แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

ใส่ซิมผิด


ร้านอาหารในสวนสัตว์ดุสิตยังคงความพิเศษไม่เหมือนที่ไหนเช่นเดิม...

ฉันว่าหลายๆ คนก็คงจะรู้สึกคล้ายๆ กับฉันว่า ร้านอาหารในสวนสัตว์มันจะบรรยากาศดี น่านั่งปล่อยอารมณ์ตอนกลางคืนได้อย่างไร กลิ่นสาปสัตว์มันไม่โชยเข้ามารึ

ฉันค้นพบสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ต้องเรียกว่าเป็นการค้นพบเลยที่เดียวเพราะมันเป็นของดีของหายากที่ไม่น่าจะมี

ถ้าใครเคยไปเขาดินที่อยู่ตรงข้ามกับสวนจิตรลดา ข้ามสะพานเข้าไปที่สวนสัตว์จะเจอร้านอาหารวังวนา หาที่จอดรถแล้วเดินตามทางริมบ่อน้ำขนาดใหญ่ มีเกาะกลางปลูกต้นไม้ใหญ่ไม่กี่ต้นกับศาลาและส่วนหย่อมเล็กๆ เดินเลยเข้าไปข้างในจะมีบันไดไม้ ขึ้นบันไดไปชั้นบน เดินเลียบระเบียงจะมองเห็นวิวพระที่นั่งอนันตสมาคม พร้อมเงาสะท้อนน้ำอย่างที่ฉันถ่ายรูปมาให้ดูนี่แหละ

อาหารอร่อย วิวดี ดนตรีเพราะ (เพราะฉันได้ร้องเอง ฮ่า ฮ่า) อาจารย์รุ่นใหญ่เล่นเปียโน เพลงที่แขกมักจะเลือกร้องก็จะเป็นเพลงยุคสุนทราภรณ์ หรือในราวช่วงปีประมาณนั้น เพราะร้านอาหารนี้ไม่ใช่ร้านอาหารแนวฮิบฮอปสำหรับวัยโจ๋ เป็นร้านสำหรับผู้ใหญ่ที่รักการร้องเพลงมานั่งทานอาหาร ในบรรยากาศกันเอง ไม่ว่าใครจะขึ้นไปร้องเพลงก็จะได้รับการปรบมือให้เกียรติ เป็นสถานที่ที่อบอุ่นทีเดียว

อาหารยังอร่อยเหมือนเดิม วิวยังดีเช่นเดิม และอาจารย์ที่เล่นเพลงให้ฉันร้องก็ยังคงความน่ารักเหมือนเดิมอีกเช่นเคย ที่ออกจะเป็นห่วงคือ ภรรยาเจ้าของร้านไม่ใคร่สบาย พี่ที่ไปกับฉันเลยยกใบมะรุมอัดเม็ดฝากไปให้ สรรพคุณมากหลาย ช่วยทั้งโรคเก๊าท์ มีสารต้านมะเร็งทุกชนิด แถมมีแคลเซียมอีก ราคาประหยัด ภูมิปัญญาคนไทย

ได้รำลึกความหลัง ไม่น้อยไม่มากเกินไป แล้วก็ไปต่อร้านประจำ...ร้านอันเป็นที่มาของหัวข้อบล้อกในวันนี้

ฉันว่า ถ้าจะใส่ซิมผิด ก็คงผิดตั้งแต่ไปเจอะเจอถูกใจร้านอาหารในสวนสัตว์แล้วล่ะ อีกทั้งชอบร้องเพลงโบราณ ผู้หญิงอะไรเลือกร้องเพลง พรานล่อเนื้อ อะไรๆ ที่ฉันเลือก ฉันทำ ประหลาดผิดมนุษย์มนาอีกแล้ว

วันนี้ออกจะเป็นวันเปิดอก ฉันถามพี่รุ่นใหญ่อายุเลยวัยเกษียณว่า ด้วยเหตุอันใด พี่ถึงได้ดูหนุ่มเกินวัยมากมายขนาดนี้ ฉันมองๆ แล้วก็แอบวิเคราะห์เป็นการส่วนตัวมานานแล้วว่า

จริงหรือ ที่ผู้ชายที่ดูหนุ่มจะต้องเป็นวัวแก่กินหญ้าอ่อน

คราวนี้ได้โอกาสถามตัวจริงเสียงจริง และแล้วพี่รุ่นใหญ่สองสามคนก็แบ่งปันประสบการณ์หนุ่มซิ่ง ไล่มาตั้งแต่โลลิต้า บับเบิล อะไรต่อมิอะไรอีกหลายที่ มีทั้งที่ฉันเคยไป เคยได้ยิน และร้านที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในกรุงเทพ

เหตุหนึ่งที่ทำให้ดูอ่อนกว่าอายุจริง ก็เพราะความที่เป็นคนจิตใจดี พี่คนนึงก็ชมอีกคนนั่นแหละ แต่ที่ฉันเห็นก็คือ ทั้งคู่เคี้ยวหญ้าอ่อนหรือไม่ก็หญ้าแก่ที่ดูอ่อน และเลยมาพูดถึงเรื่องของฉันอย่างไรไม่ทราบได้

ผู้ใหญ่มักจะมีวิธีเปรียบเปรยให้ดูไม่เป็นการจาบจ้วง ว่ากล่าวใครตรงจนเกินไป พูดไปพูดมา ได้คำดูน่ารักว่า ฉันเป็นเหมือนพวกโทรศัพท์ใส่ซิมผิด เครื่องรวน ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แต่ถ้าเครื่องพังขึ้นมาอันนี้ก็ตัวใครตัวมัน

บ้างก็ว่ามั่นใจมากในสิ่งที่ไม่ควรมั่นใจ

จนฉันอดรนทนไม่ได้ ไม่ใช่ด้วยเกิดอารมณ์แต่นิสัยพูดตรง ขวานผ่าซาก เลยยกกรณีที่ฉันรู้ว่าใครๆ ก็คงสงสัยกันหนักหนา ได้โอกาสเฉลยไขข้อข้องใจที่มีมานานให้หายสงสัย หรืออาจจะสงสัยต่อไปเช่นเดิมเพราะไม่เชื่อว่าจะเป็นอย่างที่ฉันพูด เห็นสีหน้าตกอกตกใจกับคำพูดของฉันอีกเช่นเคย

ก็คงจะจริง มั่นใจในสิ่งที่ไม่ควรมั่นใจ

สินค้าที่ติดฉลากผิด

การที่ฉันไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาสักที ดูจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดเหลือหลาย พี่ก็ว่า แค่ฉันนั่งอยู่เฉยๆ ก็มีผู้ชายมาให้เลือกมากมาย อยู่ที่จะเลือกใคร (โห ฟังแล้ว หัวชนเพดาน)

ก็เพราะอะไรล่ะ เพราะเขาดูกันที่เปลือกนอก

คนที่เปลือกนอกอย่างฉัน ข้างในมักไม่เป็นเช่นนี้

ถ้าคนที่สนใจฉันที่เปลือกนอก ได้มารู้จักฉันลึกเกินคำว่าผิวเผิน ก็เปิดทุกราย

ใครมาเห็นฉันมุมหนึ่งแล้วพอมาเจอมุมที่สองก็เริ่มถอยห่าง เห็นมุมที่สามก็เผ่นแนบไปเลย

คนอย่างฉันถึงได้อยู่ยากไง ไม่แปลกหรอก ที่ถ้าในที่สุดแล้ว ฉันก็จะอยู่เป็นยายแก่เฝ้าสำนักพิมพ์ไปนั่นน่ะ

ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่รู้ตัว ฉันก็รู้ เพียงแต่ฉันไม่ทำอย่างที่คนทั่วไปเขาทำ

บางที คนเรามีคำจำกัดความของผู้หญิงดีแคบเหลือเกิน ฉันคงไม่ได้เป็นกุลสตรีหรอก แต่ก็อดขำไม่ได้ที่มีพี่คนนึงบอกว่า เวลาฉันถ่าย ยังนั่งพับเพียบเลย ฮ่าๆ

ก็เขาไม่เห็นตอนที่มันตรงกันข้ามนะสิ

ตอนนี้ฉันนึกถึงความแตกต่างของคนสองประเภท คนหยาบคายแต่จริงใจ กับ คนพูดจาดีแต่หลอกลวง

เรื่องบางเรื่องฉันคุยกับพี่บางคนอย่างถึงพริกถึงขิง เผอิญพูดดังไปหน่อย หรือมีคนเงี่ยหูฟังเยอะก็ไม่รู้ แต่แล้ว มันก็แค่นั้น นั่นคือความจริง แต่คนฟังน่ะ แอบไปจินตนาการไกลไปถึงไหน ฉันถึงกับต้องบอกว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกพี่ๆ คิดกันเลยแม้แต่นิด อยากจะบอกให้หายข้องใจไปด้วยซ้ำว่า ไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่พี่ๆ เข้าใจกันมาตลอดสิบปีอีกต่างหาก

หลายคนบอกว่า ฉันเป็นคนเปิดเผยเกินไป ฉันว่า ฉันเปิดเผยขนาดนี้แล้วทำไมยังเข้าใจผิดขนาดหนัก แค่ฉันไม่ได้ทำอะไรบางอย่างตามบรรทัดฐานของสังคมแปลว่าฉันประหลาดขนาดนั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้น คำจำกัดความของคำว่า ปกติ มันคงแคบซะเหลือเกินสิ สำหรับในวงใน หลายๆ การกระทำอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดา ช่วงแรกๆ แค่การอ่านหนังสือในผับในบาร์ก็ผิดแล้ว หลังๆ การคุยเรื่องธรรมะดูจะเป็นหัวข้อสนทนาหลักในหลายๆ โอกาส เรื่องเหล่านี้ คนในวงนอกที่ไม่ใช่คนเที่ยวก็มองว่าแปลกอีกนั่นแหละ เขาไม่รู้กันหรอก ว่าคนในผับในบาร์สวดมนต์วันละหลายชั่วโมง อยู่บ้านนั่งตัดแต่งต้นไม้ พรวนดิน เขาเหล่านี้แค่มีบางมุมที่ไม่เหมือนคนกลุ่มนึง มันก็แค่นั้นเอง

แต่นี่ ไม่ต้องนับภาพของฉันในสายตาคนภายนอก ซึ่งไม่ต้องไปกังวลอยู่แล้ว แม้แต่คนในวงประหลาดก็ยังมองว่าฉันประหลาดเลย

ฉันยังคิดไม่ออก ว่า การที่ร้องเพลง เพลงสุดท้าย ของคุณป้าสุดา ชื่นบาน มันประหลาดยังไง ตอนนี้ฉันก็เห็นคนร้องไปกับฉันตั้งหลายคน แถมเมื่อวันก่อน วงดนตรียังเล่นเพลงนี้ด้วยซ้ำ และคนที่ร้องกลับเป็นผู้ชายแท้ๆ ก็เห็นคนเค้าเต้นกันสนุกสนาน

ประหลาด คือ แตกต่าง ขบถ...นั่นล่ะฉัน

ฉันเลยขอสรุปแบบณัฐพัดชาว่า ใส่ซิมผิด แปลว่า ฉันเป็น Early Adopter ผู้นำแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ มาใช้ซึ่งคนทั่วไปยังตามไม่ทัน ฮ่า ฮ่า

วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551

หอยหลอดยักษ์ของฉัน

และแล้ว วันสุดท้ายก่อนวันกลับก็มาถึง

เมื่อวานทั้งครอบครัวและญาติๆ ไปกินอาหารทะเลที่หมู่บ้านชาวประมงแถบ Yua Tong ฉันไม่รู้หรอกว่าที่นั่นเรียกว่าอะไร รู้แต่ว่านั่งรถไฟใต้ดินจากอพาร์ตเมนท์น้องสาวไปต่อสายสีม่วงที่ North Point แล้วก็ลงที่ป้ายที่สอง เราสามแม่ลูกมาถึงก่อนเวลา เดินรอบตลาดขายอาหารทะเลสดแทบครบทุกเจ้า แถมเข้าไปนั่งรอผิดร้าน อันนี้เป็นความผิดของคนที่ตลาด น้องสาวของฉันเอาชื่อภาษาจีนให้ดู เธอก็น่ารัก เดินพาไปส่งถึงร้าน เรายังซาบซึ้งในน้ำใจของหล่อนไม่หาย แต่พอความจริงปรากฏ ความปลื้มก็ลดลงพอเป็นพิธี นี่ถ้าไม่เห็นญาติของฉันที่แต่งตัวเป็นเอกลักษณ์ เราคงยังนั่งรออยู่ที่ร้านนั้น หรือไม่ก็เสียค่าโทรศัพท์สื่อสารกันอีกนาน

อาหารมื้อนี้เป็นอาหารมื้อพิเศษฉลองวันเกิดของลูกพี่ลูกน้อง เราสามแม่ลูกบุญหล่นทับ มาเที่ยวฮ่องกงตรงวันเกิดของพี่คนนี้พอดี แม้จะลืมของขวัญวันเกิดตามสไตล์คนเบอะๆ อย่างฉัน แต่เราก็ตามเอาไปให้อีกทีที่ The Pawn (แต่ขอโทษ ความเบอะไม่สิ้นสุด ห่อของขวัญผิดกล่อง กล่องที่ให้ไปเป็นกล่องเปล่า ดีนะ ที่ให้ไปสองกล่อง พี่ผู้มองโลกในแง่ดี เข้าใจว่าเป็นการเล่นมุข ฮาไป แต่ฉันก็จะตามไปให้ที่เมืองไทยแทนล่ะคราวนี้)

กลับมาพูดเรื่องอาหารต่อดีกว่า ตัวอะไรสารพัดที่เราเห็นในตู้กระจก เราได้กินเกือบทั้งหมด (เหลือไว้บ้างน่า สงสารคนจ่ายตังค์)ไม่ว่าจะเป็น หอยหลอดยักษ์ หอยงวงช้างลวก หอยเป๋าฮื้อ (ทำอะไรหว่า จำไม่ได้) หอยเชลล์ (ทำเหมือนหอยหลอดยักษ์) (หมดตระกูลหอยแล้ว) ปลานึ่งซีอิ้ว (ที่ฉันได้กินหัวปลา อันเนื่องมาจากไม่มีใครในทริปกินส่วนอร่อยที่สุดนี้) ยังมีปลาหมึกชุบแป้งทอด (ที่ชิ้นใหญ่หวานอร่อย ไม่เหนียวดังที่คิด)กุ้งลวก กั้งทอดกระเทียมลอบสเตอร์ผัดเอาแต่หัวซุปและปูผัด เนื้อหวานจริงๆ ตบท้ายด้วยข้าวผัดปลาเค็ม (ที่ฉันขอบาย เพราะเมนูก่อนหน้า ฟาดไปซะเหนื่อย หมดแรงกิน)

อาหารทะเลสดนี่มันหวานจริงๆ ที่ติดใจที่สุดเห็นจะเป็นหอยหลอดยักษ์อบวุ้นเส้นและกระเทียม เราได้กินอาหารกันมากมายในราคาย่อมเยา (แต่จะว่าไปก็หัวละประมาณ 400 เหรียญ)เพราะได้คุณ Johnny (เจ้าหน้าที่สถานกงสุลไทยชาวจีนที่พูดไทยคล่องซะจนนึกว่าเป็นคนจีนที่เกิดในเมืองไทย) มาช่วยส่งภาษาและช่วยสั่งอาหารเป็นชุดให้เราได้กินของดีคุ้มราคาอย่างที่สุด คุณ Johnny เป็นคนจีนที่เคยไปทำธุรกิจในเมืองไทย โลกกลมอีกแล้วที่เขาเคยไปทำธุรกิจน้ำปลาที่ระยองและธุรกิจขายยาที่ลพบุรี แถมด้วยทำอะไรก็ไม่รู้ฉันจำไม่ได้ที่กรุงเทพ ฟังแล้วไม่น่าเกี่ยวกับงานสถานกงสุลเลยนะเนี่ย

เจ้าของร้านถ่ายซีรอกซ์เมนูที่พวกเราสวาปาม คาดว่าเอาไว้เป็นตัวอย่างให้คนไทยที่มาเยือนสั่ง แต่เห็นน้องที่มาด้วยกันบอกว่า เขาก็ขอทุกปี แต่เหมือนว่าเอกสารจะหายไปอยู่เรื่อย สรุปแล้วเราต้องพกเมนูส่วนตัวมาด้วยทุกครั้ง อีกเรื่องที่ควรเตรียมคือ น้ำจิ้มซีฟู้ด เพื่อให้ถูกลิ้นคนไทย แต่เชื่อฉันเถอะ อาหารสุดเริดมื้อนี้ ไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำจิ้ม ฉันคนนึงล่ะที่ไม่จิ้มอะไรทั้งนั้น ด้วยความสดทำให้เนื้อสัตว์ในทะเลทั้งหลายหวานอร่อยอย่างที่สุด

ตบท้ายด้วยเค้กสัญลักษณ์วันเกิด หน้าเละเพราะหอบมาไกล แต่ไม่ต้องห่วง เราซื้อสตอเบอร์รี่มาแต่งหน้าและข้างเค้กให้ดูดีขึ้นอีกจม แถมฉันยังชอบเทียนรูปตัวอักษรประกอบเป็นคำว่า Happy Birthday น่ารักน่าเก็บเหลือเกิน

ฉันคงจำอาหารมื้อนี้ไปอีกนานทีเดียวล่ะเธอ

ว่าแต่ มีใครสงสัยมั้ยเนี่ย ว่าในสไลด์ไม่มีหอยหลอดยักษ์ ...ก็แน่ล่ะ มันเป็นอาหารจานแรกที่มาถึง ทุกคนหิวหลังจากรออาหารพักใหญ่ พอจานถึงโต๊ะก็ตักเอาตักเอา ลืมซะสนิทว่าควรจะถ่ายรูปเก็บไว้หน่อย หอยหลอดที่บ้านเรากระจิ๋วหลิวจริงๆ ว่าแต่อะไรๆ ที่นี่มันจะ "ใหญ่" หมดมั้ยนะ