได้แน่ๆ เพราะตอนนี้มีอยู่ 2 หน่อ!

ปีที่แล้ว คนสมัครกันร่วมสิบ แต่ตอนนั้นฉันยังกล้าๆ กลัวๆ จะหาเรื่องใส่ตัวรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่หลังจากการเลือกตั้งครั้งนั้น ฉันก็โผล่พรวดสมัครเป็นผู้จัดการนิติบุคคลซะนี่ แต่ก็แอบดีใจที่ไม่ได้ เพราะดูแล้วถ้าบริษัทที่รับบริหารงานอยู่แล้วรับหน้าที่เป็นผู้จัดการนิติบุคคลด้วยโดยไม่เรียกร้องผลประโยชน์เพิ่มเติม ฉันก็ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงคุกตารางให้ยุ่งยาก ช่วงนั้นน่ะ ฉันนั่งอ่านพรบ.อาคารชุดอย่างขะมักเขม้นเชียวล่ะ

การเป็นเพียงกรรมการควบคุม ทำให้ทราบเรื่องราวการทำงานของนิติบุคคล ปีที่ผ่านมา ห้องฉันไม่มีปัญหาให้ต้องซ่อมต้องดูแล มีเพียงปัญหาส่วนรวมที่ฉันก็เห็นว่าคนทำงานก็แก้ไปตามหน้าที่ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม คราวนี้ ฉันคงมาดูเรื่องค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นหรือพิจารณาวิธีหารายได้เพิ่ม ตลอดจนให้เจ้าของร่วมได้มีโอกาสใช้ทรัพยากรที่มีได้อย่างคุ้มค่า

แต่ฉันก็อดหวั่นใจไม่หาย... เรื่องที่ฉันจะเรียกร้องเป็นเรื่องที่ฉันจะได้ประโยชน์โดยตรง ซึ่งคนปกติเขาไม่ทำกัน ประมาณว่า น่าเกลียด ต้องให้คนอื่นเอ่ยปาก 

เฮ้อ ฉันล่ะรำคาญเสียเหลือเกิน ไอ้การที่ต้องมาทำเป็นไม่อยากรู้ ไม่อยากดัง ไม่อยากร้อง ไม่อยากอวด เพื่อให้ขั้นตอนมันยาวขึ้น ดูไม่น่าเกลียด!!

เมื่อมีคนสมัครเป็นกรรมการแค่สองหน่อ จากที่ต้องมีอย่างน้อยสักเจ็ดคน ฉันก็เสนอความเห็นว่า ก็คงต้องมีเบี้ยประชุมให้กรรมการ ค่าเสียเวลาซักนิด ไม่ใช่ว่าใครเสียสละเพื่อส่วนรวม คนอื่นๆ จะไม่แม้เพียงแสดงออกสักเล็กน้อยว่าขอบคุณที่มาดูแล "บ้าน" แทนเขาเหล่านั้น ซึ่งถ้าฉันเป็นคนพูด...ก็จะน่าเกลียด

แต่นั่นคือหน้าที่ใหม่...

ส่วนอาชีพใหม่ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาของฉัน ว่าจะได้เป็นคุณนายกินค่าเช่า หรือออกทุนให้เปิดร้านอาหาร เหนื่อยพร้อมๆ ไปกับการลุ้นว่าจะคุ้มดอกเบี้ยที่นำมาลงทุนรึเปล่า เดือนสองเดือนนี้เป็นอันรู้กัน

ที่แน่ๆ ตอนนี้ฉันขู่คนดูแล ซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่ห้องเรียบร้อยแล้ว เขาเองก็เคยจัดการปัญหาพิสดารพันลึกของห้องน้ำฉันไปครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้คุณนายละเอียดจะจ่ายเงิน รับรอง ถ้าฉาบปูนไม่เรียบ ปูกระเบื้องไม่เสมอ ได้โดนทำใหม่ทั้งห้องและสัญญาแน่นอน ส่วนเงินมัดจำอย่าได้คิดว่าจะริบเงินฉันได้นะ ถ้ามันเป็นความบกพร่องของฝั่งผู้ขาย 

ว่าแล้วก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังบ้าอำนาจแล้วเหมือนกันเนี่ย

ฉันเริ่มหาผู้ช่วยได้บ้างแล้ว กำลังจะคุยกันในรายละเอียด ถ้างานเป็นไปอย่างที่คาด ฉันคงได้เกี่ยวข้องกับคนอีกหลายคนทีเดียว ช่วงที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำเป็นช่วงที่ฉันได้เรียนรู้และลงทุนอย่างที่คิดว่าควรจะเป็นจริงๆ 

ชีวิตดูน่าจะตื่นเต้นกว่าตอนเศรษฐกิจดีด้วยซ้ำไป

ก็บอกแล้วไง...ฉันน่ะโชคดีในเรื่องที่ใครๆ ว่าร้าย!

ดาวในภพมรณะทั้งสองดวงมาตกภพปุตตะของฉันไง ปุตตะก็คือเรื่องใหม่ สิ่งใหม่ๆ ดาวบอกว่าฉันจะได้ใช้สติปัญญาทำเรื่องเกี่ยวกับต่างแดน เรื่องขีดเขียน สื่อสาร หรือของมีตำหนิให้เกิดงานใหม่ๆ และอีกไม่นาน ดาวสารพัดดวงก็จะมากระจุกตัวอยู่ในภพปุตตะของฉันเนี่ยแหละ 

เอาให้มันวุ่นไปเลยเนอะ!



วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552

วันนี้มีความสุข



จริงๆ แล้วฉันก็มีความสุขตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ 

การได้ไปค้นอัลบั้มรูปเก่าๆ ทั้งรูปตัวเอง ครอบครัวและเพื่อนๆ ก็ทำให้ย้อนนึกไปถึงความทรงจำแห่งความสุข ฉันยิ้ม หัวเราะ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วง ช่างเป็นความสุขที่ไม่ต้องไปลงทุนลงแรงหรือไขว่คว้าหามาจากไหน 

คนที่อยู่ในรูปถ่าย รวมถึงเพื่อนๆ ของคนเหล่านั้น หรือแม้กระทั่งเพื่อนๆ ของฉันที่ไม่ได้เจอะเจอกันมานาน แต่ติดตามความเคลื่อนไหวของฉันผ่านชุมชนออนไลน์ ก็แสดงความคิดเห็น แสดงความรู้สึกให้ฉันรับรู้ได้ว่า เขาเหล่านั้นก็รู้สึกดีที่ได้เห็นภาพความทรงจำเก่าๆ 

เปิดอีเมลมาที ต้องคอยเช็ครายการความคิดเห็นที่เพื่อนๆ แสดงผ่านชุมชนออนไลน์ จนดูไป คล้ายๆว่าของเล่นจะกลายเป็นงานหลัก แล้วงานหลักจะกลายเป็นงานอดิเรกซะนั่น ไม่แค่นั้นโลกยังใจดีส่งผู้ช่วยมาให้ฉันดั่งสวรรค์สั่งมา เรื่องนี้ไว้เล่าตอนท้ายตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นละกันเนอะ

งานที่ลิสต์ไว้ว่าจะทำวันนี้ สำเร็จเสร็จสิ้นขาดอยู่หนึ่งเรืื่องจากสองแหล่งที่คงต้องขอความเห็นจากหุ้นส่วนเพิ่มเติม แต่ขอเวลาคิดให้ตกผลึกก่อนอีกสักนิด

งานที่ค้างคา คนที่ช่วยงานอยู่ก็คงยังไม่ทิ้ง แต่ฉันก็ไม่หวังอะไรนักหนา ดีจัง ที่เมื่อไม่หวังก็ไม่เครียด เสียอารมณ์

วันนี้ได้ฤกษ์คุยกับเพื่่อนเก่าอีกครั้ง ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ แทบไม่น่าเชื่อว่าไม่ได้พบกันมา  20 ปีไม่ขาดไม่เกิน คนเราถ้าความเป็นเพื่อนยังคงอยู่ เราก็ยังต่อกันติดเสมอ ดูๆ ไปแล้ว คนที่จะอยู่กับเราไปจนแก่ ไปไหนมาไหนกับเรา ก็คงจะเป็นเพื่อนที่แสนดีนั่นเอง 

กลับมาเจอแบบทดสอบเกี่ยวกับสถานที่เรียนเก่าๆ ทำให้้ย้อนเวลาไปเป็นช่วงๆ สมัยเด็กๆ ฉันชอบกินลาบปลาหมึกมาก ประมาณว่าต้องซื้อกินทุกวันก่อนกลับบ้าน เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเป็นของโปรดของเพื่อนอีกหลายๆ คน ใครๆ เขามักจะพูดว่า คนแก่ชอบรำลึกความหลัง ไม่เห็นจะเป็นไร ถ้านึกถึงแล้วมีความสุข หนังจะเหี่ยว ตาจะยาว พุงจะย้อย จะต้องไปแคร์อะไร

ยังมีสายโทรศัพท์จากน้องสุดเลิฟ โทรมาหาหลายรอบ ในขณะที่ฉันรับสายคนใกล้ชิดที่กลายมาเป็นคนช่วยงาน ทั้งสองสายโทรมาด้วยความรู้สึกดีๆ  ที่มีให้กับฉัน อะไรที่ฉันจะช่วยได้ ฉันก็ช่วย ส่วนใครจะมาร่วมเฮฮามีเวลาแห่งความสุขด้วยกันก็ยินดี คิดๆ แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าฉันมีเพื่อนดีๆ เพื่อนน่ารักน่าคบไม่น้อยเลย นั่นอาจเป็นเพราะว่า เพื่อนของฉันเมื่อผ่านด่านคนแปลกหน้าเข้ามาแล้ว ทุกคนคือเพื่อนที่ฉันจะดีใจที่ได้เจอ เราอาจจะไม่ได้มีอะไรเหมือนกัน แต่เรามีความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน เรานึกถึงกันในยามมีปัญหา เราพึ่งพาอาศัยกันในยามยาก และเราก็อุ่นใจได้ว่า เราจะมีกันและกัน ไม่ว่าเราจะห่างหายไม่ได้พบหน้ากันมานานกี่สิบปีก็ตาม

บทสนทนาสุดท้าย ดั่งเทวดามาโปรด ไม่ใช่คุณชายเทวดาที่ฉันกำลังคลั่งหรอกนะ แต่เป็นนางฟ้าชื่อน้องใหญ่ ที่ตั้งใจจะมาช่วยงาน ดูๆ ไปแล้ว น้องคงจะมายกภูเขาออกจากอกของฉันได้อย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน น้องก็จะได้มีเวลาใกล้ชิดกับลูกมากขึ้น เพราะงานของฉันไม่ต้องเข้าออฟฟิศ แหม แค่นี้ฉันก็แฮปปี้จนนอนไม่หลับแล้ว แต่ก่อนหน้าที่จะคุยกับน้องใหญ่ ไปทำบททดสอบเรื่องส่วนตั๊วส่วนตัวได้ผลลัพธ์มาว่าฉันเป็น 

an amazing kisser

ประมาณว่า  เธอจูบฉัน รอยจูบนั้นย่อมติดจนตาย จะลบรอยจูบอย่างไรไม่หาย อย่าลืม อย่าลืม

อุ้ย เขิน 555

สงสัยละซิ  ของแบบนี้ไม่ลองไม่รู้ครับท่าน!!!

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552

อะไรที่มากกว่ารูปลักษณ์

เมื่อเริ่มตกหลุมรัก ฉันก็เริ่มศึกษาว่า "หนุ่มน้อยคนนี้มีอะไรให้ฉันปลื้มอีก" แต่ก็แน่ล่ะ นอกจากมีเรื่องให้ปลื้มก็มีเรื่องที่ฉันเรียกว่า "อันนี้ไม่ไหวนา"

พ่อหนุ่มเป้รักแฟนสาว ก้อย-รัชวิน แต่ก็พูดถึงความเป็นตัวของตัวเองของก้อย ก้อยชอบใส่เกาะอก กระโปรงสั้น แต่ก็ไม่ว่ากัน ไว้มีคนแอบถ่ายแล้วคงเข็ดเอง เพราะก้อยก็ไม่ค่อยระวังสักเท่าไหร่

++ ให้มันได้อย่างงี้สิ แหม ฉันก็ชอบอะไรคล้ายๆ ก้อยนา 

เป้ขลิบลิ้น เพราะอยากพูดให้ชัด เวลาคนถามว่าเป็นมือกีต้าร์ วงสเลอแล้วเมื่อไหร่จะร้องเพลง เขาตอบว่า แค่พูดยังไม่ชัดเลย จะร้องเพลงได้ไง

++ โอ อันนี้ไม่ได้แปลว่าชอบ แปลว่า คล้ายฉัน แต่ถึงแม้ว่าลิ้นจะมีส่วนทำให้ฉันพูดไม่ชัด ฉันไม่ยักกะหยุดร้องเพลงแฮะ

พ่อหนุ่มเป้ มือยาวแบบมือศิลปิน แขนขายาว สูง 187 ซม. ซีกหน้าด้านขวาเวลาทำหน้าเฉยๆ โอ้ย หัวใจจะละลาย ผมต้องเซอร์ได้ระดับด้วยนะ ไดร์ตรงอย่างในหนัง รัก สาม เศร้า บางตอนแล้วไม่สวย

++ แค่นี้ก็สุดยอดแล้วล่ะ

ฉากจูบเป็นฉากที่ยาก เพราะผมไม่เคยจูบเพื่อการแสดง ไม่เคยจูบคนที่ไม่ใช่คนรัก

++ โอ พ่อเทพบุตรของฉัน

สาวก้อยทำช่อดอกไม้โทนสีม่วงให้เป้วันวาเลนไทน์ ส่วนเป้ทำช่อดอกไม้สีขาวที่มีดอกลิลลี่ดอกไม้โปรดของก้อย สื่อความว่า เป็นรักที่บริสุทธิ์ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน

++ ฉันว่าสาวไหนได้ดอกไม้ที่แสดงนัยอย่างนี้แล้วไม่ซึ้งก็ให้มันรู้ไป ส่วนสาวก้อยก็ชอบโทนสีเหมือนฉันแฮะ

หนุ่มเป้เป็นผู้นำแฟชั่นใหม่ เสื้อรักแร้ขาด

เป้ของแท้ต้องเซอร์และโส ไม่อาบน้ำแต่ฉีดน้ำหอมแทนนี่ ทำตัวยังกะเป็นชาวฝรั่งเศสเลยนา ถ้ากลิ่นตัวไม่แรงก็พอว่านะ แต่ไงก็...

++ อันนี้ไม่ไหวนา...





หลงรักคุณชายเทวดาเข้าให้แล้ว...


ละครแจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดาเป็นหนึ่งในหนังที่ฉันจัดประเภทว่าไร้สาระ แต่ตามดูเพราะตกหลุมรักคุณชายมาดเซอร์ 

จริงๆ ไม่ว่าเรื่องไหนมันก็มีสาระทั้งนั้นแหละ อยู่ที่ว่าจะมองในมุมไหน

ในสายตาของนมแจ่ม คนเก่าแก่ที่เลี่้ยงดูคุณชายและเข้าใจเขายิ่งกว่าใคร คุณชายเป็นคนที่น่าสงสาร คุณชายไม่มีใครอีกแล้ว นอกจากนมแจ่ม และนมแจ่มก็เป็นคนที่ขอร้องให้หลานสาว แจ๋ว มาดูแลคุณชายช่วงที่นมแจ่มป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล

ทั้งเรื่องแจ๋วจะอ้างว่าถ้าคุณชายไม่ทำอย่างที่เธอบอก คุณชายก็จะไม่ได้พบกับนมแจ่ม คล้ายกับว่านมแจ่มเป็นคนเดียวที่มีความสำคัญในชีวิตของเขา เพื่อนมแจ่ม คุณชายทำได้ทุกอย่าง เพื่อแก้แค้นพระบิดา คุณชายพร้อมจะทำตรงกันข้ามกับที่พ่อต้องการ

ดูๆ ไปก็ โอ อะไรพ่อคุณชายของฉันจะหลงกลแม่ใหม่กับลูกชายตัวร้ายขนาดนี้ คุณแม่ใจร้ายก็รู้แกว เมื่อใดที่ต้องการให้คุณชายทำอะไร เจ้าหล่อน (แสดงโดยสรารัตน์ หรุ่งเรืองวงศ์ ที่ยังสวยเด้งอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ) ก็จะพูดในทางตรงกันข้าม

วันนี้ดูรายการเบื้องหลังแวดวงบันเทิง พ่อสุดหล่อของฉันตัดผมแล้วอะ  ตัดแล้วไม่หล่อโดนใจเหมือนเก่าแล้วนะ แถมฮอร์โมนหนุ่มยังทำให้สิวผุดออกมาประปรายบริเวณแก้ม

ฉันนั่งหาเหตุผลอยู่ว่า ฉันชอบเขาเพราะอะไร เพราะหน้าตาจริงๆ เหรอ ก็คงงั้นแหละ บวกกับรูปร่างเก้ๆ กังๆ ตามสเปค และท่าทางสุดเก๊กเพราะบุคลิกเป็นอย่างนั้นเอง ไม่ได้ตั้งใจจะทำหยิ่งให้ใครๆ ไม่ชอบหรอก ตรงกันข้ามซะอีก ไหนๆ ก็โดนแกล้งไม่ได้รับความยุติธรรมตั้งแต่เด็กแล้ว เขาก็เลยประชดมันทุกอย่างในชีวิตไปเลย

แจ๋วในเรื่องนี้ฉันก็ชอบ ขอบเพราะเป็นภาพของอั้มที่ไม่ได้เป็นสาวเปรี้ยว ออกจะไปทางวาบหวามยั่วยวน เป็นเซ็กซ์ซิมโบลอย่างที่มักจะเห็นๆ กัน มีพี่ๆ บอกฉันว่า คนเราต้องแต่งตัวสวยอยู่เสมอ เพราะเมื่อใดที่โทรม ภาพจะติดตา แต่ฉันว่า ฉันชอบแจ๋วในบทบาทนี้นา นักแสดงจะให้เล่นอยู่บทเดียวก็น่าเบื่อแย่ดิ 

ฉันนั่งนึกอยู่ในใจว่า เอ ถ้าคุณชายตัดผมแล้ว ฉันจะยังหลงรักอยู่มั้ยหนอ...



วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552

อวยพรให้โง่

ฉันกำลังเข้าไปอยู่ในโลกใบใหม่...

โลกของแมค...

มีอะไรให้เรียนรู้มากมาย ในขณะเดียวกันมันก็คล้ายๆ กับวินโดว์เจ้าเก่า คงเป็นอย่างที่หลายๆ คนว่ากัน ว่าแมคเน้นเรื่องกราฟฟิค ความงาม ความปราณีต แค่เวลาปิดหน้าต่างเว็บแล้วมีออปชั่นให้เลือกเหมือนกระดาษค่อยๆ บิดลงไปอยู่ด้านล่างของหน้าจอ ฉันก็หลงรักแมคเข้าให้แล้ว

น่าแปลก ที่ฉันสัมผัสได้กับความงาม ความละเอียดอ่อน แต่ฉันกลับไม่รู้สึกเวลาคนกัด จิกฉัน เพราะฉันถือคติว่า ถ้าไม่ได้รับการพิสูจน์แบบคาหนังคาเขา ฉันจะไม่คิดว่าใครจะกัดฉัน จะคิดกับฉันในแง่ร้าย คิดๆ ไปแล้วฉันก็นึกถึงเรื่องพิธีการในชั้นศาล การตัดสินคดี เราถือว่า ผู้ต้องหาถูกจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ว่าผิด 

ฉันมองทุกคนในแง่ดี เหมือนๆ กับว่า จนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ว่า เลวจริงๆ แต่จนบัดนี้ ฉันก็ยังไม่เจอคนประเภทนั้น เพราะอะไรเหรอ เพราะคนเหล่านั้นน่าสงสารมากกว่าจะน่ารังเกียจหรือหลีกหนีให้ห่าง 

คนเพิ่งบอกว่าสงสารฉันไม่นานนี้เอง 

ได้แต่หวังว่า เขาจะมองคนในแง่บวก ไม่ใช่พูดเพื่อเอาดีเข้าตัว อย่างที่พี่คนนึงเคยสรุปให้ฉันฟัง

หลังๆ มานี้ ฉันได้ยินข่าวซุบซิบเกี่ยวกับหลายๆ คนที่รู้จัก วันนั้นพี่ที่นั่งตรงข้ามหน้าตามู่ทู่ยังไงพิกล ทั้งๆ ที่ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรกับใครเค้าหรอก ว่ามีคนเริ่มไม่พอใจฉัน โกรธฉัน โมโหฉัน นั่นก็เพราะว่า ถ้ามีใครมาทำกับฉันอย่างที่ฉันได้ทำให้คนเหล่านั้น ฉันจะไม่โกรธ ไม่โมโห  รู้สึกเฉยๆ จะไม่รู้สึกว่ามีใครมากระตุ้นต่อม กระตุ้นแผล

นั่นล่ะ ที่ทำให้ฉันสงสารและเห็นใจคนที่เดือดเนื้อร้อนใจ เวลาที่ฉันพูดอะไรไปด้วยจะสื่อความหมายนัยตรง ไม่ใช่นัยยอดนิยมอย่างที่คนเค้าชอบทำกัน

พาลให้นึกถึงละครที่ดูเมื่อวันก่อน แม่ของนางเอกเห็นและมองออกว่าเพื่่อนของลูกกำลังจะแย่งคู่หมั้นของลูกสาวตัวเอง ลูกสาวกำลังขนต้นไม้ไปแต่งเรือนหอ แม่จึงได้ทีเอ่ยขึ้นว่า "อุ้ย เอาต้นไม้ไปปลูกเยอะๆ รกแล้วเดี๋ยวงูเงี้ยวจะมากัดเอานะ" แล้วฉันก็เห็นภาพนางอิจฉามองมาที่แม่ของนางเอก 

ฉันนั่่งคิดอยู่นานเลยล่ะ ว่าแม่นางเอกตั้งใจแขวะ (รึเปล่าวะ) 

เธอเอ๊ย ถ้าฉันเป็นนางอิจฉา รับรอง ฉันไม่รู้สึกรู้สาอะไรด้วยหรอก เพราะฉันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรใดๆ ด้วย คนที่ชอบกัด จิกชาวบ้าน เวลาได้ยินใครพูดอะไรเข้าหู ก็จะกลายเป็นหูหาเรื่อง คอยรับความทุกข์เข้าตัวอยู่ร่่ำไป

อีกอย่างที่น่าแปลก มีคนสารภาพว่าเกลี่ียดฉัน  เขาใช้คำว่าเกลี่ยดฉันเลยล่ะ แต่ก็แน่ละนะเธอ ว่าเขาพูดเช่นนั้นหลังจากที่ได้รู้จักฉันมากขึ้นแล้ว และพบว่า ฉันไม่ได้เป็นแม้เพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่เขาคิด 

ภาษากายก็สำคัญอย่างนี้แหละ จริงๆ แล้ว ใจของเราคิดอะไร ไม่มีใครรู้หรอก ถ้าไม่แสดงออก แล้วคนที่รู้ก็คือเจ้าตัวเพียงคนเดียว เราต่างหากที่จะเลือกรับรู้ เลือกมองไปในแง่ใด ในแง่ที่ดีหรือร้ายต่อตัวเราเอง 

คนโง่ถึงมีความสุขไงเธอ ฉันพยายามจะโง่และซื่อให้มากขึ้นทุกๆ วัน 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าใครก็อยากมีความสุข 

เอ แล้วถ้าฉันขอให้ใครมีความสุข เขาจะหาว่าฉันอวยพรให้เขาโง่มั้ยละนั่น


วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

เสียงเรียกร้องจากภายใน

มีหนังสือดีหลายเล่มที่ฉันได้อ่านตั้งแต่เด็กจนโต แต่หนังสือ "พลังจิตใต้สำนึก" เป็นหนังสือที่ฉันอ่านแล้วเห็นผลทันที...

ฉันเคยสงสัยมาหลายปี เหตุใดเวลาเมาอาการของแต่ละคนจึงแตกต่างกันมากมายนัก นั่นขึ้นอยู่กับว่า ในเวลาปกติที่จิตสำนึกทำงาน เราได้ทำตามความรู้สึกมากน้อยเพียงใด ยิ่งเก็บกดอารมณ์ความรู้สึกมากเท่าใด ความแตกต่างเวลาเมากับไม่เมาก็มากขึ้นเท่านั้น

ทำไมเราจึงต้องมาใส่ใจกับจิตใต้สำนึก...

หนังสือบอกว่าจิตใต้สำนึกมีพลังมากมายมหาศาล มากถึง 90% ของพลังทั้งหมด จิตสำนึกที่มีเหตุผลมีผลแค่ 10% เท่านั้น

เราจะปรับจิตใต้สำนึกให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการได้อย่างไร...

การสวดอ้อนวอน มีศรัทธาในสิ่งที่เชื่ออย่างแรงกล้า การพูดตอกย้ำ้ซ้ำในสิ่งที่ต้องการบ่อยๆ ก็จะทำให้สิ่งเหล่านั้นประทับอยู่ในจิตใต้สำนึก ผลโดยตรงคือ เราจะปฏิบัติในรูปแบบที่ทำให้เราได้อย่างที่ต้องการ และเมื่อเราเปลี่ยนแปลงตัวเอง ความเปลี่ยนแปลงนั้นก็จะกระทบสิ่งต่างๆ รอบตัวให้เป็นไปในทางที่เราต้องการดั่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์

ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้ไปได้ไม่กี่หน้า ความคิดหนึ่งก็แว่วเข้ามาทันใด แล้วความรู้สึกในตอนนั้นก็จูงใจให้ฉันเขียนอีเมลถึงคนที่อยู่ในใจฉันตลอดมา ฉันส่งบทความเรื่องการตอกย้ำความคิดบวกในจิตใจที่จะยังผลให้ผู้นั้นมีความสุข ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจที่อยากให้คนๆ นั้นมีความสุข 

ความสุขของใครคนนั้นจะมีฉันอยู่หรือไม่นั้น ไม่สำคัญเท่ากับว่า ฉันขอให้เขามีความสุขจากการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ชีวิต ถ้าฉันเป็นใครคนนั้น คงอดไม่ได้ที่ฉันจะดีใจ แต่อย่างไร เหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามา การปฏิสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเขาก็ดีขึ้นอย่างนึกไม่ถึง 

ฉันสรุปเอาเองว่า อะไรไม่ดีที่เกิดขึ้นกับฉันนั่นเป็นเพราะฉันคิดว่าสิ่งไม่ดีเหล่านั้นจะเกิดขึ้น มันคงมีผลทำให้หน้าตาของฉันบูดบึ้ง ดุ คนจึงไม่กล้าเข้าใกล้ แต่เมื่อฉันรู้สึกดีภายในแล้ว ความสุข ความเอิบอิ่มก็จะฉายฉานปรากฏออกมาให้ใครๆ เห็น

ฉันเลิกรู้สึกกระอักกระอ่วน ทำตัวไม่ถูกเวลาอยู่ต่อหน้าใครๆ ด้วยรู้สึกเอาเองตลอดเวลาว่าจะมีคนวิพากษ์วิจารณ์ ฉันจะปฏิบัติตนไม่สมควรซ้ำแล้วซ้ำอีก 

ฉันกลับมานั่งที่ร้านประจำคนเดียวได้แล้ว หลังจากที่ขาดความมั่นใจมาแรมปี 

ฉันปรารภกับพี่คนหนึ่งว่า ฉันไม่เข้าใจ ทำไมปฏิกิริยาที่ใครๆ มีต่อฉันจึงไม่ค่อยน่าพิสมัยนัก ญาติผู้พี่ของฉันเคยบอกว่า ฉันเป็นคนจำพวก Aloof  น้องอีกคนก็บอกว่าฉันมีโลกส่วนตัว แปลกแยกจากผู้อื่นวันคุย บางวันไม่คุย คนเลยไม่รู้ว่าวันนี้ฉันอารมณ์ไหน 

ฉันอยากขอบคุณในทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำให้ฉันรู้สึกดี มีความสุข ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ขอบคุณที่เขาสนใจน้องแอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์เครืองใหม่ของฉัน เครื่องที่ฉันบอกกับตัวเองก่อนซื้อว่า เราไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลทุกอย่างก็ได้นะ เราแค่ซื้อของที่เราชอบแต่มันก็มีคุณภาพและเห็นได้ถึงความใส่ใจของคนออกแบบ 

ขอฉันพรรณนาถึงความใส่ใจในการผลิตอุปกรณ์อิเลคโทรนิคชิ้นนี้หน่อยเถอะนะ

ตัวต่อที่ชาร์จไฟเข้าเครื่องทำด้วยแม่เหล็กทำให้ตัวต่อยึดติดกับเครื่องได้ง่าย ที่สายไฟมีตัวเกาะกับขอบโน้ตบุคเพื่อให้สายไฟเลียบไปตามขอบเครือง สายไฟไม่เกะกะรุงรัง ตัวปลั๊กสองขาสำหรับเสียบเต้าไฟฟ้าสามารถพับเก็บได้ ตรงขอบอีกสองมุมสามารถดึงขึ้นมาสำหรับพันสายไฟด้วยวัตถุประสงค์เดียวกับตัวเกาะสายไฟกับขอบโน้ตบุค 

แม้จะเป็นคอมพิวเตอร์ที่จอขนาดเล็ก 13.3" แต่เราก็สามารถขยายขนาดตัวอักษรที่หน้าจอได้อย่างง่ายดายด้วยสองนิ้วสัมผัส เพียงสัมผัสนิ้วทั้งสองที่แผ่นเมาส์แล้วลากนิ้วออกจากกัน โน้ตบุคอัจฉริยะก็ปรับขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้นทันที 

แป้นพิมพ์ที่ใหญ่เทียบเท่าโน้ตบุคขนาดปกติเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับฉัน หากแมคบุค แอร์เครื่องนี้น้ำหนักเบาเพียงอย่างเดียว แต่ขนาดของแป้นพิมพ์เล็ก ฉันก็คงไม่เลือกแน่นอน งานส่วนใหญ่เป็นการพิมพ์ ฉันเคยใช้โน้ตบุคจิ๋วของนายเก่า สวยแต่ใช้งานลำบาก กว่าจะพิมพ์งานเสร็จใช้เวลานานมาก นานจนอารมณ์คนพิมพ์แปรปรวน

เมื่อพูดถึงน้ำหนักก็ต้องยกเรื่องความบางของเครื่องที่มีผลให้นำ้หนักของเครื่องน้อยเทียบเท่าโน้ตบุคขนาดเล็กจอ 10" เมื่อบวกกับดีไซน์ คุณสมบัติไม่ติดไวรัส ความเสถียรของเครื่อง ฉันก็ยอมแพ้กับราคาที่สูงกว่าโน้ตบุคอื่นที่มีขนาดเดียวกันประมาณ 3-5 เท่า

ขอบคุณที่เขาคุยกับฉันโดยไม่แคร์สายตาของผู้ที่อาจจะนินทา วิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวในอดีตระหว่างเรา เขาทักฉัน พูดคุยกับฉันเหมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่ม กลุ่มที่ฉันรู้สึกมานานว่า ฉันเป็นส่วนเกิน

ขอบคุณที่เขาใส่ใจ ติดตามเรื่องราวของฉันในชุมชนออนไลน์อย่าง facebook เขาเคยบอกฉันชัดเจนว่า อีเมลใดที่ฉันส่งให้ เขาทิ้งลง Trash หมด เว้นก็เสียแต่บทความเกี่ยวกับหนังสือเล่มแรกของฉันที่ลงในผู้จัดการออนไลน์ และนั่นเป็นที่มาของหัวข้ออีเมลที่ฉันส่งถึงเขา ด้วยหวังว่าอีเมลแห่งความปรารถนาดีฉบับนั้นจะไม่โดนทิ้งลง Trash เหมือนฉบับอื่นๆ  เขาพูดคุยกับฉันเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นไปของฉันที่ปรากฏอยู่ใน facebook ฉันไม่มีทางรู้หรอกว่า เขาอ่านหรือผ่านตาข้อมูล เรื่องราวใดของฉันบ้าง สิ่งที่ฉันรู้ก็คือ ฉันเข้าไปดูเรื่องราวของเขาเสมอมา อาจจะจำไม่ได้ทุกสิ่งอัน ฉันถือเสมือนว่าที่นี่ โลกเสมือน เป็นอีกที่หนึ่งนอกจากร้านประจำที่ฉันกับเขาจะได้รับทราบความเป็นมาเป็นไปของกันและกัน โดยไม่ทำให้เราทั้งสองคนเป็นขี้ปากชาวบ้านอีกครั้ง เรื่องราวที่กระทบกระเทือนความรู้สึกของเขาอย่างมากมาย เขาผู้ที่ต้องรักษาความดี ความเป็นสุภาพบุรุษต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับใครอีกคนหนึ่ง

ขอบคุณสำหรับบทสนทนาเมื่อวานหลายๆ ช่วงที่ทำให้ฉันรู้ว่า ความสุขจากการไม่ได้ครอบครองเป็นอย่างไร มีน้องที่เข้าใจ เห็น ความรู้สึกระหว่างเราที่ไม่อาจเปิดเผย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ความรู้สึกนี้ก็ยืนยาวมาหลายปี น้องถามเขาว่า ฉันสวยมั้ย ฉันรู้ว่ามันเป็นคำถามที่จะทำให้เขากระอักกระอ่วนใจ ฉันจึงเฉไฉไปว่า น้องขายกาแฟเหรอ ด้วยว่าชอบชงเหลือเกิน แล้วมันก็ทำให้ฉันนึกถึงตอนที่น้องคนเดียวกันเห็นสายตาที่ฉันมองเขา (และที่เขามองฉันรึเปล่าก็ไม่แน่ใจว่าน้องรู้หรือไม่) เมื่อถึงตอนที่ฉันและเขาใกล้จะเดินสวนกัน น้องกล่าวขึ้นมาว่า ฉันถามเขาในเรื่องใดสักอย่าง เรื่องกาแฟช่วยยืดเวลาให้เขาคิดก่อนจะตอบพร้อมกับก้มหน้ามองพื้นว่า "สวยจากข้างใน" จากนั้นเสียงที่ดังที่สุดคือความเงียบ

ขอบคุณที่เขาคิดอยากมีลูก อยู่ดีๆ เขาก็พูดลอยๆ ขึ้นมา มันทำให้ฉันแปลกใจอย่างแน่นอน เพราะเรื่องหนึ่งที่ทำให้เขาเลิกศึกษาฉัน เพราะเขาไม่ต้องการมีลูก เพราะเขาอายุมากแล้ว และครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้ว่าเขาจะเริ่มรู้สึกอยากมีลูก แต่ก็ยังไม่วายกังวลเรื่องอายุที่มากขึ้นทุกที ลูกเพื่อนๆ โตจนทำงานทำการกันหมดแล้วด้วยซ้ำ ฉันไม่แน่ใจว่าตอนที่เขาพูด เขามีสีหน้าอย่างไร เพราะเขายืนอยู่ข้างหลังฉัน เหมือนพูดให้ฉันฟังที่ข้างหู ฉันดูปฏิกิริยาจากพี่อีกคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม  เมื่อพี่คนที่นั่งตรงข้ามพูดขึ้นว่า มันไม่เกี่ยวว่าผู้ชายอายุเท่าไหร่ มันเกี่ยวกับคนที่ตั้งท้อง ผู้ชายมีหน้าที่ "ทำ" แล้วก็อีกครั้งที่ฉันเฉไฉเหมือนจะเปลี่ยนคนที่ถูกพูดถึงว่า ถึงทำไม่ได้ ไม่ได้ทำมานานก็ท้องได้ ประมาณว่าแค่มีน้ำเชื้อก็เอามาผสมเทียมได้แล้ว พี่คนที่ฉันพาดพิงสะดุ้งเล็กน้อย เขาคงสงสัย เพราะนั่นเป็นบทสนทนาที่เขาเคยพูดเมื่อนานมาแล้ว 

ฉันคงอดไม่ได้หรอก ที่จะคิดว่า คนที่เขาคิดจะสร้างครอบครัวด้วยคือ ฉัน แล้วฉันก็รีบพูดกับตัวเองทันที ฉันขอให้เขามีความสุข เขาจะเป็นผู้เลือกเองว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา

ขอบคุณที่เขาทำให้บรรยากาศบนโต๊ะคืนนั้นดำเนินไปอย่างไม่ขัดเขิน พวกเราสนุก หัวเราะไปกับเรื่องราวต่างๆ ที่สรรหามาเล่า ฉันได้เป็นส่วนหนึ่งไม่ใช่ส่วนเกินอย่างที่แล้วๆ มา

ขอบคุณที่ดูแลด้วยสายตา รอและดูให้ฉันกลับจากร้านพร้อมๆ กับเขา

ฉันขอบคุณเขาด้วย sms ...condo ka. don't get drunk yet.

มันอาจจะไม่หวาน แค่บอกข้อเท็จจริง 

แต่นั่นคือ วิธีการที่เขาเคยบอกฉัน บอกความรู้สึก บอกใครสักคนว่าถึงบ้านแล้ว คนที่กำลังห่วงจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง...






วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552

ดีใจ...กระเป๋าตังค์หาย

แน่นอนว่า ใครๆ ก็คงไม่ดีใจถ้ากระเป๋าตังค์หาย เพราะกระเป๋าตังค์ของใครๆ ก็คงจะมีธนบัตร เหรียญ บัตรเครดิต บัตรประชาชน และอะไรก็ตามที่เรามักจะพกติดตัวทุกๆ วัน...

วันนี้ฉันไปขนหนังสือกลับจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้แรงงานไวท์คอลลาร์สองคนและคุณสมัครคนขับรถ/ตัดหญ้ากิตติมศักดิ์ของพระมารดาอีกหนึ่ง ก่อนออกเดินทาง ฉันได้คุณติ๋วมาช่วยจัดเรียงหนังสือและรีดผ้าที่กองพะเนิน ซักแล้วแต่ยังไม่มีอารมณ์รีดสักที

แล้วคุณสมัครกับฉันก็ปุเลงๆ ไปศูนย์ประชุมฯ เริ่มงานแบบสบายๆ สี่โมงกว่าๆ หลังจากอดทนกระดึ๊บๆ ไปจนได้ที่จอดรถสุดเจ๋งตรงบริเวณขนถ่ายหนังสือ บริเวณที่ฉันสรุปว่าดีที่สุดแล้ว วันแรกๆ ฉันตื่นเต้นดีใจกับที่จอดรถของผู้มีบัตรเซเรเนดของเอไอเอส ดีจังที่เค้ากันที่จอดรถเอาไว้ให้ ทำให้วันแรกที่ขนหนังสือฉันไม่ต้องวุ่นวายมากมายนักกับที่จอดรถ แต่ก็ต้องขนหนังสือขึ้นบันได ลงบันได เล่นเอาพี่ผู้ใจดีมาช่วยงานตะคริวกินเป็นวันๆ

ความโง่มาก่อนความฉลาดอย่างที่ใครๆ เขาว่า ในที่สุดฉันก็เอารถส่วนตัว (ที่ก็เป็นรถสำนักพิมพ์นั่นแหละ) จอดที่ขนถ่ายหนังสือเป็นประจำ (ใครจะทำไม ฉันก็ขนหนังสือเหมือนกันนินา) แล้วก็เข็นรถขนหนังสือคู่ใจที่เพิ่งซื้อมาใหม่เอี่ยมเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ขึ้นทางลาดส่งหนังสือบูธที่อยู่ชั้นบน เข็นลงทางไปยังบูธที่ตั้งอยู่ด้านล่างที่เรียกกันว่าโซนซี

ชีวิตฉันง่ายขึ้นเรื่อยๆ แม้ฉันจะชอบบอกกับตัวเองว่า เวลาขนหนังสือยกของขึ้นลงจนเหงื่อออก นั่นก็คือการออกกำลังกายแบบฉันๆ ที่ภูมิใจเสนอ หากต้องไปเต้นแอโรบิคหรือวิ่งบนสายพาน ฉันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า เป็นการใช้แรงงานโดยเปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น การขนหนังสือด้วยตัวเองจึงเป็นอะไรที่ลงตัวที่สู๊ด

ภาพแรกที่เห็นเป็นภาพหนังสือที่ฉันซื้อมาสดๆ ร้อนๆ ฉันอั้นกลั้นใจอยู่เกือบสองสัปดาห์ สองสัปดาห์ที่ต้องขนหนังสือผ่านสารพัดบูธ สองสัปดาห์ที่ชำเลืองเมียงมองแล้วก็มองผ่านเลย ที่ผ่านมาทั้งสองสัปดาห์ฉันซื้อหนังสือเพียงเล่มเดียว The Catcher in Text Colorthe Rye ฉบับแปลเป็นภาษาไทยโดย ปราบดา หยุ่น ชื่อภาษาไทยยาวตามเทรนสุดฮิตว่า จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น

แล้วพอถึงวันสุดท้ายของงานสัปดาห์หนังสือ ทำนบแตกได้หนังสือมา 20 เล่ม รวดเร็วกว่ากามนิตหนุ่ม จากหลายแบงค์พันในกระเป๋าสตางค์สีดำสนิทที่ใช้มาหลายปี เหลือใบแดง 5 ใบ ไม่ขาดไม่เกิน

รับหนังสือคืน รับตังค์เข้าสำนักพิมพ์ แล้วฉันก็เมียงๆ มองๆ หนังสือตามบูธที่เดินผ่านกระตุกเข้ากระตุกออก กระเป๋าโน้น กระเป๋านี้ ปุเลงๆ ไปเรื่อย ลืมรูดซิบ ลืบปิดกระเป๋า แล้วก็ให้ฉงนเมื่อพบว่า กระเป๋าสตางค์สีดำหายไปแล้ว!!!

เสียดาย ฉันไม่ได้ถ่ายรูปไว้ แต่กระเป๋าสีดำที่หายไปก็เป็นกระเป๋าสตางค์ของผู้หญิงแบบเรียบๆ ยี่ห้อของคนไทย ใช้ดี มีดีไซน์แบบเรียบหรู(ด้วยนะ ในสายตาของฉัน)

ฉันดีใจทันทีที่กระเป๋าหาย...

เพราะฉันแปรเงินเป็นหนังสือจนเกือบจะไม่มีเงินให้แปรเป็นอย่างอื่น สิ่งที่เสียไปคือ เงินประมาณ 500 บาท เช็คสองหมื่นกว่าบาทหนึ่งใบ เดชะบุญที่ขีดคร่อม a/c payee only บัตรเครดิต 6 ใบ บัตรประชาชน ใบขับขี่ นามบัตรอีกร่วมสิบ แล้วก็บัตรลดสนพ.จากบูธล่าสุดที่ซื้อหนังสือจำพวก Lean Organization รูปแบบการทำงานในฝันของฉันนั่นเอง

ฉันเดินย้อนกลับไปยังสองสามที่สุดท้ายที่ฉันหยิบกระเป๋าขึ้นมา รู้อยู่แล้วว่าไม่เจอแน่ๆ ฉันบอกตัวเองว่าเราต้องมองโลกในแง่ดี คิดอย่างไรได้อย่างนั้น แปลกที่คราวนี้ ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรนักหนา เพราะฉันรู้สึกอยู่แล้วว่าโชคดี...โชคดีที่กระเป๋าที่หายเป็นสีดำไม่ใช่ "สีน้ำเงิน"!!!

เพราะอะไรนะรึ ก็เพราะว่ากระเป๋าสีน้ำเงินที่ฉันคล้องกับเข็มขัดสอดสายรอบเอวกางเกงยีนส์มันเป็นกระเป๋าที่ฉันเก็บเงินที่ได้จากการขายหนังสือนะสิ!

เธอลองคิดดูถ้าสลับกัน กระเป๋าที่หายเป็นกระเป๋าสีน้ำเงินและเงินของฉันยังอยู่ดีมีสุข ฉันไม่ทุรนทุรายอยากโดดน้ำตายละหรือ!!

เงินห้าร้อยที่ฟาดเคราะห์ไปคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ไม่แค่นั้นนะ ข้อดียังมีมากหลาย ฉันตั้งใจจะเปลี่ยนชื่อในบัตรเครดิตให้เป็นชื่อปัจจุบันมาพักใหญ่แล้ว แต่ยังไม่ได้ฤกษ์ทำเสียที เงินห้าร้อยบาทนี้เป็นเหมือนตัวเร่งให้ฉันทำสิ่งที่ควรจะทำ ได้เปลี่ยนลายเซ็นหลังบัตรสมใจเสียที แถมยังได้หยิบกระเป๋าตังค์ลายสก็อตสุดหรู (ไม่ใช่ลายที่เห็นกันดาษดื่นนะยะ) มาใช้ประจำเสียที ดูแล้วก็เข้ากับกระเป๋าสะพายที่ฉันใช้อยู่ตอนนี้ได้ดีทีเดียว

แค่พลิกวิธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน

โชคจะดีหรือร้ายน่ะอยู่ที่ใครมองนะ

...ไม่เคยสุขใจจากเหตุร้ายเท่าวันนี้มาก่อนเลยล่ะเธอ

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

The winner takes it all...


เพลงและบทสนทนาในหนังเรื่อง Mama Mia ควรจะซึมอยู่ในจิตใต้สำนึกของฉันได้แล้ว เพราะฉันเล่นเปิดหนังมาราธอน และก็นอนมาราธอนเช่นกัน...

ก่อนนอนดู Slumdog Millionaire ด้วยความรู้สึกเศร้าสลดในชะตากรรมของเด็กกำพร้าชาวอินเดีย แต่ในความเศร้าความรันทดก็นำมาซึ่งข้อมูลเพื่อตอบคำถาม แม้การย้อนระลึกถึงประสบการณ์ลึกฝังรากจะเป็นการกวนน้ำให้ขุ่น ความทรงจำเจ็บปวดรวดร้าวผุดขึ้นพร้อมกับโอกาสที่จะเป็นเศรษฐีเงินล้าน



ฉันนั่งดูตาแป๋วแม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้ว ชีวิตที่ต้องดิ้นรนวัยเด็ก จุดเปลี่ยนของชีวิตจากเหตุการณ์ในอดีต ล้วนทำให้ฉันรู้สึกโชคดีจริงๆ ที่เกิดมาอย่างสะดวกสบายในชาตินี้ ไม่แค่นั้น วันนี้ยังได้รับอีเมลจากคุณนายที่เพิ่งหย่ากับสามีทางนิตินัยไม่นาน สารพัดรูปสะท้อนชีวิตที่ด้อยโอกาส ชีวิตที่ไม่มีทางเลือก ความหวัง ชีวิตที่มีแต่ความมืดมน แม้จะดิ้นรนก็ดูจะปราศจากหนทาง
จากนั้นฉันก็ไซโคตัวเองด้วย Mama Mia อย่างที่เกริ่นในตอนแรก ดูรอบแรกแล้วก็ตาปรือหลับไปตอนไหนไม่รู้ ได้ยินเพลงเป็นครั้งคราวเมื่อตื่นจากหลับลึก ฉันไม่วาย ฝันถึงคนในโลกแห่งความเป็นจริงที่หายหน้าหายตาไปจากผลการกระทำของตัวเอง

ฝันมักจะสะท้อนหรือทำให้เราสมหวังในสิ่งที่คิดยามมีสติ เค้าถึงเรียกว่าฝันหวานไงเธอ

ไม่รู้ว่าการสะกดจิตตัวเองยามหลับใหลจะได้ผลแค่ไหน แต่ในยามตื่น ฉันก็นั่งฝึกร้องเพลงเตรียมดูละครบรอดเวย์เรื่องนี้ที่จะมาเปิดการแสดงในเมืองไทยเดือนสิงหาคมนี้

ตั๋วแพงโค-ตะ-ระ ขอบ่น

แต่แหม ทำไมฉันจะไม่ยอมเสียเงินไปฟังเพลงที่ทำให้ฉันร้องไห้แม้จะไม่ได้เข้าใจเนื้อเพลงเท่าใดนัก

เหมือนๆ กับ All I ask of you ที่ทำต่อมน้ำตาของฉันแตกละเอียดเมื่อ 12 ปีก่อน


I don't wanna talk

About the things we've gone through

Though its hurting me

Now its history


I've played all my cards

And that's what you've done too

Nothing more to say

No more ace to play


The winner takes it all

The loser standing small

Beside the victory

Thats her destiny


I was in your arms

Thinking I belonged there

I figured it made sense

Building me a fence


Building me a home

Thinking I'd be strong there

But I was a fool

Playing by the rules


The gods may throw a dice

Their minds as cold as ice

And someone way down here

Loses someone dear


The winner takes it all

The loser has to fall

It's simple and it's plain

Why should I complain.


But tell me does she kiss

Like I used to kiss you?

Does it feel the same

Then she calls your name?

Somewhere deep inside
You must know I miss you

But what can I say

Rules must be obeyed

The judges will decide
The likes of me abide

Spectators of the show

Always staying low

The game is on again
A lover or a friend
A big thing or a small

The winner takes it all
I don't wanna talk
If it makes you feel sad

And I understand

You've come to shake my hand
I apologize
If it makes you feel bad
Seeing me so tense

No self-confidence


But you see

The winner takes it all

The winner takes it all......

ใส่ซิมผิด


ร้านอาหารในสวนสัตว์ดุสิตยังคงความพิเศษไม่เหมือนที่ไหนเช่นเดิม...

ฉันว่าหลายๆ คนก็คงจะรู้สึกคล้ายๆ กับฉันว่า ร้านอาหารในสวนสัตว์มันจะบรรยากาศดี น่านั่งปล่อยอารมณ์ตอนกลางคืนได้อย่างไร กลิ่นสาปสัตว์มันไม่โชยเข้ามารึ

ฉันค้นพบสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ต้องเรียกว่าเป็นการค้นพบเลยที่เดียวเพราะมันเป็นของดีของหายากที่ไม่น่าจะมี

ถ้าใครเคยไปเขาดินที่อยู่ตรงข้ามกับสวนจิตรลดา ข้ามสะพานเข้าไปที่สวนสัตว์จะเจอร้านอาหารวังวนา หาที่จอดรถแล้วเดินตามทางริมบ่อน้ำขนาดใหญ่ มีเกาะกลางปลูกต้นไม้ใหญ่ไม่กี่ต้นกับศาลาและส่วนหย่อมเล็กๆ เดินเลยเข้าไปข้างในจะมีบันไดไม้ ขึ้นบันไดไปชั้นบน เดินเลียบระเบียงจะมองเห็นวิวพระที่นั่งอนันตสมาคม พร้อมเงาสะท้อนน้ำอย่างที่ฉันถ่ายรูปมาให้ดูนี่แหละ

อาหารอร่อย วิวดี ดนตรีเพราะ (เพราะฉันได้ร้องเอง ฮ่า ฮ่า) อาจารย์รุ่นใหญ่เล่นเปียโน เพลงที่แขกมักจะเลือกร้องก็จะเป็นเพลงยุคสุนทราภรณ์ หรือในราวช่วงปีประมาณนั้น เพราะร้านอาหารนี้ไม่ใช่ร้านอาหารแนวฮิบฮอปสำหรับวัยโจ๋ เป็นร้านสำหรับผู้ใหญ่ที่รักการร้องเพลงมานั่งทานอาหาร ในบรรยากาศกันเอง ไม่ว่าใครจะขึ้นไปร้องเพลงก็จะได้รับการปรบมือให้เกียรติ เป็นสถานที่ที่อบอุ่นทีเดียว

อาหารยังอร่อยเหมือนเดิม วิวยังดีเช่นเดิม และอาจารย์ที่เล่นเพลงให้ฉันร้องก็ยังคงความน่ารักเหมือนเดิมอีกเช่นเคย ที่ออกจะเป็นห่วงคือ ภรรยาเจ้าของร้านไม่ใคร่สบาย พี่ที่ไปกับฉันเลยยกใบมะรุมอัดเม็ดฝากไปให้ สรรพคุณมากหลาย ช่วยทั้งโรคเก๊าท์ มีสารต้านมะเร็งทุกชนิด แถมมีแคลเซียมอีก ราคาประหยัด ภูมิปัญญาคนไทย

ได้รำลึกความหลัง ไม่น้อยไม่มากเกินไป แล้วก็ไปต่อร้านประจำ...ร้านอันเป็นที่มาของหัวข้อบล้อกในวันนี้

ฉันว่า ถ้าจะใส่ซิมผิด ก็คงผิดตั้งแต่ไปเจอะเจอถูกใจร้านอาหารในสวนสัตว์แล้วล่ะ อีกทั้งชอบร้องเพลงโบราณ ผู้หญิงอะไรเลือกร้องเพลง พรานล่อเนื้อ อะไรๆ ที่ฉันเลือก ฉันทำ ประหลาดผิดมนุษย์มนาอีกแล้ว

วันนี้ออกจะเป็นวันเปิดอก ฉันถามพี่รุ่นใหญ่อายุเลยวัยเกษียณว่า ด้วยเหตุอันใด พี่ถึงได้ดูหนุ่มเกินวัยมากมายขนาดนี้ ฉันมองๆ แล้วก็แอบวิเคราะห์เป็นการส่วนตัวมานานแล้วว่า

จริงหรือ ที่ผู้ชายที่ดูหนุ่มจะต้องเป็นวัวแก่กินหญ้าอ่อน

คราวนี้ได้โอกาสถามตัวจริงเสียงจริง และแล้วพี่รุ่นใหญ่สองสามคนก็แบ่งปันประสบการณ์หนุ่มซิ่ง ไล่มาตั้งแต่โลลิต้า บับเบิล อะไรต่อมิอะไรอีกหลายที่ มีทั้งที่ฉันเคยไป เคยได้ยิน และร้านที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในกรุงเทพ

เหตุหนึ่งที่ทำให้ดูอ่อนกว่าอายุจริง ก็เพราะความที่เป็นคนจิตใจดี พี่คนนึงก็ชมอีกคนนั่นแหละ แต่ที่ฉันเห็นก็คือ ทั้งคู่เคี้ยวหญ้าอ่อนหรือไม่ก็หญ้าแก่ที่ดูอ่อน และเลยมาพูดถึงเรื่องของฉันอย่างไรไม่ทราบได้

ผู้ใหญ่มักจะมีวิธีเปรียบเปรยให้ดูไม่เป็นการจาบจ้วง ว่ากล่าวใครตรงจนเกินไป พูดไปพูดมา ได้คำดูน่ารักว่า ฉันเป็นเหมือนพวกโทรศัพท์ใส่ซิมผิด เครื่องรวน ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แต่ถ้าเครื่องพังขึ้นมาอันนี้ก็ตัวใครตัวมัน

บ้างก็ว่ามั่นใจมากในสิ่งที่ไม่ควรมั่นใจ

จนฉันอดรนทนไม่ได้ ไม่ใช่ด้วยเกิดอารมณ์แต่นิสัยพูดตรง ขวานผ่าซาก เลยยกกรณีที่ฉันรู้ว่าใครๆ ก็คงสงสัยกันหนักหนา ได้โอกาสเฉลยไขข้อข้องใจที่มีมานานให้หายสงสัย หรืออาจจะสงสัยต่อไปเช่นเดิมเพราะไม่เชื่อว่าจะเป็นอย่างที่ฉันพูด เห็นสีหน้าตกอกตกใจกับคำพูดของฉันอีกเช่นเคย

ก็คงจะจริง มั่นใจในสิ่งที่ไม่ควรมั่นใจ

สินค้าที่ติดฉลากผิด

การที่ฉันไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาสักที ดูจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดเหลือหลาย พี่ก็ว่า แค่ฉันนั่งอยู่เฉยๆ ก็มีผู้ชายมาให้เลือกมากมาย อยู่ที่จะเลือกใคร (โห ฟังแล้ว หัวชนเพดาน)

ก็เพราะอะไรล่ะ เพราะเขาดูกันที่เปลือกนอก

คนที่เปลือกนอกอย่างฉัน ข้างในมักไม่เป็นเช่นนี้

ถ้าคนที่สนใจฉันที่เปลือกนอก ได้มารู้จักฉันลึกเกินคำว่าผิวเผิน ก็เปิดทุกราย

ใครมาเห็นฉันมุมหนึ่งแล้วพอมาเจอมุมที่สองก็เริ่มถอยห่าง เห็นมุมที่สามก็เผ่นแนบไปเลย

คนอย่างฉันถึงได้อยู่ยากไง ไม่แปลกหรอก ที่ถ้าในที่สุดแล้ว ฉันก็จะอยู่เป็นยายแก่เฝ้าสำนักพิมพ์ไปนั่นน่ะ

ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่รู้ตัว ฉันก็รู้ เพียงแต่ฉันไม่ทำอย่างที่คนทั่วไปเขาทำ

บางที คนเรามีคำจำกัดความของผู้หญิงดีแคบเหลือเกิน ฉันคงไม่ได้เป็นกุลสตรีหรอก แต่ก็อดขำไม่ได้ที่มีพี่คนนึงบอกว่า เวลาฉันถ่าย ยังนั่งพับเพียบเลย ฮ่าๆ

ก็เขาไม่เห็นตอนที่มันตรงกันข้ามนะสิ

ตอนนี้ฉันนึกถึงความแตกต่างของคนสองประเภท คนหยาบคายแต่จริงใจ กับ คนพูดจาดีแต่หลอกลวง

เรื่องบางเรื่องฉันคุยกับพี่บางคนอย่างถึงพริกถึงขิง เผอิญพูดดังไปหน่อย หรือมีคนเงี่ยหูฟังเยอะก็ไม่รู้ แต่แล้ว มันก็แค่นั้น นั่นคือความจริง แต่คนฟังน่ะ แอบไปจินตนาการไกลไปถึงไหน ฉันถึงกับต้องบอกว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกพี่ๆ คิดกันเลยแม้แต่นิด อยากจะบอกให้หายข้องใจไปด้วยซ้ำว่า ไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่พี่ๆ เข้าใจกันมาตลอดสิบปีอีกต่างหาก

หลายคนบอกว่า ฉันเป็นคนเปิดเผยเกินไป ฉันว่า ฉันเปิดเผยขนาดนี้แล้วทำไมยังเข้าใจผิดขนาดหนัก แค่ฉันไม่ได้ทำอะไรบางอย่างตามบรรทัดฐานของสังคมแปลว่าฉันประหลาดขนาดนั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้น คำจำกัดความของคำว่า ปกติ มันคงแคบซะเหลือเกินสิ สำหรับในวงใน หลายๆ การกระทำอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดา ช่วงแรกๆ แค่การอ่านหนังสือในผับในบาร์ก็ผิดแล้ว หลังๆ การคุยเรื่องธรรมะดูจะเป็นหัวข้อสนทนาหลักในหลายๆ โอกาส เรื่องเหล่านี้ คนในวงนอกที่ไม่ใช่คนเที่ยวก็มองว่าแปลกอีกนั่นแหละ เขาไม่รู้กันหรอก ว่าคนในผับในบาร์สวดมนต์วันละหลายชั่วโมง อยู่บ้านนั่งตัดแต่งต้นไม้ พรวนดิน เขาเหล่านี้แค่มีบางมุมที่ไม่เหมือนคนกลุ่มนึง มันก็แค่นั้นเอง

แต่นี่ ไม่ต้องนับภาพของฉันในสายตาคนภายนอก ซึ่งไม่ต้องไปกังวลอยู่แล้ว แม้แต่คนในวงประหลาดก็ยังมองว่าฉันประหลาดเลย

ฉันยังคิดไม่ออก ว่า การที่ร้องเพลง เพลงสุดท้าย ของคุณป้าสุดา ชื่นบาน มันประหลาดยังไง ตอนนี้ฉันก็เห็นคนร้องไปกับฉันตั้งหลายคน แถมเมื่อวันก่อน วงดนตรียังเล่นเพลงนี้ด้วยซ้ำ และคนที่ร้องกลับเป็นผู้ชายแท้ๆ ก็เห็นคนเค้าเต้นกันสนุกสนาน

ประหลาด คือ แตกต่าง ขบถ...นั่นล่ะฉัน

ฉันเลยขอสรุปแบบณัฐพัดชาว่า ใส่ซิมผิด แปลว่า ฉันเป็น Early Adopter ผู้นำแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ มาใช้ซึ่งคนทั่วไปยังตามไม่ทัน ฮ่า ฮ่า