ฉันว่าหมู่นี้ฉันสับสน แกว่งไปแกว่งมาจนไม่รูู้ว่าควรจะไปทางไหน มันคล้ายจะมีนางฟ้ากับซาตานคอยมาเป่าหูสองข้างพร้อมๆ กัน...
ฉันรู้สึกว่าความนับถือตัวเองต่ำลงอีกแล้ว (Self-esteem) ความคิดแง่ลบเข้าครอบคลุมพื้นที่ในใจฉันจนเกือบมิด มีช่องให้แสงสว่างพาดผ่านเพียงชั่วคราว อาการนี้เกิดขึ้นเป็นอาทิตย์แล้ว จะมีใครรู้สาเหตุที่แท้จริงมากไปกว่าฉัน...
ฉันทำอะไรที่โง่เหลือเกินในสายตาคนอื่น มีสายตาที่มองมาแบบพูดอยู่ในใจว่า คนอย่างฉันทำแบบนั้นได้ยังไง
ฉันนั่งร้องเพลง I don't know how to love him เนื่องจากโดนใจอย่างที่สุด คนไม่ค่อยจะเชื่อหรอกว่า ฉันจะ ณ จังงัง ทำอะไรไม่ถูกทั้งๆ ที่ตัดสินใจฉับๆ เรื่องการงาน
จนถึงวันนี้ ฉันก็ยังรู้สึกแกว่งไปมาอยู่เช่นเคย
ฉันพยายามจะไม่เปิดโอกาสให้สิ่งเร้าเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตฉัน แต่แล้วเมื่อฉันอยากจะปลดปล่อย เมื่อขอเวลาเป็นครั้งคราวให้สติหยุดควบคุมความรู้สึก แล้วความรู้สึกที่โดนเก็บกดก็ระเบิดออกมาแบบไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ฉันยังนึกภาพคนอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายฉัน ทบทวนความรู้สึกของฉันต่อภาพคนเหล่านั้น ในที่สุด ฉันก็ทำอะไรไม่แตกต่างจากคนอื่่น ทั้งๆ ที่ปฏิเสธต่อต้านตลอดเวลา
ฉันพลั้งเผลอแต่ไม่ได้แปลว่าความผิดจะต้องเกิดขึ้นอีกซ้ำซากเหมือนๆ กับที่เรามักจะตอกย้ำตัวเองด้วยเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
คนที่จมอยู่กับอดีตจะไม่มีวันได้เห็นความสุข พบอนาคตที่ดีกว่า
ฉันเชื่ออย่างนั้น...
วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ความแปลกใหม่ในที่เดิมๆ
ฉันเริ่มสงสัยตัวเองว่าทำไมไม่เล่าเรื่องฝันถึงงูในบล้อก แต่กลับไปเล่าใน facebook...
หรือฉันจะหมดใจกับบล้อก ไปหากิ๊กใหม่อย่าง facebook ซะแล้ว!
อะไรที่อยู่ในใจก็เก็บเอาไว้ มันมีความสุขแค่นี้ก็ดีมากมาย...
บางครั้งฉันก็ไม่รู้สึกอยากจะถ่ายทอดมาเป็นเรื่องราว แค่สรุปสั้นๆ เหมือนที่เขียนใน facebook ว่ามีความสุขดี โลกนี้สดใส มันก็น่าจะเพียงพอแล้ว มิใช่หรือ...
ช่วงนี้มีอะไรหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนใหม่ๆ งานใหม่ๆ ความคาดหวังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ หรือแม้แต่คนเดิมๆ ที่เพิ่มความสนิทสนม บางคนชอบที่จะรู้จักคนใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ แต่ฉันกลับชอบอยู่กับคนกลุ่มเดิมๆ แต่มองเห็นมิติที่ลึกลงไปในช่วงเวลาที่ไม่หยุดเดิน แล้วนานๆ ที่ก็มีคนผ่านเข้ามาให้รู้จัก ฉันเห็นหลายๆ คนก็เริ่มหลงเสน่ห์ของความผูกพันแบบรากงอก พบเจออะไรที่เมื่อเราถูกใจก็จะไม่แวะเวียนไปที่ไหนๆ อีก
และนี่ก็อีกครั้งที่ฉันได้ยินพี่ๆ รุ่นใหญ่แนะให้ฉันไปมีสังคมอื่นๆ จะได้เจอคู่กับเขาซะบ้าง (ว่ากันตรงๆ อย่างนี้เลยอะนะ) เพราะสังคมที่ฉันเวียนวนมีแต่ผู้ใหญ่ที่มีเจ้าของแล้ว ไม่ว่าจะโดยพฤตินัยหรือนิตินัย อีกทีก็มีแต่เด็กๆ ที่ไม่ใช่สเปคของฉัน แต่ไอ้ครั้นจะดิ้นรนไปพบเจอใครๆ ในสังคมอื่น เพียงเพื่อจะได้พบผู้ชาย มันดูจะเป็นการตั้งใจเกินไปมั้ยนั่น ถ้าฉันอยู่ในที่ๆ ฉันมีความสุข พอใจแล้ว ฉันจะต้องไปไขว่คว้าหาอะไรทำไม ทุกวันนี้ เพื่อนฝูงพี่น้องที่เจอะเจอกันแทบทุกวัน ร้องเพลง คุยกัน ทำกิจกรรมซ้ำๆ ที่พวกไอเดียกระฉูดอย่างพวกเราน่าจะเบื่อ แต่เราก็ร้องเพลงเดิมๆ นั่งที่เดิม คุยกับคนเดิมๆ
ฉันได้รู้จักคนเพิ่มขึ้นหลายคนในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาเหล่านั้นนำสีสัน เพิ่มมิติให้กับความเฮฮาของพวกเรา ในขณะเดียวกัน ฉันก็เริ่มสัญจร ได้ออกนอกพื้นที่ไปดูไปแลว่าข้างนอกเขาทำอะไรกันบ้าง ร้านอาหารอะไรอร่อย ผับที่เพิ่งปรับปรุงเปิดใหม่ เสียงดังน่ารำคาญขนาดไหน หรือแม้แต่สังสรรค์กับพวกติสๆ ที่ร้านหนังสือเปิดใหม่
หมู่นี้เจออะไรหลายอารมณ์ทีเดียว จนฉันเลือกไม่ถูกว่าจะพูดถึงเรื่องไหนดี!
โลกของคนหนังสือดูหวือหวาขึ้นเมื่อฉันเอาเรื่องบนเตียงใต้เตียงไปแฉ ก็แน่ล่ะ หัวข้อนี้ใครๆ ก็อยากพูดถึงแต่ไม่กล้า เจอคนบ้าบิ่นอย่างฉัน พาสาวๆ เข้าห้องน้ำไปพิสูจน์ทฤษฎีลามกกันใหญ่
ฉันได้พบพี่รุ่นใหญ่ที่ประสบการณ์ล้นแก้ว การได้รู้จักได้อยู่ใกล้พหูสูตรย่อมทำให้รอยหยักในสมองของฉันถูกสั่นคลอนได้บ้าง ฉันชอบคุยกับผู้ใหญ่ ฉันว่ามันสร้างสรรค์ดี แต่เมื่อวัยล่วงเลยผ่านมาเรื่อยๆ ก็รู้ว่า ยิ่งไร้สาระ ยิ่งใหญ่โต ไม่มีใครอยากอยู่กับคนเครียด ซีเรียสตลอดเวลา แล้วความสัมพันธ์กับคนก็เป็นเรื่องสำคัญกว่าวิชาความรู้ใดๆ
เวลาสอนให้ฉันได้ข้อสรุปอย่างที่ว่า
ฉันพยายามมีสาระให้น้อยลง คนจะได้อยากอยู่ใกล้ แล้วเรื่องอะไรๆ มันก็จะดำเนินไปได้ด้วยดี
ฉันแปลกใจทีเดียวที่มีคนบอกว่า ฉันตลกดี ฉันไม่เคยคิดเลยว่าฉันเป็นคนสนุก ทำให้คนอารมณ์ดีที่อยู่ใกล้ มีแต่คนบอกฉันว่า ฉันเป็นพวกสร้างความสุขให้กับตัวเอง ( self-entertain) ไม่เคยคิดจะไปทำให้คนอื่นมีความสุขเล้ย เมื่อเปรียบเทียบกับน้องคนนึง ที่ร้องเพลงตามที่คนอื่นอยากฟัง จนในที่สุด ไม่ได้ร้องเพลงที่ตัวเองอยากร้องเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจยากมากสำหรับฉัน ตั้งแต่เริ่มต้น ฉันก็จะหัดร้องเพลงที่ตัวเองชอบ เพราะฉะนั้นมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะร้องเพลงที่คนอื่นอยากฟัง บางคนอาจจะคิดว่า เพลงที่ฉันชอบก็อาจจะเป็นเพลงที่คนอื่นอยากฟังด้วย... ไม่อะ เพราะรสนิยมฉันไม่คล้ายคนทั่วไป จนคนบอกให้ฉันร้องเพลงที่อยู่ในแนวสามัญ กว่าจะเข้าใจว่าเป็นเพลงตลาดก็กินเวลาหลายนาที
วันนี้ฉันร้องเพลงที่ไม่เคยร้อง ใจนักเลงของพงษ์พัฒน์ บัวลอยของคาราบาว รักปอนปอนของไมโคร เพลงผู้ชายทั้งนั้น ทั้งที่วันนี้ออกจะแต่งตัววาบหวิว ฉันมันก็ชอบทำอะไรสุดขั้วแบบนี้ละน้า
งงเหมือนกันว่าวันนี้ฉันเขียนเรื่องอะไรเนี่ย!
ป้ายกำกับ:
ความนึกคิด,
ฉัน,
ไดอารี่,
ผับ,
เพลง
วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
กฎ 90/10...ไปถึงนั่นได้ไงเนี่ย
วันนี้ฉันได้ forward email จากเพื่อนที่ทำงานเก่าเกี่ยวกับหลัก 90/10 ของ Steven Covey แม้จะได้เข้าคอร์สเรียนสมัยอยู่ที่ทำงานเก่า แต่ฉันจำไม่ได้หรอกว่าไอ้กฎ 90/10 นี่มันหมายถึงอะไรจริงๆ
ฉันจะสรุปให้ฟังละกันว่า กฎ90/10 นี่ก็คือว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเราโดยที่เราควบคุมไม่ได้น่ะ คิดเป็น 10% เท่านั้นนะ ที่เหลืออีก 90% อยู่ที่เราว่าจะปฏิบัติตนอย่างไร แก้ปัญหาหรือเผขิญกับเหตุการณ์ต่างๆ อย่างไร
นี่คือ "เนื้อ" ทั้งหมดที่ฉันสรุปได้
แต่ก็เถอะ หนังสือที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ก็เพราะเค้ายืดหลักคิดสั้นๆ ให้เห็นชัดเจน แสดงตัวอย่างในการปรับใช้ให้คนที่อ่านหลักก็เข้าใจตามตัวอักษร แต่ไม่สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตได้
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ฉันได้แต่นึกถึงเรื่องที่ฉันตกลงกับตัวเองว่า จะไม่ปล่อยให้คนๆ หนึ่งมีอิทธิพลกับความรู้สึกของฉันอีกต่อไป ฉันคิดอยู่ในใจว่า ที่ฉันเลือกตอบโต้แบบนี้ ถูกต้องแล้วหรือยัง เป็นผลดีกับฉันจริงๆ แล้วหรือไม่
ฉันบอกตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า ใครจะทำร้ายเราได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า เรายินยอมให้เขาทำร้ายเรารึเปล่า เรายอมให้การกระทำของเขามีอิทธิพลเหนือจิตใจของเรามากแค่ไหน
แล้วฉันก็เชื่อว่า ฉันทำได้
ฉันบอกตัวเองว่า คนๆ นี้ไม่มีตัวตน ไม่มอง ไม่สบตา ไม่รับรู้ (หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจนก็คือ มาแล้วก็ผ่านไปโดยไม่เก็บเศษเสี้ยวใดๆ ไว้ในใจ)
ทำยังกะคนๆ นั้น เลวร้ายซะเต็มประดา
เปล่าหรอก
ฉันแค่ปล่อยให้เขาเข้ามาอยู่ในใจฉันลึกเกินไป คนเราเวลาจะปรับก็คงต้องแกว่งไปอีกข้างก่อนแล้วจึงจะหาจุดสมดุลได้
ฉันว่าฉันก็แฮปปี้ดีนา ณ ตอนนี้
อีกคน ที่ฉันมีความรู้สึกดีๆ ให้ อยากให้เข้ามาอยู่ในชีวิตของฉัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง หรืออะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แม้จะไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ แต่ฉันก็รู้สึกดีที่ได้ส่งผ่านความรู้สึกดีๆ ที่ฉันมีให้ ให้เขาได้รับรู้ ความประทับใจที่ไม่อาจเกิดได้ง่ายๆ ความยินดีที่ได้มีโอกาสอยู่ในวังวนที่เขาชอบอยู่ อยู่กับกลุ่มคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กัน มีใจรักในสิ่งเดียวกัน เพียงแค่นั้น ไม่ต้องใช้สมอง (ยกเว้นแต่ต้องท่องจำ และนึกเนื้อเพลงให้ออก!)
ฉันรู้สึกว่าฉันสบายใจ ฉันโล่งใจแล้วที่ได้แสดงออก ใครจะคิดว่าฉันบ้าไปเองคนเดียวก็ช่างเขา ความรู้สึกดีๆ มีค่าสำหรับฉัน ไม่ว่าผู้ที่ได้รับหรือคนอื่นๆ จะมองมันตำ่ต้อยด้อยค่าอย่างไร
เหมือนๆ กับความสัมพันธ์ของเจ้าชายน้อย กับกุหลาบผู้เย่อหยิ่ง...
คนเราจะมีความหมายแก่กันก็เพราะเวลาที่ใช้ร่วมกัน ความสัมพันธ์ที่เราสร้างร่วมกัน สิ่งนี้จะทำให้เรามีคุณค่าต่อกันและกันในแบบที่ไม่มีความสัมพันธ์ใดเหมือน
แล้วนิ้วมือที่พิมพ์ดีดก็พาใจฉันนึกไปถึงความสัมพันธ์กับคนอีกคนหนึ่ง ฉันเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ดีตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ที่่ยั่งยืนยาวนานผ่านกาลเวลาย่อมต้องพิสูจน์อะไรหลายๆ อย่าง ฉันเกือบจะปล่อยให้เหตุการณ์และการกระทำที่ไม่ได้คาดหมายทำลายคุณค่าที่ร่วมสร้างด้วยกันเป็นแรมปี สูญสลายหายไปเพียงเพราะความประหลาดใจ ปรับตัวไม่ทัน...
คำว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์จริงๆ ...
เหตุผลเดียวที่ทำบางสิ่งบางอย่างคือ...ทำให้เขา เพื่อประโยชน์ของเขา
เหตุผลเดียวอีกเช่นกันที่ทำให้เธอคือ ...เพื่อให้เธอมีเรื่องไปเล่า ไปอวดใครๆ
แต่แหม ท่าทางมันจะไม่เป็นแค่เหตุผลเดียวแล้วละมั้ง อันที่จริง มันอยู่ที่ว่าเราเลือกจะทำอะไร แล้วเราก็หาเหตุผลมาใส่ให้ดูมีหลักการ น่าเชื่อถือมากกว่านะ
เธอว่าฉันเลือกตอบโต้กับเรื่องต่างๆ ในชีวิตได้ดีพอแล้วรึยัง...
ฉันได้เลือกเป็นนายตัวเอง มีอิสระที่จะทำงานใดก่อนหลังในเวลาใด กำหนดการเป็นเรื่องที่ตกลงกัน ยืดหยุ่นได้ แต่เมื่อใดที่ได้ผูกพันให้คนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉันก็ต้องเคารพในเวลาและลำดับความสำคัญของคนอื่นเช่นกัน
ตอนนี้ฉันกำลังเครียด(ก็ควรอยู่) กับบิลค่าไฟที่หาใบแจ้งหนี้ไม่เจอและพ้นกำหนดชำระแล้ว อันทำให้ฉันต้องไปชำระที่การไฟฟ้านครหลวงเท่านั้น รอให้ฟ้าสางก่อนเถอะ ฉันก็จะขอให้เจ้าชายเสื้อส้มวิ่งไปจ่ายให้ฉัน
แต่ก็นะ ใจฉันก็ตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าเขาจะตัดไฟฉันรึยังเนี่ย!!
ป้ายกำกับ:
ความคิดเห็น,
ความนึกคิด,
ไดอารี่,
ปัญหา
วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
เรื่องของคนในวังวนใหม่ๆ
ฉันชักจะมีเรื่องราวที่ต้องบันทึกไว้ในรูปแบบที่นักเขียนเขาทำกัน...
เมื่อเราต้องการถ่ายทอดความจริงแต่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาในรูปแบบดั้งเดิมได้ ฉันคงต้องหัดพลิก หมุน ใส่จินตนาการให้ออกมาโดยที่คนอ่านไม่รู้ว่าเรื่องดั้งเดิมเป็นอย่างไรซะแล้วมั้งเนี่ย
แต่ฉันว่า บางทีไอ้ที่ฉันถ่ายทอดแบบตรงๆ โต้งๆ คนเค้าก็เข้าใจไปเองว่าปรุงแต่งแล้วด้วยซ้ำ
บทสนทนากับหลากผู้คนในช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา มีอะไรสะกิดเตือนให้นึกถึงอะไรหลาายๆ อย่าง คนที่รู้จักคนมาแทบจะทุกแบบแล้ว อะไรจะทำหน้างงๆ เมื่อเจอวิธีการต่อปากต่อคำกับฉันนัก สรุปว่ามันดีกับตัวฉันเองมั้ยเนี่ย!!
พี่หนุ่มใหญ่แต่ใจวัยรุ่น ทำให้ค่ำคืนหนึ่งมีความหมาย ทำให้คนรอบตัวได้หัวเราะ สนุกสนานกับความไร้สาระของการส่งคำหยอด จีบหญิงที่เผอิญนั่งอยู่ตรงนั้น แทนที่จะนั่งนิ่งๆ ไม่ตอบโต้อย่างที่ผู้หญิงปกติพึงกระทำ ฉันก็เล่นด้วยแบบที่ฮากันตรึม คนจีบไม่วายโดนคนถูกจีบโต้แบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน เป็นไงล่ะ ของหายากอยู่แถวๆ นี้แหละ
พี่ร้องเพลง ขอให้เหมือนเดิม บูโดกัน ฉันจะร้อง ขอให้เหมือนเดิม สุนทราภรณ์ ตามด้วย "ชั่วฟ้าดินสลาย สัญญาใจคนไหนบอก รักแล้วไม่ลวงหลอก ... "ไอ้ฉันนึกว่าจะร้อง "ชั่วดินฟ้า รักเธอ เสมอใจ ที่ฉัน รำพัน ทุกวัน ฝันไปถึงเธอ..."
ได้รับฟีดแบคจากพี่อีกคนว่า "ใช้ได้ เล่นเป็น ...ขอบใจนะที่ดูแลรุ่นพี่ของพี่"
วันรุ่งขึ้น ได้ทราบว่า เมื่อ 20 ปีที่แล้ว พี่คนเดียวกันส่งขนมจีบลูกพี่ลูกน้องของฉัน!
จะว่าไป ไม่ใช่แค่สนุกเท่านั้นนะ แค่การหยอกล้อไม่กี่ชั่วโมงกับอดีตข้าราชการใหญ่โต มันทำให้ฉันเหมือนได้รับการยอมรับจากกลุ่มพี่ๆ รุ่นใหญ่ เรารู้จักกันแบบกันเอง มีความหมายกว่าการแต่งตัวเรียบร้อย พูดจานอบน้อมในยามเจอะเจอกันแบบทางการ
ฉันได้อ้างอิงบทสนทนาไร้สาระนี้อีกถึง 2 ครั้งกับผู้ใหญ่อีก 2-3 คน น่าแปลกที่พวกรุ่นใหญ่เค้ารู้จักกันถ้วนทั่วกันหมด แล้วก็ทำให้พวกพี่ๆ เหล่านั้น มองฉันในอีกรูปแบบหนึ่ง...
คล้ายว่า ความสามารถในการรินเบียร์ไม่ให้มีฟอง จะนำฉันไปสู่วงสนทนาส่วนตัวพิเศษของกลุ่มเพื่่อนซี้อีกโลกหนึ่ง บางทีเรามักจะคิดว่าผู้ใหญ่ที่โตมากๆ หน้าที่การงานใหญ่โต เป็นเจ้าของ เป็นคนมีชื่อเสียง คงคุยกันแต่เรื่องธุรกิจ หารู้ไม่ว่า บางกลุ่มร้องเพลงเล่นกีต้าร์ เมาเหล้าเหมือนๆ อย่างเพื่อนของฉันสมัยก่อนไม่มีผิด
ที่วาสมัยก่อนก็เพราะ ตอนนี้เพื่อนๆ ที่ว่ากลายเป็นมนุษย์ทำงานเต็มตัว คุยกันแต่ละทีมีแต่เรื่องธุรกิจ เรื่องมีสาระ
ถ้าฉันไม่ได้เป็นฉันอย่างทุกวันนี้ ฉันคงไม่มีโอกาสได้ก้าวเข้าไปอยู่ในวังวน ในโลก ในกลุ่มคนที่แตกต่าง ที่น่าสนใจ ประเทืองปัญหาและต่อมหรรษาอย่างนี้
ชีวิตฉันนี่มันก็ดีทีเดียวนะเนี่ย!!
วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
วิ่งไปที่...ไม่ย่อท้อ

จนกระทั่งตอนนี้ ฉันก็ยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร...
หรือฉันควรจะเขียนเรื่องญาติ เรื่องเพื่อน เรื่องงาน หรือว่าเรื่องศาลพระภูมิ!!
เมื่อฉันออกมายืนดูอยู่ข้างสนาม เห็นปฏิสัมพันธ์ของคนสองคน ปากก็ว่าอย่าง การกระทำก็อีกอย่าง แต่ความรู้สึกลึกๆ ก็ยังคงยืนยันว่า นั่นคือความปากแข็งของคน หรืออีกทีก็ไม่รู้ไม่เข้าใจตัวเองอย่างแรง
เหมือนฉัตรชัยในดงผู้ดีละครยอดฮิตไม่มีิผิด
แต่เอาเถอะ มันไม่ใช่เรื่องของฉัน
ตอนนี้ความคิดฉันวิ่งไปที่หนังที่ดูเมื่อสองวันก่อน front of the class หนังเกี่ยวกับผู้ชายที่เป็นโรคประหลาด อยู่ดีๆ ก็มีอาการชักกระตุกที่หน้าเป็นพักๆ และบังคับตัวเองไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ยอมแพ้ ทำทุกอย่างเพื่อให้ความฝันเป็นจริง...ฝันอยากจะเป็นครู
พ่อแม่เด็กอนุบาลไม่อยากให้ลูกเรียนกับครูที่มีอาการเอ่๋อเป็นครั้งคราว แต่เด็กแอบเกาะประตูดูอยากเรียนกับคนที่เป็นครูที่จิตวิญญาณ คนที่สู้แม้จะโดนปฏิเสธการสมัครงานมาเป็นสิบๆ ครั้ง บางครั้งท้อจนต้องร้องไห้ แต่เมื่อฝันเป็นจริงก็ใช่จะเป็นตอนจบ เหมือนๆ กับการแต่งงานนั่นแหละ ที่ตอนจบคือจุดเริ่มต้นของชีวิตอีกช่วงหนึ่ง
น้ำตาฉันเริ่มไหลตั้งแต่ตอนที่ลูกศิษย์ที่เป็นลูคีเมียตาย แม่ของเด็กขอให้คุณครูเก็บความลับไว้ ให้ลูกสาวได้มีช่วงชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุข ครูไม่กล้าเข้าไปในโบสถ์ อาการผิดปกติของเขาจะทำลายพิธี ทำให้คนเสียสมาธิ แต่แม่ แม่ที่รู้ว่าครูเป็นคนสำคัญของลูกสาวที่เพิ่งจากไป เดินมารับครูที่ด้านหน้าโบสถ์พาเดินเข้าไป เข้าไปนั่งที่แถวหน้าสุด
ท้ายเรื่องจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง แต่น้ำตาไหลพรากอีกครั้ง ครูได้รับรางวัลครูดีเด่น เพราะครูได้เคยสอนนักเรียนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือว่า ศัตรูของครูคืออาการกระตุก เอ๋อๆ นั่นแหละ แน่นอนว่ามันเป็นอุปสรรคมากกว่าที่เด็กน้อยที่อ่านหนังสือไม่ค่อยออกเจอ ครูสอนจากประสบการณ์ของตัวเอง เด็กเห็นอกเห็นใจครู จิตใจอันงดงามของคนต่างวัยสื่อถึงกัน การเรียนมีความหมาย บทเรียนชีวิตได้ถูกส่งผ่านไปยังมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่กำลังเติบใหญ่
ในวันรับรางวัลของคุณครู ขณะที่ครูกำลังกล่าวสุนทรพจน์ เด็กยกมือขึ้้นถามคำถาม ตอบในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เด็กๆ รู้ว่า เราต้องไม่ยอมแพ้ ต้องต่อสู้กับอุปสรรค บากบั่นไม่ยอมแพ้
อย่างคุณครูคนเก่งของพวกเขา...
แวะไปดูหนังตัวอย่างและเรื่องราวความเป็นมาของหนังที่สร้างจากเรื่องจริงนี้ได้ที่
http://www.youtube.com/watch?v=-ULQuqjtHsg
ป้ายกำกับ:
ความคิดเห็น,
ไดอารี่,
ภาพยนตร์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
