ฉันไม่ได้หมายถึงคอมพิวเตอร์ที่ฉันลงทุนซื้อโปรแกรมต้านไวรัสแล้วรู้สึกว่าเครื่องจะได้ภูมิคุ้มกันที่ดีเกินไป เลยป่วยซะงั้น
ฉันหมายถึงตัวฉันเอง...
ฉันมีนัดกับหมอวันนี้ หลังจากลืมไปเมื่อครั้งที่แล้ว ทั้งๆ ที่พยาบาลก็โทรมาเตือนตอนเช้าว่ามีนัดตอนบ่าย พอบ่ายฉันก็นั่งสรุปหน้าที่ความรับผิดชอบให้น้องใหม่ เตรียมไปขนหนังสือข้างนอก ที่ไหนได้ พยาบาลโทรมาตามตอนจะออกจากบ้านพอดี อะไรจะขี้ลืมขนาดนั้น
ถ้าจะพูดถึงเรื่องเครื่องรวน มันรวนมาเป็นระยะ และออกจะถี่ขึ้นในช่วงนี้ ฉันหักเงินภาษีผิด ใส่เลขที่บัญชีผิด โอนเงินผิดสกุล จำรหัสลับไม่ได้ พูดผิด เขียนผิด แสดงออกผิดๆ จนรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับตัวเอง
เมื่อวาน ผู้ที่รักฉันอย่างไม่มีเงื่อนไข (แม้เราจะอยู่ใกล้กันนานๆ ไม่ได้) เสนอให้ฉันไปเที่ยวพักผ่อน ฉันก็เออออห่อหมก แต่คงต้องตามไปนะ เพราะติดงานใหญ่ แต่สรุปว่า เครื่องบินไม่เป็นใจ ตั๋วเต็มทั้งที่ตั้งใจจะใช้ไมล์สะสมแลก ทีนี้จะลงทุนซื้อตั๋วให้ฉันเชียวนา แต่ฟ้าไม่เป็นใจ ก็ซื้อไม่ได้อยู่ดี สรุปว่า ฉันอด
คิดดูอีกทีก็ดีเหมือนกัน ถ้าไปก็คงจะไม่สนุก เพราะห่วงเรื่องนั้นเรื่องนี้สารพัน
วันนี้ต้องไปหาหมออย่างที่นัด ระหว่างรอ ดูท่าฉันจะเล่นละครเป็นหมอฝึกหัด นั่งฟังพยาบาลบ่นเรื่องคนไข้ที่มาหาหมอโดยไม่ได้นัดล่วงหน้า แล้วทำให้ตารางรวน คนที่นัดและมาตามนัดต้องนั่งรอ และเลยกระทบคนอื่นๆ ถัดไปเรื่อยๆ บางคนรู้ว่าหมอตรวจถึงสองทุ่ม ก็มาซะอีกสิบห้านาทีสองทุ่ม เจอไปหนเดียว หมอสั่งไว้เลยว่า ถ้ารายนี้มาอีก หมอไม่ตรวจให้
ไม่ใช่แค่พยาบาลเครียด หมอเองต้องเครียดมากกว่า เพราะวันๆ ต้องรับเรื่องของคนมีปัญหาสารพัด หากไม่สามารถฟัง วินิจฉัยแล้วทิ้งไป เท่ากับหมอปล่อยให้ลิงเกาะหลังเป็นฝูง จากที่รักษาคนป่วยในที่สุดก็คงจะป่วยเอง
วันนี้มีคนไข้มาแบบไม่นัดสองราย พวกนี้เป็นคนไข้แบบที่เมื่อต้องการยาก็มาให้หมอสั่ง หรือบางทีมาเพื่อเอายาไม่ให้หมอตรวจ ถ้าฉันเป็นหมอ ฉันก็คงลำบากใจไม่อยากเอาคอไปขึ้นเขียง
ถึงคราวของฉันบ้าง หมอทัก "หน้าตาสดใสเชียวนะเรา" ฉันตอบด้วยเสียงหัวเราะ "เค้าว่ากันว่า ถ้ามันถึงที่สุดแล้ว ก็คงต้องหัวเราะไปเลยแหละค่ะ พายุเวลามันมา มันไม่ได้มาลูกเดียว"
ว่าแล้วก็นำไปสู่บทสนทนาสารพัดปัญหาของฉัน เรื่องราวที่เล่า ทุกขั้นทุกตอนมีปัญหา ก็แก้กันไป หมอก็ฟังซะเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็จำเป็นต้องบอกว่า เมื่อคืนก็ร้องไห้ แต่ถ้าถามว่าเพราะอะไร มันก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน บางครั้งมันไม่รู้จะทำยังไง ร้องออกมามันก็สบายใจขึ้น
ฉันเล่าว่า คนรอบข้างก็เริ่มบ่นว่า หมู่นี้ฉันเครียดๆ แล้วฉันก็เครียดใส่ใครหลายคน หมอว่ามันมาจากนิสัยของฉันนั่นแหละ ฉันเป็นคนละเอียดตามประสาคนไวต่อสัมผัสทั้งหลาย คนประเภทนี้โดยพื้นฐานแล้วก็จะเครียดง่ายอยู่แล้ว การที่ซีเรียสกับชีวิต ตลกยาก ไม่ค่อยหัวเราะกับมุขสามัญธรรมดา (ประมาณว่าต้องมุขเทพนั่นแหละถึงจะขำ) ก็ทำให้อยู่ยาก ยิ่งมาตรฐานสูงในขณะที่คนทั่วไปก็เป็นแบบคนทั่วไป คำพูดของนายเก่าคนนั้นยังก้องอยู่ที่หูเสมอๆ ลดสปีดการทำงานและมาตรฐานลงบ้าง ไม่ต้องเช็คอีเมลทุกวันก็ได้ เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ปล่อยให้มันผ่านๆ ไปเถอะ
หมอบอกให้เปลี่ยนอิริยาบถ อย่าทำแต่งานกับนอน ถ้าทำแค่นั้นไม่มีเวลาส่วนตัว มันก็ไม่ได้พักเต็มที่อยู่ดี หมอบอกให้ทำตามหลัก 8-8-8 แล้วฉันก็นึกถึงหลานคนเก่งที่ทำงานปีนึงซื้อบ้านได้กี่หลังแล้วก็ไม่รู้ เห็นเค้านอนวันละ 3 ชั่วโมง หน้าแก่แต่รวย หลายๆ คนคงเลือกอย่างนั้น
ฉันถามหมอด้วยน้ำตา ว่าบางอย่างต้องยืดหยุ่นตามที่มาตรฐานคนไทยทั่วไปเค้าทำ เค้ายอมรับกันมั้ยคะ หมอก็บอกว่า พวกที่เค้าเป็นอย่างนั้น เค้าก็ทน ไม่ได้มีความสุข อาจจะด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ หน้าตา ฐานะทางสังคม เราเป็นของเราน่ะ ดีแล้ว ปรับแต่ไม่ใช่เปลี่ยน เวลาจะเป็นเครื่องตัดสิน
ในเมื่อหมอสั่ง การคลายเครียดที่ดีที่สุดนอกจากนอนก็คงเป็นการไปนวด แล้วก็กินหรูๆ ตามสไตล์ของฉัน นวดมัน 3 ชั่วโมง หมอนวดยังสอนฉันว่า อย่าไปคิดอะไร หลับซะ ถ้าไม่หลับก็นึกถึงขาเวลาที่เค้านวดฉัน สรุปแล้วยังไงฉันก็ไม่หลับ คิดไปร้อยแปดเรื่อง ได้คำตอบบ้าง ได้มุมมองอีกแง่สำหรับเรื่องเดิมๆ ที่เมื่อมองมุมใหม่ ก็ได้ความรู้สึกและทางออกใหม่ๆ
หมอนวดบอกอีกว่า กระดูกมันบอกว่า ล้า นะ แต่เส้นเอ็นข้างนี้ยังไม่เป็นปุ่มๆ เหมือนบ่าข้างโน้น แม่หมอเน้นนวดที่คอ ฉันรึก็กลัวจะคอหักก่อนตายด้วยความเครียด เลยกลายเป็นว่านวดไปเครียดไป จะว่าไป มันก็ไม่ได้ปวดเมื่อยเพราะงานอย่างเดียวหรอก ก็เวลาว่างของฉัน ดันไปเล่นเกมส์ซะนี่
ก็ซื้อผ่านอินเตอร์เน็ตมาอีกเหมือนกัน ไม่เล่นก็ไม่ได้ เสียเงินแล้วนิ!!
วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2552
ติดบ้าน
วันนี้ฉันออกนอกบ้าน...
ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่น่าจะกล่าวขึ้นมาสำหรับคนทั่วไป มนุษย์ออฟฟิศที่ต้องออกจากบ้านทุกวัน เสาร์อาทิตย์ต่างหากที่อาจเป็นวันพักผ่อนที่หลายคนเลือกจะอยู่บ้านเพราะล้าจากการวิ่งวุ่นเรื่องงานมาทั้งอาทิตย์
คนทำงานที่บ้านอย่างฉัน เดี๋ยวนี้ การออกจากบ้านดูจะเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อต้องออกไปพบปะผู้คนก็ต้องทำเปลือกนอกให้ดูดีขึ้นสักนิด แต่ฉันสงสัยตัวเองว่า ถ้านานๆ ออกจากบ้านที ฉันควรจะลิงโลด ประมาณว่าไม่อยากกลับบ้าน คุยกับคนที่รู้จักกันแต่เก่าก่อนจนลากลับกันไป
แต่นี่ ฉันกลับกลัวบ้านหาย รอเจอทุกคนจนครบแล้วก็ขอตัวกลับบ้านเลย กลับมาทำงานต่อ แม้ว่ามันไม่ใช่งานที่ต้องทำวันนี้ เดี๋ยวนี้ แต่ถ้ามันมีอารมณ์ทำไม่ทำก็จะไม่ได้ทำซะงั้น
ทำงานอื่นๆ จนเหลือแต่งานที่เลี่ยงจะทำแล้ว งานที่ต้องจดจ่อ มีสมาธิ ไม่ปล่อยให้อะไรมาขัดจังหวะ ไม่งั้นจะเบลอแล้วก็ทำผิดๆ ถูกๆ อย่างเคย ถ้าไม่รีบทำงานนี้แล้ว งานถัดไปที่จะถึงเวลาส่งผ่านมาที่ฉันมาถึง ฉันก็จะอดทำ
วันเสาร์นี้ ฉันมีสองทางเลือก ทำงานที่ค้างอยู่เรื่องนั้น หรือพักผ่อนให้สบายอารมณ์กับงานที่จะมาถึงฉันวันอาทิตย์บ่าย
ไอ้การพักผ่อนของฉันก็ไม่พ้นการนอนเป็นหลัก อาจจะมีดูทีวี ดีวีดีอะไรต่างๆ เป็นครั้งคราว หรือทำสมาธิผ่านการรีดผ้าที่เริ่มมีให้รีดหลายตัวแล้วเหมือนกัน
สรุปว่า ถ้าฉันยังติดบ้านอยู่อย่างนี้ ไม่ทำงานบ้านก็ทำงานที่จะได้เงินนั่นแหละ
คืนนี้จะรับรู้ตัวตนของคนจากงานเขียนของเขาซะหน่อย ไหนๆ วันนี้ก็แปลสุนทรพจน์ของเขาแล้วนิ!
ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่น่าจะกล่าวขึ้นมาสำหรับคนทั่วไป มนุษย์ออฟฟิศที่ต้องออกจากบ้านทุกวัน เสาร์อาทิตย์ต่างหากที่อาจเป็นวันพักผ่อนที่หลายคนเลือกจะอยู่บ้านเพราะล้าจากการวิ่งวุ่นเรื่องงานมาทั้งอาทิตย์
คนทำงานที่บ้านอย่างฉัน เดี๋ยวนี้ การออกจากบ้านดูจะเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อต้องออกไปพบปะผู้คนก็ต้องทำเปลือกนอกให้ดูดีขึ้นสักนิด แต่ฉันสงสัยตัวเองว่า ถ้านานๆ ออกจากบ้านที ฉันควรจะลิงโลด ประมาณว่าไม่อยากกลับบ้าน คุยกับคนที่รู้จักกันแต่เก่าก่อนจนลากลับกันไป
แต่นี่ ฉันกลับกลัวบ้านหาย รอเจอทุกคนจนครบแล้วก็ขอตัวกลับบ้านเลย กลับมาทำงานต่อ แม้ว่ามันไม่ใช่งานที่ต้องทำวันนี้ เดี๋ยวนี้ แต่ถ้ามันมีอารมณ์ทำไม่ทำก็จะไม่ได้ทำซะงั้น
ทำงานอื่นๆ จนเหลือแต่งานที่เลี่ยงจะทำแล้ว งานที่ต้องจดจ่อ มีสมาธิ ไม่ปล่อยให้อะไรมาขัดจังหวะ ไม่งั้นจะเบลอแล้วก็ทำผิดๆ ถูกๆ อย่างเคย ถ้าไม่รีบทำงานนี้แล้ว งานถัดไปที่จะถึงเวลาส่งผ่านมาที่ฉันมาถึง ฉันก็จะอดทำ
วันเสาร์นี้ ฉันมีสองทางเลือก ทำงานที่ค้างอยู่เรื่องนั้น หรือพักผ่อนให้สบายอารมณ์กับงานที่จะมาถึงฉันวันอาทิตย์บ่าย
ไอ้การพักผ่อนของฉันก็ไม่พ้นการนอนเป็นหลัก อาจจะมีดูทีวี ดีวีดีอะไรต่างๆ เป็นครั้งคราว หรือทำสมาธิผ่านการรีดผ้าที่เริ่มมีให้รีดหลายตัวแล้วเหมือนกัน
สรุปว่า ถ้าฉันยังติดบ้านอยู่อย่างนี้ ไม่ทำงานบ้านก็ทำงานที่จะได้เงินนั่นแหละ
คืนนี้จะรับรู้ตัวตนของคนจากงานเขียนของเขาซะหน่อย ไหนๆ วันนี้ก็แปลสุนทรพจน์ของเขาแล้วนิ!
ป้ายกำกับ:
ความนึกคิด,
ฉัน,
ไดอารี่
วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2552
อะไรสักนิดก่อนนอน
วันนี้ดูจะเป็นวันคุณภาพจริงๆ ...
ได้ทำงานเป็นเรื่องเป็นราวในชั่วโมงอันยาวนาน
ไปชอปปิ้งซื้อของเข้าตู้เย็น แม้ว่าจะมีคนค่อนว่า คงจะได้ทิ้งถังเพราะดองไว้นานในที่สุด แต่แล้ววันนี้ก็นึกครึ้มอกครึ้มใจทำกับข้าว (จากของที่ดองไว้นั่นแหละ) อันได้แก่ ไข่เจียวปู ต้มยำกุ้งเพิ่มมันกุ้งพิเศษ และยำกุ้งฝอยเต้นที่ซื้อมาตอนไปจ่ายกับข้าว ดื่มน้ำดอกอัญชัน น้ำว่านหางจระเข้และน้ำอะไรหว่าจำไม่ได้ ตบท้ายด้วยน้ำข้าวกล้องงอกที่ว่าช่วยรักษามะเร็งได้และมีสารต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี ส่วนผลไม้ ฉันก็ได้กินถั่วแระญี่ปุ่นกับข้าวโพดข้าวเหนียว (นับเป็นของหวานป่าวหว่า)
รับสายจากกัลยาณมิตร ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ความเป็นมาเป็นไป เนื่องด้วยฉันไม่ส่ง sms ตอบกลับคำอวยพรปีใหม่ให้เธอ นับรวมแล้วไม่ได้เจอหน้าเจอตาร่วมครึ่งปี จึงมีอะไรให้อัพเดทกันพอควร ธรรมะหลั่งไหลมาตามสาย จะว่าไปแล้ว ถ้าเรามีสติเมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาใดๆ ก็ตาม เราจะสามารถเลือกหาทางแก้ที่ดีและเหมาะสมได้ไม่ยากนัก และเราก็จะไม่จดจ่ออยู่กับปัญหาจนเกินไป รู้จักปลง มองออกไปนอกกรอบ ก็จะไม่ถูกกดดัน เราจะมีเวลาค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำอะไรๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเร่งรีบ อะไรจะเป็นก็เป็นไป ถ้าใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ไม่ต้องดิ้นรน ไขว่คว้า
การที่จิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ กับกิจกรรมหลายๆ อย่าง ดีอย่างนี้นี่เอง หากพบปัญหากับเรื่องใด จะไม่มีปัญหาอะไรที่หนักที่สุด (เพราะมันมีปัญหาทุกอย่างนั่นแหละ) จึงไม่ต้องตื่นเต้นตกใจ แก้ได้ก็แก้ไป แก้ไม่ได้ก็ลองไปแก้เรื่องอื่นก่อน ยังงั้ยยังไงมันก็มีอะไรให้แก้ทุกวันนั่นแหละ
ว่าแล้ว คืนนี้คงจะจบลงด้วยการซักผ้า เพื่อเตรียมรีดในวันรุ่งพรุ่งนี้
ชีวิตที่มีความสุขไม่ได้หายากเลย...
ได้ทำงานเป็นเรื่องเป็นราวในชั่วโมงอันยาวนาน
ไปชอปปิ้งซื้อของเข้าตู้เย็น แม้ว่าจะมีคนค่อนว่า คงจะได้ทิ้งถังเพราะดองไว้นานในที่สุด แต่แล้ววันนี้ก็นึกครึ้มอกครึ้มใจทำกับข้าว (จากของที่ดองไว้นั่นแหละ) อันได้แก่ ไข่เจียวปู ต้มยำกุ้งเพิ่มมันกุ้งพิเศษ และยำกุ้งฝอยเต้นที่ซื้อมาตอนไปจ่ายกับข้าว ดื่มน้ำดอกอัญชัน น้ำว่านหางจระเข้และน้ำอะไรหว่าจำไม่ได้ ตบท้ายด้วยน้ำข้าวกล้องงอกที่ว่าช่วยรักษามะเร็งได้และมีสารต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี ส่วนผลไม้ ฉันก็ได้กินถั่วแระญี่ปุ่นกับข้าวโพดข้าวเหนียว (นับเป็นของหวานป่าวหว่า)
รับสายจากกัลยาณมิตร ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ความเป็นมาเป็นไป เนื่องด้วยฉันไม่ส่ง sms ตอบกลับคำอวยพรปีใหม่ให้เธอ นับรวมแล้วไม่ได้เจอหน้าเจอตาร่วมครึ่งปี จึงมีอะไรให้อัพเดทกันพอควร ธรรมะหลั่งไหลมาตามสาย จะว่าไปแล้ว ถ้าเรามีสติเมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาใดๆ ก็ตาม เราจะสามารถเลือกหาทางแก้ที่ดีและเหมาะสมได้ไม่ยากนัก และเราก็จะไม่จดจ่ออยู่กับปัญหาจนเกินไป รู้จักปลง มองออกไปนอกกรอบ ก็จะไม่ถูกกดดัน เราจะมีเวลาค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำอะไรๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเร่งรีบ อะไรจะเป็นก็เป็นไป ถ้าใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ไม่ต้องดิ้นรน ไขว่คว้า
การที่จิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ กับกิจกรรมหลายๆ อย่าง ดีอย่างนี้นี่เอง หากพบปัญหากับเรื่องใด จะไม่มีปัญหาอะไรที่หนักที่สุด (เพราะมันมีปัญหาทุกอย่างนั่นแหละ) จึงไม่ต้องตื่นเต้นตกใจ แก้ได้ก็แก้ไป แก้ไม่ได้ก็ลองไปแก้เรื่องอื่นก่อน ยังงั้ยยังไงมันก็มีอะไรให้แก้ทุกวันนั่นแหละ
ว่าแล้ว คืนนี้คงจะจบลงด้วยการซักผ้า เพื่อเตรียมรีดในวันรุ่งพรุ่งนี้
ชีวิตที่มีความสุขไม่ได้หายากเลย...
ป้ายกำกับ:
ความนึกคิด,
ฉัน,
ไดอารี่
วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552
บทสัมภาษณ์มาร์จอเน่ ซาทราพิ เจ้าของผลงานแพร์ซโพลิสและเย็บถากปากร้าย
ตามไปอ่านที่บล้อกของกำมะหยี่ได้เลยนะคะ ถ้าอ่านแล้วไม่ขำ ยินดีให้ประทุษร้ายด้วยส่วนล่างสุดของร่างกายค่ะ :)
http://gammemagie.blogspot.com/2009/03/blog-post_03.html
http://gammemagie.blogspot.com/2009/03/blog-post_03.html
ป้ายกำกับ:
ณัฐพัดชา,
มาร์จอเน่ ซาทราพิ,
Broderies,
Embroideries,
Marjane Satrapi
วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552
เด็กๆ คงช่วยฉันไว้...
ถ้าเธอได้อ่านบล้อกของฉันก่อนหน้านี้ คงจะเห็นว่าฉันนำเรื่องราวของแม่ต้อยมาเผยแพร่ที่นี่ เผื่อว่าใครได้อ่านอาจจะมีโอกาสได้ช่วยเหลือเด็กๆ ที่อนาคตมืดมนเหล่านั้น อย่างที่ฉันเขียนไว้ ว่าฉันลุกขึ้นมาบริจาคเงินทางอินเตอร์เน็ต...เป็นการเริ่มวันใหม่ที่ดีมีคุณค่าต่อคนอื่น ฉันจัดเสื้อผ้าได้หนึ่งลังกับหนึ่งกระเป๋าเตรียมไปมอบให้เด็กๆ เหล่านั้น ถึงกับเปรยๆ กับพี่คนสนิทว่า อาจจะขับรถไปถึงยโสธร ถือว่าไปเที่ยวซะด้วยเลยทีเดียว
ณ วันเดียวกันนั้นเอง มีเรื่องของเด็กๆ เข้ามาเกี่ยวพันกับฉันทั้งตอนเช้า และตอนค่ำหลังตัดสินใจอะไรบางอย่างเพื่อให้ตัวเองพ้นทุกข์ เรื่องตอนเช้า ฉันเขียนเล่าให้อ่านกันแล้ว ส่วนตอนค่ำ อยู่ดีๆ พี่ที่คบหากันมาก็บอกกับฉันว่าจะดูดวงให้ แต่การดูดวงโดยใช้ไพ่ของพี่แกไม่เหมือนที่ใดๆ ที่ฉันเคยไปดูมา ไพ่สีฟ้ามีข้อความเป็นตัวอักษร...เป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว พี่ให้ฉันแบ่งออกเป็นสิบกอง อธิษฐานว่าอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไร 10 ข้อ ใช้มือซ้ายตัดไพ่จนพอใจ ว่าแล้วพี่ของฉันก็เอาเครื่องมือแปลกไม่เหมือนใครออกมาจากกระเป๋าเป้ เป็นตะเกียบสีไม้เข้มหนึ่งข้าง (ฉันไม่ค่อยแน่ใจเรื่องลักษณะนามของตะเกียบข้างเดียวมาก่อน ของที่อยู่เป็นคู่เสมอ ไม่เคยคิดว่าเมื่ออยู่ลำพังข้างเดียวก็เกิดประโยชน์ในอีกแง่มุมหนึ่ง) สร้อยสแตนเลสเงินยาวหนึ่งไม้บรรทัดเห็นจะได้ ปลายสร้อยเป็นแก้วเจียระไนหรือแร่ธาตุอะไรซักอย่างที่มีลักษณะขาวใส พี่คนนี้พันปลายสร้อยอีกด้านไปที่ปลายตะเกียบ มองดูเหมือนเบ็ดตกปลาที่มีเหยื่อชิ้นเบ้อเริ่มเมื่อมองสัดส่วนของคันเบ็ด สายเอ็นและเหยื่อยักษ์ชิ้นนี้
เธอเชื่อมั้ยว่าพี่เค้าถือคันเบ็ดลอยอยู่เหนือไพ่ทุกใบในแต่ละกอง และก็แล้วแต่ว่าจะอธิษฐานให้แก้วพิเศษนี้หมุนไปทางใด เช่น ถ้าหมุนทวนเข็มนาฬิกาถือว่าเป็นไพ่ที่จะให้คำตอบกับคำถามที่ฉันถาม เธอคิดดู ในแต่ละกองมีไพ่ประมาณ 20 ใบ พี่เค้าต้องถือคันเบ็ดอยู่นานแค่ไหน ถึงจะทำนายทายทักเรื่องต่างๆ ให้ฉันได้ เรื่องแรกก็คือเรื่องที่ฉันเพิ่งตัดสินใจนั่นแหละ แล้วคำตอบก็พูดในเรื่องเดียวกัน การที่ฉันได้มีโอกาส "เกิดใหม่" เมื่อดอกไม้บาน เมื่อได้บริจาคเงิน เมื่อได้ตัดสินใจอะไรโดยเด็ดขาด ทำให้จิตใจของฉันผ่องแผ่ว ไม่น่าเชื่อว่าไม่มีน้ำตาไหลแม้แต่สักหยดเดียว ฉันรู้สึกดีจังที่เข้มแข็งขึ้นมาก ไม่มีใครจะมาทำลายการนับถือตัวเอง (Self-Esteem) ของเราได้ นอกจากเราจะอนุญาตให้ใครเข้ามามีอำนาจเหนือจิตใจของเรา นี่น่าจะเป็นบทพิสูจน์ว่า ความล้มเหลว ความผิดพลาดทำให้เราแกร่งขึ้น สามารถเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา
คำถามที่สอง สามและสี่ ได้รับคำตอบแล้ว แม้ว่าคำตอบคือความคลุมเครือ คำตอบไม่ได้ให้ความกระจ่าง แต่คำตอบที่ได้ก็แนะนำให้ฉันปฏิบัติตนอย่างไร จวบจนมาคำถามสุดท้ายที่ฉันถามไปว่า ฉันจะสามารถมีอิสระทางการเงินได้หรือไม่ เมื่อใด มีไพ่อยู่หนึ่งใบที่พอเอาแก้วพิเศษนี้ไปจ่ออยู่ด้านบน แก้วไม่ไหวติง ฉันได้รู้จากคำถามก่อนหน้าว่า ไพ่จำพวกนี้ มีความหมายพิเศษ แปลว่าไพ่ไม่บอก ส่วนใบที่แก้วแกว่งแรงที่สุดตามทิศทางที่อธิษฐานไว้ให้ความหมายที่ฉันพอจำได้เลาๆ ว่า ฉันมีความสามารถ แต่ไพ่ก็ยังไม่ได้ตอบอะไรชัดเจน การที่คนเรามีความสามารถไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จ หรือได้ดอกผลจากความสามารถที่มี พอถึงคราวที่เปิดไพ่ที่แก้วไม่เคลื่อนไหว หยุดนิ่งอยู่เหนือไพ่ พอพลิกหงายขึ้นมา ข้อความในไพ่กล่าวว่า
....แม่ฆ่าหนูทำไม....
ณ ตอนนี้ ฉันยังขนลุกไม่หาย ไม่น่าเชื่อ แล้วฉันก็ไม่รู้ด้วยว่า เป็นอุปทานหรือมีสิ่งลี้ลับใดก่อให้เกิดอาการเช่นนี้ ลำพังตัวฉันเอง ตีความไม่ได้หรอก ฉันเองไม่เคยฆ่าใคร พี่ที่ทำนายให้ฉันบอกว่า ฉันโชคดีนะ ที่ได้ไพ่ใบนี้ หมายความว่า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ให้ฉันทำบุญกับเด็กๆ ให้เยอะๆ
นี่จึงเป็นที่มาที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า เด็กๆ คงได้ช่วยฉันเอาไว้แน่ๆ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอะไรที่ลี้ลับมาบอกมาเตือนฉันเสมอมา ต้องขอบคุณกรรมดีที่ฉันได้ทำไว้ในชาติปางก่อนหรือสิ่งที่ฉันเพิ่งทำในชาตินี้ ที่ดลบันดาลให้ฉันรอดพ้นจากคนพาล คนไม่ดีทั้งหลาย
ฉันจะยังคงทำความดีเพื่อไถ่บาปกรรมที่ฉันทำไว้ไม่ว่าจะในภพชาติใด กรรมที่ฉันมีกับหลายๆ คน ได้ชดใช้ไปแล้วในชาตินี้ ก็ขออย่าให้มีเวรมีกรรมต่อกันและกันเลย ฉันขอให้คนที่มีกรรมพัวพันกับฉันได้พบแต่สิ่งที่ดีในชีวิต แม้ว่าการเทน้ำในที่ดอนจะทำได้ยาก ฉันก็ขอเป็นคนนึงที่จะฝืนธรรมชาติ แผ่เมตตาให้ศัตรู คนพาล ที่สร้างความเสียหาย ชอกช้ำให้กับฉัน ขอให้เลิกแล้วต่อกัน ต่างพบเจอในสิ่งที่ดีๆ ทำแต่สิ่งดี ไม่เบียดเบียนคนอื่นอีกต่อไป
ณ วันเดียวกันนั้นเอง มีเรื่องของเด็กๆ เข้ามาเกี่ยวพันกับฉันทั้งตอนเช้า และตอนค่ำหลังตัดสินใจอะไรบางอย่างเพื่อให้ตัวเองพ้นทุกข์ เรื่องตอนเช้า ฉันเขียนเล่าให้อ่านกันแล้ว ส่วนตอนค่ำ อยู่ดีๆ พี่ที่คบหากันมาก็บอกกับฉันว่าจะดูดวงให้ แต่การดูดวงโดยใช้ไพ่ของพี่แกไม่เหมือนที่ใดๆ ที่ฉันเคยไปดูมา ไพ่สีฟ้ามีข้อความเป็นตัวอักษร...เป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว พี่ให้ฉันแบ่งออกเป็นสิบกอง อธิษฐานว่าอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไร 10 ข้อ ใช้มือซ้ายตัดไพ่จนพอใจ ว่าแล้วพี่ของฉันก็เอาเครื่องมือแปลกไม่เหมือนใครออกมาจากกระเป๋าเป้ เป็นตะเกียบสีไม้เข้มหนึ่งข้าง (ฉันไม่ค่อยแน่ใจเรื่องลักษณะนามของตะเกียบข้างเดียวมาก่อน ของที่อยู่เป็นคู่เสมอ ไม่เคยคิดว่าเมื่ออยู่ลำพังข้างเดียวก็เกิดประโยชน์ในอีกแง่มุมหนึ่ง) สร้อยสแตนเลสเงินยาวหนึ่งไม้บรรทัดเห็นจะได้ ปลายสร้อยเป็นแก้วเจียระไนหรือแร่ธาตุอะไรซักอย่างที่มีลักษณะขาวใส พี่คนนี้พันปลายสร้อยอีกด้านไปที่ปลายตะเกียบ มองดูเหมือนเบ็ดตกปลาที่มีเหยื่อชิ้นเบ้อเริ่มเมื่อมองสัดส่วนของคันเบ็ด สายเอ็นและเหยื่อยักษ์ชิ้นนี้
เธอเชื่อมั้ยว่าพี่เค้าถือคันเบ็ดลอยอยู่เหนือไพ่ทุกใบในแต่ละกอง และก็แล้วแต่ว่าจะอธิษฐานให้แก้วพิเศษนี้หมุนไปทางใด เช่น ถ้าหมุนทวนเข็มนาฬิกาถือว่าเป็นไพ่ที่จะให้คำตอบกับคำถามที่ฉันถาม เธอคิดดู ในแต่ละกองมีไพ่ประมาณ 20 ใบ พี่เค้าต้องถือคันเบ็ดอยู่นานแค่ไหน ถึงจะทำนายทายทักเรื่องต่างๆ ให้ฉันได้ เรื่องแรกก็คือเรื่องที่ฉันเพิ่งตัดสินใจนั่นแหละ แล้วคำตอบก็พูดในเรื่องเดียวกัน การที่ฉันได้มีโอกาส "เกิดใหม่" เมื่อดอกไม้บาน เมื่อได้บริจาคเงิน เมื่อได้ตัดสินใจอะไรโดยเด็ดขาด ทำให้จิตใจของฉันผ่องแผ่ว ไม่น่าเชื่อว่าไม่มีน้ำตาไหลแม้แต่สักหยดเดียว ฉันรู้สึกดีจังที่เข้มแข็งขึ้นมาก ไม่มีใครจะมาทำลายการนับถือตัวเอง (Self-Esteem) ของเราได้ นอกจากเราจะอนุญาตให้ใครเข้ามามีอำนาจเหนือจิตใจของเรา นี่น่าจะเป็นบทพิสูจน์ว่า ความล้มเหลว ความผิดพลาดทำให้เราแกร่งขึ้น สามารถเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา
คำถามที่สอง สามและสี่ ได้รับคำตอบแล้ว แม้ว่าคำตอบคือความคลุมเครือ คำตอบไม่ได้ให้ความกระจ่าง แต่คำตอบที่ได้ก็แนะนำให้ฉันปฏิบัติตนอย่างไร จวบจนมาคำถามสุดท้ายที่ฉันถามไปว่า ฉันจะสามารถมีอิสระทางการเงินได้หรือไม่ เมื่อใด มีไพ่อยู่หนึ่งใบที่พอเอาแก้วพิเศษนี้ไปจ่ออยู่ด้านบน แก้วไม่ไหวติง ฉันได้รู้จากคำถามก่อนหน้าว่า ไพ่จำพวกนี้ มีความหมายพิเศษ แปลว่าไพ่ไม่บอก ส่วนใบที่แก้วแกว่งแรงที่สุดตามทิศทางที่อธิษฐานไว้ให้ความหมายที่ฉันพอจำได้เลาๆ ว่า ฉันมีความสามารถ แต่ไพ่ก็ยังไม่ได้ตอบอะไรชัดเจน การที่คนเรามีความสามารถไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จ หรือได้ดอกผลจากความสามารถที่มี พอถึงคราวที่เปิดไพ่ที่แก้วไม่เคลื่อนไหว หยุดนิ่งอยู่เหนือไพ่ พอพลิกหงายขึ้นมา ข้อความในไพ่กล่าวว่า
....แม่ฆ่าหนูทำไม....
ณ ตอนนี้ ฉันยังขนลุกไม่หาย ไม่น่าเชื่อ แล้วฉันก็ไม่รู้ด้วยว่า เป็นอุปทานหรือมีสิ่งลี้ลับใดก่อให้เกิดอาการเช่นนี้ ลำพังตัวฉันเอง ตีความไม่ได้หรอก ฉันเองไม่เคยฆ่าใคร พี่ที่ทำนายให้ฉันบอกว่า ฉันโชคดีนะ ที่ได้ไพ่ใบนี้ หมายความว่า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ให้ฉันทำบุญกับเด็กๆ ให้เยอะๆ
นี่จึงเป็นที่มาที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า เด็กๆ คงได้ช่วยฉันเอาไว้แน่ๆ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอะไรที่ลี้ลับมาบอกมาเตือนฉันเสมอมา ต้องขอบคุณกรรมดีที่ฉันได้ทำไว้ในชาติปางก่อนหรือสิ่งที่ฉันเพิ่งทำในชาตินี้ ที่ดลบันดาลให้ฉันรอดพ้นจากคนพาล คนไม่ดีทั้งหลาย
ฉันจะยังคงทำความดีเพื่อไถ่บาปกรรมที่ฉันทำไว้ไม่ว่าจะในภพชาติใด กรรมที่ฉันมีกับหลายๆ คน ได้ชดใช้ไปแล้วในชาตินี้ ก็ขออย่าให้มีเวรมีกรรมต่อกันและกันเลย ฉันขอให้คนที่มีกรรมพัวพันกับฉันได้พบแต่สิ่งที่ดีในชีวิต แม้ว่าการเทน้ำในที่ดอนจะทำได้ยาก ฉันก็ขอเป็นคนนึงที่จะฝืนธรรมชาติ แผ่เมตตาให้ศัตรู คนพาล ที่สร้างความเสียหาย ชอกช้ำให้กับฉัน ขอให้เลิกแล้วต่อกัน ต่างพบเจอในสิ่งที่ดีๆ ทำแต่สิ่งดี ไม่เบียดเบียนคนอื่นอีกต่อไป
ป้ายกำกับ:
ความนึกคิด,
ฉัน,
เด็ก,
ปัญหา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
