วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เพราะ Match Point

ปัญหาของฉันก็คือ ฉันเลือกแต่ผู้ชายที่จะทำให้ฉันเจ็บปวด...

ไม่ว่าจะกี่ครั้งกี่หน คนเราก็มักจะทำผิดในเรื่องเดิมๆ ก่อนตื่นนอนวันนี้ เป็นวันที่ความคิดฟุ้งซ่านของฉันมีประโยชน์ไปได้ยังไงเนี่ย

หนังเรื่อง Match Point เมื่อคืน สรุปสั้นๆ ว่าเป็นหนังที่พระเอกก็เลือกที่จะรักตัวเอง แม้ว่าจะต้องถึงกับฆ่าชีวิต 3 ชีวิตเพื่อความอยู่ดีของตัวเอง แม้มันจะไม่ง่ายขนาดนั้น แม้จะเสียใจ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็ไม่พ้น...รักตัวเอง ผู้หญิงอีกคนไม่ผิด และแล้วความดีก็ครองโลก ยิ่งดีผู้ชายยิ่งละอาย แต่กลายเป็นว่า ผู้หญิงดีต้องอยู่กับผู้ชายที่เลวที่สุด

ฉันต้องชั่วใช่มั้ยถึงจะได้ผู้ชายดีๆ ฉันคงดีเพราะฉันชอบผู้ชายเลว ตกลงมันดีหรือไม่ดีกันแน่

ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผ่านเข้ามาเรื่อยๆ วงจรอุบาทว์เวียนวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันโชคดีเสมอที่มีลางบอกเหตุ มีคนเตือน จะว่าไปแล้วก็ทุกครั้ง แต่ฉันก็ยังดื้อ เชื่อตัวเอง ดึงดันที่จะเสี่ยงแล้วก็เจ็บตัว แต่ทำไมฉันเจ็บแล้วไม่เคยจำ ไม่เคยนำมาเป็นบทเรียน แก้ไขให้ความสัมพันธ์ครั้งต่อไปดีขึ้น

แต่ฉันคงไม่ดีจริงๆ หรอก เพราะถ้าฉันดี ป่านนี้ผู้ชายเลวก็คงไม่ปล่อยฉันให้หลุดลอย คงจริงดังคำญาติผู้ใหญ่ของฉันคนหนึ่งที่ภูมิใจว่าสามีชอบทำเรื่องไม่ดีครบสูตร ไม่ยอมหย่า ทำให้เธอภูมิใจที่สามีรักและเห็นคุณค่าของเธอ ฉันแปลว่า นั่นคือ low self-esteem หรือจะแปลว่า ไม่มีตัวตน ถ่อมตัว ไม่หลงตัวเอง

ทุกอย่างมีสองด้านอยู่ที่เลือกจะมอง

ฉันเห็นทั้งผู้หญิงที่เลือกมีชีวิตแบบแรกและผู้หญิงที่เลือกมีชีวิตโสดเพราะรักตัวเอง ไม่แค่นั้น ยังเห็นชีวิตที่ทั้งรักตัวเองและ low self-esteem แต่เธอคนนั้นก็เลือกที่จะทำสิ่งอื่นทดแทนความรู้สึกด้อยของเธอ ด้วยเห็นว่านั่นจะทำให้เธอมีค่าพอที่ผู้ชายเลวที่เธอรักไม่ทิ้งเธอไป เธอเลือกจะเป็นผู้นำครอบครัว อดทนกับพฤติกรรมเฉยเมยของสามีที่เธอเลือกจะแปลว่า เขาแสดงความรักไม่เป็น แต่แล้วในที่สุด ผู้ชายคนนั้นก็รู้ว่า ไม่มีใครรักเขาเท่าผู้หญิงคนนี้อีกแล้ว คล้ายจะเป็นความรักแบบไม่มีเงื่อนไขที่เขาขาดไปในวัยเด็ก แต่ระยะเวลาหลายสิบปีแห่งความขัดแย้ง ทุกข์ทรมานก็ทำให้ในที่สุดแล้ว ต่างคนปรับตัวเข้าหากัน ยอมรับในข้อเสียและมีความสุขกับข้อดีของกันและกัน

คนทีี่เลือกชีวิตโสดจนที่สุด เธอไม่ใคร่ทำอะไรให้ใคร พอๆ กับที่ไม่ต้องการให้ใครมาทำอะไรให้เธอ คนที่ทนผู้ชายเลวที่สุดรวยที่สุด แล้วเธอก็ใช้เงินซื้อหาความสุขให้เธอและคนรอบตัว น้ำใจความห่วงใยที่เธอมีให้คนรอบข้างทำให้มีแต่คนรัก ผู้หญิงสองคนนี้รักกันมากแต่ทนมีกันและกันด้วยความเชื่อที่ต่างกันสุดขั้วไม่ได้ ฉันได้เห็นความไม่ดีในตัวผู้หญิงที่ดูเหมือนจะดีที่สุดในโลกคนนี้เมื่ออยู่ใกล้กับผู้หญิงโสด และฉันเห็นความอ่อนไหวอย่างที่สุดภายใต้ท่าทีแข็็งกระด้างที่ใครๆ เห็นและมองว่าเป็นกิริยาอาการที่ไม่น่าชม

ฟ้าเมตตาให้ฉันเห็นชีวิตบั้นปลายของผู้หญิงทั้งสามแบบ ฉันมีข้อมูลพร้อมเพื่อจะเลือกว่าฉันจะเป็นผู้หญิงแบบไหน แต่ฉันก็ยังมีปัญหาคาใจเพราะเหตุผลและความรู้สึกไม่ไปด้วยกัน

ัฉันยังไม่รู้ว่าจะทำยังไง...

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วันสนุกไม่ทุกข์แล้ว!

ตามสัญญา เขียนว่าจะกลับมาเล่าให้ฟัง แล้วก็มีเรื่องน่าเล่าให้ฟังจริงๆ...

ผู้ใหญ่เรียก ก็ควรต้องไป แต่เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว ฉันก็เลยโทรไปชวนน้องปริญญาเอกเคมบริดจ์ซะด้วย น้องจะได้รู้จักกับผู้ใหญ่ซึ่งควรจะให้คำปรึกษา ให้มุมมองในการแก้ปัญหาได้ดีกว่าฉัน

ไปถึงร้านประจำเจอพี่หมอนวดกิตติมศักดิ์ ฉันแซวทันทีว่าพี่ผู้ใหญ่ที่ว่าต้องขอให้นวดคลายกล้ามเนื้อให้แน่เทียว คุยไปคุยมา กลายเป็นว่า พี่ผู้ใหญ่คนเดียวกันนี้แหละที่โทรไปตามตัวพี่หมอให้มานวดจริงๆ แล้วก็รู้จากลูกสาวพี่ทางเฟซบุคว่า พี่เธอเจ็บมือ นิ้วชา ตัวเองป่วยจะไปรักษาให้คนอื่นได้ไงเนี่ย ได้ทราบว่าค่อยยังชั่วแล้ว หมอคนเก่งรักษาตัวเอง เวลาเราเจ็บหรือเมื่อยที่จุดไหน ต้องไล่ต้นสายปลายเหตุให้ถูก ไม่ใช่นวดผ่อนคลาย ณ จุดที่ปวดอย่างเดียว เหมือนๆ กับเวลาเราเจอปัญหา ต้องแก้ที่ต้นตอสาวให้ลึก ไม่เช่นนั้นปัญหาเดิมก็จะเกิดขึ้นซ้ำซาก

ไม่ช้าไม่นานพี่ผู้เชิญชวนก็ปรากฎตัวพร้อมสาวหน้าใหม่ เอาอีกแล้วตกหลุมรักมาตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว พี่แกชอบพูดเล่นจนฉัันไม่รู้ว่าอันไหนจริงอันไหนเล่นกันแน่ แล้วก็อย่างที่คาด มาถึงก็ให้พี่หมอนวดบั้นเอวให้ทันที

แล้วเหล่าสมาชิกก็ผลัดกันขึ้นเวทีร้องเพลง มีเพื่อนรุ่นน้องของพี่หมอมาใหม่ สนิทสนมรวดเร็วคล้ายรู้จักกันมานาน พอขึ้นเวที โอ้ ว้าว คุณน้องเล่นร้อง sex bomb, she bang ร้องดีซะด้วย เมื่อคืนเลยเป็นคืนที่สนุกสนานเฮฮามั่กมากกกก ส่วนฉันก็ร้องเพลงตามคำขอ ห้ามทิ้ง, รักแท้...ยังไง คุณน้องงงจัด ถามว่า นี่ลดวัยไปอายุ 25 เลยเหรอเนี่ย แหม มันก็เหมือนๆ เคย ถ้าวันไหนฉันแต่งตัวเด็ก ฉันก็ร้องเพลงสุนทราภรณ์ซะงั้น วันนี้แต่งเป็นผู้ใหญ่คล้ายไปงานมา ก็ร้องเพลงวัยรุ่นซะ

เรื่องที่ฉันกรี๊ดกราดมากคือ ฉันเจอพี่รุ่นใหญ่อดีตนางงาม แม่ของสามีดาราที่ลูกชายของคุณแม่คนนี้สุดหล่อและแสนดี ฉันนี้ไม่มีการอาย เข้าไปชมลูกชายคุณแม่แบบประชิดตัว "คุณแม่ขา ลูกชายคุณแม่หล่อและดีมากกกกค่ะ คุณแม่ไม่มีให้หนูอีกสักคนเหรอคะ" คุณแม่คนดีก็รู้ว่าลูกชายเป็นจริงดังว่า "เออ ลูกพี่ดีจริงๆ"

มีพี่อีกคนที่อยู่ในก๊วนคุณแม่ลูกหล่อเข้ามาถามว่าฉันชื่ออะไร แล้วเราก็ตระกูล อ. เหมือนกัน ดีใจจังที่พี่อยากรู้จักฉัน แล้วก็หวังว่าวันหลังจะได้พบกันใหม่ สงสัยฉันคงเลิกไปร้านประจำไม่ได้ดังที่ตั้งใจไว้เป็นแน่แท้ เฮ้อ!

เรื่องเล่าวันนี้คงจะไม่สมบูรณ์ถ้าไม่เล่าเรื่องอีตานั่น คนใกล้ชิดของฉันอย่างน้อย 3 คนบอกว่า ฉันควรจะได้คนที่ดีกว่านี้ และนั่นก็รวมน้องปริญญาเอกที่เพิ่งเจอเป็นครั้งแรกด้วย จะว่าไปแล้วไม่รู้ว่าเขารู้ตัวรึเปล่า ถ้าเขาได้มาอ่านบทความของฉัน และได้รับรู้ว่าคนอื่นๆ คิดยังไงกันบ้าง อาจจะช่วยให้เขาลงมาติดดินอีกนิด จริงอยู่ เขามีสาวในสต๊อกมากหลาย แต่ฉันก็รู้ในคุณค่าของตัวฉันเอง ใครไม่เห็นค่าก็เป็นเรื่องของเขา มันไม่ได้ทำให้คุณค่าของฉันลดลงเลย

อีตานั่นก็มาจริงๆ แล้วในเมื่อเขาเลือกจะมองดูจากมุมไกล ไม่เข้ามา ก็ช่วยไม่ได้ ฉันก็มีสังคมมีเพื่อนของฉัน ฉันไม่ใช่คนที่ไม่มีทางเลือก จะมีหรือไม่มีเขาก็ไม่ได้มีผลอะไรนักกับคืนแสนสนุกของฉัน

555

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

งานวันเกิดโมนา

รู้สึกสบายใจจังที่สามารถเขียนชื่อคนที่ฉันกล่าวถึงได้ ด้วยว่าเขาเหล่านั้นไม่ใช่คนไทย หรืออีกทีก็ไม่ใช่คนในแวดวงของฉัน...

หลายครั้งที่นึกอิจฉามาดามมิว ชีวิตของเธอเกี่ยวพันกับคนต่างภาษา ต่างเมือง ต่างวัฒนธรรม เวลาจะเขียนบล้อกเกี่ยวพันกับใครก็เขียนได้ไม่ต้องกังวล อันทีี่จริงก็ใช่ว่าคนที่ฉันเขียนถึงจะไม่ดี แต่ถ้าจะให้เขียนจากใจต้องไม่ระบุชื่อเสียงเรียงนาม การที่ฉันเล่าเกี่ยวกับบุคคลใหม่ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตฉันในงานวันเกิดที่ว่า เลยทำให้ฉันคลายความรู้สึกอึดอัด กะว่าคิดอะไรได้ก็จะเขียนอย่างนั้นล่ะ แม่โมนาอย่าจับหน้านี้แปลเป็นภาษาอังกฤษละกัน เพราะเธอเป็นคนไวต่อความรู้สึกมาก ฉันไม่อยากจะมานั่งปลอบใจ อธิบาย

ฉันรู้ว่าถ้าฉันปฏิเสธไม่ไปงานวันเกิดของเธอเหมือนพี่ยิ้ม นั่นคงกระทบกระเทือนจิตใจเธอใช่น้อย พี่ยิ้มไประยองฉลองวันเกิดน้องสาวที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่กับสามีเลี้ยงดูลูกสองคน ฉันไม่ได้รู้ล่วงหน้าหรอก รู้จากน้องเปิ้ล หรือแอปเปิ้ลที่โมนาชอบเรียก อันว่าน้องเปิ้ลก็จำฉันได้จากการเจอกันเพียงครั้งเดียวพร้อมพี่ยิ้ม ฉันไปถึงบริเวณคอนโดของโมนาเร็วไปร่วมครึ่งชั่วโมง ถือเป็นโอกาสดีที่ฉันจะได้ซื้อของเข้าบ้าน ช่วงนี้ป๊อปคอร์นเป็นอาหารโปรดของฉันระหว่างดูสารพัดหนัง นึกขึ้นได้ว่าฉันซื้อกีวีมานี่ สงสัยต้องเอามากินซะตอนนี้แล้วแหละ ยังเสียดายไม่หายทีฉันลืมซื้อสก๊อตไบรท์อันใหม่ อันเก่ามันรุ่งริ่งเหลือเกินแล้ว คงต้องออกไปซุปเปอร์ฯในวันสองวันนี้แหละ จะได้ซื้อเนื้อสัตว์และผักมาตุนไว้ด้วย ใครจะเชื่อว่าฉันอยู่ห้องได้ทั้งอาทิตย์ อันที่จริงถ้าไม่ต้องพบเจอใครอีกเลยในโลกนี้ก็ไม่ได้ทำให้ฉันเดือดร้อนแต่อย่างใด น่าแปลกจริงๆ ที่ไม่ว่าใครก็แปลกใจในเรื่องนี้

ฉันออกจะมีความสุขในความสงบจากการอ่าน The Alchemist เหลือเกิน ฉันคงต้องซื้อหาหนังสือของผู้แต่งเรื่องนี้มาอ่านให้ครบทั้งชุด คุณ Paolo เขาเขียนแบ่งประเภทหนังสือของเขาไว้เรียบร้อย เล่มที่ฉันเพิ่งอ่านจบอยู่ในหมวด wisdom ล่ะเธอ คำคมเพียบ

ย้อนกลับไปวันเกิดโมนาอีกครั้งก่อนจะไถลไปเรื่อยอย่างนี้ วันนั้นฉันอัดยาเต็มที่แต่ก็ไม่แคล้วรู้สึกคล้ายน้ำมูกจะไหลอยู่เสมอ อีกทั้งเจออากาศเย็นข้างนอกและในซุปเปอร์มาร์เก็ต แหม ก็ชุดของฉันวันนัั้นต้องเซ็กซี่ตามคำขอของเจ้าของวันเกิด ชุดสีเขียวสดใสแบบเดียวกับชุดสีขาวอันลือลั่นของมาริลีน มอนโร ซึ่งเธอจะได้เห็นรูปถ่ายที่ฉันดัดจริตทำท่าเลียนแบบผู้หญิงอันเป็นตำนานความเซ็กซี่ของโลก

เจอน้องเปิ้ลที่หน้าซุปเปอร์ฯ เราสองคนก็พากันเดินไปที่ห้องชุดของโมนา แม้ฉันจะเสียเวลาซื้อของเข้าบ้านอยู่พักหนึ่งพร้อมทั้งไม่ลืมหยอดสตางค์ใส่กล่องรับบริจาคให้เด็กยี่สิบบาท แต่เราก็ยังเป็นแขกกลุ่มแรกที่ไปถึงงาน

น้องชายหน้าตาไม่เลวที่มีหุ่นไม่เลวอีกเช่นกันของโมนาเปิดประตูทันทีที่ฉันกดกริ่ง โมนาคงกำลังแต่งสวย พ่อของเธอที่ฉันเคยร่วมงานด้วยมาต้อนรับ ชวนคุยอยู่ครู่หนึ่ง เขาถามความคืบหน้าเรื่องโครงการที่เกี่ยวกับส่วนงานวัฒนธรรมที่ฉันได้รับข้อเสนอพิเศษสุดที่ไม่คาดคิด แต่งานทุกงานมีลำดับของมัน งานนี้ยังไม่ถึงเวลา และฉันเองก็ยังหาจังหวะที่จะคุยเป็นเรื่องเป็นราวกับโมนาไม่ได้

ฉันรีบมอบของขวัญให้โมนาทันทีที่มีโอกาส วันนั้นเธออยู่ในชุดผ้าบางเบาสีออกโทนน้ำตาลหลวมๆ พรางรูปร่างที่เธอไม่ค่อยพอใจและชอบเปรียบเทียบกับฉันเป็นประจำ ยังดีที่เธอไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ไม่อยากอยู่ใกล้คนที่ทำให้ตนเองดูด้อยลงไปถนัดตา เป็นโชคดีที่เธอมองลึกไปกว่าเปลือกที่ใครๆ มองกัน ฉันแวบนึกถึงวันที่ฉันไปงานปาร์ตี้คาวเกิร์ลกับเจ้าหล่อน ที่หล่อนเข้าใจเจตนาดีของฉันเบื้องหลังการกระทำหลายอย่างที่คนมองว่าผู้หญิงดีๆ ไม่ควรทำ

ของขวัญที่ฉันมอบให้โมนาในวันนั้นมีสามชิ้น หนังสือ "หมู" ที่ฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้หรอก แต่ฉันดันสั่งจาก amazon.com มาสองเล่ม จะว่าไปแล้วมันก็ไม่เลวหรอกที่จะให้หนังสือที่ถือได้ว่าเป็นอาหารสมองกับเพื่อนคนหนึ่ง ของขวัญชิ้นที่สองคือกระเป๋าสานวาดเป็นลายเสือสุดเปรี้ยวที่ฉันได้มาจากเชียงใหม่นานแล้วแต่คิดว่าน่าจะเหมาะกับเธอ สุดท้ายคือ ไฟล์ Gossip Girl season 3 ทั้ง 7 ตอน รู้สึกเธอจะ "บ้า" ซีรีส์เรื่องนี้ไม่น้อย ถึงกับเรียกฉันว่า เซรีน่า คนดังผู้นำแฟชั่นในเรื่อง

โชคดีมากที่ฉันเห็นของต่างๆ ที่เหมาะกับโมนา บางคนฉันยังไม่สามารถมองไปที่ของใดแล้วเห็นว่าเหมาะกับคนๆ นั้นได้เลย เช่น คุณมิว เป็นต้น พอจะกล้อมแกล้มเป็นข้อแก้ตัวท่ีไม่เคยซื้ออะไรให้คุณมิวเลยได้มั้ยหนอ ดูเป็นคนเห็นแก่ตัวจังที่รับอยู่ฝ่ายเดียว แหะ แหะ

ไม่นาน แขกกลุ่มใหญ่ก็เข้ามาในงาน อิซาเบลอาจารย์สอนภาษาฝรั่งเศสจนโมนาได้ประกาศนียบัตร เพื่อนสุดตลกที่พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องแต่เป็น Managing Director ของบริษัทแห่งหนึ่ง แม่บ้านลูกหนึ่งชาวเวียดนามที่เคยลงเรียนคอร์สภาษาฝรั่งเศสพร้อมกับโมนาและกาสปาล ผู้ชายไทยชื่อฝรั่งเศสที่พาแฟนซึ่งฉันลืมชื่อไปแล้วมาด้วย สรุปได้จำนวนแขกของโมนาทั้งหมด 7 คนรวมฉันด้วย ไม่มากไม่น้อย ฉันเองยังอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเป็นงานวันเกิดฉันจะมีคนมาขนาดนั้นมั้ยนั่น อาจจะมีคนงง ฉันออกจะรู้จักคนเยอะแยะ แต่ฉันไม่ค่อยอยากบังคับใคร แล้วก็ไม่อยากจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแขกต่างกลุ่มทำความรู้จักกันเอง เพื่อนของฉันไม่ได้อยู่ในสังคมเปิดเหมือนกัน ความหลากหลายของเพื่อนฉันทำให้ฉันเลือกจะเป็นคนปรับตัวเวลาเจอเพื่อนแต่ละกลุ่มเอง

แม่ฉันก็บอกเหมือนกันว่าให้เชิญเพื่อนมาเที่ยวบ้าน รู้สึกจะมีแค่ป้าอู๋ พี่ิยิ้มและคุณมิวเท่านั้นที่เคยไปบ้านฉัน คุณมิวถือเป็นแขกในงานลอยกระทงที่ฉันเองยังรู้สึกว่าไม่ได้ดูแลเต็มที่ ด้วยมีญาติอีกหลายสายที่ต้องดูแล ฉันยังจำได้ว่าปล่อยให้คุณมิวนั่งอยู่กับญาติฉันคนเดียวตั้งนาน ดีที่เธอไม่ต้องยึดติดกับใคร อยู่ได้ด้วยตัวเองแถมยังทำหน้าที่ตากล้องกิตติมศักดิ์ให้อีกต่างหาก ฉันเลยได้รูปสวยๆ ไปอวดใครต่อใครอีกมากมาย

ฉันบอกแม่ไปว่า เพื่อนของฉันส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่เพื่อนสมัยเรียนก็จะเป็นผู้ใหญ่ชนิดที่ใหญ่จนเขาเหล่านั้นหรือจะมารวมตัวกันที่บ้านฉัน คนตัวเล็กนิดเดียว อีกทั้งถ้าเขาเหล่านั้นมา อาหารการกินก็ต้องทำแบบพิเศษ แม่ฉันไม่หัวใจวายตายกับราคาไวน์ที่ต้องนำมาบริการหรือนั่น

อะ กลับมาที่แขกเจ็ดคนในงานวันเกิดโมนาซะที อาจารย์อิซาเบลเกลียดเฟซบุคเป็นชีวิตจิตใจ มีการแลกเปลี่ยนความคิดกันเล็กน้อยแล้วฉันก็คิดได้ว่า หัวข้อสนทนาอื่นดูจะเหมาะกว่าเยอะ โชคดีที่ฉันมีอะไรเกี่ยวกับฝรั่งเศสเช่นเดียวกับเพื่อนกลุ่มนี้ เว้นแต่น้องเปิ้ลเท่านั้นที่ไม่ได้ร่วมวงสนทนา แต่น้องเปิ้ลก็อยู่ในกลุ่มผู้อยู่อาศัยในย่านที่ดี หลายคนอยู่แถวรัชดาแล้วเขาก็ชมกันเองว่าบ้านเขาอยู่ใกล้โพไซดอน เอ็มมานูเอล และสถานบันเทิงสำหรับผู้ชายที่เอาชื่อเทพกรีกมาตั้ง สรุปว่าวงสนทนานี้คนที่ "อิน" คือคนที่พูดฝรั่งเศสและอยู่รัชดา!!

ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารมี 4 ภาษา ฮินดี ไทย อังกฤษและฝรั่งเศส โมนาเองคุยกับคนไทยด้วยวลีที่มีคำทั้งภาษาฝรั่งเศสและไทย ให้มั่วกันไปหมด เราคุยกันเรื่องความยากของภาษาฝรั่งเศสเทียบกับอังกฤษ ฉันโต้ทันควันว่า เพศหญิงและเพศชายในภาษาฝรั่งเศสยากที่สุดชัวร์ ทำไมโต๊ะต้องเป็นเพศหญิง(รู้สึกว่าไม่ table ก็อีกคำแหละที่เป็นเพศชาย) แล้วยังแก้วไวน์อีกต่างหาก ฉันคิดไม่ได้ว่าทำไมต้องเป็นเพศอย่างที่มันเป็น

น้องชายของโมนาดูจะเงียบเหงาที่สุด ทุกคนเป็นเพื่อนของพี่สาว ก็มีฉันนี่แหละที่อาสาสนทนากับเจ้าบ้าน ได้หลักสูตรบริหารการหายใจตามหลักโยคะทั้ง 7 แบบ ให้น่าขันยิ่งนัก มีอยู่วิธีให้หายใจคลายสะอึก อีกวิธีให้หายใจเข้ารูจมูกซ้ายออกทางรูจมูกขวา

เราคุยกันสารพัดเรื่องจิปาถะ สุดแท้แต่จะขุดขึ้นมากล่าว ตั้งแต่ทุ่มครึ่งจนเกือบสี่ทุ่มก็ได้เวลารับประทานอาหารค่ำเสียที ทุกครั้งที่ฉันไปงานเลี้ยงที่บ้านโมนา ให้สงสารพนักงานเสิร์ฟยิ่งนัก น้องพนักงานต้องเสิร์ฟอาหารว่างเป็นรอบๆ ห้ามวางไว้บนโต๊ะเพื่อที่ใครใคร่หยิบก็หยิบเอง แถมแต่ละครั้งก็ใช้กระดาษทิชชูรองรับ แทนที่จะเป็นจานเล็กๆ เปลืองดีแท้ ไม่น่าเป็นวิถีของชาวอินเดียเลยให้ตายสิ

อาหารอินเดียก็อย่างที่รู้ๆ มีข้่าว แป้งแผ่่นๆ และแกงต่างๆ ฉันกินได้อยู่แล้ว แต่ขอร้องเถิด อย่าขะยั้นขะยอให้ฉันกินแล้วกินอีกเหมือนของว่างเลย หลายครั้งที่ความใส่ใจของเพื่อนชาวอินเดียกลายเป็นความอึดอัดที่ฉันปฏิเสธไม่ได้

ตบท้ายด้วยของหวานที่ฉันเลือกรับแต่ผลไม้ แถมก่อนจบด้วยการบอกบุญให้ช่วยกันสร้างโรงทานที่ฉันเป็นประธานหาทุน ฉันอีเมลรายละเอียดให้โมนาตามที่พ่อเธอขอไว้แล้ว ก็รออยู่ว่าครอบครัวของโมนาจะไปร่วมทำบุญวันที่ 6 ธันวานี้ด้วยกันหรือไม่ ฉันไม่ได้หวังอะไรนักหรอก คิดว่าการบอกบุญในวันเกิดของเพื่อนน่าจะเป็นการดี แต่ก็อดไม่ได้อย่างเคยที่กลัวคนจะมองว่ามารีดไถ เพราะจะว่าไปมันก็เป็นภาษีสังคมชนิดหนึ่งเช่นกัน

เที่ยงคืนกว่าๆ ฉันก็กลับถึงบ้าน ไม่ไปที่ไหนต่อ ตรงกลับบ้านทันที แต่แล้ววันนี้ฉันกลับต้องไปหาผู้ใหญ่ที่ร้านประจำกระทันหัน ท่านต้องการเสื้อเจ้าชายน้อยไซส์เอ็กซ์แอลด่วน ดูสิว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น แล้วฉันจะมาเล่าให้เธอฟังต่อนะ

อันเนื่องมาจากเจ้าบ่าวแท้ๆ

แม้ The Alchemist จะสนุกจนวางไม่ลง แต่บางเสี้ยวของความทรงจำก็ทำให้อดยิ้มและลุกขึ้นมาเล่าให้เธอฟังไม่ได้...

วันนี้ฉันตื่นมาทำกิจวัตรประจำวันเช่นเคย เช็คอีเมล อัพเดทเรื่องราวเพื่อนๆ ใน Facebook ต่อด้วยกินยาและเตรียมไข่ลวกสำหรับมื้อชางวัน (ไม่เห็นจำเป็นต้องเรียกแต่ Brunch เลยเนอะ)

ข้อความที่พี่คนหนึ่งตอบกลับช่วยย้อนเวลาไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ในงานแต่งงานของพี่คนนี้ที่ฉันได้รู้จักคนเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 4 คน ผู้หญิงสองและผู้ชายสอง

ผู้หญิงคนแรกฉันเคยเห็นรูปแล้ว แต่ตัวจริงสาวและดูดีมากกว่าที่คิดเยอะ ฉันถึงกัับให้ความเห็นว่า ถ้าฉันเป็นสามีของพี่คนนี้ ฉันคงกลับบ้านแต่หัวค่ำทุกวัน

ผู้หญิงคนที่สองหน้าตาหมดจด ชุดราตรีสีน้ำเงินสดที่เธอเลือกในวันนั้นขับผิวขาวเนียนของเธอให้ผ่องขึ้้นไปอีก ฉันได้ทราบมาว่าเธออยู่ในกลุ่มของน้องคนหนึ่งที่ฉันรู้จัก น้องคนที่กำหัวใจผู้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจสูงสุดคนหนึ่งในประเทศไทย

ก่อนจะกล่าวถึงอีกสองหนุ่มที่ฉันได้พบ ขอพูดถึงนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้สักเล็กน้อย ฉันอาจจะดีใจจนออกนอกหน้าเมื่อเดินเข้างานไปแล้วคนแรกที่ทักฉันคือเขาผู้นี้

"ไหนดูสิว่าอาทิตย์นี้จะมีใครมารักมั้ย"

ความเป็นหมอดูคงจะติดเป็นตราประจำตัวของฉันไปอีกนาน ฉันยินดีที่ผู้ใหญ่ให้ความเมตตา แม้ว่าฉันจะเคยเจอสายตาของท่านผู้นี้ที่มองฉันอย่างคนที่ต่างระดับจากท่าน อะไรที่ไม่ดีก็ไม่ต้องไปจำมัน ก็เท่านั้นเอง

ได้สนทนาในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องอยู่ครู่หนึ่ง ฉันก็คิดว่าถึงคราวที่จะแจ้งให้ท่านทราบว่าฉันเป็นใครมาจากไหน เพิ่มเติมจากที่เป็นหมอดูจำเป็นเพื่อสร้างความครื้นเครงบนโต๊ะอาหาร ฉันดีใจที่ได้ยินท่านกล่าวถึงลูกน้องคนสนิทที่ล่วงลับไปเป็นสิบปีว่า "เพื่อน" แววตาและคำพูดหมายความเช่นนั้นจริงๆ ผู้ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องหยิ่งผยองและดูถูกคนหรอกนะเธอ ฉันออกจะเห็นอาการน้อยใจเล็กๆ เมื่อท่านกล่าวถึงภริยาผู้ล่วงลับ ท่านที่กินแชร์กับเพื่อนสนิทของป้าฉันทุกเดือน การอยู่ที่สูง มันโดดเดี่ยวและอ้างว้างจริงๆ คำว่า "เพื่อน" มีความหมายมากขึ้นแปรผันตามระดับความสำเร็จในชีวิตของแต่ละคน

แล้วฉันก็เห็นบุตรชายของท่านเดินเข้ามาในบริเวณงาน ฉันก็อดแซวไม่ได้ว่า "พ่อกับลูกไม่เห็นคุยกันเลยค่ะ" ฉันนี้หนอ ช่างกล้า จะมีผู้หญิงสักกี่คนที่พูดแบบนี้กับผู้ใหญ่คราวพ่อ แต่ท่านก็ตอบว่า "ปล่อยให้เขาคุยเรื่องธุรกิจกันไป" แล้วฉันก็หาเรื่องคุยกับบุตรชายท่านได้ในที่สุด อ้างคนนั้น อิงเรื่องนี้ อันที่จริงก็ไม่ยากอะไรที่จะคุยเรื่องที่เกี่ยวกับคนใหญ่คนโตที่ใครๆ ก็รู้จัก ฉันก็แค่เลือกเรื่องที่เกี่ยวทั้งฉันและเขาเพราะมันจะทำให้ฉันไม่ปล่อยไก่ ทำเป็นรู้เรื่องเพื่อจะสร้างความสนิทสนมแต่จริงๆ แล้วไม่รู้อะไรเลย ดูเหมือนฉันจะเลือกเรื่องถูก ถ้าฉันเลือกผิด ฉันคงมานั่งย้ำคิดย้ำทำ นึกถึงแต่เหตุการณ์เดิมแล้วก็คิดไปถึงคำพูดที่ดีกว่าที่ได้พูดไป ทั้งๆ ที่สมองซีกที่ใช้เหตุผลบอกฉันว่า เราแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว แต่ซีกของอารมณ์ความรู้สึกก็ยังตอกย้ำอยู่อย่างนั้น เวลา่สมองสองซีกไม่ไปด้วยกันมันช่างปวดหัวดีแท้!!

หลังจากโอภาปราศรัยกับคนที่่ฉันรู้จักไม่กี่คนในงาน ฉันก็สอดส่ายสายตามองหาอาหารรองท้อง กันเมาจากไวน์ชั้นดีที่เสริฟตลอดงาน บรรยากาศงานแต่งงานกลางแจ้งริมแม่น้ำเจ้าพระยาในโรงเตี้ยมของเจ้าสัวใหญ่ดีเหลือเกิน แต่ฉันไม่มีคนมาร่วมแบ่งปันความรู้สึกน่ะ

ระหว่างที่ฉันหยิบนั่นกินนี่ด้วยความหิวโหย ฉันว่า ฉันได้สัมผัสถึงสายตาที่มองมา บางครั้งฉันก็มองไปทางเขาเช่นกัน ก็เขาคุยกับคนไม่กี่คนที่ฉันรู้จักนินา ฉันถึงได้สังเกตเห็นเขาน่ะ

และนั่นก็เป็นชายคนที่ฉันจะพูดถึงต่อไป ส่วนชายอีกคนก็ไม่ต่างจากนั้นนักหรอก เขาก็ยืนคุยกับกลุ่มคนไม่กี่คนที่ฉันรู้จักนั่นแหละ น้องคนหนึ่งพูดถึงคนที่สองว่าเป็นคาสโนว่าตัวเอ้ และเขาคนนั้นเป็นคนที่บอกฉันว่าได้ไปใส่เงินทำบุญสำหรับโครงการสร้างโรงทานให้โรงเรียนต่างจังหวัดที่ฉันรัับเป็นแม่่งาน เราคุยกันน้อยมาก แต่เป็นบทสนทนาที่มีความหมาย

และแล้วก็ถึงคราวที่ฉันจะได้พูดถึงชายคนแรก เขาอายุไม่น้อยแต่ฉันทายไม่ถูกว่าอายุเท่าไหร่ ผิวหน้าละเอียดสีออกดำแดงแม้จะมีรอยเท้าสัตว์ปีกทำให้ฉันไม่กล้าทาย ผมสั้นเกรียนไม่ดำสนิท แต่ก็เถอะ แม้แต่น้องสาวฉันเองยังผมงอกกระจายทั่ว เราบอกอายุคนจากสีผมไม่ได้หรอก

เขาดูจะให้ความสนใจฉันเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขามารยาทดีหรือฉันคิดเข้าข้างตัวเอง แต่ที่แน่ๆ เขาอยากรู้ว่าฉันเป็นใคร รู้จักเจ้าบ่าวได้ยังไง

น่าแปลกนะที่วันนั้นฉันไม่ค่อยเปิดเผยตัวเองเหมือนเคยๆ แค่ตอบคำถามสั้นๆ ว่าฉันทำสำนักพิมพ์ พิมพ์หนังสือดีอย่างเจ้าชายน้อยฉบับการ์ตูน ฉันว่า พูดแค่นั้นก็คงพอแล้ว คนในโลกธุรกิจคงไม่รู้ลึกไปกว่านี้สักเท่าไหร่ แล้วก็คิดเหมือนๆ กับฉันเมื่อก่อน สำนักพิมพ์กับโรงพิมพ์มันต่างกันยังไง แล้วพอบอกขอบข่ายงานของสำนักพิมพ์ คนในโลกธุรกิจก็คิดว่าไม่เห็นจะมีเนื้องานอะไรกันนักหนา ทั้งๆ ที่มันเป็นงานที่ละเอียดทุกเม็ด ต้องดิ้นรนกันเอง ปลาใหญ่กินปลาเล็ก สายป่านไม่ยาวก็เสร็จตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม งานที่ต้องทำด้วยใจรักและยินดีกับผลตอบแทนจำกัด (ระดับหนึ่ง) พร้อมๆ กับมุมมองที่ได้รับจากสังคม พอๆ กับนักเขียนไส้แห้งนั่นแหละ

แต่ถ้าสำนักพิมพ์มีหนังสือเด่นๆ ที่สร้างรายได้แบบน้ำซึมบ่อทราย นั่นก็จะหล่อเลี้ยงทุกชีวิตและหนังสือดีที่อาจจะไม่ทำเงินเล่มอื่นๆ ให้ได้ชื่อว่ามีหนังสือดีเล่มนี้พิมพ์เป็นภาษาไทยด้วยนะ เออ

เขาคนนั้นสุภาพและพูดถึงบทบาทสำคัญที่ตนได้มีโอกาสช่วยชาติแบบที่ไม่น่าหมั่นไส้ (ฉันน่าจะมีโอกาสได้เรียนรู้จากพี่คนนี้นะเนี่ย) แถมประกาศอย่างชัดเจนว่า โสดสนิท ไม่แค่นั้น มีเจ้าบ่าวการันตีอีกต่างหาก ประมาณว่า ขับรถสปอร์ตไปซอปปิ้งที่พารากอนคนเดียว ไร้ตุ๊กตาหน้ารถตามธรรมเนียม

ไอ้ฉันก็คันปาก ประมาณว่าจะเริ่มวาจาสามหาว กัดว่า อาจจะเป็นจำพวกที่เก่งหาแฟน แต่ไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้ คงเป็นโชคดีแล้วล่ะ ที่มีอะไรมาปิดปากฉัน ทำให้ความทรงจำแรกเกี่ยวกับฉันในสายตาเขาไม่ชั่วร้ายจนเกินไปนัก

แต่ก็ใช่ว่าฉันจะไม่ละโอกาสแสดงความเห็นต่างมุมเมื่อเขาพูดถึงบุคลิกและการแต่งตัวของผู้หญิง ฉันโพล่งอย่างเบาๆ ว่า "จะให้ดูเป็นคนแบบไหนไม่เห็นยากเลย แค่เปลี่ยนเสื้อผ้าก็เปลี่ยนจากผู้หญิงเปรี้ยวเป็นผู้หญิงเรียบร้อยได้ ง่ายจะตายไป" (คิดดูนะเธอ ปากอย่างนี้จะมีแฟนมั้ยนั่น) แต่พี่คนดีก็ตอบทันควัน "แม้เปลี่ยนเสื้อผ้าแต่บุคลิกไม่ได้เปลี่ยน" ฉันเหลือบตาจากจานอาหารขึ้นไปมองแวบหนึ่ง แล้วก็หม่ำเนื้อแกะที่สั่งว่า medium rare แต่ได้เป็น absolute well done ต่อด้วยอาการหงุดหงิดเล็กน้อย การที่ใส่ชุดราตรีเปลือยแขนสีฟ้าเทอร์ควอยซ์แล้วต้องใช้แรงกดมีดลงบนเนื้อแกะคงไม่ได้ทำให้ผู้หญิงที่สวมใส่ดูเป็นผู้หญิงนัก

แล้วเราก็พูดจาสัพเพเหระกับคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมโต๊ะอาหาร เขาเป็นคนที่ยกเรื่องมารยาทในการดื่มไวน์ขึ้นมาพูดว่า การสบตาเวลาชนแก้วถือเป็นการให้เกียรติ หากใครไม่สบตาแม้การสนทนาก็ไม่เป็นเรื่องบังควร แล้วนั่นก็เป็นการบังคับกลายๆ ให้ฉันต้องสบตาเขาทุกครั้งที่ดื่มไวน์ ฉันไม่ค่อยสันทัดในเรื่องนี้ จน ณ วินาทีนี้ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า เราต้องชนแก้วทุกครั้งที่จิบไวน์อย่างที่เขาทำกับฉันมั้ยนั่น ถ้าใช่ ฉันคงเป็นคนไม่มีมารยาทเป็นครั้งคราว

คำพูดก่อนสุดท้ายที่ทำให้ฉันหันไปมองเขาอีกก็คือ ทรรศนะเกี่ยวกับการเลือกคู่ครอง ไม่รู้เหตุใด เขาต้องก้มหน้าเวลาที่พูดว่่า เราต้องไม่ดูที่รูปร่างหน้าตา แต่ต้องเป็นคนที่ช่วยกันทำมาหากิน ปรึกษาหารือกัน

เรื่องอื่นๆ ที่เขาพูดแล้วสะท้อนให้เห็นว่าเขาใส่ใจความรู้สึกของฉันและตัวตนของฉันยังคงมี แต่ฉันเลือกที่จะไม่คิดเข้าข้างตัวเอง เมื่อแยกย้ายจากโต๊ะอาหารออกไปฟังเพลงริมแม่น้ำ ฉันก็คิดว่า ถึงเวลาที่ควรจะจรลีเสียที อย่างที่บอก ฉันไม่ได้รู้จักกับใครมากมาย แล้วการอยู่ใกล้ๆ กับชายสูงวัยหลายๆ คนก็นำมาซึ่งเรื่องปวดหัวให้ฉันอยู่เรื่อย ตอนนี้ ฉันไม่ต้องการรับเรื่องเพิ่มเติม สี่ทุ่มกว่า ฉันก็เลยกลับซะดื้อๆ อย่างงั้นเอง ไม่ลาใคร ไม่ลากใครกลับด้วย

คิดซะว่า เป็นค่ำคืนดีๆ อีกค่ำคืนหนึ่ง มีคนให้ความสำคัญทั้งหญิงและชาย และนั่นก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นไม่น้อยทีเดียว

แวะไปร้านประจำ ไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอ แต่เขาอีกคนก็เดินเข้ามา ตั้งใจจะนั่งคุยแต่โดนน้องอีกคนเบรคเกมเสิร์ฟเสียก่อน เราเลยได้แต่เห็นหน้ากันเฉยๆ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉันเฝ้าแต่ครุ่นคิดว่า ทำไมต้องไปใส่ใจกับคนๆ นี้นักหนา ข้อเสียบานตะไท คล้ายจะมองอะไรตื้นๆ แม้จะคิดพันกันยุ่งเหยิง แถมหลอกตัวเองไม่เลือกฉันอยู่นั่น คนใหม่ที่เพิ่งรู้จักดูจะมีแววกว่ากันเยอะเลย

แต่ก็นั่นละนะ ฉันไม่ได้แจกนามบัตร แลกหมายเลขโทรศัพท์ ด้วยไม่รู้จะทำไปทำไม แม้ว่าฉันคล้ายจะลืมใบหน้าของเขาที่เพิ่งเจอไปแล้ว แต่อากัปกิริยาท่าทางที่ดูเป็นมิตร ไม่ถือตัว(ทั้งที่เขาก็คงใหญ่ใช่เล่น ดูจากกริยาที่เจ้าบ่าวนอบน้อมต่อเขาเสียเหลือเกิน) ใบหน้ายิ้มแย้มก็ทำให้ฉันมีความรู้สึกดีๆ เก็บไว้ที่มุมหนึ่งในหัวใจ

ถ้าจะได้เจอมันก็คงจะได้เจอ เกิดมาเป็นผู้หญิงฟ้าสั่งให้ไม่ต้องกระตือรือร้น รอให้ผู้ชายมาให้เลือก(นี่ก็เป็นทรรศนะของพี่คนใหม่นี้ที่น่าประทับใจถ้าเป็นความจริง) ฉันก็เลยดำเนินชีวิตในรูปแบบของฉันต่อไป ภาพสิ่งดีๆ และไม่ดีที่หลายๆ คนทำให้ฉันรู้สึกก็แวบเข้ามาเรื่อยๆ เช่นเคย

พอดีแวบนี้มันทำให้ฉันรู้สึกว่า ฉันไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเอง แล้วก็รู้ว่าเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นยังไง ได้รู้จักแค่นี้ก็รู้สึกดี ได้รู้จักให้ลึกซึ้งขึ้นก็น่าสนใจ ยังไงก็ได้เจอคนที่น่ารักเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน :)

ว่าแต่เจ้าบ่าวจะทำตัวเป็นคิวปิตมั้ยละเนี่ย

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เขาว่า ฉันกำลัง "ตกผลึก" ต่างหาก

หมู่นี้ฉันกลัวตัวเองเป็นบ้ามาก มากซะจนเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย...

แต่แล้วเมื่อวาน ด้วยข้อเสนอที่มิอาจปฏิเสธได้ ฉันก็ตาลีตาเหลือกลุกขึ้นมาทำโน่นนี่เพื่อให้สมกับที่อยู่ดีๆ ก็ได้รับโอกาสพิเศษ

ดูๆ แล้ว มันก็เหมือนโกหก พอๆ กับที่อาฉันเคยบอกว่า เวลาคุยกับหมอน่ะ ให้พูดแต่เรื่องลบนะ ไม่งั้นหมอก็จะวินิจฉัยผิด คิดว่าฉันไม่ได้เป็นอะไร

พี่ที่เป็นโรคคล้ายๆ กันบอกว่า "โรคของเรามันเป็นโรคภายใน ไม่บอกก็ไม่มีใครรู้ ไม่ต้องไปแคร์ใครให้มากนัก" ฉันก็รู้สึกว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะอธิบายไปใครๆ เขาก็ไม่เชื่อ มันเหมือนกับเราทำในส่ิงที่ปฏิเสธว่าเราไม่ได้ทำอยู่ร่ำไป

ฉันเกิดอาการกังวลเกินควรเมื่อปรึกษากับพี่คนเดิมว่า ฉันโทรไปคุยกับภรรยาของพี่ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจดีมั้ย บอกไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะมีคนเข้าใจว่าฉันมีอะไรกับสามีของพี่ (อันที่จริงก็มีคนคิดไปในทางนั้นหลายคนแล้วล่ะ ซึ่งนั่นก็คงรวมคนที่ฉันไม่อยากให้เข้าใจผิดเป็นที่สุดคนนั้นด้วย) พี่ที่แสนดีโวยขึ้นมา จะบ้าเหรอ โทรไปเขาก็คิดว่ามีอะไรกันจริงๆ พอดี แฟนพี่เชื่อใจพี่และไม่เคยมองฉันในทางไม่ดี แต่ถ้าอยากจะโทรก็โทรได้นะ เอาไว้โทรฟ้องเวลาที่พี่มาล่วงละเมิดฉันละกัน ไอ้ฉันก็คิดในใจว่า แล้วถ้ามันเกิดเรื่องนั้นจริงๆ ฉันไปโทรหา...(อาวุธยาวที่มีปลายแหลม)ทำไมละนั่น!!

พอเขียนถึงพี่คนนี้แล้วฉันก็เริ่มมีคำถามในใจว่า คำขอร้องของฉันที่พี่รับปากว่าจะทำให้ อันจะนำมาซึ่งออเดอร์หนังสือล็อตใหญ่จากบริษัทยักษ์ใหญ่ในวันเด็กที่จะถึงนี้ ฉันจะกล่าวถึง(ภาษาชาวบ้านคือ ทวง)อย่างไรดี เมื่อวานก็ดันลืมไม่ได้พูดถึงเลย มัวแต่คิดถึงแผนความร่วมมือกับคนนั้นคนนี้ พูดแข่งเสียงดนตรีสดที่ร้านแซกโซโฟน

ว่าแล้วขอออกนอกเรื่องนิดนึง เมื่อคืน ที่ร้านเล่นเพลง you are the love of my life เพลงที่ฉันได้ยินเสียงดนตรีสดครั้งสุดท้ายในวันแต่งงาน เพลงที่ฉันเลือกร้องกับผู้ชายที่เคยเป็นคู่ชีวิตฉันในวันนั้น อดรนทนไม่ไหว เข้าไปถามว่า ใครเป็นคนขอ เล่นเพราะอะไร นักดนตรีก็ตอบแบบงงเล็กน้อยว่า เพิ่งแกะเพลงนี้มาเล่น จนมาวันนี้ ฉันยังสงสัยอยู่ไม่หาย เมื่อคืนฉันมองไปรอบๆ ยังนึกซะด้วยซ้ำว่า ผู้ชายคนนั้นของฉันขอเพลงนี้หรือไร เป็นไปได้ที่เขาจะอยู่ที่นั่น ผู้ชายที่ผ่านเข้ามาสัมผัสหัวใจฉันชอบเพลงแจ๊สทุกคน... เพลงนี้ไม่ใช่เพลงตลาด เป็นเพลงของ George Benson ที่ฉันไม่เคยหาคาราโอเกะเจอ กลับมาได้ยินในวันที่ไม่ได้คาดคิด ไม่ได้ตั้งใจจะไป

เมื่อวาน ชุดราตรีที่เคยใส่แล้วพอดีเป๊ะ คล้ายจะเอี้ยวตัวไม่ได้ ผ่านไปไม่กี่เดือน หลวมจนฉันต้องเบ่งหน้าอกไว้ไม่ให้เลื่อนไหล ยังดีที่ฉันใส่ผ้าคลุมไหล่คลุมไว้อย่างมิดชิด ค่อยได้หายใจหายคอหน่อย

นั่งฟังเพลงไป คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไป จากเดิมที่พี่เป็นห่วงมาก ก็บอกว่า ฉันไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก ที่ว่าจะพักจนสิ้นปีและถ้ามกราคมยังไม่หาย ก็คงต้องมาจัดการกับปัญหาซะทีนั้น ได้รับคำยืนยันจากพี่ว่า อาการฉันไม่ได้แย่อย่างที่คิด ฉันกำลังตกผลึกทางความคิดซะมากกว่า พี่อยากให้ฉันเปลี่ยนบรรยากาศจากที่อุดอู้อยู่ในห้องไม่ไปไหน มาเจอหน้าตาผู้คนบ้าง แล้วก็ให้ดีใจว่าพี่แนะนำให้รู้จักกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งอยู่ในวงการเดียวกันและได้อ่านบทสัมภาษณ์ของฉันในขวัญเรือนและจำฉันได้ หน้าฉันก็บานแฉ่งเป็นที่เรียบร้อย ไม่แค่นั้น ระหว่างที่เล่าให้ฟังว่าฉันปรับใช้ Facebook กับชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวอย่างไร ฉันก็เปิด Note ให้อ่านบทสัมภาษณ์ พี่ก็ให้ความเห็นว่า ฉันให้สัมภาษณ์ได้ดี รู้จักพูดให้เกิดประโยชน์ ตัวพี่เองด้วยซ้ำไป ที่เวลามีคนมาสัมภาษณ์ ทำไมไม่พูดเรื่องสำนักพิมพ์ซะหน่อย

ดีใจที่พี่ชม แล้วก็ปลอบใจว่า ฉันเองก็ไม่ถนัดเรื่องการให้สัมภาษณ์เหมือนกัน แต่สิ่งที่พูดไปนั้นเป็นสิ่งที่มันอยู่ในใจ เป็นหลักการเป็นรูปแบบความคิด ตัวตนของสำนักพิมพ์ที่เราก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา แล้วก็สรุปให้พี่เสร็จสรรพว่า เวลาพี่ให้สัมภาษณ์ไม่ต้องมีโพย พี่พูดได้ดีกว่าเยอะ พี่จริงจังกับทุกสิ่งที่ทำ ด้วยกลัวจะพูดไม่ครบเลยเหมือนท่องให้ฟัง ซึ่งในทัศนะของฉัน ไม่มีประโยชน์เลย ไม่มีใครฟัง สู้พูดจากใจแต่อาจพูดไม่ครบ คนก็ยังฟังและเก็บเกี่ยวเนื้อหาใจความบางประการไปได้บ้าง

ฉันรู้สึกดีจัง รู้สึกว่า พี่เข้าใจว่าฉันทำอะไรไปเพื่ออะไร และตอบข้อสงสัยฉันได้อย่างสิ้นเชิง พี่บอกว่า ให้ความสนิทสนมกับฉันเพราะเชื่อว่า ฉันจะเป็นคนที่โดดเด่นในวงการ

ความคิด "ตกผลึก" ฉันกำลังก่อร่างสร้างตัวให้เป็นคนๆ ที่พี่คาดว่าฉันจะเป็นในที่สุด

no romance doesn't mean no chance of happiness... :)