แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ณัฐพัดชา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ณัฐพัดชา แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ห่างหายไปนาน นึกถึงวันวานแล้วก็คิดถึง

ช่วงนี้ผลงานของณัฐพัดชากำลังจะวางแผงถึง 2 เล่ม เล่มแรกเป็นผลงานแปลหนังสือของมาร์จอเน่ ซาทราพิ เจ้าเก่า ส่วนเล่มที่สองเป็นผลงานเด็กฝึกหัด แปลงานฮาวทูที่ให้แรงบันดาลใจ (นะ)

เล่มหลังนี้แปลแบบมาราธอนมากจากเดิมที่จะแปลเพียงแค่ 3-4 บทแต่มาเจอเบี้ยวเลยต้องรีบแปลอีกเพียบ รวมเป็นแปล 9 จาก 16 บท มีน้องเจี๊ยบช่วยไป 4 บท น้องเต 2 บทและน้องเจี๊ยบอีกคนอีก 1 บท ไม่เคยแปลเลยไม่รู้ว่าหนักหนาเอาการ 600 หน้าในเวลากระชั้นชิดอย่างยิ่ง แล้วก็เกลาให้เป็นสำนวนใกล้เคีียงกัน (หวังว่า) จนน็อคทำต่อไม่ไหวแล้ว ขอนอนแบบสงบๆ ด้วยการสวดมนต์กำกับใจ วันนี้ตื่นมาก็ยังห่วงของเก่าอยู่ เขียนบันทึกเหมือนแก้ตัว เพราะรู้สึกผิดจริงๆ ที่ทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว ขอผลัดไว้เป็นฉบับตีพิมพ์ครั้งที่สองก็แล้วกัน

ที่เล่ามาทั้งหมดยังไม่ได้บอกชื่ีอหนังสือเลยนะเนี่ย

ยุคแห่งเฟซบุค
การประยุกต์ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในทางธุรกิจ การตลาด การขายและนวัตกรรมบนโลกเสมือน

แต่งโดย คลาร่า ชีห์ สาวฮ่องกงผู้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เธอจบสแตนฟอร์ดและเป็นผู้สร้างแอพพลิเคชั่นในทางธุรกิจเป็นรายแรกของเฟซบุค

อ่านไปอ่านมาแล้วฉันก็ปลื้มหล่อน ความใส่ใจและรับรู้ถึงอิทธิพลของคนทั่วโลกต่อการเปลี่ยนแปลงของเธอ การตั้งบริษัทของตัวเองเพื่อผลิตซอฟท์แวร์ด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ทางสังคม อันเป็นผลมาจากคำเรียกร้องของผู้ที่อ่านหนังสือของเธอ ทั้งผู้อ่านและผู้เขียนต่างมีอิทธิพลต่อกัน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อชีวิตมาก

ของฉันก็เห็นจะด้วย ทุกวันนี้ฉันยังภูมิใจกับจำนวนแฟน 805 ราย ที่นับได้ตอนเช้าวันนี้ และแอบมีความสุขเล็กๆ เวลาค่อยๆ เลื่อนลงไปดูจำนวนแฟนในแต่ละวัน แม้ว่าจะไม่ค่อยมีคนคลิกถูกใจแต่สไลด์ต่างๆ ที่ฉันทำก็ออกสู่สายตาคนไทยเป็นพันๆ คน ฉันว่ามันก็คุ้มค่าเวลาและแรงนิ้วที่ได้จากการกลั่นกรองของสมองที่ชาบ่อยขึ้นเรื่อยๆ แล้วล่ะ

ถึงเวลาอวดโฉม สไลด์โชว์ที่ฉันทำฉีกแนวกว่า สไลด์ไหนๆ แต่จะบอกว่ามันเป็นการทำจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อสิ่งที่ฉันได้จากการแปลหนังสือเล่มนี้

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552

เพราะคุณ...

เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของฉันมักจะมาแวะเวียนตอนฉันตื่นนอน...

วันนี้ดูจะมีมากมิติกว่าวันอื่นๆ...

คนใกล้ชิดชอบบอกว่าคนอย่างฉันต้องอยู่คนเดียว ใครเลิกจากฉันไปโชคดี ใครทนอยู่กับฉันเขาซวย

ฉันแย่ขนาดนั้นจริงๆ เหรอ ฉันไม่น่าเข้าใกล้ขนาดนั้นเลยเนี่ยนะ

สงสัยจะจริง ฉันสังเกตสายโทรศัพท์ที่โทรเข้ามา พูดแบบให้รีบจบธุระจะได้วางสาย หรือไม่ก็สายที่ฉันโทรไปบ่นว่าทำไมไม่ทำตามที่พูด

ฉันผิดมากนักเหรอที่คาดหวังว่าคนจะทำตามที่รับปากไว้ คนในโลกปัจจุบันเขาไม่ทำตามที่รับปากกันเหรอ แล้วฉันเป็นมนุษย์ประหลาดอยู่คนเดียวรึไง ฉันก็มีที่ไม่ทำตามที่รับปากเหมือนกันนิหว่า หรือว่ามาตรฐานที่ฉันตัดสินตัวเองกับตัดสินคนอื่นมันไม่ใช่มาตรฐานเดียวกัน สรุปว่าฉันเป็นคน double standard แบบที่คนในวงการเมืองชอบใช้

แล้วก็ให้นึกถึงหนังสือที่คล้ายจะหยิบเอาเศษเสี้ยวประวัติของมูราคามิมาใส่ไว้ เพื่อให้คนอ่านผลงานของเขาได้รับรู้ตัวตนจริงๆ ไม่ใช่ผ่านเรื่องปั้นน้ำเป็นตัวที่เขาพูดว่าเป็นเหมือนชีวิตประจำวัน น้อยครั้งนักที่เขาจะพูดความจริง

It is not painful to be alone.

ได้ยินมาว่ากวีเอกผู้นี้ค่อนข้างจะสันโดษ มีภรรยาเป็นทั้งเพื่อนและคู่ชีวิต อันที่จริงมันก็เป็นลักษณะนิสัยของนักเขียน ผู้ที่นำความจริงมาตีแผ่ในสถานการณ์จำลอง ถ้าคิดเหมือนคนอื่นไม่มีเอกลักษณ์ หนังสือคงขายไม่ได้ แต่เอกลักษณ์ที่เป็นข้อเด่นในทางหนึ่ง ก็เป็นข้อจำกัดที่ทำให้โดดเดี่ยว

แต่ท่าทางเขาคงจะไม่เดียวดาย...

บ้างก็ว่าฉันไม่ยืดหยุ่น บ้างก็ว่าทำไมต้องพยายามขนาดนี้

ถ้าฉันจะบอกตรงนี้ว่า คนที่พูดถูกคือคนที่มีความเห็นอย่างหลังล่ะ จะมีคนเชื่อฉันมั้ย

เผอิญตั้งแต่ฉันจำความได้ มีอยู่คนเดียวที่พูดประโยคนี้

เช้าวันนี้ ฉันบอกกับตัวเองว่า ฉันจะเลิกยืดหยุ่น...แล้ว เพราะไม่ว่าฉันจะยืดหยุ่นจนหย่อนยานขนาดไหน คนทั่วไปก็ยังมองว่าฉันไม่ยืดหยุ่นอยู่ดี ฉันจะอยู่ในโลกส่วนตัวที่แม้จะมีเพียงคนน้อยนิดที่เข้าใจฉัน ฉันจะไม่ดิ้นรน ปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับคนอื่นๆ ได้...แล้ว

ฉันจะได้อยู่อย่างมีจุดยืนซะที

ฉันจัดวางตัวเองไว้เรียบร้อยในหลายความสัมพันธ์ กะจะประกาศตัวให้เป็นเรื่องเป็นราว ตามประสาคนเปิดเผย กำลังจะทำให้เป็นมากกว่าความคิดแล้วล่ะ

แล้วสิ่งดีๆ ก็เข้ามาในชีวิต

โทรศัพท์สายแรกดังขึ้น หยุดดัง ฉันโทรกลับ ว่าที่ลูกค้าโทรเข้ามาสอบถามจะสั่งหนังสือ เจตนาจะยืนยันจำนวนเงินที่ต้องโอน ฉันยังอยู่บนเตียง ไม่มีเครื่องคิดเลข ก็บอกไปตามตรงตามประสา (แค่เรื่องเครื่องคิดเลขนะ) จะจัดส่งให้เมื่อได้รับหลักฐานการโอนเงิน

ฉันอาจนับเวลาพลาด แต่ไม่น่าเกิน 10 นาที หมายเลขเดิมโทรเข้ามาแจ้งว่าโอนเงินและส่งหลักฐานเข้ามาทางอีเมลแล้ว หนังสือจะถึงปลายทางเมื่อไหร่ ฉันก็บอกไปตามตรงอีกแหละว่าคงประมาณวันจันทร์หรืออังคาร แต่น้ำเสียงปลายสายบ่งบอกว่า ใจอยากให้หนังสือลอยมาถึงเลย

เธอสั่งหนังสือคราวเดียว 3 เล่ม สามเล่มในชีวิตที่ฉันแปล (แพร์ซโพลิส 1 และ 2 บวกเล่มล่าสุด เย็บถากปากร้าย) ติดใจคนเขียน มาร์จอเน่ ซาทราพิ หรือคนแปลไม่รู้ (ขอคิดเข้าข้างตัวเองนิดนึง)

นั่นเป็นที่มาของแรงที่ดันให้ฉันลุกขึ้นจากเตียง เดินออกจากประตูห้องนอนเข้าห้องทำงาน ดีมั้ยเธอ ไม่ต้องเสียเวลาแม้แต่แปรงฟัน

เปิดคอมเช็คเมล์ได้คำตอบเรื่องหนังสือเล่มใหม่ที่จะเสร็จส่งคลังพรุ่งนี้ และรับเมลจากลูกค้าผู้แสนดี นำแสงสว่างมาสู่ชีวิตของฉัน ในยามที่คล้ายจะหาคนเข้าใจไม่เจอ ฉันตอบอีเมลด้วยใจ แนะให้ลองอ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับหนังสือทั้งสามเล่มจากเว็บและบล้อกไปก่อน

ลงชื่อ ณัฐพัดชา

แทนที่จะเป็น กำมะหยี่หรือชื่อในโลกแห่งความเป็นจริง

แล้วสายถัดไปก็เรียกเข้ามา

...ผมสนใจหนังสือ เส้นแสงที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงันครับ จะขอรูปเอาไปลงวารสารทางการแพทย์ กำลังจะปิดเล่มแล้ว ในเว็บบอกว่าให้โทรมาขอไฟล์ปกความละเอียดสูงได้ และผมอยู่ตรงข้ามโรงพิมพ์อยากจะได้หนังสือไปเป็นของขวัญวันรับปริญญาของเพื่อนวันพรุ่งนี้...

ดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจ ไม่ได้ขอแต่หลั่งมาในยามที่ต้องการพอดิบพอดี

โทรถามโรงพิมพ์ทันที พอจะเป็นไปได้มั้ย มีสื่อโทรเข้ามาจะปิดเล่มหนังสือและอยากจะให้เป็นของขวัญวันรับปริญญาเพื่อน โรงพิมพ์ก็ต้องอึดอัดใจ ที่รับปากไว้ก็จวนเจียนอยู่แล้ว แต่เมื่อรับปากว่าพรุ่งนี้ ก็คือพรุ่งนี้

โอ ถ้าต้องติดต่อประสานงานกับคนที่ทำตามคำพูด จะมีสุขใดเหมือน

ฉันเตรียมห่อหนังสือส่งให้ลูกค้าที่โอนเงินมาให้ตั้งแต่ต้นอาทิตย์ และคนที่อยากให้หนังสือเป็นของขวัญวันจบการศึกษาหากคนให้ไม่เปลี่ยนใจเสียก่อน

ว่าแล้วก็เปิด facebook ตะโกนก้องว่า ...is happy with real nice clients.

เปิดไปดูบทสนทนาเก่าๆ ใน windows live messenger แล้วฉันก็แน่ใจว่า ฉันเป็นคน "ยืดหยุ่น" แต่ไม่ "หย่อนยาน" ส่วนถ้าใครจะสับสนกับคำจำกัดความระหว่างสองคำนี้ ก็

ช่างแม่ง!!

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552

บทสัมภาษณ์มาร์จอเน่ ซาทราพิ เจ้าของผลงานแพร์ซโพลิสและเย็บถากปากร้าย

ตามไปอ่านที่บล้อกของกำมะหยี่ได้เลยนะคะ ถ้าอ่านแล้วไม่ขำ ยินดีให้ประทุษร้ายด้วยส่วนล่างสุดของร่างกายค่ะ :)

http://gammemagie.blogspot.com/2009/03/blog-post_03.html

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เย็บถากปากร้าย: ต้องพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง


ในที่สุด ต้นฉบับหนังสือแปลเล่มที่สาม (สองเล่มแรก คือ แพร์ซโพลิส 1 และแพร์ซโพลิส 2) ของฉันก็ถึงโรงพิมพ์แล้ว ฉันอยากให้ลูกคนนี้คลอดตามกำหนดวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 อย่างไรก็ดี ถ้าเด็กคลอดช้ากว่ากำหนด เท่าที่ทราบ ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติมากมายแต่อย่างใด ฉันคิดซะว่า ลูกจะได้อยู่ในครรภ์มารดา ได้ใช้เวลาใกล้ชิดกันมากขึ้นอีกนิดนึง

สำหรับฉันแล้วนิยายภาพ (Graphic Novel) เล่มนี้ ดูจะเป็นหนังสือที่อ่านง่าย เป็นหนังสือที่พูดถึงเรื่องที่คนอยากรู้อยากเห็น ด้วยความที่ต้องอ่านไปมาหลายรอบ ความคิดและทัศนคติของผู้หญิงอิหร่านที่ส่งผ่านภาพวาดและตัวหนังสือทำให้ฉันฉุกคิดและเปรียบเทียบกับความรู้สึกของตัวฉันเอง และเลยไปถึงความคิดและทัศนคติในเรื่องนี้ของเพื่อนพ้องชาวไทย

ทัศนคติที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์หญิงชายเหล่านี้มองได้หลายแง่ และแน่นอนว่าความคิดเห็นที่แตกต่างย่อมนำมาซึ่งการถกเถียง เห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย บางเรื่องเป็นทัศนคติที่ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย แต่ถามว่า เป็นการสะท้อนเรื่องจริงที่เกิดขึ้นหรือไม่ เรื่องต่างๆ ที่กล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้บอกเล่าความจริงที่อาจจะเป็นสากลหรือไม่

...ฉันว่าคำตอบ "ใช่" คงเป็นคำตอบจากใครหลายๆ คน

บางครั้งเรายึดติดกับสิ่งที่ควรจะเป็น และหลอกตัวเองว่า "สิ่งที่ควรจะเป็น" เป็น "สิ่งที่เป็นอยู่จริง" อยู่ในโลกปัจจุบันนี้

ผู้ใหญ่หรือคนรุ่นเก่าที่ไม่ได้สัมผัสกับเรื่องราว ความเป็นไป ของลูกหลานในรุ่นถัดมา อาจจะเผลออ้าปากอุทานออกมาเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ไปได้ไม่กี่สิบหน้า บางคนอาจจะวางไม่ลง หรือบางคนทนอ่านต่อไปไม่ได้ รับไม่ได้ เป็นเรื่องเสื่อมเสีย ประมาณว่า "สกปรก ลามก"


ถ้าเป็นเด็กหรือวัยรุ่น อ่านแล้วอาจจะรู้สึกอบอุ่นใจว่ามีคนในประเทศอื่นที่คิดเห็นคล้ายๆ กับตน หรืออาจจะเป็นหนังสือที่ทำให้เด็กและวัยรุ่นมีทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ที่ผิดเพี้ยนไปจากที่พ่อแม่ ปู่ย่าตายายอบรมสั่งสอนมา

หากเปิดใจให้กว้างอีกสักนิด คิดวิเคราะห์ความเห็นของผู้หญิงต่างรุ่น ต่างประสบการณ์ อาจจะค้นพบสัจธรรมเหมือนฉันก็เป็นได้

"โลกนี้ไม่มีอะไรถูกผิด อาจจะเถียงกับคนอื่นให้ชีวิตมีรสชาติ ต้นดีปลายอาจจะดีหรือร้ายก็ได้ไม่มีใครรู้ อยู่ที่เราว่าเลือกจะทำอะไร ด้วยเหตุผลใด และอยู่กับสิ่งที่เลือกนั้นด้วยความสุขหรือไม่ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรากำหนดไม่ได้ แต่เรากำหนดได้ว่าเราจะรู้สึกกับทุกเรื่องราวในชีวิตอย่างไร"

มองให้ลึกอีกสักนิด หนังสือเล่มนี้จะไม่ใช่เพียงหนังสือลามก พูดเรื่องบัดสีบัดเถลิงเฉกเช่นหนังสือที่มีภาพและบทสนทนาคล้ายคลึงกัน

คงไม่มีใครให้คำตอบใดได้ดีไปกว่าตัวคุณเอง...

เย็บถากปากร้าย (Broderies/Embroideries)
Marjane Satrapi เขียน
ณัฐพัดชา แปล
วางจำหน่าย กุมภาพันธ์ 2552

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

เพราะเธอแท้เทียว...


ต้องเป็นเพราะเธอแน่ๆ

วันนี้มี "เธอ" มาเป็นแขกรับเชิญที่บ้านตั้งแต่บ่ายต้นๆ ด้วยบ้านฉันมีอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ให้ยืม ทำให้การทำงานของเธอราบรื่น

การให้คือการรับ

ฉันให้ที่นั่งทำงาน เธอทำให้ฉันขยัน ได้กินก๋วยเตี๋ยวเป็ดเจ้าอร่อยถัดไปอีกซอย(อยู่มาตั้งนานไม่เคยรู้เล้ย) ไส้เป็ดซื้อกลับอีกสองถุงใหญ่(ซึ่งหมดไปแล้ว)

เริ่มตั้งแต่รีดผ้า จัดชั้นวางเครื่องสำอาง ล้างห้องน้ำ ขัดพื้นระเบียง จัดตู้เสื้อผ้า ล้างจาน จัดโต๊ะเครื่องแป้ง หุงข้าว ต้มไข่ยางมะตูม แล้วก็ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ ฉีดยาฆ่าเพลี้ย จ่ายบัตรเครดิต หาของกินแก้เซ็ง(ที่งานไม่เสร็จซักที) และก็ล้างจานรอบสาม(มั้ง)ณ บัดนี้ก็ได้เวลาตีสาม ฉันยังขยันทำงานต่อไปจนกระทั่งเกลาๆ กลึงๆ ต้นฉบับ Embroideries ของ Marjane Satrapi ทำสาว...เรื่องฉาวโฉ่ เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่แก้ในไฟล์ เช็คคำศัพท์และคำอ่านจากเพื่อนผู้แสนดีชาวอิหร่าน ผู้ซึ่งบินตรงจากอิหร่านมาช่วยฉันวันพุธนี้ แล้วก็จะส่งต่อให้ท่านบก. ทั้งสองพิจารณาต่อไป

ต้องนินทาตัวเองให้ฟังนิดหน่อยว่า โรคประจำตัวของฉันคือ จะขอผลัดวันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไฟลนก้นถึงจะเริ่มทำงาน(ที่ต้องทำให้เสร็จตามกำหนดเวลา)อย่างที่เธออ่านมา ฉันทำสารพัดเรื่องจนหมดข้ออ้างแล้วถึงได้ทำ สงสัยฉันจะเป็นโรคจิต

วันนี้เป็นวันที่โพรดักทีฟจริงๆ ฉันเลยคิดว่า ถ้า "เธอ" มาบ่อยๆ สงสัยฉันจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคนแท้เทียว

อิอิ

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ทำสาว...เรื่องฉาวโฉ่

เสร็จแล้ว แปลเรียบร้อยแล้ว แต่ยังส่งต่อให้บรรณาธิการคนเก่งของฉันยังไม่ได้ เรื่องนี้ถ้าจะให้ฉันเปรียบเทียบความยากง่ายกับหนังสือของแม่ซาทราปิสองเล่มก่อนที่ฉันแปล เล่มนี้ง่ายกว่าเยอะ แต่สิ่งที่ท้าทายความสามารถของฉันก็คือ

...ใช้ถ้อยคำอย่างไรให้คนอ่านได้รับความเพลิดเพลินและเป็นคำพูดที่ดูไม่น่าเกลียดจนเกินไป...

อันนี้แหละยาก


ฉันยังนึกหน้าพ่อกับแม่ไม่ออกเลยว่า ถ้าได้อ่านผลงานลำดับที่สามของฉันแล้วจะเบิกตา อ้าปากหวอ เหมือนเมื่อคราวที่นั่งดู Sex and The City รึเปล่า


ถือว่าเป็นการโปรโมทหนังสือของตัวเองล่วงหน้าละกันเนอะ Embroideries เล่าเรื่องราวซุบซิบเรทเอ็กซ์ของบรรดาสาวๆ ทั้งสาวน้อยสาวมากที่บ้างก็เป็นเพื่อนบ้าน บางคนก็เป็นญาติสนิทบ้าง ห่างบ้าง ตั้งแต่รุ่นยายจนถึงรุ่นหลาน เพราะฉะนั้น รับประกันได้เลยว่า ได้เห็นมุมมองเรื่องใต้เตียง บนเตียงของผู้หญิงอิหร่าน ทั้งหัวสมัยใหม่ ก้าวหน้าเลยโลกพระจันทร์ หรือกระทั่งบางคนที่ไม่เคยเห็น "จงอาง" ทั้งๆ ที่ลูกโตจนเห็นอะไรๆ มากกว่าแม่ตัวเองซะอีก


ฉันว่าเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับสังคมอิหร่านได้ดีทีเดียว (เริ่มวิชาการ) จริงๆ แล้วสำหรับฉัน การเรียนรู้เกิดขึ้นทุกวินาที หากเราสังเกตเราจะ "เห็น" อะไรที่คนอื่นไม่เห็น ฉันว่าคงมีใครหลายคนอยากรู้ว่าพวกผู้หญิงที่ต้องแต่งตัวมิดชิดเกือบจะเห็นแต่ลูกตา มีอะไรเหมือนหรือแตกต่างจากชนชาติอื่นอย่างไร และอะไรที่เป็นตัวกำหนดหรือทำให้เกิดความแตกต่างนั้นๆ


ความเหมือนก็มีอยู่ เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ว่า ไม่ว่าชนชาติไหนๆ เรื่องผู้ชายผู้หญิงก็เป็นหัวข้อสนทนาเหมือนๆ กันทุกที่


เธอก็คงพอจะได้ไอเดียแล้วใช่มั้ยว่า หนังสือ "ทำสาว...เรื่องฉาวโฉ่" (ชื่อที่ฉันเพิ่งคิดได้เมื่อกี้ ต้องไปถามเหล่าประชาชนชาวกำมะหยี่ก่อนนะเธอ ว่ามันโอเครึเปล่า) คงจะมีแต่เรื่อง "โอ้โห" "อือฮือ" "ว้าย อะไรนั่น" เต็มไปหมด


ฉันจะพยายามเสกสรรถ้อยคำให้แสบสันต์ บาดลึก สะใจพวกเธอละกันนะจ้ะ


ว่าแต่คุณบอกอช่วยฉันด้วย!!

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ช่อดอกไม้เจ้าสาว-นางงาม-มินิบุค

ง่ายๆ ตรงไปตรงมา ระหว่างที่น้องนักศึกษาชูมินิบุค แพร์ซโพลิสเวอร์ชั่น 2 (ที่นำเรื่อง "ผัก" มาไว้แทน "ฮิญาบ" ของเวอร์ชั่นแรก อีกทั้งรวมความคิดเห็นจากผู้อ่านแพร์ซโพลิสเวอร์ชั่นภาษาไทยของคุณวีระกิจและคุณนุ้ย เรายังจัดให้โหวตลงคะแนนที่http://www.gammemagie.com/ ว่าอยากให้กำมะหยี่จัดพิมพ์หนังสือเล่มใดของมาร์จอเน่ ซาทราพิ เป็นเล่มต่อไป) โบกสะบัดและวางกระจายตามจุดประชาสัมพันธ์ของงานมหกรรมหนังสือ เปิด DVD Persepolis rerun มันทั้งวัน ยัยผู้แปลแวะไปแป๊บ ดูแลให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบร้อย แวะไปยิ้มหวานกับบรรดาเจ้าของบูธผู้ใจดีที่น่ารัก ยินดีให้กำมะหยี่นำหนังสือไปฝากขาย อันได้แก่ บูธ สนพ.วงกลม L01 บูธ พี่แป๊ด M16 (ชื่อโหดมากแต่จำแม่นที่สุด) บูธอัลเธอร์เนทีฟ ไรเตอร์ N 07 และบูธผู้พิมพ์หนังสือของเราทุกเล่ม คุณจ้อก P11 อ้อ เกือบลืม บูธร้านนายอินทร์ผู้จัดจำหน่ายหนังสือของสำนักพิมพ์กำมะหยี่ทุกเล่ม และยังยินดีให้กำมะหยี่ยึดพื้นที่นักเขียนพบนักอ่านเปิด DVD Persepolis พร้อมแจกมินิบุคกับผู้มาเยี่ยมเยือน

พูดไปตั้งยาว จะบอกว่า ทำงานแล้วนะ ถึงไปงานแต่งงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาน่ะ หมู่นี้ไม่ค่อยได้อัพบล้อก ด้วยไม่รู้ว่าจะเลือกเรื่องไหนมาเล่าก่อนดี เอ หรือจะเอาไปใส่ไว้ในบล้อกส่วนตัว แต่ถ้างั้นบล้อกณัฐพัดชา ก็คงจะแห้งเหี่ยวไม่มีข้อมูลจนกว่าจะคึกคักกับหนังสือเล่มใหม่นินา ก็ตอนนี้ยัยณัฐพัดชา ไปทำหลายหน้าที่เหลือเกิน เราจะเอาเรื่องเบื้องหลังการเข้าไปอยู่ในแวดวงนางงามมาเล่าให้ฟังก็แล้วกันนะ ว่าแต่ ใครยังอยู่ในวัยที่ประกวดได้ ถ้าสนใจอยากเป็นนางสาวไทยที่ไม่ได้ไปประกวดเวทีไหนต่อ เมื่อได้ตำแหน่งนางสาวไทยแล้วก็ได้ตำแหน่งทูตวัฒนธรรมและทูตการท่องเที่ยวไปในตัว เป็นตัวแทนของททท ในการประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวไทยในต่างแดนและร่วมกิจกรรมอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ เป็นนางสาวไทยที่งามด้วยปัญญา ไม่ต้องใส่ชุดว่ายน้ำประกวดด้วยล่ะ แถลงข่าววันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2551 ที่แฟชั่นฮอลล์ สยามพารากอน บ่ายสองโมง รับสมัครตั้งแต่วันแถลงข่าวถึงวันที่ 31 ตุลาคมนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมดูที่เว็บ mcot.net หรือติดต่อสื่อสารองค์กร ช่อง 9 อ.ส.ม.ท.

ขึ้นชื่อว่าช่อดอกไม้เจ้าสาว ขอย้อนไปเรื่องงานแต่งงานเมื่อวันศุกร์หน่อยนะเธอ ฉันได้คว้าได้ช่อดอกไม้ของเจ้าสาวที่โยนให้สาวที่อยากแต่งงานทั้งหลาย ด้วยความที่ก้านยาว จึงเอื้อมมือคว้าช่อดอกไม้แดงได้ก่อนเพื่อน ด้วยฤทธิ์ไวน์ขาวหลายแก้วอยู่ทำให้ความเป็นคนใจดีไม่มีเหลือ เมื่อคว้าได้ ก็ต้องยื้อยุดมาเป็นของฉัน แอบยิ้มเล็กๆ ให้สาวอีกคนที่คว้าปลายช่อเดียวกันด้วย

กลับบ้านแล้วจะโหลดรูปช่อดอกไม้แห่งอนาคตมาให้ดูนะจ๊ะ เอาใจช่วยณัฐพัดชาด้วย เผื่อจะได้ "นายทุนทำหนังสือ" ให้

แถมท้ายด้วยความเชื่อเรื่องช่อดอกไม้ของเจ้าสาวจาก yahoo ค่ะ

++What is the reason for the bride to throw her flower bouquet?

++it used to be superstition that anyone who got something from the bride would have good fortune in finding a mate (thus who catches it gets married next)People used to chase the bride and groom to try to take something form her (like pieces of dress etc.) so brides got smart and threw their boquet to distract the people. also it considered good luck at finding a mate if you stole the brides stockings so people would try to steel them as well, the garter was used to hold up the stockings and brides would throw the garter to distract them as well. thus comes the garter toss.The luck of the bride also comes in with the someting new, old, borrowed, and blue. the something borrowed is suposed to be something from a bride with a successful marriage so that the luck would be passed on to the new bride.GodBless!

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2551

PERSEPOLIS…ตราบรากเหง้าเราหยั่งลึก

โดย ผู้จัดการออนไลน์
8 ตุลาคม 2551 00:11 น.

...เสรีภาพเป็นสิ่งที่เราได้มาพร้อมกับความสูญเสีย...

เป็นเพียงน้ำเสียงหนึ่งของ PERSEPOLIS ผลงานการ์ตูนน่าอ่าน โดย Marjane Satrapi (ฉบับภาษาไทย แปลโดย ณัฐพัดชา สำนักพิมพ์ กำมะหยี่) นับเป็นการ์ตูนเรื่องเยี่ยมที่จะทำให้คุณตระหนักถึงความหมายของคำว่า ‘ชีวิต’...


ชีวิต...ในความหมายที่มิใช่เพียงการขีดวาดลากเส้นให้ตรง โดยไม่สะดุด หกล้ม พลาดพลั้ง บาดเจ็บ ทุลักทุเล แล้วเดินไปตามทางนั้นกระทั่งถึงจุดหมายซึ่งวาดหวังให้เป็นไป


หากคือชีวิตที่จำต้องออก ‘เดินทาง’ เพื่อค้นหา ทำความเข้าใจ และยอมรับกฎเกณฑ์ของโลกแห่งความเป็นจริง แม้ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณจะบอบช้ำบาดเจ็บ เต็มไปด้วยรอยแผลฉกรรจ์...


ไม่ว่าร่องรอยทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น เป็นผลพวงที่ได้รับจากสมรภูมิรบ แดนมิคสัญญีคุกรุ่น หรือจากคนรอบข้างในท่ามกลางโลกกว้างอันแสนเคว้งคว้างว่างเปล่า


อ่านต่อได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

ความเห็นผู้อ่านแพร์ซโพลิส Feedback from Persepolis Readers

อีเมลจากผู้อ่านเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดสำหรับคนที่นำเสนอผลงาน ผู้อ่านหนังสือที่ฉันแปล ส่งข้อความด้วยใจมาว่า ชอบที่ฉันไม่ได้ถอดเสียงคำอ่านชื่อของผู้เขียนเหมือนกับที่อ่านกันในภาษาอังกฤษ ว่า มาร์จาน (Marjane) ก็เพราะฉันยึดตามเพื่อนชาวอิหร่านที่น่ารักที่สุด เมื่อใดที่ขอความช่วยเหลือเรื่องการออกเสียงให้ถูกต้องตามแบบที่คนอิหร่านพูดกัน เขาคนนั้นไม่เคยอิดออดช่วยเหลือฉันเป็นอย่างดี แล้วฉันก็เขียนคำอ่านภาษาไทยของชื่อผู้เขียนว่า มาร์จอเน่ แบบที่ต้องมานั่งตกลงกับบรรณาธิการและพิสูจน์อักษรว่า ฉันจะเก็บไม้เอกไว้อย่างนี้ล่ะ ก็ต้องคอยแก้กันเพราะเราก็แปลแล้วก็อ่านไปตามประสา ก่อนที่จะมาสอบถามการออกเสียงที่ถูกต้องจากเจ้าของภาษา

อีกหนึ่งความประทับใจจากพนักงานในร้านประจำของฉันที่นำนิยายภาพเรื่องนี้ไปอ่านระหว่างทางกลับบ้าน และอ่านซ้ำถึงสองรอบ พร้อมกับเล่าให้ฉันฟังถึงความสนใจเกี่ยวกับเรื่องสินสอดที่ต้องให้กับครอบครัวของผู้หญิงก่อนที่จะฆ่า ฟังแล้วอาจจะงง ก็ถือว่าเป็นการพยายามพูดให้ไปซื้อหนังสือมาอ่านแล้วกันนะคะ 555

วันนี้ระหว่างที่ฉันนั่งรอผู้ร่วมใช้แรงงานแบกหามหนังสือ ก็ได้พูดคุยกับรปภ. ซึ่งเคยอ่านมินิบุคแพร์ซโพลิสแล้ว เขาถามถึงหนังสือภาคสอง โดยเข้าใจว่า 10 หน้าที่เขาได้อ่านจากมินิบุคเป็นเล่มแรก ฉันเลยชี้แจงแถลงไขให้ฟังว่านั่นเป็นเพียงตัวอย่างค่ะ เล่มหนึ่งกับเล่มสองก็เลยเดินทางจากรถของฉันมาเป็นหนังสือที่มอบให้อ่านสำหรับส่วนกลาง แค่อ่านไป 10 หน้า รปภ.คนฉลาดก็บอกถึงความคล้ายคลึงกับชีวิตของเขามาให้ฉันฟังเรียบร้อย ชีวิตที่ถูกกดดัน และเรื่อยจนถึงประวัติความเป็นมาตั้งแต่เด็กจนหนีแม่มาเผชิญชีวิตด้วยตนเองในกรุงเทพตั้งแต่อายุ 13 ปี พอฉันขออนุญาตนำเรื่องของเขามาเขียน เขาก็ไม่ใคร่จะเต็มใจนัก ฉันเลยขอเล่าให้ฟังเพียงแค่นี้แล้วกันนะ ระหว่างนั้นเองมีสาวน้อยในชุดนักศึกษาเดินมาที่ Reception เห็นหนังสือสองเล่มที่ฉันเอามาให้อ่านกันฟรีๆ เธอตัดสินใจซื้อทันทีเพราะเคยได้อ่านมินิบุคที่ฉันนำมาวางให้หยิบอ่านแล้ว เธอถามว่าหนังสือออกเมื่อไหร่ ฉันก็ว่าออกแล้ว ถ้าจะมีใครอยากได้อีกก็ติดต่อได้เลยนะคะ แถมเขียนเว็บบล้อกนี้ให้เธอไว้ด้วยเผื่ออยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแพร์ซโพลิสและอิหร่าน

เมื่อวานไปกินข้าวกับเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แม้เพื่อนฉันจะรอ (ถูกฉันบังคับให้)ซื้อจากฉัน แต่ก็ได้ความว่าเธอๆ ช่วยฉันโดยการฟอร์เวิร์ดอีเมลไปยังคนที่ชอบอ่านหนังสือและคนที่อ่านแล้วก็บอกว่ามันเป็นหนังสือที่ดี จะมีใครปลื้มไปกว่าฉันเป็นไม่มี

ไปแอบดูว่าที่ Thailand Book Tower จัดวางหนังสือฉัน ณ ที่ใด แม้จะอยู่ในกลุ่มเดียวกับหนังสือประเภทที่ไม่ตรงใจฉันนัก แต่ก็โดดเด่นเป็นสง่า เดินเข้าไปก็เห็นทันที จะไปคาดหวังอะไรนักหนา ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว (เนอะ)

วันนี้ไปรับหนังสือเพื่อนำมาขายในงานมหกรรมเห็นสต๊อกหนังสือของสายส่งมากมายเต็มไปหมด หนังสือฉันเป็นเหมือนเม็ดทรายในมหาสมุทร ต้องขอบคุณคุณอาร์ทที่ออกแบบปกให้ได้น่าสนใจ แตกต่างจากหนังสือเล่มอื่นๆ หาง่าย คราวนี้พอฉันตัดสินใจทำหนังสือของคุณมาร์จอเน่เล่มต่อๆ ไป ฉันเลยบอกคุณอาร์ทล่วงหน้าว่า ช่วยคิดหน้าปกของหนังสือเล่มต่อไปด้วยเลยนะคะ ความหมายและเรื่องราวแรงแบบแตกต่างจริงๆ ประมาณว่าพ่อแม่ของณัฐพัดชาต้องอ้าปากหวออีกตามเคย

แปลไปได้ครึ่งเล่มแล้วค่ะ จะรีบดูแลให้หนังสือลงสู่แผงด้วยคุณภาพแน่นปึก ตามไปดูทุกขั้นตอนเหมือนเคยค่ะ

ขอบคุณสำหรับกำลังใจ แม้เพียงไม่กี่อักษรหรือคำพูดไม่กี่คำ แต่มันทำให้หัวใจของณัฐพัดชาพองโตแต่ไม่ถึงกับปริแตกค่ะ พองกำลังตึงๆ ไม่หย่อนไม่ยาน 55

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551

แพร์ซโพลิสวางแผงทั่วประเทศนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป

โปรดทราบ...ท่านสามารถซื้อหนังสือแพร์ซโพลิสได้ที่ร้านนายอินทร์ โรงหนัง House RCA และร้านขายหนังสือหน้า Tops ค่ะ สำหรับร้านหนังสืออื่นๆ อาจจะช้านิดนึงนะคะ แต่ถ้าหาซื้อไม่ได้ก็สั่งผ่าน gammemagie@gammemagie.com ได้ค่ะ

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551

แพร์ซโพลิส จากแอนิเมชั่นชื่อดังสู่หนังสือภาคภาษาไทย

บันทึกความทรงจำเล่มเล็กๆ สองเล่มที่ผู้ใหญ่ทุกคนที่มีหัวใจควรอ่าน




วันที่ 11 กันยายน สำนักพิมพ์กำมะหยี่เปิดตัวหนังสือแปลชุดที่สอง แพร์ซโพลิส การ์ตูนอัตชีวิตประวัติของมาร์จอเน่ ซาทราพิ นักเขียนการ์ตูนชาวอิหร่านที่ใช้ชีวิตปัจจุบันในฝรั่งเศส ซึ่งได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นชื่อเดียวกันและได้รับรางวัลจากงานประกวดภาพยนตร์ที่เมืองคานส์มาแล้ว

แพร์ซโพลิส คือบันทึกความทรงจำวัยเด็ก วัยรุ่น จนย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ของมาร์จอเน่ “มาร์จี้” ซาทราพิ เรื่องราวที่เธอได้ประสบและตั้งคำถาม ทั้งสิทธิเสรีภาพ สงคราม และการสูญเสียจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศ ไปจนถึงวิธีคิดและการดิ้นรนแสวงหาเพื่อปรับตัวเข้าสู่สังคมและวัฒนธรรมของเธอเอง

แพร์ซโพลิส คือชื่อเมืองหลวงเก่าของเปอร์เซีย จักรวรรดิอันรุ่งเรืองยุคโบราณที่มีประวัติความเป็นมาหลายพันปี ดินแดนแห่งนี้ผ่านการยึดครองของชนชาติต่างๆ ทั้งกรีก เติร์ก มองโกล และชนเผ่าอาหรับผู้มาพร้อมกับศาสนาอิสลาม และในทศวรรษ 1970-1980 ดินแดนนี้ได้เผชิญการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเข้มข้น ทั้งการล้มล้างพระเจ้าชาห์และการปฏิวัติอิสลาม อันนำไปสู่การสถาปนาสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในปี 1979 และตามมาด้วยระบอบการปกครองที่เข้มงวด และสงครามอิรัก-อิหร่าน

ถึงแม้ฉากและเหตุการณ์ใน แพร์ซโพลิส จะเกี่ยวข้องกับศาสนาและการเมือง เพราะทั้งสองอย่างนั้นคือปัจจัยสำคัญในการดำรงอยู่ของสังคมและมนุษย์อย่างแยกไม่ออก แต่เนื้อหาแท้จริงของเรื่องกลับเป็นการต่อสู้ที่จะมีชีวิตที่ดีและมีความสุข การดิ้นรนและแสวงหา ลองผิดลองถูก และความกล้าที่จะ “เผชิญ” และ “ใช้” ชีวิต ซึ่งมาร์จอเน่เขียนได้อย่างสนุก มีสีสัน และณัฐพัดชาก็ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยได้อย่างชวนติดตาม

“เราอยากให้ผู้อ่านโยนอคติเกี่ยวกับความแตกต่างทั้งหลาย เพศ วัฒนธรรม ศาสนา สงคราม และการเมือง ทิ้งไป และใช้ความรู้สึกเพียวๆ ของการเป็นมนุษย์ในการทำความรู้จักกับมาร์จี้ มองผ่านเปลือกนอกเข้าไปสัมผัสการต่อสู้ของผู้คนกลุ่มหนึ่งในสังคมหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกสากลที่เกิดขึ้นกับใครในสังคมใดก็ได้” อธิชา มัญชุนากร กาบูล็อง เจ้าสำนักกำมะหยี่ กล่าว

ก่อนหน้านี้ กำมะหยี่ได้ส่งเรื่องสั้นสัญชาติไทยสองเล่ม เด็กหญิงมุกประดับ และ คณิตศาสตร์ (รส.) ของ 10 เดซิเบล และ ราตรีมหัศจรรย์, ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย, แกะรอย แกะดาว ผลงานแปลสามเล่มของนักเขียนญี่ปุ่น ฮารูกิ มูราคามิ และจะนำความอัศจรรย์ในแง่มุมต่างๆ ของมนุษย์มานำเสนอต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและพูดคุยเกี่ยวกับมาร์จี้และเรื่องราวของเธอได้ที่ 02 270 3942, 081 985 3838, และเว็บไซต์ http://http://www.gammemagie.com/ หรือเว็บบล็อก http://gammemagie.blogspot.com/
+++

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551

Persepolis: กว่าจะมาเป็นเล่ม

รูปที่เธอเห็นอยู่นี่ เป็นรูปของหนังสือแพร์ซโพลิสทั้งสองเล่มที่เพิ่งพิมพ์เสร็จสดๆ ร้อนๆ ให้ฉันผู้เป็นแม่ (ถ้าจะเปรียบคงเป็นแม่นม ส่วนมาร์จอเน่เป็นแม่ผู้ให้กำเนิด) เข้าไปตรวจสอบคุณภาพของลูกๆที่ฉันฟูมฟักมากับมือทั้งภาษา สำนวนการแปล และการผลิตออกมาเป็นรูปเล่มจนถึงมือของผู้อ่าน(ที่มองลึกลงไปกว่าที่เห็นว่าหนังสือสองเล่มนี้เป็นแค่หนังสือการ์ตูนธรรมดา)

ฉันมักจะได้อะไรมากกว่าที่คาดไว้เสมอ การเยี่ยมเยือนหจก. วรรณกรรม พบคุณสุริยันต์ อันตนนา ผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของโรงงานที่รับเข้าเล่มหนังสือ (Book Binding) แห่งนี้ ฉันไม่รู้มาก่อนว่ามีการแยกบริการการพิมพ์กับการเข้าเล่มออกจากกัน ในความรู้สึกของคนทั่วไป คือ เข้าโรงพิมพ์แล้วก็ออกมาเป็นหนังสือ ที่ไหนได้ขั้นตอนการเข้าเล่มหนังสือสำคัญมิใช่น้อยเลยนะเธอ โรงพิมพ์ก็ทำหน้าที่พิมพ์สมชื่อ แล้วก็ส่งกระดาษที่พิมพ์แล้วมาที่นี่เพื่อเข้าเล่ม ขั้นตอนแรกก็คือการตัดกระดาษตามรูปเล่ม จากนั้นก็เรียงหน้า แล้วจึงไสกาวไส้ใน เข้าเล่มกับตัวปก สุดท้ายก็การบรรจุหีบห่อสำหรับส่งไปยังบริษัทรับจัดจำหน่าย

ฟังๆ แล้วก็ไม่น่ายาก แต่งานปิดทองหลังพระนี้ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ใครๆ คิด คุณภาพของกระดาษเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพการเข้าเล่มอย่างที่ฉันไม่เคยนึกมาก่อน



จากภาพแรก เธอจะเห็นกาวร้อนๆ ที่สาดไปยังกระดาษแบบต่างๆ กระดาษสีน้ำตาลรีไซเคิลเป็นแบบที่กาวมีการเดือดปุดสูงสุด ผลเป็นอย่างไรหรือเธอ ก็ทำให้ตอนไสกาวเข้าเล่มมีฟองอากาศอยู่มาก หนังสือก็มีโอกาสหลุดเป็นชิ้นๆ ได้ง่ายไงล่ะ เธอลองดูคุณภาพกระดาษที่ทำให้เกิดฟองอากาศน้อยที่สุดนะ เมื่อฉันพลิกอีกด้านให้ดู คุ้นๆ มั้ยว่ามันคลับคล้ายคลับคลาเหมือนหน้าปกหนังสือเล่มไหน นี่คือสิ่งที่ฉันอยากเล่าให้เธอฟังว่าคุณภาพของกระดาษก็มีผลต่อความแข็งแรงคงทนของการเข้าเล่มหนังสือนะ



คำบรรยายในสไลด์คงบอกอะไรเธอได้พอสมควรนะ การกระทำหลายๆ อย่าง มาจากการเรียนรู้ข้อผิดพลาด ฝนเคยรั่วเมื่อตอนที่เป็นหลังคากระเบื้อง ตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็นหลังคา metal sheet ถ้าไฟจะไหม้ ทำไงดีล่ะ มีแต่เชื้อไฟอย่างดีทั้งนั้น โรงงานนี้เดินสายไฟอยู่ระดับเหนือศีรษะทั้งหมด การช็อตหรือไหม้จะเกิดด้านบน สำหรับด้านล่าง หนังสือจะอยู่บนพาเลตทั้งหมด กันทั้งน้ำท่วมและขนย้ายสะดวกหากเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ โรงงานที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่รักษาความปลอดภัยจากอัคคีภัยและวาตภัย ยังต้องดูแลให้ลิขสิทธิ์ทางปัญญาไม่ได้ถูกผู้มิประสงค์ดีขโมยไปขาย เศษกระดาษที่พิมพ์เกินจะถูกนำไปจำหน่ายจ่ายแจกให้โรงงานรีไซเคิล ห้ามส่งเกินแม้เพียงเชือกฟางที่รัดกระดาษเข้าด้วยกัน บริเวณโรงงานห้ามบุคคลภายนอกเดินเพ่นพ่าน (ยกเว้นมาตรวจงาน ได้รับอนุญาตอย่างฉันเท่านั้น) ประตูม้วนไฟฟ้าปิดตอนห้าโมงเย็น



ถ้าเธอดูก่อนอ่าน ฉันว่าเธอทายไม่ถูกหรอกว่า ฉันต้องการจะสื่ออะไรจากสไลด์ชุดนี้ ลองปิดเนื้อหาข้างล่างแล้วลองคิดๆ ดูมั้ยละเธอ

เมื่อไสกาวเข้าเล่มหนังสือเรียบร้อยแล้ว พนักงานก็จะเช็ดทำความสะอาด เรียงเล่มเป็นปึกและใช้พลาสติกห่อ ของแบบนี้มีศิลปะในการทำงานนะจะบอกให้ ถ้าสังเกตจะเห็นว่า ไม่ได้เรียงแบบเดียวกัน ด้านที่มีพลาสติกหุ้มทั้งหมดจะเรียงเพื่อประโยชน์ในการนับ หันสันสีม่วงออกห้าเล่ม หันอีกด้านออกห้าเล่ม แต่สำหรับด้านที่พลาสติกหุ้มไม่หมด ถ้าไม่ใส่กระดาษขาวกันเปื้อนตรงช่วงที่ไม่มีพลาสติก ก็หันสันปกสีม่วงไว้ตรงกลาง ถ้าเพ่งมองจะเห็นว่ามีการเรียง 2 เล่มบนและล่างให้หน้าด้านสีขาวหันออกมา ส่วนอีกแปดเล่มที่เป็นไส้กลางจะหันสันทีม่วงซึ่งเราพิมพ์แบบเคลือบด้านเอาไว้อยู่แล้ว ทำให้เลอะยาก ถึงเลอะก็เช็ดออกค่ะ

แต่เดิมที่โรงงานไม่ได้ห่อด้วยพลาสติกหรอกนะ ห่อด้วยกระดาษธรรมดา แต่ข้อดีของพลาสติกคือ กันน้ำ มองเห็นง่าย การขนย้ายหนังสือผิดพลาดได้ยาก หากมีใครลักลอบขนหนังสือไปขายก็สามารถรู้ได้โดยง่าย หนังสือกองใดหายไปก็รู้ทันที คุณสุริยันต์ดูแล้วคุ้มแม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าถึงเท่าตัว ฉันเองมาตรวจคุณภาพหนังสือ เปิดหีบห่อพลาสติกเสียไปเป็นสิบ ให้รู้สึกเกรงใจไม่น้อย แต่เพื่อการตรวจเช็คคุณภาพ การมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแต่สร้างความมั่นใจให้เราได้ว่า ลูกค้าจะได้รับหนังสือที่มีคุณภาพ แต่อย่างไรก็ดี หากมีหนังสือด้อยคุณภาพเล็ดลอดไปได้ เรายินดีรับหนังสือคืนและเปลี่ยนเป็นหนังสือเล่มใหม่ที่สดใสกว่าให้สำหรับลูกค้าของกำมะหยี่ทุกท่าน ไม่ว่าจะซื้อผ่านร้านหนังสือร้านใดๆ

หวังว่าเธอคงเห็นความตั้งใจของพวกเราชาวกำมะหยี่ผ่านตัวอักษร ภาพ สไลด์ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง จนกระทั่งหนังสือพิมพ์เสร็จพร้อมส่งถึงมือเธอนะจ๊ะ

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551

รอบรู้ ลงลึก Persepolis & Iran

ฉันกำลังคิดอยู่ว่า ทำยังไงให้ข้อมูลที่อยู่ในบล้อกนี้อยู่ในรูปแบบที่คนอยากรู้จะอยากอ่าน หรือทำให้คนที่ผ่านเข้ามาแล้วอยากรู้แล้วก็ได้อ่านอย่างง่ายดาย คงถึงคราวที่ฉันจะต้องสรุปอีกครั้งเพื่อจัดหมวดหมู่ให้เข้าใจง่ายขึ้น


มาเริ่มกันที่หน้าปกเลยดีกว่า...ก็แค่อยากให้ดูอยู่คู่กัน

ดูหน้าฟังเสียงผู้แต่งเรื่อง Persepolis กันบ้างIt depends...มันก็แล้วแต่...

รู้จักมาร์จอเน่อีกนิดจากสิ่งที่เธอเล่าให้ฟังFrom Marjane's Trip to America

อ่านคำนำผู้แปลซะหน่อยเป็นไร Persepolis 1

Persepolis: กว่าจะมาเป็นเล่มปกหน้าหลัง คำโปรยอยู่ท้ายสุดของหน้าโฮมเพจของบล้อกเลยจ้ะ
ดูคำแนะนำในการอ่านสักนิด Persepolis จัดเรท แล้วต่อด้วย Press Release


หรือเธอลองไปที่บล้อกของสำนักพิมพ์กำมะหยี่เลยนะ ข้อมูลที่นั่น จัดหมวดหมู่ไว้อย่างสวยงาม น่าอ่านน่าชม แล้วถ้ายังไม่อิ่มหนำสำราญใจก็แวะมาที่นี่อีกครั้งได้เลยค่ะ

ฉันพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับ Persepolis และอิหร่านเป็นไกด์ไลน์ภาษาอังกฤษไว้ที่ For my new Iranian friend

คำอธิบายเป็นภาษาไทยเกี่ยวกับบล้อกที่ฉันเขียนถึงแพร์ซโพลิสและประเทศอิหร่านที่ บล้อกมากมายที่อัพในช่วงนี้

บล้อกที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมีชื่อดังนี้ เธอจะคลิกลิงค์จากบล้อกนี้ไปเลยหรือค้นหาจากแถบค้นหาด้านบนโดยใส่คำที่เกี่ยวข้องก็ได้นะ เริ่มต้นแบบสบายๆ มายลสีสันของประเทศอิหร่านที่มีมากกว่าขาว-ดำ


ฉันใส่ลิงค์มุมมองของคนอิหร่านคนนึงที่เขียนบล้อกและพูดถึงแพร์ซโพลิสและประเทศของเขาให้ดูเป็นตัวอย่าง มีบล้อกของคนไทยอีกเยอะเลยที่เขียนถึงแพร์ซโพลิส(Persepolis) แต่ส่วนใหญ่จะพูดถึงเวอร์ชั่นที่เป็นหนังการ์ตูนนะจ๊ะ ถ้าใครสนใจก็ดูลิงค์ Persepolis ในเมืองไทยทางขวามือด้านล่างได้เลย

บทความสองเรื่องนี้เป็นความเห็นของแม่ชีศันสนีย์ที่ได้สัมผัสกับผู้หญิงอิหร่าน และเราจะนำมาปรับใช้กับปัญหาในเมืองไทยอย่างไร

แผนการเรียนการสอนจาก http://www.readwritethink.org/ และเว็บอื่นที่เกี่ยวข้อง นำ Persepolis มาใช้ในการเรียน สอนให้ผู้เรียนศึกษาสิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้ง

ข่าว BBC ภาษาอังกฤษเรียงร้อยเหตุการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน-สหรัฐอเมริกา ได้อย่างละเอียดเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยสนใจการเมืองตะวันออกกลางอย่างฉันเป็นต้น

บทความจาก Gardian หนังสือพิมพ์ออนไลน์เล่มนี้ให้มุมมองเปรียบเทียบหนังการ์ตูนกับการเมืองอิหร่าน-สหรัฐอเมริกาในมุมที่แตกต่าง

ฉันละตะลึงกับความเก่าแก่ของอารยธรรมและข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เธอสามารถอ่านจากที่ฉันและเพื่อนกำมะหยี่ช่วยกันแปลและเกลา รวมทั้งลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติมที่เธอสามารถคลิกไปดูได้จากบทความนี้



ข้อมูลอื่นๆ อีกมากมายเกินกว่าที่ฉันจะนำมาสรุป แต่ก็ไม่ลำบากเกินไปที่จะรวบรวมลิงค์ไว้ให้ในบล้อกนี้ เลือกอ่านได้ตามสบายนะจ๊ะ ดูทางด้านขวามีทั้งไทยและเทศให้สมใจคนที่อยากรู้อะไร ต้องรู้ลึกๆ จ้ะ

ผู้จัดการออนไลน์ก็พูดถึงแพร์ซโพลิสนะ ตามไปดูที่นี่ได้เลย

ขอตบท้ายด้วยโฆษณาหนังสือการ์ตูนที่เป็นการ์ตูน...Persepolis Advertisement (in Cartoons too!) และการตลาดแบบแพร์ซโพลิสค่ะ...Persepolis Marketing Campaign

A night at Falabella

ตุ๊กตา Falabella ราคา 1 ใน 10,000 ของราคาม้าตัวจริงกระมัง ฉันว่าครั้งแรกที่ฉันติดใจม้าแบบนี้คือ ตอนที่ไปดูๆ แลๆ ที่ร้าน Hermes แต่เมื่อพลิกดูราคาแล้วรู้สึกว่าจะราคา สัก 1 ใน 100 ของราคาม้ามั้ง แต่ ณ ตอนนั้น ฉันก็ว่าแพงเหลือหลายแล้วล่ะ

ม้า Falabella เป็นม้าพันธุ์แคระ ตัวเต็มวัยสูงประมาณ 32 นิ้ว เท่ากับขนาดของหมาที่เราเลี้ยงดีๆ นี่เอง ฉันเริ่มมีไอเดียบรรเจิด ถ้ามีใครซื้อม้าให้ฉัน ฉันคงจะรับรักเลยละเนี่ย แต่หมายถึงม้าจริงๆ นะ ไม่ใช่ม้าตุ๊กตาอย่างตัวนี้

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า A night at Falabella จะเกี่ยวโยงถึงความพิสดารบางประการกับม้า มิใช่เช่นนั้น ฉันแค่ได้ไปเยือนร้าน Falabella อีกครั้งหลังจากครั้งแรกเมื่อหลายปีผ่าน บรรยากาศดีเหมือนเดิม มีทั้งส่วนที่อยู่ในห้องแอร์และส่วนที่รับลมธรรมชาติด้านนอก ร้านนี้ตั้งอยู่ด้านหลังสนามม้าสปอร์ตคลับ มีความเป็นส่วนตัวและเอกลักษณ์เฉพาะ เพื่อให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศสบายๆ โดยที่ไม่ต้องกลัวเปียกฝน เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปข้างบนก็จะเห็นเต็นท์ยักษ์สีขาวคลุมเวทีสำหรับเล่นดนตรีสด และโซฟาเก้าอี้ร่วมสิบชุด ส่วนตัวฉันเป็นพวกขอบๆ ระหว่างโอเพ่นแอร์กับบริเวณห้องแอร์ แหงนหน้าขึ้นไปก็จะเห็นหลังคาของร้านกับบางส่วนของเต็นท์ขาว นั่งเก้าอี้สูงคู่โต๊ะทรงเดียวกับรูปร่างฉันนั่นแหละ

ด้วยอาศัยใบบุญพี่ที่ฉันนับว่าเป็น role model ของพี่ชาย พ่อ และผู้ชายที่เป็นสุภาพบุรุษ ตลอดระยะเวลาเกือบสิบปีที่เห็นหน้ากันมา ความสม่ำเสมอ การดูแลเทคแคร์ให้เกียรติผู้หญิงเป็นเสน่ห์ที่ไม่ได้เกิดจากความต้องการเอาใจใคร เป็นธรรมชาติที่ได้รับการหล่อหลอมมาพร้อมกับความเป็นตัวตนของคน

สองสาวชุดแดงขออนุญาตควงพี่ชายไปงานวันเกิดผู้ใหญ่ ได้หม่ำก๋วยเตี๋ยวเรือรสเด็ดกับข้าวหมูแดงที่พี่ชายแสนดีไปตักมาให้ด้วยตัวเอง ต่อด้วยไวน์แดง คามิคาเซ่และสปาย บนโต๊ะมีสีสัน แดง เหลือง ฟ้า ขาวเหลืองจากไวน์ขาว และแดงกำมะหยี่จากไวน์แดงรสเลิศ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม บรรยากาศดีๆ อย่างนี้ ฉันคงอดไม่ได้ที่จะขอเจ้าของงานขึ้นร้องเพลงเพื่อความบันเทิงส่วนตัว (และปรากฎว่ามีคนคิดว่าฉันเป็นนักร้องด้วย อิอิ แปลว่าคงไม่ได้ร้องแย่จนเกินไปนัก)

ฤา รักฉันจะเป็นเพียงความฝัน ไม่มีวันนั้น.....

จันทร์คืนแรมวับแวมอยู่บนปลายฟ้า คงล้าอ่อนแรงทอแสงแหว่งเว้า ครึ่งดวง
คืนเหงามันเศร้ามันซึมในทรวง จันทร์เพียงครึ่งดวง คล้ายจันทร์เจ้ารอใคร
จันทร์คืนแรม วับแวมมีเพียงครึ่งใบ คงดังกับใจฉันที่มีเพียงครึ่งดวง
คอยรักที่จักเดิมเต็มในทรวง โอ้ใจครึ่งดวง เฝ้ารอมาเนิ่นนาน


จันทร์เอ๋ยจันทร์ที่ลอยเด่นฟ้า จะมีน้ำตาหลั่งมาเหมือนฉันบ้างไหม
ความรักมันช่างห่างไกลแสนไกล ไม่รู้วันไหน หัวใจถึงจะเต็มดวง


คงมีวันที่จันทร์เจ้าจะเต็มใบ แต่ว่าหัวใจฉันจะมีไหมวันนั้น
ฤารักฉันจะเป็นเพียงความฝัน ไม่มีวันนั้น วันที่ใจเต็มดวง
จันทร์เอ๋ยจันทร์ที่ลอยเด่นฟ้า จะมีน้ำตาหลั่งมาเหมือนฉันบ้างไหม
คงมีวันที่จันทร์เจ้าจะเต็มใบ แต่ว่าหัวใจฉันจะมีไหมวันนั้น
ฤารักฉันจะเป็นเพียงความฝัน ไม่มีวันนั้น วันที่ใจเต็มดวง


...ฤารักฉันจะเป็นเพียงความฝัน ไม่มีวันนั้น วันที่ใจเต็มดวง


แล้วก็ต่อด้วย ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ เพื่อให้ดูอายุฉันน้อยลงมาอีกนิด แหม แต่ยังไง ฉันก็ชอบเพลงที่เน้นความละเมียดละไมของคำอย่างเพลง จันทร์ นี้ละนะ ดูเนื้อแล้วเธออาจจะนึกว่าเป็นเพลงโบราณ แต่ที่จริงแล้วเป็นเพลงสมัยใหม่ที่เพิ่งแต่งไม่นาน แต่คงไว้ซึ่งลักษณะและอารมณ์ของเพลงที่ละเอียดอ่อนแบบเดิม

แล้วความงามของค่ำคืนนั้น ค่ำคืนที่ฉันเลือกปฏิบัติตนอย่างที่ควรจะเป็น สร้างความแปลกใจให้ผู้ใหญ่แสนฉลาดที่ยังทำตัวเป็นเด็กอยู่ไม่น้อย ควันหลงจากงานก่อให้เกิดอะไรตามมาหลายอย่าง อย่างนึงก็คือฉันมีอารมณ์มาเขียนบล้อกผิดเวลาอย่างนี้แหละ ว่างๆ ก็ลองไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สำหรับคนที่เกิดหลงเสน่ห์ม้าน้อยพันธุ์นี้อย่างฉันบ้างนะจ้ะ

รูป Falabella ที่ฉันอยากนำมาไว้ที่บล้อก
แต่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์เกือบหมื่นบาทแน่ะ เธอคลิกไปดูแทนละกัน ได้เห็นแต่ไม่ต้องเสียเงิน ของบางอย่างเราไม่ต้องเป็นเจ้าของก็ได้เนอะ

เรื่องราวม้าน้อย Falabella
เรื่องราวแบบทางการ Falabella Miniature Horse Association

ปลื้มใจไม่หายที่ผู้ใหญ่เจ้าของวันเกิดเอ่ยปากว่าจะอ่าน Persepolis มินิบุคก่อนนอน พร้อมกับเก็บใส่กระเป๋าเสื้อทำให้สาวเสื้อแดงผู้แปลดีใจอย่างที่สุด!

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551

จากวันนั้นถึงวันนี้

ที่จริงแล้ว ฉันควรจะเขียนและนำรูปขึ้นบล้อกตั้งแต่วันรุ่งขึ้นหลังงานรวมพลคนอ่านและไม่อ่านงานมูราคามิ แต่ด้วยความเหนื่อยและขี้เกียจและอะไรก็แล้วแต่ที่ฉันจะขุดขึ้นมาอ้าง เอาเป็นว่าวันนี้ฉันนึกครึ้มอกครึ้มใจนำรูปขึ้นบล้อก พร้อมกับนึกย้อนบรรยากาศในงานวันนั้น

ฉันยังคงทำตัวเป็นสาวไฮเปอร์เช่นเดิม นั่งโต๊ะนี้ชนหมดแก้ว แล้วก็เดินดุ่มๆ ไปอีกโต๊ะ อ้าว หมดแก้ว แล้วก็ทำอย่างเดิมไปเรื่อยๆ มีคนบอกว่าเหมือนเป็นคนละคนกับตอนเย็นเลย อ้าว ก็แน่ละสิ มันคนละบทบาทนิ จะให้เล่นเหมือนเดิมก็ใช่ที่

เพื่อนชาวอิหร่านคนดีที่ให้ความช่วยเหลือในการแปลหนังสือเล่มแรก เดินทางมาร่วมงานจากต่างจังหวัด จริงๆ แล้วฉันไม่คาดคิดหรอกว่าจะมีเพื่อนๆ มาร่วมแสดงความยินดีมากอย่างที่เป็น เพราะสถานที่จัดงานมันไกล แถมเพื่อนฉันอยู่คนละโลกกันกับฉันในตอนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็ยังมาด้วยเหตุผลต่างๆ กัน เพื่อนสมัยเรียนมา เพราะกลัวความรู้สึกผิดถ้าไม่แวะมาหาฉัน พี่อีกคนมาเพราะฉันเชิญไว้นานแล้วพร้อมกระเช้าดอกไม้...อย่างที่ฉันไม่คาดคิด น้องอีกคนไปเฝ้าลูกถ่ายโฆษณามาจนเสร็จก็รีบซิ่งมาหาทันเวลาครื้นเครง

วันนี้ฉันได้รับหนังสือที่ฉันแปลเล่มแรกที่เพิ่งพิมพ์เสร็จๆ ร้อนๆ ยังไม่รู้สึกดีใจเท่าไหร่ ความรู้สึกอาจจะแตกต่างและได้รสที่น่าจดจำ เมื่อฉันมอบหนังสือให้แม่ในวันรุ่งพรุ่งนี้ พร้อมๆ กับเปิดหน้าขอบคุณ ที่ฉันเขียนถึงท่านว่า

.....คำขอบคุณ......พ่อแม่ของณัฐพัดชา สำหรับวิตามินเอ็มและโอกาสในการลองผิดลองถูก (อีกครั้ง)

ไม่มีอะไรสวยงามเท่าการพูดความจริง ยอมรับตัวเองในแบบที่เป็น...

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551

บล้อกมากมายที่อัพในช่วงนี้

ฉันเริ่มเข้าใจความ "ต่าง" ที่ยากจะหาใครเหมือนของฉันได้แล้ว ฉันยอมรับว่ามันเป็นความบ้า หรือเรียกให้หรูอีกนิดก็เป็นความลุ่มหลง แต่เอ ท่าทางจะสุดโต่งเกินไป ฉันว่าเป็นเรื่องของการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเพลิดเพลินจนหลงลืมสิ่งอื่นรอบตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่จิตใจจดจ่อเป็นการทำอะไรที่ไม่ดี ไม่ได้หลงผู้ชาย หลงข้อมูลจ้า

หลายครั้ง หลายหนที่ฉันเป็นแบบนี้ เหมือนเข้าไปในขุมทรัพย์ทางปัญญา เจอคำตอบหนึ่งซึ่งนำไปสู่สิ่งที่น่าสนใจอีกสิ่งหนึ่ง แล้วก็สนุกสนานเพลิดเพลินไปกับมันเรื่องๆ แม้จะง่วงก็บอกตัวเองว่า ขออีกนิดน่า อาจจะเจออะไรที่เด็ดๆ ก็ได้ คราวที่แล้ว ฉันหาตัวอย่างสัญญา เกือบจะเลิกหาแล้ว แต่ในที่สุดก็พบเว็ปไทยใจดี มีสัญญาสารพัดชนิด ด้วยความดีใจ ดาวน์โหลดมาหมดไม่ว่าจะเป็นการทำพินัยกรรม สัญญาฝากขาย สัญญาบ้านเช่า ฯลฯ

ควรจะเข้าเรื่องแล้วเนอะ ที่ตั้งใจจะเขียนตอนนี้คือ อธิบายที่มาที่ไปของบทความสารพัดร่วม 10 บทความเห็นจะได้ และถ้าใครสังเกตุก็จะเห็นลิงค์ไปยังข้อมูลน่าสนใจอื่นๆ ที่ฉันสรุปหรือนำมาเขียนแยกแจกแจงรายละเอียดทั้งหมดไม่ไหว เอาเป็นว่าถ้าใครต้องการมีพื้นฐานข้อมูลเกี่ยวกับประเทศอิหร่าน ผู้หญิงมุสลิม เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ฉันไปคัดสรร หามาให้แล้วทั้งเว็บไทยและเทศ

และสิ่งที่ประทับใจอย่างยิ่งคือ แผนการเรียนการสอนเด็กระดับมัธยมที่เลือกใช้แพร์ซโพลิส Persepolis เป็นหัวเรื่องในการสอน

ฉันนั่งอ่านแผนแล้ว เป็นการเรียนการสอนแบบบูรณาการจริงๆ ก่อนที่จะให้นักเรียนอ่าน Persepolis ครูจะให้ทำการบ้านโดยการหาข้อมูลเกี่ยวกับอิหร่านในช่วงนั้น สภาพสังคมและวัฒนธรรมเป็นอย่างไร โดยให้รายชื่อเว็บไซต์ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับคำถามที่ตั้งไว้ล่วงหน้า โดยให้นักเรียนทำงานเป็นกลุ่มและนำเสนอข้อมูลที่ได้รับหน้าชั้นเรียน สิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้และฉันเห็นว่าสำคัญกว่า "สิ่งที่รู้ ข้อมูลที่ได้รับ" คือกระบวนการคิด วิธีอ่าน การสรุปความ เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นฟังอย่างกระชับ โดยใช้สไลด์ประกอบ เป็นการบังคับให้เรียนรู้การใช้โปรแกรมนำเสนอรายงานอย่าง Power Point อย่างเป็นธรรมชาติ แผนการสอนที่ได้ออกแบบไว้ มีเครื่องไม้เครื่องมือ และข้อมูลที่นักเรียนจำเป็นต้องใช้ แต่ไม่ใช่ในลักษณะการป้อน เป็นการแนะแนว บอกทาง แต่ต้องเดินไปเอง พบอุปสรรคเอง แก้ปัญหาเอง แล้วท้ายที่สุดประสบการณ์ก็จะสอนนักเรียนผู้นั้นเอง เธอลองคลิกไปตามลิงค์บทความที่ผ่านๆ มาของฉันก็จะสามารถเข้าไปดูแผนการสอนได้โดยละเอียดจ้ะ

นอกจากแผนการสอนมหัศจรรย์ที่ฉันเจอแล้ว ก็ยังมีข้อมูลในเชิงลึกที่ฉันรับรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้หญิงอิหร่าน ข้อมูลที่ดูเหมือนจะขัดกันเองในที ตกลงตัดสินอะไรอย่างชัดเจนไม่ได้หรอกนะ ต้องดูว่ามองในมุมไหน ดีใจกับคนอิหร่านด้วยที่มีรองประธานาธิบดีเป็นผู้หญิง ขนาดเมืองไทยยังมีแค่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเท่านั้น เว็บของ BBC ยาวเหยียดที่ฉันโพสต์ไว้ ให้ข้อมูลได้ดีมากสำหรับคนที่ไม่เคยสนใจการเมืองตะวันออกกลางเลยอย่างฉัน สงครามเป็นเรื่องของอำนาจ แต่ผู้ที่เดือดร้อนคือประชาชน และตราบใดที่ตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งน้ำมันหลักของโลก พลังงานเป็นขนมที่หอมหวานเย้ายวนสำหรับชาติมหาอำนาจ

หาข้อมูลไปมา กลับพบว่าประเทศที่ต้องอยู่ในภาวะสงครามอยู่เป็นนิจกลับมีธรรมชาติและสิ่งปลูกสร้างที่งดงาม ฉันถึงกับทำสไลด์เป็นออนไลน์ทัวร์โดยณัฐพัดชา ดูไปถึงโปรแกรมทัวร์อิหร่าน เพิ่งรู้อีกเช่นกันว่าคนอิหร่านมาเที่ยวเมืองไทยใกล้แสนคนต่อปีแล้ว ส่วนคนไทยเพิ่มไปไม่กี่หมื่นคนต่อปี ฉันเชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่จะเดินทางไปอิหร่านจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพิ่งมีเว็บไซต์การท่องเที่ยวอิหร่านเป็นภาษาไทยที่ให้ข้อมูลน่าสนใจเมื่อปีที่แล้ว ฉากใน Persepolis หลายตอนพูดถึงสถานที่ๆ ฉันนำมาทำสไลด์ เช่น เทือกเขาอัลบอร์ซ สกีรีสอร์ท สุเหร่า หรือแม้แต่ถนนหนทางทั้งในชนบท ระหว่างเมืองและในกรุงเตหะรานช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวก็งดงามกลบภาพสงครามภายในใจฉันได้โดยสิ้นเชิง

ฉันรวบรวมลิงค์มากมายตามที่กล่าวถึงข้างบน เว็บและบล้อกของแฟนๆ หนังสือและหนังการ์ตูนแพร์ซโพลิส Persepolis เรียกว่า ดูกันไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียว

และท้ายสุด เป็นบทความที่เหมือนเขียนขึ้นมาเพื่อให้ฉันค้นพบ จากแม่ชีศันสนีย์ เสถียรธรรมสถาน ถึงประสบการณ์ตรงกับผู้หญิงอิหร่านทั้งในประเทศไทยและประเทศอิหร่าน มุมมองเดียวกันของผู้หญิงที่แตกต่างทั้งเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม แต่มี "ใจเดียวกัน" คือใจที่อุทิศตนเพื่อเด็กและผู้หญิง (ไม่ใช่นางงาม แต่งามทั้งนอกและใน) การพูดถึงปัญหามุสลิมทางใต้ ทำให้ฉันหัวใจพองโตด้วยความรู้สึกว่าฉันอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศเข้าใจคนไทยมุสลิมทางภาคใต้มากขึ้นผ่านภาพการ์ตูนขาวดำ ที่ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเราต้องตัดสินทุกอย่างให้เป็นดำ หรือ ขาว เพียงแค่ความเข้าใจ อาจจะทำให้เกิดความอัศจรรย์ขึ้นในแผ่นดินทองผืนนี้ก็ได้นะ

ฉันอาจจะหวังมากไป อะไร้ หนังสือการ์ตูนสองเล่มเล่าเรื่องผู้หญิงที่แก่นกล้า ก๋ากั่น ทำสิ่งผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแน่นอนว่าเธอไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีให้กับเยาวชนไทย แต่เธอก็คือผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่มีเลือดเนื้อ ผู้หญิงที่ตั้งใจจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิต ไม่ว่าจะล้มเหลว ผิดพลาดมาสักกี่ครั้ง ในเมื่อการอ่านเรื่องราวของเธอ ก่อเกิดปฏิกิริยาสั่นสะเทือน ให้ฉันหันมาเป็นนักแปลหนังสือครั้งแรกในชีวิต ทำให้ฉันสนใจการเมือง ทำให้ฉันสนใจเรื่องราวของประเทศตะวันออกกลาง อยากรู้จักทำความคุ้นเคยกับคนมุสลิม ได้สัมผัสและได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนมุสลิมชาวอิหร่านที่ผ่านประสบการณ์คล้ายคลึงกับมาร์จี้นางเอกของเรื่อง การปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว การเอาตัวรอดในยามคับขัน ผลกระทบที่เกิดกับประชาชนที่อยู่ดีๆ ธนาคารก็อายัดเงินในบัญชี เพียงเพราะเขาเป็นคนอิหร่าน...

ฉันแค่อยากให้พี่น้องคนไทยเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เคารพในความต่าง หาหนทางประนีประนอม ฉันเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ ขอให้ได้มีการเริ่มต้น อย่างน้อยๆ ลองเปิดดูสักหน่อยสิว่า ทำไมผู้หญิงอิหร่านต้องสวมผ้าคลุมผมที่เรียกกันว่าฮิญาบ มันมีความหมายอย่างไร พวกผู้หญิงเขาอยากใส่กันรึเปล่า ถ้าไม่ใส่แล้วผลตอบรับเป็นอย่างไร แล้วหลายๆ สิ่งอาจจะผุดขึ้นมา สำหรับฉันตอนนี้ ฉันดีใจจังที่ฉันขี่จักรยานได้ ใส่เสื้อผ้าสีๆ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าฉันไปฟ้องตำรวจว่ามีใครมาพูดจาดูถูกฉัน ใครคนนั้นคงไม่ถูกโบยหรือจับขังเหมือนที่อิหร่านสมัยนั้นเป็นแน่

แล้วก็ใช้วิจารณญาณตัดสินดูนะคะ ว่า Persepolis เป็นหนังสือที่คุณคิดไม่ผิดที่เลือกอ่านรึเปล่า

มุมต่างเรื่องผู้หญิงอิหร่านจากเสถียรธรรมสถาน



ข้อความข้างล่าง ฉันก๊อปปี้มาจากลิงค์ข้างบน ฉันอ่านมาหลายเว็บ เห็นความเฉพาะตัวของอิหร่านที่แตกต่างสุดขั้วอย่างที่ไม่น่าเป็นไปได้ ในขณะที่ใครๆ ก็ดูจะคิดว่า อิหร่านกดขี่ผู้หญิง ต้องสวมฮิญาบบ้างล่ะ ห้ามขี่จักรยานบ้างล่ะ ถ้าสามีต้องการหย่า 3 ครั้ง ผู้หญิงก็ต้องยินยอม แต่ก็ผู้หญิงนั่นแหละที่เรียนในระดับปริญญาตรีสูง รองประธานาธิบดีของอิหร่านก็เป็นผู้หญิง ในบางมุม การสวมฮิญาบเป็นการรักษาความปลอดภัยให้ผู้หญิง การแต่งกายอวดเนื้อหนังมังสาแบบตะวันตกดูเหมือนมองว่าผู้หญิงเป็นวัตถุแห่งเซ็กซ์ เมื่อฉันยิ่งศึกษาลึกลงไปเท่าใด อะไรที่คิดว่าถูก อาจจะไม่ถูก อะไรที่คิดว่าผิด แต่ถ้ามองอีกมุมก็ไม่ผิดนะ ฉันก็คงทำได้แค่หาข้อมูลมาให้เธอพิจารณาและตัดสินใจเอาเองแหละ ถ้าเรื่องไหนน่าสนใจ ฉันอาจจะนำมาใส่เป็นบทความ หรืออย่างน้อย ฉันก็ใส่ลิงค์ให้เธอไปเลือกแวะชมนะ ลองอ่านบทความข้างล่างดูละกัน ว่าความแตกต่าง บางครั้งก็เป็นแค่ความแตกต่าง อย่าไปตัดสินอะไรให้มันซะทุกอย่าง


+++

เมื่อได้ข่าวว่าข้าพเจ้าจะต้องมาเข้าร่วมประชุมที่ประเทศอิหร่าน คนใกล้ตัวได้ให้ข้อมูลที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องเตรียมตัวทั้งภายนอกคือเรื่องเครื่องแต่งกายที่ผู้หญิงจะต้องใช้ผ้าคลุมศีรษะและแต่งตัวที่เห็นได้แค่หน้ากับมือเท่านั้น ส่วนเรื่องภายใน ข้าพเจ้าจะต้องเตรียมจิตใจเพื่อเรียนรู้กับเพื่อนมุสลิม

วันแรกที่ได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวอิหร่าน ข้าพเจ้าเห็นผู้คนที่เดินอยู่บนท้องถนนมากมายสวมเสื้อคลุมสีดำตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า แต่ใบหน้ามีรอยยิ้มและแววตาที่มีความเป็นมิตรไมตรี

การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อให้รางวัลแด่ผู้หญิงมุสลิมที่ทำงานอันเป็นประะโยชน์แก่ศาสนาอิสลามในการประชุมเรื่อง "มุมมองของผู้หญิงทั่วโลกที่มีต่อการปฏิวัติอิสลาม" ( Islam Revolution in the World women’s Thought ) ณ กรุงเตหะราน ในวันที่ ๑๐ มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองครบรอบ ๒๕ ปีแห่งการปฎิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเรียนรู้กับเพื่อนผู้หญิงมุสลิมมากมากจากหลายประเทศอาทิ สตรีที่มาจากเลบานอล กาน่า อียิปต์ เยอรมัน รัสเซีย เซ้าว์อัฟริกา เคนย่า ฯลฯ และสุภาพสตรีที่ทำงานในรัฐบาลอิหร่านอันได้แก่ Dr. Masoume Ebterkar ที่เป็นรองประธานาธิบดีและเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อม และ Dr. Zahra Shojaei ที่ปรึกษาประธานาธิบดีและหัวหน้าสำนักงานของประธานาธิบดีในส่วนของการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้หญิง และบุคคลสำคัญที่ข้าพเจ้าได้พบอีกท่านหนึ่งคือ บุตรสาวของท่านอิมาม โคมัยนี ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ที่เคยกล่าวถึงความสำเร็จของการปฏิวัติว่า "ในการปฏิวัติอิสลาม เราเป็นหนี้ผู้หญิงอิหร่านทั้งประเทศ เพราะผู้หญิงทุกคนได้เสียสละลูก สามีและความสะดวกสบายต่างๆเพื่อให้การปฏิวัติสำเร็จ" และ ยังกล่าวถ้อยคำอย่างหนักแน่นไว้อีกด้วยว่า "ผู้หญิงคือผู้สร้างสังคม" Mrs. Zahra Mostafavi เองก็ได้ย้ำกับกลุ่มสตรีนานาชาตินี้ว่า การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านเป็นต้นแบบของการปฏิวัติทั่วไป โดยจุดมุ่งหมายของการปฏิวัติคือการปฏิวัติจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าของมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

มีสิ่งที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟังอีกเรื่องหนึ่ง คือเมื่อข้าพเจ้าได้สนทนากับรองประธานาธิบดีหญิงที่ในสมัยการปฎิวัติเธอเป็นผู้หนึ่งที่เข้าร่วมขบวนการปฏิวัติ เธอได้ย้ำว่า "ท่านอิมามโคมัยนีไม่ได้เป็นเพียงผู้นำการปฏิวัติเท่านั้น แต่ท่านยังให้เครื่องมือในการปฏิบัติตนเพื่อให้ดูแลชีวิต โดยเน้นถึงการนำคำสอนของศาสดามาใช้ในวิถีชีวิตประจำวัน และในการทำงานของรัฐบาลอิหร่าน ไม่ว่าจะมีการพัฒนาในทางใดก็ตามเพื่อความก้าวหน้าของประเทศ แต่จุดสำคัญที่ยังต้องคงไว้คือหลักการทางศาสนา เพราะศาสนาจะทำให้พัฒนาจิตใจให้เข้มแข็ง เราเชื่อมั่นว่าหากเราให้ความเข้มแข็งทางจิตใจแก่เด็กและเยาวชนคนรุ่นถัดไปจากเราได้ เราก็จะไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องพฤติกรรมของเขาในอนาคต"

ข้าพเจ้าได้แสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนว่า การปฏิวัติคือกระบวนเริ่มต้นที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ออกมาจับมือทำงานร่วมกัน ภายใต้ผ้าคลุมสีดำที่มีแสงสว่างแห่งปัญญา และแววตาของความเป็นมิตรที่เปิดใจพร้อมที่จะเรียนรู้และท้าทายในสิ่งที่จะทำได้ยาก โดยการจับมือกันสร้างเครือข่ายของวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ภายในจิตใจของตัวเอง

การประชุมครั้งนี้สรุปได้ว่า สตรีมุสลิมคือพลังปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ในการประกาศศักดิ์ศรีที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์ที่ท้าทายความเสื่อมทรามของศีลธรรม ที่นำสตรีมาเป็นเครื่องมือในการโหมกระพือวัฒนธรรมบริโภคนิยม การบูชาลัทธิวัตถุนิยมสุดโต่ง และขบวนการเสรีนิยมที่ไร้ขอบเขต ซึ่งในที่สุดแล้วไม่แต่เพียงสตรีเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อผู้น่าสงสาร แต่เป็นมนุษยชาติทั้งมวลนั่นเอง ที่ต้องประสบกับความหายนะที่เลวร้ายที่สุด ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ


ธรรมสวัสดี
+++

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Persepolis: เรียนจากคำถาม


รู้มั้ยเธอ ที่ Carleton College จัดให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องแพร์ซโพลิส (Persepolis) นะ รายละเอียดก็อย่างที่ฉัน cut & paste มานี่แหละ เธอลองอ่านแล้วคิดตามคำถามทั้งสิบแล้วมาคุยกับฉันมั้ยล่ะ

Carleton College
Common Reading Fall 2006


On Thursday, September 8, 2006 you will participate in the eighteenth annual Common Reading Convocation and discussion at Carleton. Faculty, staff, students and alumni members of the community will come together to engage in meaningful dialogue about this year’s selection, Marjane Satrapi’s Persepolis and Persepolis 2. To help you prepare for this experience, we offer the following questions for your consideration. In addition, we invite you to think about what questions you may wish to bring to the discussion.


1) What difference does it make that this story is told in black and white, in graphic novel (comic strip) format?

2) Marji's father says, "As long as there is oil in the Middle East, we will never have peace." Do you think he is right? What would one need to know in order to have an informed opinion about this?

3) One of Satrapi's goals in writing Persepolis is to show that there is more to the country that "fundamentalism, fanaticism, and terrorism." Does Satrapi accomplish her goal? What do you learn about Iran that you didn't know?

4) How is Persepolis a typical coming of age story? How, if at all, are Marji's experiences with drugs, depression and homelessness in Austria critical to her becoming the "liberated woman" she sets out to become?

5) How do you cope when there is conflict between what you have been taught by
parents, religion and/or society and what you know, internally, to be the truth? To what extent is the framing of this question peculiarly "western" (and how, if at all, does that matter)?

6) Why does Satrapi title her work Persepolis?

7) Revolution is an important theme of this work. How, on the basis of Persepolis, would you distinguish a good revolutionary from a bad revolutionary?

8) Persepolis is a story filled with stories. What roles do stories play in Marji's life? In your life?

9) Marji has a complicated, shifting relationship with her parents. What are their expectations for her and how - if at all - do these expectations shape her? How about you? Does your family have expectations that seem to shape you?

10) How does Marji seek meaning in her life? What links are there, if any, between education and finding meaning in life for her? For you? What sustains her spiritually? What sustains you?

เที่ยวอิหร่านกับณัฐพัดชา

Iran

คลิกรูปแล้วไปเที่ยวด้วยกันเลยนะคะ

รูปส่วนใหญ่ฉันได้มาจาก http://www.tehran24.com

ประวัติศาสตร์อันยาวนานของอิหร่านที่น้อยคนจะรู้

Azadi Monument (Freedom Monument) in Tehran, Iran

“ถัดจากห้วงแห่งความคิด คือท้องทุ่งกว้าง ฤาเราจะพบกันที่นั่น” รูมี นักปรัชญาชาวเปอร์เซีย (1207-1273)

หลายพันปีมาแล้วที่ชาวเปอร์เซียสรรสร้างความงาม หลายร้อยปีก่อนหน้าความศิวิไลซ์อย่างที่เรารู้จักจะเกิดขึ้น ชนเผ่าอารยันที่อพยพเข้ามาในดินแดนแถบนี้ได้นำเลือดใหม่เข้ามาผสมผสานในดินแดนของชาวอิหร่านและทางเหนือของอินเดีย เลือดใหม่นำมาซึ่งภาษาสันสกฤตอันเป็นภาษาแม่ของภาษาในตระกูลอินโด-ยูโรเปียนทั้งหมด และการผสมผสานทางความคิดก็ก่อให้เกิดคัมภีร์พระเวท อุปนิษัท และพระพุทธเจ้า ชาวเปอร์เซียเป็นต้นธารแห่งความศิวิไลซ์ ที่ลำเลียงเลือดเนื้อ ความคิด ศิลปะ และความเชื่อทางศาสนา ไปสู่ตะวันออกและตะวันตกของโลก ความเชื่อโบราณของเปอร์เซียใช่เพียงส่งผลอิทธิพลต่อศาสนายูดาย คริสต์ และอิสลามเท่านั้น หากแต่เป็นหนึ่งในปรัชญาศีลธรรมขั้นสูงสุดตลอดกาลของแนวคิดที่ว่า ชีวิตคือการต่อสู้ดิ้นรนเพียงชั่วครู่ชั่วยามระหว่างแสงสว่างและความมืดมน ความถูกต้องและความผิด ความดีและความชั่ว และมนุษย์พึงต่อสู้เพื่อแสงสว่าง และช่วยให้เทพแห่งแสงสว่าง (Ahura Mazda) มีชัยในสงครามอันยิ่งใหญ่ซึ่งมีขอบเขตกว้างไกลทั่วจักรวาลและมีระยะเวลายาวนาน สงครามนี้ทำให้มนุษย์แต่ละคนมีความหมาย คุณค่า และเกียรติภูมิที่ไม่สูญลับแม้เมื่อชีพดับสูญ

สองพันห้าร้อยปีผ่านไปนับตั้งแต่ชาวเปอร์เซียสร้างจักรวรรดิแรกสุดของโลกขึ้น ในตอนนั้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการจารึกว่า จักรวรรดิอันไพศาลเกือบเท่าสหรัฐอเมริกามีการปกครองที่เป็นระเบียบเรียบร้อย มีการบริหารราชการที่มีประสิทธิภาพ โครงข่ายการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว การขนย้ายสินค้าและการสัญจรของผู้คนได้รับการอารักขาอย่างดีตามถนนหลวง และแม้กระทั่งช่วงที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชยกทัพเข้ามารุกรานและยึดครองดินแดนนี้ พระองค์ทรงประทับใจในศิลปวัฒนธรรมและไมตรีจิตของชาวเปอร์เซีย ความละเมียดละไมและสง่างามของชีวิต ไม่เพียงเท่านั้น ความงามและความอ่อนน้อมของผู้หญิงอิหร่านก็ทำให้อเล็กซานเดอร์มหาราชละทิ้งแนวคิดของการพิชิตชัย และเสนอให้มีการผสานเลือดเนื้อและความศิวิไลซ์ของกรีกและเปอร์เซียเข้าด้วยกัน กระทำตนเป็นแบบอย่างให้เหล่าทหารหาญโดยเข้าพิธีอภิเษกกับสตรีเปอร์เซีย

ไม่นานต่อมา ก็มีเหล่าผู้ปกครองที่ยิ่งใหญ่อีกหลายพระองค์ รัฐบาลที่มีระเบียบแบบแผน และการสร้างสรรค์งานศิลปะ วัสดุทุกประเภท ตั้งแต่ผืนแพรละเอียดอ่อนจนถึงเหล็กหรือทองแดงที่แข็งแกร่งที่สุด ผ่านการรังสรรค์ของช่างผู้ชำนาญและการออกแบบที่ประณีต ซึ่งปัจจุบันเป็นแรงบันดาลใจทางศิลปะที่ส่งอิทธิพลต่อการตกแต่งแบบไบเซนไทน์และเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในเปอร์เซียอิสลาม

การรุกรานของชาวอาหรับส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของพัฒนาการทางวัฒนธรรม แต่เวลาผ่านไปไม่ถึงร้อยปี ชาวเปอร์เซียก็เอาชนะชาวอาหรับผู้รุกรานได้ ชาวเปอร์เซียปฏิบัติต่อชาวอาหรับเฉกเช่นชาวกรีกปฏิบัติต่อชาวโรมัน ศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์กลายเป็นศรัทธาใหม่สำหรับชาวเปอร์เซีย มีการสร้างนักภาษาศาสตร์ นักไวยากรณ์ นักพจนานุกรมศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ ขึ้นมาเพื่อพลิกฟื้นวรรณกรรมยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) ต่อมาไม่นาน ห้องสมุดประชาชนที่เมืองเรย์ก็ต้องใช้แคตาล็อกสำหรับจดชื่อหนังสือในห้องสมุดนั้นถึงสิบเล่มใหญ่ๆ เมืองเมรีมีห้องสมุดถึง 10 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งมีหนังสือ 12,000 เล่ม ในช่วงต้นๆ หรือเพียงศตวรรษที่สามของยุคมุสลิม ชาวเปอร์เซียก็มีนักประวัติศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่อย่าง อัล-ตาบารี และเมื่อ 900 ปีที่แล้ว นักปราชญ์ชาวเปอร์เซีย อิบนุ มิซกะวัยฮ (Ibn Miskawayh) ได้จารึกสิ่งซึ่งถือว่าเป็นประวัติศาสตร์สากลเล่มแรกของโลกจากมุมมองทางปรัชญา

ไม่มีชนชาติใดในประวัติศาสตร์ อาจยกเว้นเพียงชาวญี่ปุ่น ที่มีกวีมากเท่าเปอร์เซีย โอมาร์ คัยยาม, ฮาเฟซ ซาอิด, รูมี และ แฟร์ดอว์ซี เป็นเพียงตัวอย่างของกวีชาวเปอร์เซียชื่อก้องโลก มหากาพย์ชอห์นอแมร์ Shahnameh หรือตำนานวีรกษัตริย์ของแฟร์ดอว์ซีเป็นหนึ่งในผลงานเอกของวรรณกรรมโลกซึ่งไมมีงานเขียนใดที่มีการประพันธ์ บรรยาย หรือนำเสนอ จะงดงามทัดเทียมมหากาพย์ Shahnameh ที่แสนพิเศษสุด ซึ่งได้รับการเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์หรือของสะสมส่วนบุคคล

ยังไม่ได้กล่าวถึงความรุ่งเรืองเฟื่องฟูของแพร์สโพลิส Persepolis โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ และภาพสลักอันมโหฬาร ยังไม่ได้กล่าวถึงภาพสลักหินของชาวเปอร์เซียจากสมัยพระเจ้าดารีอัสที่หนึ่งถึงชาปูร์ที่สอง และยังไม่ได้กล่าวถึงซากปรักที่หลงเหลือเพียงเสี้ยวของศิลปะแบบเปอร์เซียที่ชาวตุรกี ชาวมองโกล และกองทัพทาร์ทาร์ทิ้งไว้ ชาวเปอร์เซียปฏิบัติต่อผู้ยึดครองเหล่านี้เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติต่อชาวอาหรับ เปอร์เซียเปลี่ยนผู้รุกรานจากทหารหาญให้เป็นศิลปิน

ชาวมองโกลผู้รุกรานย่ำยีความรุ่งเรืองเหลือไว้เพียงซาก ทำลายคลองส่งน้ำบำรุงผืนดิน กวาดล้างห้องสมุดที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวเปอร์เซีย เปอร์เซียกลับตอบแทนการกระทำของผู้ทำลายด้วยการเปลี่ยนชาวมองโกล...เช่นเดียวกับผู้รุกรานกลุ่มอื่น...ให้เป็นผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและผู้สรรสร้างงานศิลปะ

เมืองทาบริซ (Tabriz) ที่มั่งคั่งจากการค้าระหว่างแดนมองโกลทางตะวันออกกับหัวเมืองต่างๆ ของทะเลดำ เป็นไปได้ว่าชาวมองโกลใช้เส้นทางนี้นำศิลปะการพิมพ์จากจีนเข้ามา ทาบริซจึงพิมพ์ธนบัตรเองได้ในปี ค.ศ. 1294 คงไม่ต้องกล่าวถึงสุเหร่าอันยิ่งใหญ่มากมายที่สร้างขึ้นและถูกทำลายที่ทาบริซ จากการสังเกตการณ์อันโด่งดังที่ Maragha ใกล้ทาบริซ ที่ซึ่งในปี 1259 ฮูลากูข่าน (Hulagu)แนะนำนักดาราศาสตร์ชั้นนำชาวจีนให้โลกมุสลิมได้รู้จัก และเมืองมหาวิทยาลัยที่สร้างขึ้นบริเวณตอนใต้ของทาบริซ โดยนายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่ราชิด อัล-ดิน ในช่วงต้นศตวรรษที่ 14 ของคริสตกาล ทั้งยังเคยกล่าวไว้ว่า “ไม่มีการกระทำใดที่จะยอดเยี่ยมไปกว่าการสนับสนุนวิทยาศาสตร์และปรัชญา...เพื่อให้นักปราชญ์สามารถสร้างผลงานได้อย่างเต็มที่ปราศจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ”

เธอเคยเห็นมุมนี้ของอิหร่านมั้ย ติดตามต่อไปนะ ว่าฉันจะหันมุมไหนของอิหร่านให้เธอมองอีก...

ถอดความจากบทความของ Will Durant โดยคำแนะนำของ Dr. Reza Rafaei

ศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติการศึกษาอิสลามได้ที่นี่
หรือไปเที่ยวอิหร่านก็ลองดูข้อมูลจากเว็บนี้นะจ๊ะ