วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2551

หรือว่าเป็นคู่...ชีวิต


หล่อนไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษกับเขาเมื่อแรกเจอ...


แต่หล่อนก็จำภาพเมื่อพบได้แจ่มชัดโดยเฉพาะสีหน้าของเขาและคำพูดที่นับวันจะสะกิดใจหล่อน แวะเวียนเข้ามาหาหล่อนทุกเมื่อเชื่อวัน ระยะหลังๆ มาหลายๆ รอบ หล่อนอมยิ้มอยู่บ่อยครั้ง
การที่ได้มีใครสักคนให้คิดถึงก็ทำให้มีความสุข ทำให้วันที่ผ่านเป็นวันที่น่าจดจำ เป็นวันที่จำไว้เพื่อปลอบโยนตัวเองเมื่อถึงวันที่มีแต่สิ่งที่ควรลืม

เหมือนเขาจะทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อยตอนที่เจ้านายแนะนำให้หล่อนรู้จักกับเขา ไม่มีคำตอบ ไม่มีบทสนทนาอะไรนอกจากการไหว้และกล่าวสวัสดีตามหลักที่ผู้น้อยพึงกระทำเมื่อพบผู้ใหญ่ที่แม้แต่นายก็เรียกว่า "พี่"

หล่อนไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเขาคนนั้นประทับใจในตัวหล่อนจนวันถัดมาที่เขาเดินเข้ามาทักหล่อนว่า "สวยขึ้นนะ"

หล่อนเงยหน้ามอง ยิ้มที่มุมปากแล้วก็ทำอะไรที่ค้างอยู่ต่อไป...ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าแค่มันเป็นคำชมของผู้ชายคนหนึ่ง และก็คงผ่านไปเหมือนสายลมที่ยากจะหวนคืน

แล้ววันที่เขาถามหล่อนว่า "พ่อชื่ออะไร" ก็เป็นวันที่น่าจดจำสำหรับสาวผมบ๊อบ นัยน์ตากลมโต แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ต่างฝ่ายก้มหน้า ไม่สบตากัน

หล่อนเล่าให้คนที่อยู่ร่วมโต๊ะหลังงานเลี้ยงฟังถึงบทสนทนาระหว่างหล่อนกับน้องที่สับสนระหว่างการทำอะไรเพื่อตนเองและเพื่อส่วนรวม หล่อนพอจะเข้าใจความสับสน ความไม่เข้าใจกับบทบาทของตัวน้องคนนั้นเอง หล่อนเพิ่มมุมมองให้กับ"เธอ" อาศัยที่มีญาติสนิทประกอบอาชีพเดียวกับเธอ

เธอต้องทำเพื่อตัวเองเพื่อจะได้เป็นคนที่ทำอะไรเพื่อสังคมได้ อาชีพของน้องหลังจากที่เรียนจบจะช่วยคนได้สักกี่คน อาจเป็นร้อยหรือพัน แต่สำหรับตำแหน่งใหม่ ตำแหน่งเพื่อสังคมที่น้องคนนั้นได้รับสามารถช่วยประเทศได้มากมาย และถ้าจะมองให้ลึกลงไปกว่านั้น ถ้าเธอต้องเรียนจบช้ากว่าที่ควรไปอีกหนึ่งปี เธอกลับจะมีเพื่อนเยอะขึ้น คนที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่เรียนซ้ำชั้นเพราะได้เพื่อนด้วยซ้ำไป

และนั่นก็เป็นที่มาของคำถาม "พ่อชื่ออะไร"
และคำเยินยออีกครั้งจากชายที่ชอบใช้ลิ้นเยี่ยงสัตว์ที่กล่าวว่า "น่าจะยกตำแหน่งให้ "หล่อน" แทน "เธอ" " น่าแปลกที่หล่อนมองชายคนนี้ในแง่ร้าย แม้ว่าจะมีแต่คำพูดดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจ ไม่ว่าใครที่ได้ฟังคำพูดในแง่บวกก็น่าจะยินดีและคำพูดเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่ควรทำ หล่อนคงสัมผัสได้ว่า นั่นอาจเป็นเพียงเปลือก หล่อนคงจะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ได้ฟังมาจากความรู้สึกลึกๆ ของชายผู้นั้น หรือเป็นคำพูดเพียงเพื่อใช้งานคน

หล่อนไม่บอกเพียงชื่อพ่อ บอกที่ทำงานและตำแหน่งเพิ่มเติมไปด้วย บทสนทนาระหว่างหล่อนกับเขาจบลงแค่นั้น... เฉพาะช่วงนั้น

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ของขวัญคริสต์มาสชิ้นแรก...

ผ้าบาติก....ผ้าถุงธรรมดาที่ฉันคงไม่ซื้อมาใส่ แต่เมื่อเป็นเซอร์ไพรส์กิฟท์จากหนูน้อยผมทองที่มานั่งฟังฉันร้องเพลงที่ร้านสวรรค์ชั้นเจ็ด (Seven Heaven) มันย่อมมีความหมายและฉันคงไม่เอาไปให้ใครต่อตามลักษณะนิสัยส่วนตัวของฉัน



หนูน้อยมาพร้อมกับสาวเสื้อขาวกระโปรงยาวถึงเท้าสีชมพูบานเย็น ฉันเจอทั้งสองแว่บแรกตอนออกมาจากห้องน้ำแล้วก็มาเจออีกทีในร้าน นั่งอยู่ที่เก้าอี้คลีโอพัตรา...เก้าอี้ตัวเดียวกับที่ฉันตั้งใจนั่งในวันนี้...ตัดความรู้สึกผิดในใจ ก็ฉันอุดหนุนซื้อเก้าอี้ไปแล้วนี่นา ถ้าจะนั่งเก้าอี้ตัวสวยโดยไม่ลุกให้แขกจรรายอื่นเหมือนอย่างทุกครั้ง คงจะไม่ทำตัวแย่จนเกินไป

ฉันร้องเพลงอะไรน้า ก่อนที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับหนูน้อยผู้นี้ ใช่แล้ว! ฉันต้องร้องเพลงให้เหมาะกับแขกที่มาในวันนี้ ป้าอู๋ทำปากพูดชื่อเพลง La Isla Bonita แบบไร้เสียง โอเค แปลว่า ให้ฉันร้องเพลงนี้ต่อจากป้า ได้ๆ แม้ฉันจะไม่โปรดเพลงนี้สักเท่าไหร่ แต่มันเป็นเพลงที่ฉันดูจะร้องได้ไม่เพี้ยนมากมายนัก จบแล้วก็เป็น Yesterday Once More และ Desperado ถามนักดนตรีประจำตัวว่า ฉันร้อง Top Of The World ได้มั้ย เมื่อได้ไฟเขียว ฉันก็ร้องเพลงด้วยความเริงร่า
เมื่อตาฉันสบกับแม่ตัวน้อย คล้ายจะบอกว่า น้องหนูอยู่ที่นี่แล้วทำให้พี่ (น้า) มีความสุขมากนะจ้ะ แล้วเธอก็เริ่มวาดลวดลาย เต้นและโพสต์ท่าหน้ากล้องของนักดนตรี จบเพลง ฉันเลยถามว่า หนูอยากร้องเพลงรึเปล่า (เป็นภาษาอังกฤษละนะ ท่าทางสำเนียงจะพอฟังได้ เพราะแม่หนูเข้าใจ) เธอเดินมาหาฉันอย่างมั่นใจ รับไมค์ไปจากมือ ร้องเพลงอะไรก็สุดจะเดาได้ มี twinkle twinkle Little Star แล้วก็ Merry Christmas ฉันยังสงสัยไม่หายว่าทำไมเธอทำท่าไม่ชอบเพลง Jingle Bell เราพยายามร้องเพลงนี้อยู่หลายครั้งแต่ปฏิกิริยาของเธอคงเดิม ฉันลองร้องโดเรมีจากหนัง The Sound Of Music อย่างหวั่นใจว่า เด็กรุ่นนี้จะได้ดูหนังโปรดยุคหลายสิบปีก่อนของฉันรึเปล่า สรุปว่าเธอไม่ร้องเพลงนี้ เธอสนุกกับการเป็นนางแบบรุ่นเยาว์ให้พวกฉันได้ถ่ายรูป แล้วฉันก็ขอร้องเพลงไทยให้เธอฟังสักเพลง Eternal Love หรือ รักไม่รู้ดับ เวอร์ชั่น ฮอทเปเปอร์ เท่านั้น (ที่ฉันร้องได้)

แล้วเราก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก จนแม่และแม่หนูน้อยพร้อมจะออกไปเดินจตุจักรต่อ หนูน้อยผมทองยื่นผ้าบาติกให้ฉันบอกว่าเป็นของขวัญคริสต์มาส ฉันตาโตถลนใกล้หลุดจากเบ้า แปลกใจ เพราะไม่คาดคิด พอได้สติก็ยื่นผ้าคืนให้แม่ของเจ้าตัวน้อย แม่เธอบอกว่า ลูกสาวคนนี้ชอบซื้อของแล้วก็ให้คนอื่นเป็นของขวัญวันคริสต์มาส ฉันจึงได้สติอีกครั้ง รีบคว้ากล้องขอถ่ายรูปคู่กับคุณหนูใจดีคนที่ทำให้ฉันประทับใจเหลือหลาย คนที่ทำให้วันนี้เป็นวันที่มีความหมาย เป็นความทรงจำซาบซึ้งในความบริสุทธิ์ของเด็กที่ยังไม่ได้เจอกับความเลวร้ายของโลกใบนี้

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ทำสาว...เรื่องฉาวโฉ่

เสร็จแล้ว แปลเรียบร้อยแล้ว แต่ยังส่งต่อให้บรรณาธิการคนเก่งของฉันยังไม่ได้ เรื่องนี้ถ้าจะให้ฉันเปรียบเทียบความยากง่ายกับหนังสือของแม่ซาทราปิสองเล่มก่อนที่ฉันแปล เล่มนี้ง่ายกว่าเยอะ แต่สิ่งที่ท้าทายความสามารถของฉันก็คือ

...ใช้ถ้อยคำอย่างไรให้คนอ่านได้รับความเพลิดเพลินและเป็นคำพูดที่ดูไม่น่าเกลียดจนเกินไป...

อันนี้แหละยาก


ฉันยังนึกหน้าพ่อกับแม่ไม่ออกเลยว่า ถ้าได้อ่านผลงานลำดับที่สามของฉันแล้วจะเบิกตา อ้าปากหวอ เหมือนเมื่อคราวที่นั่งดู Sex and The City รึเปล่า


ถือว่าเป็นการโปรโมทหนังสือของตัวเองล่วงหน้าละกันเนอะ Embroideries เล่าเรื่องราวซุบซิบเรทเอ็กซ์ของบรรดาสาวๆ ทั้งสาวน้อยสาวมากที่บ้างก็เป็นเพื่อนบ้าน บางคนก็เป็นญาติสนิทบ้าง ห่างบ้าง ตั้งแต่รุ่นยายจนถึงรุ่นหลาน เพราะฉะนั้น รับประกันได้เลยว่า ได้เห็นมุมมองเรื่องใต้เตียง บนเตียงของผู้หญิงอิหร่าน ทั้งหัวสมัยใหม่ ก้าวหน้าเลยโลกพระจันทร์ หรือกระทั่งบางคนที่ไม่เคยเห็น "จงอาง" ทั้งๆ ที่ลูกโตจนเห็นอะไรๆ มากกว่าแม่ตัวเองซะอีก


ฉันว่าเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับสังคมอิหร่านได้ดีทีเดียว (เริ่มวิชาการ) จริงๆ แล้วสำหรับฉัน การเรียนรู้เกิดขึ้นทุกวินาที หากเราสังเกตเราจะ "เห็น" อะไรที่คนอื่นไม่เห็น ฉันว่าคงมีใครหลายคนอยากรู้ว่าพวกผู้หญิงที่ต้องแต่งตัวมิดชิดเกือบจะเห็นแต่ลูกตา มีอะไรเหมือนหรือแตกต่างจากชนชาติอื่นอย่างไร และอะไรที่เป็นตัวกำหนดหรือทำให้เกิดความแตกต่างนั้นๆ


ความเหมือนก็มีอยู่ เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ว่า ไม่ว่าชนชาติไหนๆ เรื่องผู้ชายผู้หญิงก็เป็นหัวข้อสนทนาเหมือนๆ กันทุกที่


เธอก็คงพอจะได้ไอเดียแล้วใช่มั้ยว่า หนังสือ "ทำสาว...เรื่องฉาวโฉ่" (ชื่อที่ฉันเพิ่งคิดได้เมื่อกี้ ต้องไปถามเหล่าประชาชนชาวกำมะหยี่ก่อนนะเธอ ว่ามันโอเครึเปล่า) คงจะมีแต่เรื่อง "โอ้โห" "อือฮือ" "ว้าย อะไรนั่น" เต็มไปหมด


ฉันจะพยายามเสกสรรถ้อยคำให้แสบสันต์ บาดลึก สะใจพวกเธอละกันนะจ้ะ


ว่าแต่คุณบอกอช่วยฉันด้วย!!

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สารพัดหนัง...ก่อนเริ่มเวลาทำงาน

อย่าคิดว่าพอฉันบอกว่าหมดเวลาขี้เกียจแล้วจะหมดจริงนะ ไม่มีทางหรอก เวลาตั้งนาฬิกาปลุก ฉันยังตั้งไว้ล่วงหน้าก่อนเวลาตื่นจริงครึ่งชั่วโมงเลย บางทีกว่าจะตื่นจริงก็โน่น อีกสองชั่วโมงต่อมา ช่างเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างที่สุด ที่ฉันเลิกเป็นมนุษย์ออฟฟิศ ก็เพราะฉันทำงานแบบมนุษย์เช้าชามเย็นสองชามไม่ได้นะซิ พอทำก็ทำเป็นบ้าเป็นหลัง พอไม่ทำ อย่าได้คิดที่จะดึงดัน ยื้อยุด ฉุดรั้งให้ฉันทำเลย เมื่อไม่มีอารมณ์ก็แปลว่าทำยังไงก็ไม่มี

ฉันใช้ชีวิตอย่างรู้สึกผิดมาเป็นอาทิตย์ ตั้งแต่เสร็จงานนางสาวไทย แทนที่จะสานต่องานเดิมเลย ก็เอ้อระเหยลอยลม ทำโน่นทำนี่ ข้ออ้างสารพัด จนไม่รู้จะเอาอะไรมาอ้างแล้วนั่นล่ะ นอนเกือบยี่สิบชั่วโมงก็แล้ว ดูหนังทีเดียวสิบเรื่องรวดก็ทำแล้ว ร้องเพลงก็เบื่อแล้ว รีดผ้าจนไม่เหลืออะไรให้รีดแล้ว ฉันถึงได้ฤกษ์เปิดคอมเมื่อตอนเย็นย่ำใกล้เวลานกบินกลับรัง แล้วฉันก็ทำงานมาราธอนจนถึงตีสองเนี่ยแหละ เวลาที่ใครๆ ก็ต้องออกเที่ยวเพราะเป็นเย็นวันศุกร์ กลับเป็นเวลาที่ฉันได้เริ่มทำงาน เพราะไม่อยากดูหนังแล้วนั่นแหละ ฉันดูตั้งแต่ Penelope เปิดเป็นเพิ่อนก่อนนอนแล้วเครื่องก็เล่นแผ่นดีวีดีย้อนไปมาเป็นสิบรอบจนตื่นแล้วก็ดูต่อจนจบเรื่อง จากนั้นฉันก็ปัดฝุ่นหยิบ Dr. Dolittle มาดูหอยสีชมพูที่ตอนเด็กๆ ฉันร้องหากันจนพ่อรำคาญ


Dr. Dolittle ดอกเตอร์ทำน่อยๆ มีเพลงสอนเด็กๆ ให้ทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ด้วย เออ เข้ากับชื่อหนังดีจัง อีตา Rex Harrison ก็คือคนเดียวกับ Professor ใน My Fair Lady หนังโปรดตลอดกาลหนึ่งในสองเรื่อง
(เพราะตอนเด็กๆ พ่อซื้อวิดีโอมาให้ดูแค่สอง เรื่อง ไม่โปรดก็ไม่รู้จะทำไง) แล้วพระเอกสอง เรื่องก็เหมือนกัน คือ ทึ่ม ทึ้ม ทึ่ม เรื่องผู้หญิง ต้องรอให้นางเอกเข้าหาตลอด (เป็นไงล่ะ ดูแต่ หนังที่พระเอกขี้อาย ฉันเลยเจอแต่ผู้ชายที่ถ้าเหล้าไม่เข้าปากละก็ไม่กล้าพูดกับฉันหรอก ฉันเลยพูดเป็นต่อยหอยอยู่คนเดียวประจำ) แล้วฟางเส้นสุดท้ายก็คือ Mary Poppins จริงๆ แล้ว ฉันไม่เคยดูหนังเรื่องนี้มาก่อนหรอกนะ แต่ในเมื่อหนึ่งในสองเรื่องในดวงใจตลอดกาลของฉันคือ The Sound of Music ฉันจะละเลยเรื่องที่จูลี่ แอนดรูว์ได้ตุ๊กตาทองไปได้อย่างไร ดูแล้วก็เข้าไม่ถึงครับท่าน นั่นเอง เพราะ Mary Poppins ฉันถึงได้กลับมาเริ่มทำงาน

แต่ยังไงก็ขอพูดถึงเรื่องที่ฉันดูและประทับใจเมื่อคืนก่อนหน่อยนะ เรื่องนี้ถูกต้องตามสูตรของฉันเลย คือ ครบเครื่อง ได้ทั้งอารมณ์และเหตุผล ชวนติดตาม พอตามแล้วก็พบและฉุกคิดเรื่องที่ไม่ได้คาดไว้ก่อน แล้วก็เข้าตัวยังไงพิกล (ว่าแล้วก็ไม่อยากอธิบายเล้ย เดี๋ยวจะโดนหมั่นไส้อีก) แต่ก็เอาเถอะ ได้อย่างเสียอย่าง เนอะ


Malena เธอผู้ที่ใครๆ ถือว่าเป็นแม่ม่ายย้ายมาอยู่อีกเมืองหนึ่ง วันนั้นเธอใส่ชุดเข้ารูปสีครีมประดับด้วยผ้ากุ้นสีดำคล้ายโบว์บริเวณอกเสื้อและกุ้นที่ตามขอบเสื้อ กระโปรงสีครีมเข้ารูปยาวแค่เข่า เผยให้เห็นรูปร่างน่าฟัดของเธอ (หนังพยายามเสนออย่างนั้นน่ะ) หนุ่มรุ่นสี่ห้าคนขี่จักรยานอยู่ริมทะเล เห็นเธอเดิน เหลียวหลังกันเป็นแถว ขี่จักรยานตามเพื่อยลโฉมและหุ่นของเธอทุกเมื่อเชื่อวัน เมื่อใดที่เดินผ่านจตุรัสของเมือง ผู้ชายทุกคนมองตาม เหลียวหลังจนคอเคล็ดตามกันไป เธอคือหญิงที่ผู้ชายทุกคนในเมืองนั้นหมายปอง หนังพาเราให้เห็นความเป็นไปของผู้หญิงคนนี้ผ่านสายตาของหน่มน้อยที่เพิ่งหัดเล่นว่าวในห้องนอนจนต้องไปซื้อน้ำมันมาหยอดสปริงใต้เตียงเพื่อลดเสียงอันเกิดจากการเด้งดึ๋งขึ้นลงของเตียงตามจังหวะการใช้งานของเด็กหนุ่ม

สาวไปไหน หนุ่มน้อยติดตาม ตามติด

ขึ้นต้นไม้ เจาะรูที่กำแพงบ้านสาว เคลิบเคลิ้มกับอิริยาบถ ท่วงท่ายามเยื้องย่างในชุดสลิปสีดำคลิปลูกไม้ บางคราวที่หล่อนลุกขึ้นและก้มตัว สายเสื้อสลิปตัวยาวเหนือเข่าหลุดจากไหล่เผยให้เห็นเนินเนื้อ อีกคราที่เจ้าหล่อนโก่งโค้งตัวไปมาตามจังหวะเพลง แสงสาดส่องทะลุผ่านต้นขาเห็นจุดปลายที่ต้นขามาบรรจบ ทำให้เด็กหนุ่มตาลุกวาวเป็นครั้งครา เพื่อสร้างภาพของหล่อนยามที่หนุ่มน้อยกลับไปอยู่ที่บ้านตัวเอง เขาก็ฮัมเสียงเพลงที่ได้ยินจากบ้านเจ้าหล่อนจนคนขายรู้ว่าเป็นเพลงไหน แล้วแผ่นเสียงเพลงนั้นก็ถูกเข็มแทงทั้งคืน






ยิ่งผู้ชายในเมืองหลงใหลในรูปร่าง หน้าตาของสาว แม้ไม่เคยได้พูดจานางนี้ ความอิจฉาริษยาก็เพิ่มพูนในหมู่สตรีในเมือง โดยเฉพาะบรรดาภรรยาถุงกาแฟโทงเทงทั้งหลาย พร้อมๆ กับข่าวลือว่าเจ้าหล่อนคั่วกับหนุ่มรายนั้นรายนี้

จนในที่สุด

มีบัตรสนเท่ห์ไปถึงพ่อของนางที่เป็นอาจารย์ว่า เจ้าหล่อนมีอะไรกับผู้ชายทั้งเมือง

จริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ แต่พ่อขอลาออก เพราะทนข่าวลือไม่ไหว

อาจมีเพียงเจ้าหนุ่มน้อยผู้คอยสอดส่องผู้เดียวที่รู้ว่า ใครไป ใครมา ใครมีอะไร ไม่มีอะไรกับหล่อนบ้าง บางครั้งหนุ่มน้อยก็ให้อภัย เพราะเธอต้องมีอะไรกับบางคนเพื่อการยังชีพ ไม่มีแม่ค้าคนไหนขายข้าว ขายปลาให้เธอ ใครจะนอนกับเธอก็ต่อเมื่อนำอาหารมาให้ อะไรจะขนัยหนาด

ไหนๆ ข่าวลือก็เต็มเมืองแล้ว คราวนี้เธอก็แทคทีมกับสาวอีกนาง ไปไหนมาไหนกับนายทหารเยอรมัน เป็นที่รังเกียจของสาวๆ และไม่สาวในเมืองยิ่งนัก




จบแล้วสงคราม พวกเยอรมันจากไป ได้ทีผู้หญิงทั้งเมือง ลากแม่ยั่วเมืองมาทุบตี ตบฉีก เสื้อผ้าขาดวิ่น เลือดไหลผสมน้ำตาเต็มหน้า เนื้อตัวฟกช้ำดำเขียว หน้าอกหน้าใจที่ใหญ่โต ออกจะเริ่มคล้ายถุงกาแฟ และมันไม่ได้ดูเซ็กซี่แล้วล่ะ ฉากนี้

ฉันก็ยังไม่ได้ยินเสียงพูดจากเจ้าหล่อน เหมือนๆ กับฉากอื่นๆ ที่นางเป็นผู้ประหยัดถ้อยคำ อันเป็นคุณสมบัติที่แตกต่างจากฉันอย่างสิ้นเชิง นางได้แต่สะอึกสะอื้น เสียงร้องสะท้อนความในว่า "ทำไม่ถึงทำกับฉันอย่างนี้" ผู้ชายที่บ้าเธอทั้งเมือง ทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง (อาจจะยังงงๆ และคิดว่ายุ่งไปก็ซวยเปล่า)


เธอจากเมืองนี้ไปทางรถไฟ

แล้วสามีของเธอก็กลับมา ไม่มีใครในเมืองยินดีจะเล่า หรือเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ชายที่เมียสุดจะโชคร้ายฟัง แม้แต่ตัวเขาเองก็เหมือนจะโดนลูกหลงไปด้วย ชายแขนเดียว วีรบุรุษสงคราม ไม่มีที่ซุกหัวนอน ...

แล้วหนุ่มน้อยที่ตาเป็นเรดาร์ก็ตัดสินใจเขียนจดหมายสรุปความว่า "ไม่ต้องไปใส่ใจว่าใครจะพูดถึงเมียของคุณว่าอย่างไร เธอจงรักภักดีต่อคุณคนเดียวและเธอขึ้นรถไฟไปที่เมือง..."

เขาจากไป

...

...

เขากลับมา

...

กลับมาพร้อมกับภรรยาคนสวย หุ่นดี แม้จะร่วงโรยตามวัยที่ผ่านพ้น บวกกับความชอกช้ำที่ได้รับทั้งทางกายและใจจากผู้คนในเมือง

หล่อนเดินเคียงคู่ในอ้อมแขนที่เหลือของชายผู้เป็นสามีสุดที่รัก ผ่านจตุรัส ผ่านผู้คน ผ่านสายลมที่พัดกระโปรงบานพริ้ว หล่อนเดินก้มหน้ามองพื้น เช่นเดียวกับหลายๆ ครั้งที่เดินผ่านจตุรัสแห่งนี้

คนทั้งเมืองมีแต่คำถามที่ไม่ได้เอ่ยกับคนคู่นี้

เจ้าหล่อนไปตลาด

แล้วก็มีการทักทาย

แล้วเธอก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อหาข้าวของ
แล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็จางหายไป ไม่มีใครกล่าวถึง ไม่มีใครพูดอะไร

แล้วชีวิตก็ดำเนินต่อไป...

นางเอกเรื่องนี้ ถ้าฉันจำไม่ผิด เธอเป็นเซ็กซ์สตาร์อันดับหนึ่งของโลกอยู่.... Monica Bellucci

ฉันก็ว่าแค่ดูเธอเดินก็เพลินแล้วล่ะ

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551

หมดเวลาขี้เกียจ

รูปฉันและคุณตู่โปรดิวเซอร์ในผ้าเคียนนมจากชุมชนนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย ที่ฉันภูมิใจนักหนาที่ได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานของชาวบ้านให้ทั้งคนสุโขทัยและคนไทยได้รู้จัก รวมทั้ง "ข้าวเปิป" หรือชื่อไฮโซว่า ก๋วยเตี๋ยวพระร่วง อาหารพื้นบ้านที่มีที่เดียวในโลก

หลังจากจบงานนางสาวไทย ฉันก็พักไม่แตะอะไร (ใดๆ ทั้งสิ้น) มาหลายวันอยู่



ฉันนอนแบบเอาเป็นเอาตาย ครั้งล่าสุด 18 ชั่วโมง คล้ายจะบอกตัวเองว่า ควรจะนอนให้หายอยากไปเลย และเริ่มทำอะไรๆ เสียที




เมื่อวานฉันได้ประโยคเด็ดจากหนังที่นำชีวิตของ Mr. Johnny Cash และ คุณนาย June Carter มาตีแผ่ให้พวกเราเห็นความขึ้นๆ ลงๆ ของชีวิตศิลปินชื่อดัง (น่าจะเป็นเช่นนั้น แม้ฉันจะไม่เคยได้ยินชื่อพวกนี้มาก่อน ด้วยไม่ฟังเพลงฝรั่ง ยกเว้นเพลงที่พี่ๆ น้องๆ ร้องให้ฟังในคาราโอเกะ) ประโยคนั้นล้อไปกับชื่อหนัง "Walk the line" .......คุณนาย June ด่าอีตา Cash ว่า "You can't walk no line" พอเป็นนักแปลแล้ว ฉันก็กลัวแปลผิดเหลือเกิน






Walk the line หมายถึง การปฏิบัติตนให้เหมาะสม มีชีวิตที่สมดุล แต่ฉันว่า You can't walk no line น่าจะหมายถึงว่า ถ้าไม่มีเส้นขีดให้เดิน อีตา Cash คงจะเดินไม่ได้ละมัง คงต้องมีคนคอยนำทางให้ ไม่งั้นก็จะเดินตุปัดตุเป๋อย่างที่เป็นอยู่ตลอดเรื่อง




หรือฉันเองก็คล้ายจะเป็นเช่นนั้น...




ฉันมักจะเริ่มอะไรใหม่ๆ โดยการทำความสะอาดบ้าน รีดผ้า การจัดระเบียบบ้านเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการจัดระเบียบสิ่งอื่นๆ ในชีวิต บ้านฉันยังรกไม่หายด้วยหนังสือที่นับวันมีแต่จะเพิ่มพูน ฉันก็เริ่มได้ไอเดียจากคุณนาย June อีกเหมือนกัน เธอให้ The Prophet กับอีตา Cash หลังจากเธออ่านจบ เพื่อลดน้ำหนักกระเป๋าที่ต้องหอบหิ้วเดินทางออกทัวร์คอนเสิร์ต และเป็นการแบ่งปันอาหารสมองให้ผู้อื่น ฉันนั่งนึกในใจว่า ช่างให้หนังสือเหมาะกับผู้รับเสียจริง ไอ้การที่ฉันคิดเช่นนี้ทำให้ฉันไม่สามารถระบายหนังสือออกไปได้ซะที ฉันกลัวว่าหนังสือที่ฉันให้ไป จะตกไม่อยู่กับคนที่ไม่เห็นคุณค่า พอๆ กับเสื้อผ้าเก่าๆ ของฉันที่จะตกไปถึงคนที่ใส่ไม่ได้ หรือไม่มีโอกาสเหมาะที่จะใส่ ฉันคงจะต้องเริ่มตัดใจซะบ้าง ไม่งั้นห้องของฉันคงไม่มีที่เหลือสำหรับใส่ของได้อีก พอๆ กับที่ถ้าไม่ตัดสิ่งต่างๆ ออกไปจากใจ ออกไปจากชีวิต ก็คงไม่สามารถรับอะไรใหม่ๆ เข้ามาได้อีก




ฉันมักจะนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่มีความสามารถเอกอุในการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากชีวิต แม้กระทั่งสลิปโอนเงิน เมื่อใดที่อีกฝ่ายคอนเฟิร์มว่าได้รับเงินแล้ว สลิปใบนั้นจะต้องออกไปจากชีวิตของเขาโดยพลัน ร้อนถึงคนรับเงินที่จะต้องเช็คและยืนยันทันทีเพื่อให้ทันใจคนโอนเงิน ฉันว่า ถ้าบวกกันหารสอง คงจะได้คนปกติสองคนเป็นแน่แท้




ต้นไม้ของฉันเริ่มได้น้ำอีกครั้ง...




ช่วงที่เก็บตัวผู้เข้าประกวดนางสาวไทยที่สุโขทัยและที่โรงแรมก่อนรอบตัดสิน ฉันไม่ได้อยู่บ้านเลย นึกในใจว่าต้นไม้ของฉันต้องอึดต้องทน ไม่งั้นก็คงอยู่ด้วยกันลำบาก เฟิร์นก้านดำตายไปล่วงหน้าแล้ว ด้วยเป็นพืชที่ละเอียดอ่อน ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะน้ำมาก ขาดน้ำไปสองวัน หรือเพราะไอร้อนจากเครื่องปรับอากาศ แต่ก็พร้อมกันตายทั้งต้น หายไปหนึ่งอาทิตย์ ไอวี่ก็ตามไปด้วย ฉันตัดใจทิ้งทั้งกระถาง จริงๆ ก็รู้อยู่แล้วว่ามันคงอยู่กับฉันไม่นาน เพราะสภาพอากาศไม่เหมาะกับน้องไอวี่เอาเสียเลย ความหวังที่จะเลี้ยงให้เถาไอวี่ยาวจนถึงพื้นเหมือนต้นที่ฉันเลี้ยงสมัยเรียนที่เมืองหนาวมันช่างห่างไกลความจริงเสียเหลือเกิน ชวนชมแย่งกันออกดอก แต่เพลี้ยแป้งก็แย่งกันกัดกินยอดทุกยอดเช่นกัน ดอกไม่ทันบานก็เหี่ยวเพราะโดนศัตรูรุมเร้า พวกต้นไม้จิ๋วต่างๆ ในกระบะใต้ราวตากผ้า ยังรอดตายได้บ้างเป็นบางต้น ตอนนี้พืชจำพวกหัวเริ่มแตกหน่อใหม่แล้วล่ะ




ฉันควรจะรีดเสื้อทั้งเจ็ดที่แขวนอยู่ที่ตู้ข้างทีวีให้เสร็จภายในคืนนี้ จะได้เริ่มซักผ้ารอบใหม่และจัดการเรื่องผ้าๆ ให้เสร็จสิ้นซะที พร้อมๆ กับที่ฉันควรจะคัดเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วเพื่อบริจาค หนังสือที่ไม่ใช้แล้วอีกไม่น้อย จะได้เหลือเฉพาะหนังสือที่จะเก็บจริงๆ กับหนังสือที่ซื้อหามาสะสมแต่ยังไม่มีเวลาอ่านเสียที




นอกจากเรื่องเสื้อผ้าและหนังสือแล้ว ยังมีเรื่องเอกสาร ข้อมูลของสำนักพิมพ์ที่ฉันต้องจัดการก่อนไปเยี่ยมน้องสาวกับแม่ปลายเดือนนี้ ทีจริงแล้ว เวลาสองอาทิตย์ทำอะไรได้ตั้งมากมาย สำหรับคนที่ไม่ได้ทำงานประจำที่ตัดใจแล้วว่าจะเลิกไปที่เที่ยวประจำ รับรองว่าเวลาสองอาทิตย์สะสางได้ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว