แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังสือแปล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังสือแปล แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

เมื่อความคิดแตกแขนง...

ข้อความประโยคเดียว ฉันเห็นแล้วอึ้ง ไม่คาดคิด งงๆ ปนสงสัย ตกใจและตื่นตูมอยู่ภายใน...

ไฉนเลยจะดับความสงสัยได้หากไม่ถาม แต่ถามก็ไม่ได้ จะกลายเป็นคิดฟุ้งซ่าน ได้แต่รวบรวมสติอารมณ์ จดจ่อกับงานบ้านและอ่านหนังสือ สองสิ่งที่ฉันทำได้เป็นอย่างดี มีสมาธิ ฉันจะหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง โลกที่เวลาหยุด ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง และเคลื่อนคล้อยไปยังจุดหนึ่งอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึก 

หนังสือเล่มที่อ่านจบวันนี้คือ พูดอย่างไร ไม่ให้พัง (Crucial Conversation) ฉันว่าฉันเคยอ่านหนังสือชื่อเหมือนกันนี้มาแล้วนะ แต่จำไม่ได้ว่ามีอะไรที่เหมือนหรือแตกต่างกัน เล่มนี้ก็เหมือนๆ กับเล่ม พลังจิตใต้สำนึก นั่นแหละ หนังสือประเภทนี้ ต้องอ่านย้ำซ้ำไปซ้ำมาให้ประทับอยู่ในใจ และพลังจากตัวอักษรจะสะท้อนออกมาเป็นเสียงจากภายในให้ทำอะไรสักอย่าง 

ฉันทำอะไรตามที่พลังข้างในบอกมาตั้งแต่วันแรกที่อ่านหนังสือ พลังจิตใต้สำนึก ฉันทำสิ่งที่ปกติฉันไม่ทำ มันต้องอาศัยความกล้ามากทีเดียว ที่จะเผชิญกับความจริง ที่จะเป็นฝ่ายรุก เลิกนิ่งเงียบเมื่อประสบกับเหตุการณ์สำคัญ เรื่องที่กระทบความรู้สึก 

ฉันเพิ่งรู้สึกว่า ความกล้าบ้าบิ่นที่ฉันมีในหลายๆ เรื่อง ไม่ได้เป็นการกล้าในเรื่องที่ควรสักเท่าใด ฉันเองก็เหมือนๆ กับคนที่หลีกหนีความจริง เลือกที่จะนิ่งเงียบเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา หรือบางครั้งก็เฉไฉ แสดงออกในทางก้าวร้าว ตรงตามหนังสือเป๊ะ 

ความเงียบเป็นส่วนที่อยู่นอกสุดของรูปแบบที่แสดงลักษณะของปัญหา ความเงียบเป็นศัตรูตัวฉกาจ เรามักจะใช้วิธีนี้เป็นทางออกของปัญหาที่กระทบกระเทือนความรู้สึก แล้วเมื่อเราเงียบกับทุกเรื่องราว ปัญหาที่ทับถมก็ระเบิดออกในวันหนึ่ง เหมือนไฟใต้น้ำ ฉันนึกถึงชีวิตครอบครัวที่ล่มสลายเพราะความเงียบตัวร้ายกาจตัวนี้

เมื่อเช้านี้ สาวจากบริษัทให้บริการเคเบิลทีวีโทรมา แจ้งว่าการติดตั้งอุปกรณ์ที่ฉันแจ้งไว้ไม่มีปัญหา แต่จะต้องมีการเคลียร์ปัญหาจากบ้านที่ฉันเคยอยู่ซึ่งยังไม่ได้มีการคืนอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ 

เรื่องมันนาน นานจนฉันลืมว่า ณ เวลานั้น ฉันแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ฉันได้แต่บอกว่า ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่นั้นๆ ตามที่อยู่และรายละเอียดที่มี 

วางสายไปไม่นาน โทรกลับมา ต้องการทราบเหตุผลทำไมฉันถึงเป็นตัวกลางจัดการเรื่องราวให้เรียบร้อยไม่ได้ ฉันไม่รู้ว่าจะอดกลั้นไปทำไม ใส่อารมณ์ไปว่า

คือว่า เคยแต่งงานแล้วเขาไล่ดิฉันออกจากบ้านนะค่ะ

คนโทรมา ขอโทษเป็นพัลวัน แน่นอนว่าคงไม่มารบกวนฉันด้วยเรื่องนี้อีก ฉันกลับมาคิดอีกนิดว่า ที่ฉันทำไป เหมาะควรหรือไม่ อย่างไร 

กรณีที่ฉันมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แบบ ฉันคงจะอธิบายด้วยประโยคเดิมแต่ไม่ใส่อารมณ์ หรือไม่ก็อาจจะเพียงพูดว่า บ้านที่ติดเคเบิลทีวีหลังนั้นเป็นบ้านของสามีเก่า หวังว่าน้องคงจะเข้าใจนะคะ

แต่ ณ เวลานั้น ฉันยังหลับตาพูดอยู่เลย แค่กวนเวลาฉันหลับด้วยเรื่องทางเทคนิคแบบนี้ฉันก็ฉุนอยู่แล้ว แถมยังต้องให้อธิบายชี้แจงให้กระจ่างอีก คราวนี้เลยกระจ่างจนกระเจิงไปนั่น 

หลังจากพบว่า ความเงียบ เป็นพิษร้ายฝังลึก ฉันก็เริ่มพ่นพิษมดตัวจิ๋วทันที 

คนเค้าว่า ไปสุดทั้งสองขั้วแล้วก็คงปรับจนกลับมาอยู่ตรงกลาง แตกต่างกันตรงที่ของคนอื่นๆ แค่กระดิกซ้ายขวานิดเดียวก็พบจุดสมดุล ไอ้ฉันน่ะ มันต้องแกว่งแรงเหมือนเรือไวกิ้งให้คนที่นั่งก้นยกขึ้นตามแรงผลักนั่นแหละ ถึงจะรู้สึก 

เอ จะว่าไปแล้ว ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นคนสัมผัสไวเลยนะ ดูแล้วเหมือนสัมผัสฝืดซะมากกว่า

กลับมาที่หนังสือเล่มที่อ่านจบวันนี้ ฉันคงได้ข้อสรุปสำหรับตัวเองสั้นๆ ว่า

ห้ามเงียบ ห้ามระเบิด แสดงความรู้สึกอย่างเหมาะสม 

เธอรู้มั้ยว่าอะไร ยากที่สุด 

เหมาะสมไง

ความเหมาะสมเป็นเรื่องที่เลื่อนลอยอย่างที่สุดในความรู้สึกของฉัน เหมาะทั้งจังหวะ เวลา อารมณ์ สถานที่ คำพูด รูปแบบคำถาม คำอธิบาย 

เค้าถึงเรียกเรื่องพวกนี้ว่า ศิลปะ ไง 

ทุกอย่างฝึกฝนได้ หากฉันตั้งใจจริงๆ แม้จะเกิดข้อผิดพลาด ฉันเชื่อมั่นว่า ฉันจะแก้ไขได้ในที่สุด 

ขออาศัยพลังจิตใต้สำนึก คิดดีอย่างมีศรัทธา แล้วฉันก็จะเป็นอย่างที่เชื่อมั่น

ฉันก็อยากให้เธอได้อะไรดีๆ เหมือนฉันด้วยนะ ...

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

เสียงเรียกร้องจากภายใน

มีหนังสือดีหลายเล่มที่ฉันได้อ่านตั้งแต่เด็กจนโต แต่หนังสือ "พลังจิตใต้สำนึก" เป็นหนังสือที่ฉันอ่านแล้วเห็นผลทันที...

ฉันเคยสงสัยมาหลายปี เหตุใดเวลาเมาอาการของแต่ละคนจึงแตกต่างกันมากมายนัก นั่นขึ้นอยู่กับว่า ในเวลาปกติที่จิตสำนึกทำงาน เราได้ทำตามความรู้สึกมากน้อยเพียงใด ยิ่งเก็บกดอารมณ์ความรู้สึกมากเท่าใด ความแตกต่างเวลาเมากับไม่เมาก็มากขึ้นเท่านั้น

ทำไมเราจึงต้องมาใส่ใจกับจิตใต้สำนึก...

หนังสือบอกว่าจิตใต้สำนึกมีพลังมากมายมหาศาล มากถึง 90% ของพลังทั้งหมด จิตสำนึกที่มีเหตุผลมีผลแค่ 10% เท่านั้น

เราจะปรับจิตใต้สำนึกให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการได้อย่างไร...

การสวดอ้อนวอน มีศรัทธาในสิ่งที่เชื่ออย่างแรงกล้า การพูดตอกย้ำ้ซ้ำในสิ่งที่ต้องการบ่อยๆ ก็จะทำให้สิ่งเหล่านั้นประทับอยู่ในจิตใต้สำนึก ผลโดยตรงคือ เราจะปฏิบัติในรูปแบบที่ทำให้เราได้อย่างที่ต้องการ และเมื่อเราเปลี่ยนแปลงตัวเอง ความเปลี่ยนแปลงนั้นก็จะกระทบสิ่งต่างๆ รอบตัวให้เป็นไปในทางที่เราต้องการดั่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์

ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้ไปได้ไม่กี่หน้า ความคิดหนึ่งก็แว่วเข้ามาทันใด แล้วความรู้สึกในตอนนั้นก็จูงใจให้ฉันเขียนอีเมลถึงคนที่อยู่ในใจฉันตลอดมา ฉันส่งบทความเรื่องการตอกย้ำความคิดบวกในจิตใจที่จะยังผลให้ผู้นั้นมีความสุข ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจที่อยากให้คนๆ นั้นมีความสุข 

ความสุขของใครคนนั้นจะมีฉันอยู่หรือไม่นั้น ไม่สำคัญเท่ากับว่า ฉันขอให้เขามีความสุขจากการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ชีวิต ถ้าฉันเป็นใครคนนั้น คงอดไม่ได้ที่ฉันจะดีใจ แต่อย่างไร เหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามา การปฏิสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเขาก็ดีขึ้นอย่างนึกไม่ถึง 

ฉันสรุปเอาเองว่า อะไรไม่ดีที่เกิดขึ้นกับฉันนั่นเป็นเพราะฉันคิดว่าสิ่งไม่ดีเหล่านั้นจะเกิดขึ้น มันคงมีผลทำให้หน้าตาของฉันบูดบึ้ง ดุ คนจึงไม่กล้าเข้าใกล้ แต่เมื่อฉันรู้สึกดีภายในแล้ว ความสุข ความเอิบอิ่มก็จะฉายฉานปรากฏออกมาให้ใครๆ เห็น

ฉันเลิกรู้สึกกระอักกระอ่วน ทำตัวไม่ถูกเวลาอยู่ต่อหน้าใครๆ ด้วยรู้สึกเอาเองตลอดเวลาว่าจะมีคนวิพากษ์วิจารณ์ ฉันจะปฏิบัติตนไม่สมควรซ้ำแล้วซ้ำอีก 

ฉันกลับมานั่งที่ร้านประจำคนเดียวได้แล้ว หลังจากที่ขาดความมั่นใจมาแรมปี 

ฉันปรารภกับพี่คนหนึ่งว่า ฉันไม่เข้าใจ ทำไมปฏิกิริยาที่ใครๆ มีต่อฉันจึงไม่ค่อยน่าพิสมัยนัก ญาติผู้พี่ของฉันเคยบอกว่า ฉันเป็นคนจำพวก Aloof  น้องอีกคนก็บอกว่าฉันมีโลกส่วนตัว แปลกแยกจากผู้อื่นวันคุย บางวันไม่คุย คนเลยไม่รู้ว่าวันนี้ฉันอารมณ์ไหน 

ฉันอยากขอบคุณในทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำให้ฉันรู้สึกดี มีความสุข ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ขอบคุณที่เขาสนใจน้องแอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์เครืองใหม่ของฉัน เครื่องที่ฉันบอกกับตัวเองก่อนซื้อว่า เราไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลทุกอย่างก็ได้นะ เราแค่ซื้อของที่เราชอบแต่มันก็มีคุณภาพและเห็นได้ถึงความใส่ใจของคนออกแบบ 

ขอฉันพรรณนาถึงความใส่ใจในการผลิตอุปกรณ์อิเลคโทรนิคชิ้นนี้หน่อยเถอะนะ

ตัวต่อที่ชาร์จไฟเข้าเครื่องทำด้วยแม่เหล็กทำให้ตัวต่อยึดติดกับเครื่องได้ง่าย ที่สายไฟมีตัวเกาะกับขอบโน้ตบุคเพื่อให้สายไฟเลียบไปตามขอบเครือง สายไฟไม่เกะกะรุงรัง ตัวปลั๊กสองขาสำหรับเสียบเต้าไฟฟ้าสามารถพับเก็บได้ ตรงขอบอีกสองมุมสามารถดึงขึ้นมาสำหรับพันสายไฟด้วยวัตถุประสงค์เดียวกับตัวเกาะสายไฟกับขอบโน้ตบุค 

แม้จะเป็นคอมพิวเตอร์ที่จอขนาดเล็ก 13.3" แต่เราก็สามารถขยายขนาดตัวอักษรที่หน้าจอได้อย่างง่ายดายด้วยสองนิ้วสัมผัส เพียงสัมผัสนิ้วทั้งสองที่แผ่นเมาส์แล้วลากนิ้วออกจากกัน โน้ตบุคอัจฉริยะก็ปรับขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้นทันที 

แป้นพิมพ์ที่ใหญ่เทียบเท่าโน้ตบุคขนาดปกติเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับฉัน หากแมคบุค แอร์เครื่องนี้น้ำหนักเบาเพียงอย่างเดียว แต่ขนาดของแป้นพิมพ์เล็ก ฉันก็คงไม่เลือกแน่นอน งานส่วนใหญ่เป็นการพิมพ์ ฉันเคยใช้โน้ตบุคจิ๋วของนายเก่า สวยแต่ใช้งานลำบาก กว่าจะพิมพ์งานเสร็จใช้เวลานานมาก นานจนอารมณ์คนพิมพ์แปรปรวน

เมื่อพูดถึงน้ำหนักก็ต้องยกเรื่องความบางของเครื่องที่มีผลให้นำ้หนักของเครื่องน้อยเทียบเท่าโน้ตบุคขนาดเล็กจอ 10" เมื่อบวกกับดีไซน์ คุณสมบัติไม่ติดไวรัส ความเสถียรของเครื่อง ฉันก็ยอมแพ้กับราคาที่สูงกว่าโน้ตบุคอื่นที่มีขนาดเดียวกันประมาณ 3-5 เท่า

ขอบคุณที่เขาคุยกับฉันโดยไม่แคร์สายตาของผู้ที่อาจจะนินทา วิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวในอดีตระหว่างเรา เขาทักฉัน พูดคุยกับฉันเหมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่ม กลุ่มที่ฉันรู้สึกมานานว่า ฉันเป็นส่วนเกิน

ขอบคุณที่เขาใส่ใจ ติดตามเรื่องราวของฉันในชุมชนออนไลน์อย่าง facebook เขาเคยบอกฉันชัดเจนว่า อีเมลใดที่ฉันส่งให้ เขาทิ้งลง Trash หมด เว้นก็เสียแต่บทความเกี่ยวกับหนังสือเล่มแรกของฉันที่ลงในผู้จัดการออนไลน์ และนั่นเป็นที่มาของหัวข้ออีเมลที่ฉันส่งถึงเขา ด้วยหวังว่าอีเมลแห่งความปรารถนาดีฉบับนั้นจะไม่โดนทิ้งลง Trash เหมือนฉบับอื่นๆ  เขาพูดคุยกับฉันเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นไปของฉันที่ปรากฏอยู่ใน facebook ฉันไม่มีทางรู้หรอกว่า เขาอ่านหรือผ่านตาข้อมูล เรื่องราวใดของฉันบ้าง สิ่งที่ฉันรู้ก็คือ ฉันเข้าไปดูเรื่องราวของเขาเสมอมา อาจจะจำไม่ได้ทุกสิ่งอัน ฉันถือเสมือนว่าที่นี่ โลกเสมือน เป็นอีกที่หนึ่งนอกจากร้านประจำที่ฉันกับเขาจะได้รับทราบความเป็นมาเป็นไปของกันและกัน โดยไม่ทำให้เราทั้งสองคนเป็นขี้ปากชาวบ้านอีกครั้ง เรื่องราวที่กระทบกระเทือนความรู้สึกของเขาอย่างมากมาย เขาผู้ที่ต้องรักษาความดี ความเป็นสุภาพบุรุษต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับใครอีกคนหนึ่ง

ขอบคุณสำหรับบทสนทนาเมื่อวานหลายๆ ช่วงที่ทำให้ฉันรู้ว่า ความสุขจากการไม่ได้ครอบครองเป็นอย่างไร มีน้องที่เข้าใจ เห็น ความรู้สึกระหว่างเราที่ไม่อาจเปิดเผย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ความรู้สึกนี้ก็ยืนยาวมาหลายปี น้องถามเขาว่า ฉันสวยมั้ย ฉันรู้ว่ามันเป็นคำถามที่จะทำให้เขากระอักกระอ่วนใจ ฉันจึงเฉไฉไปว่า น้องขายกาแฟเหรอ ด้วยว่าชอบชงเหลือเกิน แล้วมันก็ทำให้ฉันนึกถึงตอนที่น้องคนเดียวกันเห็นสายตาที่ฉันมองเขา (และที่เขามองฉันรึเปล่าก็ไม่แน่ใจว่าน้องรู้หรือไม่) เมื่อถึงตอนที่ฉันและเขาใกล้จะเดินสวนกัน น้องกล่าวขึ้นมาว่า ฉันถามเขาในเรื่องใดสักอย่าง เรื่องกาแฟช่วยยืดเวลาให้เขาคิดก่อนจะตอบพร้อมกับก้มหน้ามองพื้นว่า "สวยจากข้างใน" จากนั้นเสียงที่ดังที่สุดคือความเงียบ

ขอบคุณที่เขาคิดอยากมีลูก อยู่ดีๆ เขาก็พูดลอยๆ ขึ้นมา มันทำให้ฉันแปลกใจอย่างแน่นอน เพราะเรื่องหนึ่งที่ทำให้เขาเลิกศึกษาฉัน เพราะเขาไม่ต้องการมีลูก เพราะเขาอายุมากแล้ว และครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้ว่าเขาจะเริ่มรู้สึกอยากมีลูก แต่ก็ยังไม่วายกังวลเรื่องอายุที่มากขึ้นทุกที ลูกเพื่อนๆ โตจนทำงานทำการกันหมดแล้วด้วยซ้ำ ฉันไม่แน่ใจว่าตอนที่เขาพูด เขามีสีหน้าอย่างไร เพราะเขายืนอยู่ข้างหลังฉัน เหมือนพูดให้ฉันฟังที่ข้างหู ฉันดูปฏิกิริยาจากพี่อีกคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม  เมื่อพี่คนที่นั่งตรงข้ามพูดขึ้นว่า มันไม่เกี่ยวว่าผู้ชายอายุเท่าไหร่ มันเกี่ยวกับคนที่ตั้งท้อง ผู้ชายมีหน้าที่ "ทำ" แล้วก็อีกครั้งที่ฉันเฉไฉเหมือนจะเปลี่ยนคนที่ถูกพูดถึงว่า ถึงทำไม่ได้ ไม่ได้ทำมานานก็ท้องได้ ประมาณว่าแค่มีน้ำเชื้อก็เอามาผสมเทียมได้แล้ว พี่คนที่ฉันพาดพิงสะดุ้งเล็กน้อย เขาคงสงสัย เพราะนั่นเป็นบทสนทนาที่เขาเคยพูดเมื่อนานมาแล้ว 

ฉันคงอดไม่ได้หรอก ที่จะคิดว่า คนที่เขาคิดจะสร้างครอบครัวด้วยคือ ฉัน แล้วฉันก็รีบพูดกับตัวเองทันที ฉันขอให้เขามีความสุข เขาจะเป็นผู้เลือกเองว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา

ขอบคุณที่เขาทำให้บรรยากาศบนโต๊ะคืนนั้นดำเนินไปอย่างไม่ขัดเขิน พวกเราสนุก หัวเราะไปกับเรื่องราวต่างๆ ที่สรรหามาเล่า ฉันได้เป็นส่วนหนึ่งไม่ใช่ส่วนเกินอย่างที่แล้วๆ มา

ขอบคุณที่ดูแลด้วยสายตา รอและดูให้ฉันกลับจากร้านพร้อมๆ กับเขา

ฉันขอบคุณเขาด้วย sms ...condo ka. don't get drunk yet.

มันอาจจะไม่หวาน แค่บอกข้อเท็จจริง 

แต่นั่นคือ วิธีการที่เขาเคยบอกฉัน บอกความรู้สึก บอกใครสักคนว่าถึงบ้านแล้ว คนที่กำลังห่วงจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง...






วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ทำสาว...เรื่องฉาวโฉ่

เสร็จแล้ว แปลเรียบร้อยแล้ว แต่ยังส่งต่อให้บรรณาธิการคนเก่งของฉันยังไม่ได้ เรื่องนี้ถ้าจะให้ฉันเปรียบเทียบความยากง่ายกับหนังสือของแม่ซาทราปิสองเล่มก่อนที่ฉันแปล เล่มนี้ง่ายกว่าเยอะ แต่สิ่งที่ท้าทายความสามารถของฉันก็คือ

...ใช้ถ้อยคำอย่างไรให้คนอ่านได้รับความเพลิดเพลินและเป็นคำพูดที่ดูไม่น่าเกลียดจนเกินไป...

อันนี้แหละยาก


ฉันยังนึกหน้าพ่อกับแม่ไม่ออกเลยว่า ถ้าได้อ่านผลงานลำดับที่สามของฉันแล้วจะเบิกตา อ้าปากหวอ เหมือนเมื่อคราวที่นั่งดู Sex and The City รึเปล่า


ถือว่าเป็นการโปรโมทหนังสือของตัวเองล่วงหน้าละกันเนอะ Embroideries เล่าเรื่องราวซุบซิบเรทเอ็กซ์ของบรรดาสาวๆ ทั้งสาวน้อยสาวมากที่บ้างก็เป็นเพื่อนบ้าน บางคนก็เป็นญาติสนิทบ้าง ห่างบ้าง ตั้งแต่รุ่นยายจนถึงรุ่นหลาน เพราะฉะนั้น รับประกันได้เลยว่า ได้เห็นมุมมองเรื่องใต้เตียง บนเตียงของผู้หญิงอิหร่าน ทั้งหัวสมัยใหม่ ก้าวหน้าเลยโลกพระจันทร์ หรือกระทั่งบางคนที่ไม่เคยเห็น "จงอาง" ทั้งๆ ที่ลูกโตจนเห็นอะไรๆ มากกว่าแม่ตัวเองซะอีก


ฉันว่าเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับสังคมอิหร่านได้ดีทีเดียว (เริ่มวิชาการ) จริงๆ แล้วสำหรับฉัน การเรียนรู้เกิดขึ้นทุกวินาที หากเราสังเกตเราจะ "เห็น" อะไรที่คนอื่นไม่เห็น ฉันว่าคงมีใครหลายคนอยากรู้ว่าพวกผู้หญิงที่ต้องแต่งตัวมิดชิดเกือบจะเห็นแต่ลูกตา มีอะไรเหมือนหรือแตกต่างจากชนชาติอื่นอย่างไร และอะไรที่เป็นตัวกำหนดหรือทำให้เกิดความแตกต่างนั้นๆ


ความเหมือนก็มีอยู่ เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ว่า ไม่ว่าชนชาติไหนๆ เรื่องผู้ชายผู้หญิงก็เป็นหัวข้อสนทนาเหมือนๆ กันทุกที่


เธอก็คงพอจะได้ไอเดียแล้วใช่มั้ยว่า หนังสือ "ทำสาว...เรื่องฉาวโฉ่" (ชื่อที่ฉันเพิ่งคิดได้เมื่อกี้ ต้องไปถามเหล่าประชาชนชาวกำมะหยี่ก่อนนะเธอ ว่ามันโอเครึเปล่า) คงจะมีแต่เรื่อง "โอ้โห" "อือฮือ" "ว้าย อะไรนั่น" เต็มไปหมด


ฉันจะพยายามเสกสรรถ้อยคำให้แสบสันต์ บาดลึก สะใจพวกเธอละกันนะจ้ะ


ว่าแต่คุณบอกอช่วยฉันด้วย!!

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2551

PERSEPOLIS…ตราบรากเหง้าเราหยั่งลึก

โดย ผู้จัดการออนไลน์
8 ตุลาคม 2551 00:11 น.

...เสรีภาพเป็นสิ่งที่เราได้มาพร้อมกับความสูญเสีย...

เป็นเพียงน้ำเสียงหนึ่งของ PERSEPOLIS ผลงานการ์ตูนน่าอ่าน โดย Marjane Satrapi (ฉบับภาษาไทย แปลโดย ณัฐพัดชา สำนักพิมพ์ กำมะหยี่) นับเป็นการ์ตูนเรื่องเยี่ยมที่จะทำให้คุณตระหนักถึงความหมายของคำว่า ‘ชีวิต’...


ชีวิต...ในความหมายที่มิใช่เพียงการขีดวาดลากเส้นให้ตรง โดยไม่สะดุด หกล้ม พลาดพลั้ง บาดเจ็บ ทุลักทุเล แล้วเดินไปตามทางนั้นกระทั่งถึงจุดหมายซึ่งวาดหวังให้เป็นไป


หากคือชีวิตที่จำต้องออก ‘เดินทาง’ เพื่อค้นหา ทำความเข้าใจ และยอมรับกฎเกณฑ์ของโลกแห่งความเป็นจริง แม้ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณจะบอบช้ำบาดเจ็บ เต็มไปด้วยรอยแผลฉกรรจ์...


ไม่ว่าร่องรอยทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น เป็นผลพวงที่ได้รับจากสมรภูมิรบ แดนมิคสัญญีคุกรุ่น หรือจากคนรอบข้างในท่ามกลางโลกกว้างอันแสนเคว้งคว้างว่างเปล่า


อ่านต่อได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551

Persepolis: กว่าจะมาเป็นเล่ม

รูปที่เธอเห็นอยู่นี่ เป็นรูปของหนังสือแพร์ซโพลิสทั้งสองเล่มที่เพิ่งพิมพ์เสร็จสดๆ ร้อนๆ ให้ฉันผู้เป็นแม่ (ถ้าจะเปรียบคงเป็นแม่นม ส่วนมาร์จอเน่เป็นแม่ผู้ให้กำเนิด) เข้าไปตรวจสอบคุณภาพของลูกๆที่ฉันฟูมฟักมากับมือทั้งภาษา สำนวนการแปล และการผลิตออกมาเป็นรูปเล่มจนถึงมือของผู้อ่าน(ที่มองลึกลงไปกว่าที่เห็นว่าหนังสือสองเล่มนี้เป็นแค่หนังสือการ์ตูนธรรมดา)

ฉันมักจะได้อะไรมากกว่าที่คาดไว้เสมอ การเยี่ยมเยือนหจก. วรรณกรรม พบคุณสุริยันต์ อันตนนา ผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของโรงงานที่รับเข้าเล่มหนังสือ (Book Binding) แห่งนี้ ฉันไม่รู้มาก่อนว่ามีการแยกบริการการพิมพ์กับการเข้าเล่มออกจากกัน ในความรู้สึกของคนทั่วไป คือ เข้าโรงพิมพ์แล้วก็ออกมาเป็นหนังสือ ที่ไหนได้ขั้นตอนการเข้าเล่มหนังสือสำคัญมิใช่น้อยเลยนะเธอ โรงพิมพ์ก็ทำหน้าที่พิมพ์สมชื่อ แล้วก็ส่งกระดาษที่พิมพ์แล้วมาที่นี่เพื่อเข้าเล่ม ขั้นตอนแรกก็คือการตัดกระดาษตามรูปเล่ม จากนั้นก็เรียงหน้า แล้วจึงไสกาวไส้ใน เข้าเล่มกับตัวปก สุดท้ายก็การบรรจุหีบห่อสำหรับส่งไปยังบริษัทรับจัดจำหน่าย

ฟังๆ แล้วก็ไม่น่ายาก แต่งานปิดทองหลังพระนี้ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ใครๆ คิด คุณภาพของกระดาษเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพการเข้าเล่มอย่างที่ฉันไม่เคยนึกมาก่อน



จากภาพแรก เธอจะเห็นกาวร้อนๆ ที่สาดไปยังกระดาษแบบต่างๆ กระดาษสีน้ำตาลรีไซเคิลเป็นแบบที่กาวมีการเดือดปุดสูงสุด ผลเป็นอย่างไรหรือเธอ ก็ทำให้ตอนไสกาวเข้าเล่มมีฟองอากาศอยู่มาก หนังสือก็มีโอกาสหลุดเป็นชิ้นๆ ได้ง่ายไงล่ะ เธอลองดูคุณภาพกระดาษที่ทำให้เกิดฟองอากาศน้อยที่สุดนะ เมื่อฉันพลิกอีกด้านให้ดู คุ้นๆ มั้ยว่ามันคลับคล้ายคลับคลาเหมือนหน้าปกหนังสือเล่มไหน นี่คือสิ่งที่ฉันอยากเล่าให้เธอฟังว่าคุณภาพของกระดาษก็มีผลต่อความแข็งแรงคงทนของการเข้าเล่มหนังสือนะ



คำบรรยายในสไลด์คงบอกอะไรเธอได้พอสมควรนะ การกระทำหลายๆ อย่าง มาจากการเรียนรู้ข้อผิดพลาด ฝนเคยรั่วเมื่อตอนที่เป็นหลังคากระเบื้อง ตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็นหลังคา metal sheet ถ้าไฟจะไหม้ ทำไงดีล่ะ มีแต่เชื้อไฟอย่างดีทั้งนั้น โรงงานนี้เดินสายไฟอยู่ระดับเหนือศีรษะทั้งหมด การช็อตหรือไหม้จะเกิดด้านบน สำหรับด้านล่าง หนังสือจะอยู่บนพาเลตทั้งหมด กันทั้งน้ำท่วมและขนย้ายสะดวกหากเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ โรงงานที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่รักษาความปลอดภัยจากอัคคีภัยและวาตภัย ยังต้องดูแลให้ลิขสิทธิ์ทางปัญญาไม่ได้ถูกผู้มิประสงค์ดีขโมยไปขาย เศษกระดาษที่พิมพ์เกินจะถูกนำไปจำหน่ายจ่ายแจกให้โรงงานรีไซเคิล ห้ามส่งเกินแม้เพียงเชือกฟางที่รัดกระดาษเข้าด้วยกัน บริเวณโรงงานห้ามบุคคลภายนอกเดินเพ่นพ่าน (ยกเว้นมาตรวจงาน ได้รับอนุญาตอย่างฉันเท่านั้น) ประตูม้วนไฟฟ้าปิดตอนห้าโมงเย็น



ถ้าเธอดูก่อนอ่าน ฉันว่าเธอทายไม่ถูกหรอกว่า ฉันต้องการจะสื่ออะไรจากสไลด์ชุดนี้ ลองปิดเนื้อหาข้างล่างแล้วลองคิดๆ ดูมั้ยละเธอ

เมื่อไสกาวเข้าเล่มหนังสือเรียบร้อยแล้ว พนักงานก็จะเช็ดทำความสะอาด เรียงเล่มเป็นปึกและใช้พลาสติกห่อ ของแบบนี้มีศิลปะในการทำงานนะจะบอกให้ ถ้าสังเกตจะเห็นว่า ไม่ได้เรียงแบบเดียวกัน ด้านที่มีพลาสติกหุ้มทั้งหมดจะเรียงเพื่อประโยชน์ในการนับ หันสันสีม่วงออกห้าเล่ม หันอีกด้านออกห้าเล่ม แต่สำหรับด้านที่พลาสติกหุ้มไม่หมด ถ้าไม่ใส่กระดาษขาวกันเปื้อนตรงช่วงที่ไม่มีพลาสติก ก็หันสันปกสีม่วงไว้ตรงกลาง ถ้าเพ่งมองจะเห็นว่ามีการเรียง 2 เล่มบนและล่างให้หน้าด้านสีขาวหันออกมา ส่วนอีกแปดเล่มที่เป็นไส้กลางจะหันสันทีม่วงซึ่งเราพิมพ์แบบเคลือบด้านเอาไว้อยู่แล้ว ทำให้เลอะยาก ถึงเลอะก็เช็ดออกค่ะ

แต่เดิมที่โรงงานไม่ได้ห่อด้วยพลาสติกหรอกนะ ห่อด้วยกระดาษธรรมดา แต่ข้อดีของพลาสติกคือ กันน้ำ มองเห็นง่าย การขนย้ายหนังสือผิดพลาดได้ยาก หากมีใครลักลอบขนหนังสือไปขายก็สามารถรู้ได้โดยง่าย หนังสือกองใดหายไปก็รู้ทันที คุณสุริยันต์ดูแล้วคุ้มแม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าถึงเท่าตัว ฉันเองมาตรวจคุณภาพหนังสือ เปิดหีบห่อพลาสติกเสียไปเป็นสิบ ให้รู้สึกเกรงใจไม่น้อย แต่เพื่อการตรวจเช็คคุณภาพ การมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแต่สร้างความมั่นใจให้เราได้ว่า ลูกค้าจะได้รับหนังสือที่มีคุณภาพ แต่อย่างไรก็ดี หากมีหนังสือด้อยคุณภาพเล็ดลอดไปได้ เรายินดีรับหนังสือคืนและเปลี่ยนเป็นหนังสือเล่มใหม่ที่สดใสกว่าให้สำหรับลูกค้าของกำมะหยี่ทุกท่าน ไม่ว่าจะซื้อผ่านร้านหนังสือร้านใดๆ

หวังว่าเธอคงเห็นความตั้งใจของพวกเราชาวกำมะหยี่ผ่านตัวอักษร ภาพ สไลด์ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง จนกระทั่งหนังสือพิมพ์เสร็จพร้อมส่งถึงมือเธอนะจ๊ะ

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551

Persepolis Advertisement (in Cartoons too!!)


มันก็ง่ายๆ อย่างชื่อเรื่องแหละค่ะ



ในเมื่อเราจะขายการ์ตูน ก็โฆษณาเป็นการ์ตูน



อ่านแล้วก็จะรู้เรื่องราวคร่าวๆ ของแพร์ซโพลิส (Persepolis)



ถ้ามองเห็นไม่ชัด คลิกที่รูป แล้วจะมีหน้าต่างป๊อปอัพให้ดูรูปที่ใหญ่ขึ้นค่ะ ขอให้สนุกกับหน้าโฆษณา Persepolis นะคะ ;)

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เตรียมตัวก่อนถกเรื่อง Persepolis


ฉันทึ่งอีกแล้ว อยากกลับไปเป็นนักเรียนใหม่ แล้วได้สนุกพร้อมรับความรู้จากการเรียนเหมือนกับที่แผนการสอน

Gaining Background for the Graphic Novel Persepolis: A WebQuest on Iran

แผนการสอนนี้กินระยะเวลาถึง 10 คาบ ให้นักเรียนได้เตรียมตัว ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับประเทศอิหร่าน ศิลปะ วัฒนธรรม วิถีการดำเนินชีวิต และเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิวัติและการเมืองการปกครองในยุคเดียวกับที่ Marjane Satrapi หรือหนูน้อยมาร์จี้ของฉันกำลังเติบโต ฉันว่ามันเป็นการเรียนรู้ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่อ่านหนังสือที่บังคับให้อ่านนอกเวลาเพื่อให้สอบผ่านไปเท่านั้น เราสามารถสอดแทรกอะไรหลายๆ อย่างไปกับการอ่านหนังสือ Persepolis มีการฝึกทักษะการนำเสนอในแผนการสอนนี้เช่นกัน ฝึกการค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ฝึกทำสไลด์นำเสนอข้อมูล ยังได้ฝึกการสรุปความ ที่สำคัญ ในแผนสั่งห้ามไม่ให้ทำสไลด์แบบให้ผู้ฟังอ่าน (โอ้ย อยากให้มาบอกอาจารย์หลายๆ คนในเมืองไทยจริงๆ ฉันจำได้ว่าสมัยเรียน เรียกกันว่า ปิ้งสไลด์ อาจารย์บางคนใช้สไลด์ชุดเดิมทุกปี หลังจากเราซีร็อกซ์เล็คเชอร์แล้ว ก็ไม่ต้องขึ้นเรียน อ่านเอาดีไม่ดีท็อป อย่างที่ฉันเคยทำมาแล้ว และคนที่ให้ยืมซีร็อกซ์เล็คเชอร์ก็ค้อนตาขวับ)

มีข้อมูลให้อ่านมากมายในแผนการสอนนี้อีกเหมือนกัน มีกระทั่งการสอนวิธีใช้งาน power point แบบง่ายๆ การเรียนรู้เกิดขึ้นอยู่เสมอ ทำให้นักเรียนรู้ว่า อะไรที่เขาไม่รู้ก็สามารถหาได้ อยุ่ที่จะหา จะอ่าน จะทำรึเปล่า ไม่ใช่นั่งรอให้ใครมาป้อน เดี๋ยวฉันอ่านได้อะไรน่าสนใจเกี่ยวกับอิหร่านเพื่อปูพื้นฐานให้เธออ่าน Persepolis ได้เข้าใจลึกซึ้งขึ้นแล้วฉันจะมาเล่าให้ฟังนะจ๊ะ

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Persepolis: เรียนจากคำถาม


รู้มั้ยเธอ ที่ Carleton College จัดให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องแพร์ซโพลิส (Persepolis) นะ รายละเอียดก็อย่างที่ฉัน cut & paste มานี่แหละ เธอลองอ่านแล้วคิดตามคำถามทั้งสิบแล้วมาคุยกับฉันมั้ยล่ะ

Carleton College
Common Reading Fall 2006


On Thursday, September 8, 2006 you will participate in the eighteenth annual Common Reading Convocation and discussion at Carleton. Faculty, staff, students and alumni members of the community will come together to engage in meaningful dialogue about this year’s selection, Marjane Satrapi’s Persepolis and Persepolis 2. To help you prepare for this experience, we offer the following questions for your consideration. In addition, we invite you to think about what questions you may wish to bring to the discussion.


1) What difference does it make that this story is told in black and white, in graphic novel (comic strip) format?

2) Marji's father says, "As long as there is oil in the Middle East, we will never have peace." Do you think he is right? What would one need to know in order to have an informed opinion about this?

3) One of Satrapi's goals in writing Persepolis is to show that there is more to the country that "fundamentalism, fanaticism, and terrorism." Does Satrapi accomplish her goal? What do you learn about Iran that you didn't know?

4) How is Persepolis a typical coming of age story? How, if at all, are Marji's experiences with drugs, depression and homelessness in Austria critical to her becoming the "liberated woman" she sets out to become?

5) How do you cope when there is conflict between what you have been taught by
parents, religion and/or society and what you know, internally, to be the truth? To what extent is the framing of this question peculiarly "western" (and how, if at all, does that matter)?

6) Why does Satrapi title her work Persepolis?

7) Revolution is an important theme of this work. How, on the basis of Persepolis, would you distinguish a good revolutionary from a bad revolutionary?

8) Persepolis is a story filled with stories. What roles do stories play in Marji's life? In your life?

9) Marji has a complicated, shifting relationship with her parents. What are their expectations for her and how - if at all - do these expectations shape her? How about you? Does your family have expectations that seem to shape you?

10) How does Marji seek meaning in her life? What links are there, if any, between education and finding meaning in life for her? For you? What sustains her spiritually? What sustains you?

แพร์ซโพลิส (Persepolis) ฉายภาพอิหร่านในอดีต

บทความใน Guardian แสดงอีกแง่มุมหนึ่งของแพร์ซโพลิส (Persepolis)การตูนขาว-ดำ แสดงการมองโลกแบบขาว-ดำเช่นกัน แถมยังโยงไปได้ถึงเรื่องมุมมองของสองประธานาธิบดี: บุชและซาโคซีที่มีต่อประเทศอิหร่าน (แอบจับผิด หนังสือพิมพ์ดังของอังกฤษตั้งใจสะกดชื่อประธานาธิบดีฝรั่งเศสผิดรึเปล่าเนี่ย!! ทำให้ฉันถึงกับไม่แน่ใจตัวเองว่าเรียกผิดมาตลอด)ประเด็นที่แยกแยะระหว่างรัฐบาลกับคนในประเทศฉันว่าน่าสนใจ ที่สำคัญอิหร่านตอนนี้ไม่ได้เป็นเหมือนสมัยก่อน แต่ถ้าปิดกั้นเสรีภาพทางด้านความคิดและการแสดงออก อาจเป็นการแสดงโดยนัยว่ายังเหมือนเดิม

คนทั้งโลกเขารู้กันแล้วว่าเปลี่ยนไป แล้วใยจะประท้วงต่อต้านสิ่งที่ไม่ได้เป็นปัจจุบันเล่า

คนอิหร่านพูดถึงแพร์ซโพลิส (Persepolis) อย่างไร

เจดี ชาวอิหร่านเจ้าของบล้อกเขียนถึงหนังสือและหนังแพร์ซโพลิส (Persepolis) พร้อมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ในหนังสือ การได้รับฟังข้อมูลจากคนอิหร่านเองน่าจะสะท้อนอะไรได้ชัดเจนทีเดียว ฉันไม่ได้หมายความว่าให้เธอเชื่อ แค่ให้เธอพิจารณาข้อมูลดู แล้วถ้าฉันเจอข้อความโจมตีหนังสือและหนังเรื่องนี้ ฉันจะไม่รีรอที่จะนำมาโพสต์ที่นี่เลย เพราะฉันเชื่อในการเปิดกว้างทางความคิด ให้แต่ละคนใช้วิจารณญาณในการพิจารณาไตร่ตรองว่าควรเชื่อหรือไม่เชื่อสิ่งใด...ด้วยตัวเอง

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ปัญหาก็อยู่ไป สอนให้ลงบัญชีดีกว่า

วันนี้ดีใจ ได้อีเมลตอบกลับจากทีมของพริ้นเตอร์ยี่ห้อที่ฉันซื้อ ตามคำแนะนำ ฉันต้อง unregister โปรแกรม Windows Installer โดย run คำสั่ง msixec/unregister แต่มันคงยังไม่ถึงเวลาที่ฉันจะใช้งานพริ้นเตอร์เครื่องนี้ได้ ลองแล้วทุกแง่ทุกมุมก็ยังใช้ไม่ได้เหมือนเดิม

เลิก

จะไปซีเรียสกับมันทำไม

นั่งทำบัญชีรายรับรายจ่าย แหม ได้ฟื้นความรู้สมัยเรียนบัญชีเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว (นานเหมือนกันนะเนี่ย ไม่แก่จะทนไหวหรือนั่น) ไอ้การที่อยากจะบันทึกให้ละเอียดยิบย่อย จะได้รู้ว่าหนังสือแต่ละเล่มมีต้นทุนเท่าใด อะไรที่ฉันจะจัดสรรปันส่วนให้เป็นต้นทุนตามหลักความเป็นจริง แทนที่จะใช้วิธีเฉลี่ยต้นทุน ก็ทำให้การขายหนังสือราคา 500 บาท วุ่นวายมิใช่น้อย เพราะราคา 500 บาทที่ว่าเป็นราคาที่ลดแล้ว 15% แถมเอาใจลูกค้าที่ซื้อทั้งคอลเลคชั่นเป็นพิเศษโดยการลดเพิ่มให้เป็นตัวเลขกลมๆ ง่ายๆ ใบม่วงใบเดียว สำหรับท่านที่อุดหนุนหนังสือของสำนักพิมพ์ทั้ง 7 เล่มที่พิมพ์ในปีแรกของการดำเนินงาน เราก็ใจป้ำสุดๆ ลดให้อีก เหลือจ่ายธนบัตรใบเดียวเช่นกัน 1000 บาท ซึ่งรวมหนังสือ 2 เล่มในชุดแพร์ซโพลิสที่กำลังจะวางแผงในวันครบรอบตึกเวิร์ดเทรดถล่มด้วย เมื่อคิดเฉลี่ยราคาขายเป็นรายเล่มก็ทำให้งงมิใช่น้อย เพราะมีลดไป 15% แล้วยังต้องแบ่งส่วนเฉลี่ยที่ลดราคาจนเหลือ 500 บาทไปให้แต่ละเล่มด้วย เขียนแบบนี้ ฉันว่าคงงงกันแย่ ขออนุญาตชี้แจงแถลงไขการลงบัญชีราคาขายหนังสือ เผื่อจะทำให้ผู้สนใจสั่งซื้อหนังสือกับเราเป็นชุด เพราะลดจริงๆ แถมโปสเตอร์แผ่นใหญ่อีกต่างหาก

ราคาเต็มของหนังสือ

ราตรีมหัศจรรย์ 180 บาท
แกะรอย แกะดาว (ของจริงต้องวรรคนะจ๊ะ) 220 บาท
ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย 250 บาท
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 650 บาท

หากซื้อตั้งแต่ 1 เล่มขึ้นไป ลด 15% แต่ถ้าซื้อครบสามเล่มลดเหลือ 500 บาท

ราคาลด 15%

ราตรีมหัศจรรย์ 153 บาท
แกะรอย แกะดาว 187 บาท
ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย 212 บาท
ราคารวมกรณีซื้อแยก 552 บาท

หากซื้อทั้งสามเล่ม ลดเหลือ 500 บาท

คิดเป็นราคาขายแต่ละเล่ม
ด้งนี้

นำส่วนลดเพิ่มเติม 52 บาท มาเฉลี่ยให้แต่ละเล่มตามสัดส่วนราคาขาย

ราตรีมหัศจรรย์ 153-(52*180/650) = 138* บาท
แกะรอย แกะดาว 187-(52*220/650) = 169* บาท
ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย 212-(52*250/650) = 193* บาท

*(ปัดเศษเพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณ)

คราวนี้เห็นรึยังจ๊ะว่ามีราคาที่เกี่ยวข้องถึง 3 ราคา ถ้ามีใครเหมาซื้อทั้งเจ็ดเล่มในราคา 1000 บาทก็ต้องมาเฉลี่ยส่วนลดกันอีกที

เวลาลงบัญชีเมื่อมีคนโอนเงินเข้ามาสั่งซื้อทั้งชุด ก็ตามนี้เลยจ๊ะ


เดบิต เงินฝากธนาคาร 500
เครดิต รายได้ค่าขาย-ราตรีมหัศจรรย์ 138
เครดิต รายได้ค่าขาย-แกะรอย แกะดาว 169
เครดิต รายได้ค่าขาย-ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย 193
บันทึกรายการขายหนังสือชุดมูราคามิให้คุณกำมะหยี่