วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เรื่องการปลูกต้นไม้ ชิดสิ่งปลูกสร้าง

เรื่องการปลูกต้นไม้ ชิดสิ่งปลูกสร้าง

อยากทราบว่าถ้าเราปลูกต้นไม้ชิดกับตัวผนังด้านนอกบ้าน เวลารดน้ำต้นไม้บ่อย ๆ จะมีผลกับโครงสร้างบ้านไม่คะ แล้วควรจะมีระยะห่างเท่าไหร่ ที่ไม่มีผลกับตัวบ้านนะคะ ขอบคุณคะ

จากคุณ: กิ๊บตัวตุ่น
เขียนเมื่อ: 11 มิ.ย. 53 09:57:33



วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ทิศทางในการปลูกไม้ดอกหอม


ที่มาของข้อมูล : homedd.com
ดอกไม้ หอม เสน่ห์อีกอย่างของดอกไม้ที่ไม่เพียงให้สีสัน รูปทรงที่งดงามเพลินตาแก่ผู้พบเห็น แต่กลิ่นหอมๆของดอกไม้ยังชวนให้หลงใหลและสร้างจิตวิญญาณธรรมชาติให้กับสวนอย่างที่สุด

ดอกไม้มีหลายชนิด และดอกของแต่ละสายพันธุ์ก็ผลิดอกทั้งส่งกลิ่นต่างเวลาต่างฤดูอีกด้วย มาดูกันว่าเราจะปลูกไม้หอมในสวนของเราให้ได้รื่นรมย์กัลกลื่นหอมๆ ตลอดทั้งปีทั้งคืนทั้งวันได้อย่างไร

สิ่งที่สำคัญที่ต้องคำนึงไปพร้อมกับฤดูกาลออกดอกของต้นไม้ดังที่กล่าว ข้างต้นก็คือ ทิศทางการพัดของลมประจำถิ่นของประเทศไทย เช่น ตอนฤดูฝน-ลมจะมาทางทิศใต้ , หรือตะวันออกเฉียงใต้ , หรือตะวันตกเฉียงใต้ เพราะฝนที่ตกในบ้านเราส่วนใหญ่จะมาจากอ่าวไทย และทะเลอันดามัน ส่วนฤดูหนาว ลมหนาวจะพัดมาจากทางทิศเหนือ
    1
  • ไม้ดอกหอมที่ออกดอกในฤดูฝน ควรปลูกต้นไม้นั้นทางทิศใต้ของพื้นที่ เพราะถ้าลมฝนพัดมาก็จะหอบเอากลิ่นหอมมาเข้าบ้าน เช่น จำปี จำปา พุดต่างๆ จันทน์หอม ปีบ ฯลฯ
  • ไม้ดอกหอมที่ออกดอกในฤดูฝน ควรปลูกต้นไม้นั้นทางทิศใต้ของพื้นที่ เพราะถ้าลมฝนพัดมาก็จะหอบเอากลิ่นหอมมาเข้าบ้าน เช่น จำปี จำปา พุดต่างๆ จันทน์หอม ปีบ ฯลฯ
    2
  • ไม้ดอกหอมที่ออกดอกในฤดูหนาว ควรเลือกปลูกไว้ ทิศเหนือของพื้นที่ เพื่อลมหนาวพัดมาจะได้หอบเอากลิ่นหอมเข้ามาในบ้าน เช่น พญาสัตบรรณ จิกทะเล จันทร์กะพ้อ สุพรรณิการ์ พะยอม ลำดวน เลี่ยน ช่อมาลี ฯลฯ
  • ไม้ดอกหอมที่ออกดอกในฤดูหนาว ควรเลือกปลูกไว้ ทิศเหนือของพื้นที่ เพื่อลมหนาวพัดมาจะได้หอบเอากลิ่นหอมเข้ามาในบ้าน เช่น พญาสัตบรรณ จิกทะเล จันทร์กะพ้อ สุพรรณิการ์ พะยอม ลำดวน เลี่ยน ช่อมาลี ฯลฯ
    3
  • ไม้ดอกหอมที่ออกดอกตลอดปี ถ้าจะปลูกก็สามารถปลูกได้ทั่วบริเวณเพราะถึงแม้ลมจะมาทางไหน ก็จะสามารถหอบเอากลิ่นหอม เข้าบ้านได้ตลอดทั้งปีเช่นกัน ตัวอย่างต้นไม้ดอกหอมที่ออกทั้งปี เช่น โมก สายหยุด บุหงาส่าหรี พิกุล ชงโค ฯลฯ
  • ไม้ดอกหอมที่ออกดอกตลอดปี ถ้าจะปลูกก็สามารถปลูกได้ทั่วบริเวณเพราะถึงแม้ลมจะมาทางไหน ก็จะสามารถหอบเอากลิ่นหอม เข้าบ้านได้ตลอดทั้งปีเช่นกัน ตัวอย่างต้นไม้ดอกหอมที่ออกทั้งปี เช่น โมก สายหยุด บุหงาส่าหรี พิกุล ชงโค ฯลฯ

ต้นไม้ดูดพิษ

สรุปรวบยอด

หมากเหลือง จั๋ง ปาล์มไผ่ ยาวอินเดีย ไอวี่ สิบสองปันนา ไทรใบเล็ก บอสตันเฟิร์น เดหลี วาสนาอธิษฐาน พลูด่าง เบญจมาศ เยอบีร่า ประกายเงิน เข็มริมแดง มรกตแดง ออมทอง สาวน้อยประแป้ง ปาล์มใบไผ่ ไทรย้อยใบแหลม หนวดปลาหมึก ฟิโลเดนดรอน ฟิโลใบหัวใจ ลิ้นมังกร สโนว์ดรอป ฟิโลหูช้าง สนฉัตร เสน่ห์จันทร์แดง แววมยุรา กล้วยแคระ เศรษฐีเรือนแก้ว กล้วยไม้พันธุ์หวาย เศรษฐีเรือนใน เขียวหมื่นปี ดอกหน้าวัวโกสน ต้นคริสต์มาส ว่านหางจระเข้ สับประรดสี กุหลาบหิน


คุณเชื่อไหมว่า..อากาศที่คุณหายใจเข้าไปมีสารพิษปะปนอยู่ ??? ค่ะ..จากการวิจัยพบว่าอากาศที่เราหายใจเข้าไปนั้นมีสารพิษเจือปนอยู่ไม่มากก็น้อยตามแต่ลักษณะพื้นที่นั้นๆ คำถามที่ตามมาคือ สารพิษเหล่านี้มาจากไหน??? จากวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ รอบๆ ตัวเราที่เราจับสัมผัสอยู่ตลอดเวลาค่ะ ตั้งแต่ กระดาษทิชชู กระดาษ A4 โต๊ะ เก้าอี้ ไปจนถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเลคโทรนิคต่างๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร ล้วนแล้วแต่มีสารที่ระเหยออกมาเป็นสารพิษปะปนอยู่ในอากาศให้เราสูดดมนั่นแหละค่ะ เพียงแต่เราไม่สามารถจับต้องได้ และยิ่งยากถ้าจะมีการตรวจวัด

แต่จากการค้นคว้าวิจัยพบว่า สารพิษที่ปะปนอยู่ในอากาศมีมากมายหลายชนิด แต่ตัวที่พบบ่อยที่สุดและมีอันตรายมากที่สุดมี 3 ตัวด้วยกันคือ ฟอร์มัลดีไฮด์, ไตรคลอโรเอทธีลีน, เบนซีน ที่พบได้บ่อยรองลงไปคือ คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) แต่มีอันตรายน้อยกว่า 3 ตัวข้างต้นค่ะ

ฟอร์มัลดีไฮด์ ที่พบใน โฟม พลาสติกชนิดยูเรีย เชื้อเพลงหุงต้ม กระดาษต่างๆ เช่น กระดาษทิชชู กระดาษไข กระดาษปิดผนัง เฟอร์นิเจอร์ Knock Down เกือบทุกชนิด ตลอดจนควันบุหรี่ค่ะ สารตัวนี้มีผลก่อให้เกิดอาการตั้งแต่ ระคายเคืองต่อผิวหนังและตา ปวดศีรษะ ไปจนถึงที่ร้ายที่สุดคือ โรคหอบหืด

ไตรคลอโรเอทธีลีน (TCE) พบในตัวทำละลายเป็นส่วนมาก เช่น การซักแห้ง ในหมึกพิมพ์ สีทา แลคเกอร์ น้ำมันซักแห้ง และกาวสังเคราะห์ต่างๆ สารตัวนี้ก่อให้เกิดการระคายเคือง ในปี 2518 สถาบันมะเร็งแห่งชาติของอเมริกา รายงานว่าหนูที่ได้รับ TCE เป็นจำนวนมาก มีอาการมะเร็งตับสูงมาก และต่อมาได้จัดอันดับว่า TCE เป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งตับ

เบนซีน พบในน้ำมันรถยนต์ หมึก สีทาพลาสติก และยาง เป็นสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง และดวงตา หากมีการสูดดมในปริมาณมากในทันทีจะมีอาการ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ อาเจียน ตัวสั่น และเกิดโรคทางเดินหายใจ นอกจากนี้ยังเป็นสารที่ก่อให้เกิดลูคีเมีย ต่อมายังพบอีกว่าสารตัวนี้ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของโคโมโซมของมนุษย์อีกด้วยค่ะ


"ต้นวาสนา"

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีสารพิษวนเวียนอยู่ในอากาศที่เรากำลังหายใจ ในเมื่อกาศเป็นสิ่งที่เราจับต้องไม่ได้ และมองก็ไม่เห็น เบื้องต้นคุณสังเกตุจากกลิ่นต่างๆ ที่ผิดปกติ เช่น กลิ่นควันรถ ก็มีสารปนเปื้อนจำพวกคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ที่มากับการเผาไหม้ หรือ ของใช้ใหม่ๆ เรามักได้กลิ่นและบอกว่ากลิ่นใหม่นั่นแหละค่ะคือ ตัวอันตราย เพราะยิ่งเราเปลี่ยนของใหม่บ่อยเท่าไรเราก็จะได้รับสารพิษบ่อยขึ้นเท่านั้นค่ะ


เมื่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบันล้วนแล้วแต่ยังต้องใช้เครื่องมือเครื่องใช้เหล่านี้ต่อไป เราก็ควรที่จะระวังและหาวิธีป้องกัน จากการวิจัยของ NASA ร่วมกับ ALCA ( Associated Landscape Contractors of America ) ในโครงการ Interior Landscape Plants for Indoor Air Pollution Abatement เพื่อค้นหาสภาพแวดล้อมภายในอาคารที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยอย่างปลอดภัยจากสารพิษตามวิธีทางธรรมชาติ พบว่า ไม้ประดับที่มีประสิทธิภาพในการขจัดสารพิษในอากาศได้ดี คือ ไม้เมืองร้อน


มีการแนะนำให้มีการปลูกต้นไม้ เพื่อช่วยดูดซับสารพิษ ต้นไม้ที่ได้รับความนิยมให้ปลูก คือ


1. ปาล์มไผ่ หรือ Bamboo Palm ชื่อทางพฤกษศาสตร์ คือ Chamaedorea seifritzil เป็นพืชตะกูล Arecoideae เป็นต้นไม้ที่มีขนาดเล็ก และเจริญเติบโตช้า ปาล์มไผ่ จึงเหมาะที่จะปลูกภายในอาคารกว่าพืชในตระกูลเดียวกันอย่างพวกหมากเขียว ( Mc Arthur Palm ) หมากเหลือง ( Yellow Palm ) แม้ว่าจะที่คายความชื้นให้แก่อากาศในห้องเป็นจำนวนมาก ในขณะที่มีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษจากอากาศในปริมาณมากด้วย แต่เนื่องจากเป็นพืชที่สามารถสูงได้ถึง 10 เมตร จึงทำให้ไม่เหมาะที่จะปลูกในอาคาร ปาล์มไผ่ มีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษจำพวก ฟอร์มัลดีไฮด์


2. เขียวหมื่นปี
หรือ Chinese Everygreen ชื่อทางพฤกษศาสตร์ คือ Aglanema sp. มักจะรู้จักกันในชื่อว่านมงคลที่มีสรรพคุณต่างๆ กันตามความเชื่อถือ เช่น ว่านเขียวพันปี, ว่านเขียวหมื่นปี และ บัลลังก์ทอง ล้วนเป็นสายพันธุ์เขียวหมื่นปี เป็นไม้ประดับที่มีใบสวยงาม สีเขียวตลอดทั้งปี ชอบดินร่วน ไม่ชอบน้ำขัง สามารถเจริญงอกงามได้แม้ในที่มีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย จึงนิยมใช้ปลูกเลี้ยงประดับภายในอาคาร นอกจากนี้เขียวหมื่นปียังทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แห้งแล้งหรือความชื้นต่ำได้ดี ด้วยใบที่กว้างจึงทำให้สามารถดูดสารพิษได้ดีค่ะ มีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษจำพวก ฟอร์มัลดีไฮด์

"เดหลี"

3. ตีนตุกแกฝรั่ง หรือ English Ivy ชื่อทางพฤกษศาสตร์ คือ Hedera Helix ตีนตุ๊กแกฝรั่ง หรือที่เราเรียกกันใหม่ซะหรูว่า ต้นไอวี่นั่นเอง เป็นไม้เลื้อย ที่เกาะตามต้นไม้ใหญ่ ทางตะวันตกไม่นิยมปลูกเนื่องจากมันคือ วัชพืชดีดีนี่เอง นอกจากนี้ใบและผลหากรับประทานเข้าไปยังมีพิษที่ก่อให้เกิดท้องเสีย ได้ “ตีนตุ๊กแก” เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยและดินปนทราย ชอบแสงแดดจัด แต่ก็สามารถปรับตัวให้อยู่ในที่มีแสงแดดรำไร ขยายพันธุ์ด้วยการชำกิ่งหรือทับกิ่ง นิยมปลูกติดกับกำแพงให้ทอดเลื้อยคลุมทั่วทั้ง กำแพง มีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษจำพวก สารเบนซิน แต่เนื่องจากเป็นไม้นอก ราคาจึงค่อนข้างสูง และหายาก ทำให้ไม่เป็นที่นิยมค่ะ

4. ต้นวาสนา หรือ Janet Craig หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ต้นมังกรหยก Queen of Dracaenas ชื่อทางพฤกษศาสตร์ คือ Dracaena deremensis วงศ์ Agaveceae เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการดูดสารฟอร์มัลดีไฮด์ และไตรคลอโรเอทธีลีน (TCE) ต้นวาสนา ต้องการแสงแดดอ่อนรำไร จนถึงแสงแดดจัด หรือสามารถเติบโตได้ในกลางแจ้ง ต้องการปริมาณน้ำปานกลางจนถึงมาก ควรให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง ชอบดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย มีความชื้นปานกลางจนถึงสูง พืชที่อยู่ในสกุลนี้พันธุ์อื่นๆ เช่น วาสนาราชินี ( Dracaena deremensis “Warneckee” ) วาสนาอธิฐาน ( Dracaena fragrans “Massangeana” )จันผา ขอบแดง ( Dracaena marginata )


5. เศรษฐีเรือนใน หรือ Spider Plant ชื่อทางพฤกษศาสตร์ คือ Cholorophytum comosum (Anthesicum Picturatum) วงศ์ LILIACEAE เศรษฐีเรือนใน เป็นไม้ประดับชนิดแรกๆ ที่ได้รับการเผยแพร่จากองค์การนาซ่าของสหรัฐอเมริกา ว่ามีคุณสมบัติในการดูดสารพิษภายในอาคารได้เป็นอย่างดี เศรษฐีเรือนในเป็นไม้กอขนาดเล็กที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั้งในและนอกอาคาร เศรษฐีเรือนในเป็นพืชที่ไม่ค่อยคายน้ำเท่าใดนัก แต่มีการดูดสารพิษจากอากาศภายในอาคารจำพวก ฟอร์มัลดีไฮด์ และ คาร์บอนมอนนอกไซด์ได้ดีมากชนิดหนึ่ง เป็นพืชที่สามารถอยู่ในพื้นที่ กึ่งแดด กึ่งร่ม มีความต้องการน้ำน้อย ชอบแสงแดดอ่อนๆ ไม่ชอบแสงแดดตรงๆ ไม่ต้องการน้ำมากสัปดาห์ละครั้งก็พอ หรือให้สังเกตจากหน้าดินว่าแห้งเกินไปหรือไม่ ให้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกละลายน้ำรด 2 เดือนต่อครั้ง ควรปลูกในดินร่วนซุย หรือดินปนทราย ที่ระบายน้ำได้ดี หากมีอิฐหักหรือหินเล็กๆ ปนลงไปด้วยจะช่วยให้แตกกอเร็วขึ้น ต้องการน้ำปานกลางสม่ำเสมอ ความชื้นสูง แดดรำไร จะปลูกลงกระถางแขวน หรือกระถางทรงเตี้ยปากกว้างก็สวยงามดี

"ลิ้นมังกร"

6. เดหลี หรือ Peace Lily ชื่อทางพฤกษศาสตร์ คือ Spathiphyllum wallisei วงศ์ Araceae เดหลี เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักเล่นไม้ดอกไม้ประดับ ลักษณะดอกคล้ายๆดอกหน้าวัวมาก ดอกมีสีขาวหรือขาวแกมเหลือง ใบมีสีเขียวเข้มเป็นเงาวาว เป็นไม้ที่คายความชื้นสูง ในขณะที่มีความสามารถสูงในการดูดสารพิษจำพวก แอมโมเนีย หรือ ไตรคลอโรเอทธีลีน (TCE) ได้ดี เช่น สารพิษนี้จะอยู่ในแอลกอฮอล์ เช่น กาว สารอาซีโตนที่มีอยู่ในเครื่องสำอาง น้ำยาล้างเล็บ น้ำยาลบคำผิด จากสารไตรคลอไรเอทีรีน ที่มีอยู่ในเครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร เตาแก๊ส น้ำยาเคลือบเงาไม้ และสามารถดูสารพิษจากเบนซินและฟอร์มาดีไฮด์ด้วยค่ะ เดหลีเป็นพืชที่ชอบแสงแดดรำไร ต้องการความชื้นสูง ต้องการน้ำปานกลาง ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดินมีความชุ่มชื้น และควรรดมากขึ้นถ้าอากาศร้อนจัด ค่ะ
เดหลีเป็นพืชที่สามารถปรับตัวได้ดี แม้จะอยู่ในสภาพความชื้นต่ำและรับแสงจากหลอดไฟฟ้า เพียงแต่ดินต้องมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ เป็นไม้ประดับในจำนวนน้อยชนิดที่สามารถออกดอกได้ภายในอาคาร


7. ว่านหางจระเข้ Aloe Vera ชื่อทางพฤกษศาสตร์ คือ Aloe barbadensis วงศ์ Lilliaceae ด้วยใบที่อวบน้ำทำหน้าที่กักเก็บน้ำได้ดี ชอบดินร่วนและระบายน้ำได้ดีไม่ชอบให้รากชื้นแฉะ หางจระเข้เป็นพรรณไม้ที่ได้รับความนิยมและรู้จักอย่างกว้างขวาง เพราะเป็นพืชที่ให้ประโยชน์อย่างมากมาย ปลูกเพื่อประดับตกแต่ง และเพื่อสรรพคุณทางยาค่ะ มีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษจำพวก ฟอร์มัลดีไฮด์


8. ลิ้นมังกร
หรือ Mather - in - law's Tongue หรือที่รู้จักกันในนาม หอกพระอินทร์ นั่นเอง ชื่อทางพฤกษศาสตร์ คือ Sancivieria วงศ์ AGAVACEAE ลิ้นมังกรเป็นพรรณไม้ ที่มีลำต้นเป็นหัว หรือเหง้าอยู่ในดิน ลักษณะลำต้นเป็นข้อ ๆ ใบเกิดจากหัวที่โผล่ออมาพ้นดินเป็นกอ ลักษณะใบยาวปลายแหลม แข็งเป็นมัน ขอบใบเรียบ โค้งงอเล็กน้อย ขอบใบมีสีเหลืองกลางใบสีเขียวอ่อน ประด้วยเส้นสีเขียวเข้ม ขนาดของใบกว้างปรมาณ 4-7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร ก้านดอกประกอบด้วยกลุ่มดอกป็นชั้น ๆ ลักษณะดอกมีขนาดเล็ก ออเรียงกันเป็นแนวตามชั้นของก้านดอกดอกมีสีขาวมีกลีบประมาณ 5 กลีบ ขนาดดอกบานเต็มที่ 2 เซนติเมตร ลักษณะขนาดใบ และสีสรร จะแตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์


คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นลิ้นมังกรไว้ประจำบ้าน จะช่วยป้องกันอันตรายจากภายนอกได้ เพราะจากชื่อ หอกพระอินทร์ ซึ่งเป็นอาวุธชนิดหนึ่งของพระอินทร์ ที่ใช้ในการต่อสู้และปกป้องศัตรูจากภายนอก ดังนั้นลิ้นมังกรจึงเป็นไม้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นไม้ที่มีความสำคัญของพระอินทร์ในสมัยพุทธกาล มีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษจำพวก เบนซิน


"เศรษฐีเรือนนอก ต่างจาก เรือนในตรงที่ขอบขาวอยู่ริมนอก"

9. เยอบีร่า หรือ Gerbera Daisy ชื่อทางพฤกษศาสตร์ คือ Gerbera Jamesonii วงศ์ Compositae เยอบีร่าไม้ประดับที่ให้ดอกสีสวยสดใส และคงทนอยู่นาน แม้จะตัดออกมาปักแจกัน แล้วก็ยังอยู่ได้นานหลายวัน จึงเป็นไม้ประดับที่นิยมนำมาประดับในอาคาร ไม่เพียงความสวย เยอบีร่ายังมีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษภายในอาคารได้อย่างดีเยี่ยม เยอบีร่าเป็นพรรณไม้พุ่ม มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ใบเป็นแฉกมีสีเขียวสด ก้านใบและใบมีขนละเอียด ก้านดอกแตกออกจากลำต้นใต้ดินยาวตั้งตรง ดอกมีสีสันหลากหลาย เช่น แดง ส้ม เหลือง หรือแม้แต่ม่วง ชมพู ขาว เป็นต้น เป็นไม้ที่ชอบแสงแดด แสงแดดจัด กึ่งแดด ต้องการน้ำปานกลาง ไม่แฉะ มีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษจำพวก สารเบนซิน

10. สาวน้อยประแป้ง หรือ Dumb Cane ชื่อทางพฤกษศาสตร์ คือ Dieffenbachia วงศ์ Araceae สาวน้อยประแป้ง เป็นพันธุ์ไม้ที่นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับทั้งภายนอกและภายในอาคารมานานแล้ว เพราะเลี้ยงง่าย ทน และใบมีลวดลายสวยงาม แต่น้อยคนนักที่จะรู้ถึงคุณค่าของสาวน้อยประแป้งในฐานะเป็นไม้ที่ช่วยฟอกอากาศ และสามารถดูดสารพิษได้มากชนิดหนึ่ง สาวน้อยประแป้งมีใบใหญ่คล้ายใบพาย มีตั้งแต่สีเขียวอ่อน เขียวแก่ไปจนถึงสีเหลืองอ่อนๆ มีลายแต้มประปรายสีขาวหรือเหลืองอ่อน จึงได้ชื่อว่า สาวน้อยประแป้ง


เป็นไม้ที่ชอบน้ำปานกลาง ไม่แฉะ ชอบแสงแดด ร่มรำไร และไม่ควรให้ถูกแสงแดดโดยตรง เจริญเติบโตได้ดีในที่ร่ม ชอบอากาศอบอุ่นและความชื้นสูง แต่ก็สามารถปรับตัวเจริญเติบโตได้ดีในห้องที่มีความเย็นและสภาพอาการแห้งแล้ง และเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับต้นไม้ควรหมั่นเช็ดใบด้วยผ้าหรือฟองน้ำที่ชุบน้ำหมาดๆ ก็จะดีค่ะ ด้วยใบที่ขนาดใหญ่ จึงทำให้เป็นไม้ประดับที่ดูดสารพิษจำพวก ฟอร์มัลดีไฮด์ ได้เป็นอย่างดี

"เยอร์บีร่า"

11. บอสตันเฟิร์น หรือ Boston Fern ชื่อทางพฤกษศาสตร์ คือ Nephrolepis exaltata วงศ์ Polypodiaceae (fern) เฟิร์นเป็นไม้ที่เชื่อกันว่ามีมานานมาก จากหลักฐานที่พบในหินฟอสซิล อาคาร บอสตันเฟิร์นมีลักษณะก้านใบแข็งโค้งออกและทิ้งตัวลงเมื่ออายุมากขึ้น ใบขึ้นหนาทึบไม่มีดอก นิยมปลูกในกระถางแขวนหรือในกระถางใช้ประดับตามเสาหิน เมื่อนำมาปลูกเป็นไม้ประดับในอาคาร บอสตันเฟิร์นต้องการการดูแลพอสมควร เนื่องจากต้องการความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ ถ้าขาดน้ำ สีของใบจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและร่วงอย่างรวดเร็ว จึงควรหมั่นรดน้ำให้ดินชุ่มชื้นหรือฉีดพ่นด้วยละอองน้ำ เป็นพืชที่ชอบแสงกึ่งแดดค่ะ เพียงแค่หมั่นรดน้ำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่อย่าให้แฉะ โดยเฉพาะเวลาที่อากาศร้อนและแห้ง ควรฉีดพ่นละอองน้ำค่ะ


บอสตันเฟิร์นเป็นไม้ประดับที่ช่วยทำความสะอาดให้แก่อากาศภายในได้ดีชนิดหนึ่ง สามารถดูดสารพิษได้มาก โดยเฉพาะจำพวกฟอร์มาดีไฮด์ ที่มาจาก กาว และฝ้าเพดานสำเร็จรูป


เพราะอากาศเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ทำให้เราละเลยที่จะใส่ใจสิ่งเหล่านี้ ทำให้เรารับสารเคมีและฝุ่นละอองเข้าไปเต็มๆ วันนี้คุณลองหาต้นไม้ต้นเล็กๆ สักต้นมาวางในห้องนะคะ ดังคำที่บอกว่า ต้นไม้คือ ปอด ของมนุษย์..

-- เดียร์ --

5 อันดับยอดฮิตต้นไม้ช่วยดูดสารพิษ




หมากเหลือง เป็นต้นไม้ที่มีขนาดสูงประมาณ 1.8 เมตร เหมาะสำหรับปลูกบริเวณรอบ บ้าน อาจจะบริเวณริมรั้วเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและมลพิษต่างๆ เพราะเป็นพืชที่ดูดสารพิษจากอากาศได้ในปริมาณมากที่สุด




วาสนาราชินี และวาสนาอธิษฐาน ลำต้นมีขนาดไม่ใหญ่ เหมาะสำหรับปลูกไว้ภายในอาคาร เช่น ฟอร์มาดีไฮด์ ได้อีกด้วย




สาวน้อยประแป้ง เป็นต้นไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีในที่ร่ม ด้วยคุณสมบัติที่มีใบขนาดใหญ่ทำให้ดูดสารพิษได้ดี จึงเหมาะที่จะปลูกไว้ภายในบริเวณบ้าน หรือห้องรับแขก




กวักมรกต ลำต้นมีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไปเหมาะที่จะปลูกไว้ภายในบ้านหรือออฟฟิศ เจริญเติบโตได้ดีในที่แสงน้อย ช่อยกรองอากาศและช่วยดูดสารพิษได้ดีอีกชนิดหนึ่ง




ลิ้นมังกร มักนิยมปลูกไว้ในบ้าน บริเวณห้องโถงหรือห้องรับแขก เพราะนอกจากจะช่วยดูดสารพิษได้ดีแล้ว ยังเป็นไม้มงคลที่เชื่อกันว่าจะช่วยป้องกันอันตรายจะภายนอกบ้าน และเสริมสิริมงคลให้แก่ผู้อื่นอาศัยอีกด้วย



นั่นก็เพราะต้นไม้โดยเฉพาะจำพวกที่อยู่ในตระกูลไม้ประดับเป็นพืชที่มีการปรับตัว และเติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงน้อย และสามารถดูดสารพิษด้วยกรรมวิธีการคายน้ำ โดยจะทำการดูดก๊าซพิษที่อยู่รอบๆ ลงสู่ดินและจุลินทรีย์ที่อยู่รอบๆ รากจะเป็น ตัวเปลี่ยนให้สารพิษเหล่านั้นกลายไปเป็นอาหารของพืชนั่นเอง



เข็มริมแดง
ไม้ประดับที่มีรูปร่างแปลกตา มีใบแหลมเป็นพุ่มแตกออกจากตอ หรือลำต้นที่ตั้งตรง เป็นพืชที่ทนทานมาก ปลูก ได้แม้ในที่มีแสงน้อย เข็มริมแดงมีลักษณะใบยาวแหลมจึงได้ชื่อว่า เข็มแต่ ใบไม่ถึงกับแข็งทื่อ ถ้าไม่ตัดยอด ลำต้นจะสูงขึ้นไปเรื่อย แต่ถ้าตัดยอดกิ่งใหม่แยกออกจากตอเดิมใบที่แตกออก จะเป็นพุ่มดูสวยงามยิ่งขึ้น ที่สำคัญเข็มริมแดงเป็นไม้ประดับที่มีความสามารถสูงในการดูดพิษในอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารพิษจำพวกไซรีนและไตรครอโรเอทไทรีน



หนวดปลาหมึก
หนวดปลาหมึกเป็นไม้ที่น่าสนใจนำมาปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคาร ปลูกง่าย โตไว ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มาก และที่สำคัญมีความสามารถสูงในการดูดสารพิษ



แววมยุรา
ปลูกง่าย อดทน เจริญเติบโตได้ง่ายในทุกสภาวะของห้อง มีใบด้านหน้าสีเขียวสลับลายเขียวแก่หรือน้ำตาล ส่วนหลังสีเขียวอมแดงหรือม่วง มีลายสลับเช่นเดียวกัน



เดหลี
เป็นไม้ประดับที่ให้ดอกสีขาว คายความชื้นสูง ในขณะที่มีความสามารถในการดูดสารพิษสูงด้วย เมื่อนำมาปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคาร เดหลีสามารถปรับตัวได้ดี เพียงแต่ดินต้องมีความชุ่มชื้นเสมอ เดหลีสามารถดูดพิษจำพวกแอลกอฮอลล์ ฮาซีโตน ไตรคลอไรเดทีรีน เบนซินและฟอร์มาดีไฮด์ และดูดได้ในปริมาณมาก



โกสน
มีมากมายหลายพันธุ์ทั้งขนาดตั้งแต่เล็กไปจนถึงใหญ่ ปกติโกสนเป็นไม้ประดับที่ปลูกไว้ภายนอกอาคาร เพราะเป็นไม้กลางแจ้งชอบแดด สีสันจะสวยงามอยู่ได้ขึ้นอยู่กับการที่ได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ โกสนมีความสามารถอยู่บ้างในการดูดมลพิษในอากาศ ถึงแม้จะไม่มากเท่ากับไม้ประดับชนิดอื่นๆ



เศรษฐีเรือนนอก
เป็นพืชตระกูล Lily ปลูกได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ในอาคารควรปลูกเป็นไม้กระถางเป็นไม้กึ่งแดดกึ่งร่ม หากปลูกในอาคารรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้งก็เพียงพอ มีความสามารถในการดูดสารพิษจำพวกแอมโมเนียได้ดี



พลูด่าง
ไม้ประดับที่รู้จักกันดี แต่น้อยคนนักที่จะรู้ถึงความสามารถของมันในการดูดสารพิษในอากาศ พลูด่างเป็นพืชที่ปลูกง่าย ต้องการน้ำและแสงแดดพอควร มีความสามารถในการดูดสารพิษได้ปานกลางแต่คายความชื้นได้มาก



เศรษฐีเรือนใน
เป็นไม้ประดับชนิดแรกๆ ที่ได้รับการเผยแพร่จากองค์การนาซ่าของสหรัฐอเมริกาว่ามีคุณสมบัติการดูดสารพิษภาย ในอาคารได้เป็นอย่างดี เศรษฐีเรือนในเป็นไม้กอขนาดเล็ก ที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั้งในและนอกอาคาร โดยปลูกในกระถางแขวนหรือปลูกเป็นพืชคลุมดินเป็นพืชที่ไม่ค่อยคายน้ำเท่าไหร่ แต่มีการดูดสารพิษภายในอาคารได้ดีมากชนิดหนึ่ง


วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

รวมไม้สำหรับบ้านในฝัน

    ต้นก้ามปู
    การใช้ประโยชน์ทางด้านโภชนาการ -
    การใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร
    - เปลือกต้น ป่นให้ละเอียด ใช้เป็นยาสมานรักษาแผล
    - เปลือกต้นและเมล็ด ใช้รักษาอาการท้องบิด ท้องเสีย
    - ใบ รสเมทเย็น สรรพคุณเย็น ด้านพิษ แก้ปวดแสบปวดร้อน
    - เมล็ด รสฝาดเมา แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน เรื้อน แก้เยื่อตาอักเสบ
    วิธีใช้เป็นยาสมานรักษาแผล ให้นำเปลือกที่แห้งแล้ว มาบดหรือป่นให้ละเอียดจนเป็นผง จากนั้นนำมาโรยบริเวณที่เป็นแผล ใช้ทาเรื่อย ๆ จนกว่าแผลจะหาย
    ข้อควรระวัง เมื่อรับประทานเมล็ด หรือน้ำยางเข้าไป จะทำให้เยื่อบุผนังกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ มีอาการอาเจียนและถ่ายอย่างรุนแรง
    ประโยชน์อื่น ๆ - ฝักแก่สามารถนำมาใช้เป็นอาหารให้แก่วัว หรือควายได้
    - ใบที่ร่วงหลนตามพื้นนำมาทำปุ๋ยหมักได้เป็นอย่างดีเพราะมีธาตุในโตรเจนสูง
    สายน้ำผึ้ง...
    สายน้ำผึ้งไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก สามารถเลื้อยไปได้ไกลตั้งแต่ 5-8 เมตร
    หรืออาจมากกว่านี้ เถาจะมีสีเขียว แต่เมื่อเถาแก่ก็จะเป็นสีน้ำตาลเข้ม
    เปลือกมีรอยแผลเป็นร่องเล็ก ๆ แตกออกตามยาวของต้นหรือเถา
    ตามเถาหรือกิ่งจะปกคลุมไปด้วยขนนุ่ม

    สายน้ำผึ้งเป็นไม้ที่ปลูกง่าย ทนแดดและลมได้ดี
    อีกทั้งยังเป็นไม้ที่ชอบอากาศหนาวเย็น แต่ก็จะสามารถ
    อยู่ได้ในที่ที่มีอุณหภูมิร้อน ปลูกโดยการนำกิ่งที่ได้จากการตอน
    หรือการปักชำมาปลูกลงดิน และจะนิยมปลูกสายน้ำผึ้งบริเวณริมรั้ว
    ซุ้มประตูบ้าน หรือสวนสาธารณะ เป็นต้น

    การดูแล
    แสง
    สายน้ำผึ้งเป็นไม้กลางแจ้งที่ไม่ชอบแสงแดดจัดมาก

    น้ำ
    ต้องการน้ำปานกลาง ที่ไม่ถึงกับแฉะ และพยายามอย่ารดให้มากเกินไป
    เพราะจะไปทำลายระบบรากทำให้รากเน่าตายได้

    ดิน
    สายน้ำฝึ้งขึ้นง่ายดินแทบทุกชนิด
    แต่จะไม่ชอบขึ้นในดินที่มีความชื้นแฉะอยู่ตลอดเวลา

    ปุ๋ย
    ใช้ได้ทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักทุกชนิด
    โดยไม่ต้องอาศัยปุ๋ยวิทยาศาสตร์เลยก็ได้



พวงครามบนกำแพง แล้วตีนตุ๊กแกที่ด้านข้างจะดีมั้ยหนอ

ลักษณะทั่วไป

ต้น พวงครามเป็นไม้เลื้อยที่มีเถาใหญ่แข็งแรง เนื้อแข็ง ลำต้นและกิ่งก้านก็ค่อนข้างแข็ง เถาอ่อนก็มี
ขนแต่เมื่อเถาแก่ขนก็จะหายไปเปลือกของต้นหรือเถาเป็นสีขาวหรือสีน้ำตาลอ่อนเถาพวงคราม
สามารถเลื้อยคลุมต้นไม้อื่นไปได้ไกลมากกว่า 20 ฟุต


ใบ
พวงครามเป็นไม้ใบเดี่ยว ออกใบเป็นคู่ตรงข้ามกันตามข้อต้น ลักษณะใบเป็ฯรูปรี ใบมนกว้าง
ปลายใบแหลม โคนใบก็แหลมเช่นกัน ผิวใบสากระคายมือ ใบมีความยาวประมาณ 20 เซนติ
เมตร และกว้างประมาณ 10 เซนติเมตร

ดอก
ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกสีม่วงคราม ลักษษระดอกเป็นกลีบมี 5 กลีบ คล้าย
รูปดาว 5 แฉก กลีบรูปขอบขนาน ด้านบนของกลีบจะมีขน โคนกลีบดอกเชื่อมต่อกันเป็นหลอด
ภายในดอกมีเกสรตัวอยู่ 4 อัน พวงครามมักจะออกดอกและบานพร้อมกันเต็มช่อ ดอกค่อนข้าง
ดก และจะบานทนนานได้หลายวันมาก

การปลูก

วิธีการปลูกพวงคราม มักจะนำกิ่งที่ได้จากการปักชำมาปลูกลงดิน ไม่นิยมปลูกลงกระถาง เนื่องจาก

พวงครามเป็นไม้ที่มีลำต้นค่อนข้างใหญ่ หรือมีเถาที่ค่อนข้างจะเลื้อยไปไดไกล และจะนิยมใช้กิ่งจาก

การปักชำมากกว่าการเพาะเมล็ด การตอน เพราะกิ่งที่ได้จากการปักชำจะได้ต้นเร็วกว่า และไม่ทำให้เสียเวลาด้วย

การขยายพันธุ์

พวงครามมีวิธีการขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด การตอน และการปักชำกิ่ง การปักชำกิ่งในขี้เถ้าแกลบ

จะได้ผลดีกว่าการปักชำกิ่งในกะบะทราย หรือการปักชำกิ่งในดิน

การดูแลรักษา

แสง พวงครามเป็นไม้ที่ชอบอยู่ในที่กลางแจ้ง ที่มีแสงแดดส่องถึงตลอดวัน

น้ำ มีความการน้ำปานกลาง แต่จะไม่ชอบให้น้ำขังแฉะ

ดิน พวงครามจะเจริญงอกงามได้ดี ในสภาพดินที่มีความชุ่มชื้น และดินที่มีความร่วนซุยสามารถเก็บความชื้นได้ดี

ปุ๋ย
ถ้าหากใช้ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยไนโตรเจน ก็จะทำให้พวงครามเจริญเติบโต และงอกงามดีกว่าการใช้ปู๋ยสูตรอื่น ๆ






    เล็บมือนาง..
    เล็บมือนางเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง มีขนาดกลาง มึความสูงประมาณ 5 เมตร
    จะแตกกิ่งก้านสาขามากจนหนาทึบ และตามลำต้นหรือบริเวณกิ่งอ่อน
    จะมีขนสีน้ำตาลอมเทาขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณแต่บริเวณ
    ต้นหรือกิ่งที่แก่แล้วผิวของต้นหรือกิ่งจะเกลี้ยงไม่มีขน
    หรือบางทีขนก็กลายไปเป็นหนาม การปลูกจะต้องหาหลักยึด
    หรือร้านให้ลำต้น หรือเถาเล็บมือนางยึดเกาะ

    การดูแล..
    แสง
    เล็บมือนางเป็นไม้กลางแจ้ง ที่ต้องการแสงมากพอสมควร
    เพราะหากได้รับแสงไม่เพียงพอ ก็จะเป็นผลต่อการสังเคราะห์แสงของใบ
    และจะทำให้ต้นเล็บมือนางไม่เจริญงอกงามเท่าที่ควร และดอกก็จะไม่สวย

    น้ำ
    เล็บมือนางมีความต้องการน้ำปานกลาง แต่หากเป็นในระยะแรกปลูก
    ควรรดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง โดยรดในช่วงเช้า หรือ 2 วัน ต่อ 1 ครั้ง
    ก็ยังได้

    ดิน
    เล็บมือนางเป็นไม้ที่ขึ้นง่าย ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องดินปลูกมากนัก
    แต่ถ้าจะให้เจริฐงอกงามดี ก็ควรปลูกด้วยดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี

    ปุ๋ย
    นอกจากใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ในการผสมดินปลูกแล้ว
    หากต้องการให้ต้นและใบเจริญงอกงามอย่งกว่านี้ ก็ควรรดด้วยยูเรีย
    สัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ในช่วงที่เล็บมือนางให้ดอกไม่ควรรดรูเรีย
    ควรที่จะงดการรดยูเรียไปเลย แล้วหันมาให้ปุ๋ยบำรุงดอกแทน

เรายังคงหลงใหลเล็บมือนาง ที่จริงเป็นไม้เลื้อยที่ปลูกง่ายมาก แทบไม่ต้องรดน้ำใส่ปุ๋ยอะไรเลยก็ออกดอก
หอมฟุ้งทั้งปี แต่ข้อเสียที่หลายคนถอดใจคือทั้งดอกทั้งใบร่วงกวาดกันสนุกเลย และต้องหมั่นตัดแต่งกิ่งบ่อยๆ
ไม่งั้นมันโทรมไม่งาม

ที่บ้านปลูกไว้ เคยเจอทั้งวิกฤตหนอนบุกเป็นที่สยดสยอง ต้องพ่นยาและตัดกิ่งจนโกร๋นทั้งต้นมาแล้ว แต่ก็แค่
ครั้งเดียวนะ ตอนนี้หนอนไม่มาอีกแล้ว ถึงยังไงก็ยังสู้ๆ ปลูกต่อไป บ้านหลังใหม่ที่ซื้อไว้ ก็กะว่ายังไงซะต้องมี
เล็บมือนางไปลงแน่ๆ 1 ต้นล่ะ

พืชน้ำทั้งหลาย

http://www.ku.ac.th/fish/mfish.html/aqplant/aqpindex.html

พืชน้ำมีประโยชน์

คล้าน้ำมีประสิทธิภาพในการบำบัดไนโตรเจนสูงที่สุด ส่วน กกราชินีสามารถบำบัดฟอสฟอรัสได้ดีที่สุด และว่านน้ำสามารถบำบัดไขมันและของแข็งแขวนลอยในน้ำเสียได้ดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยแนะนำว่า ควรตัดใบที่อยู่เหนือน้ำทิ้งทุกๆ 45 วัน เพื่อให้พืชแตกกอมากขึ้น และไม่ให้มีใบแก่ หลุดร่วงลงไปเพิ่มปริมาณของเสียในบ่อบำบัด

สวนไม้น้ำ

สุญาณี สุทธิพงศ์
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ
เจริญชัย จิรชัยรัตนสิน
วิศวกรปฏิบัติการ

น่าสนใจไม่น้อยกับสภาพบรรยากาศภายบริเวณในบ้านของคุณ กับสภาพสวนน้ำในกระถางเล็กๆ หรือพื้นที่กว้างสำหรับพรรณไม้น้ำนานาชนิดที่ได้บรรจงปลูกด้วยตนเอง เรามาดูกันว่า การเลี้ยงพรรณไม้น้ำให้สวยงามนั้น เขาเลี้ยงกันอย่างไร

สิ่งที่สำคัญที่ช่วยให้พรรณไม้น้ำสวยงามอยู่ได้ คือ
1. น้ำ ต้องเป็นน้ำสะอาด ไม่เป็นกรดด่างหรือเป็นน้ำบาดาลที่มีหินปูนมาก ส่วนระดับน้ำละลึกเท่าใดขึ้นอยู่กับพรรณไม้น้ำ
2. แสงแดด โดยทั่วไปพรรณไม้น้ำชอบแสงแดดครึ่งวัน (แต่บางพันธุ์ชอบแดดเต็มวัน) ถ้าปลูกในภาชนะควรได้รับแสงแดดรำไรตลอดวัน โดยเฉพาะฤดูร้อน อย่างให้น้ำแห้งเพราะน้ำจะร้อนขึ้นจนทำให้ใบไม้หยาบกร้านและเหี่ยวเฉา
3. ดิน และอินทรีย์วัตถุใต้น้ำ ควรใช้ดินเหนียวที่ใช้ปลูกบัว ไม่ควรใช้ดินถุงที่ใช้ปลูกไม้กระถาง เพราะมีซากใบไม้ที่ยังไม่ย่อยสลายที่อาจทำให้น้ำเน่าเสียได้

การปลูกไม้น้ำเป็นไม้ประดับตกแต่งสวน ยังมีหลายวิธีที่เลือกปฏิบัติได้ง่ายๆ ขึ้นอยู่กับพื้นมีการใช้สอยและประเภทพรรณไม้น้ำที่ต้องการใช้ อย่างเช่นการปลูกในบ่อน้ำ สระน้ำ เหมาะสำหรับบริเวณบ้านกว้างขวางที่สามารถขุดบ่อไว้มุมใดมุมหนึ่งของบ้าน ไม้น้ำที่นิยมปลูก อาทิ บัวสาย บัวฝรั่ง หรือถ้ามีพื้นที่กว้างก็ปลูกบัวกระด้ง ส่วนริมบ่อและสระน้ำอาจปลูกพวกคล้าน้ำ กกอียิปต์ โมกลาหรือพลับพลึง เป็นต้น ส่วนการปลูกในภาชนะเหมาะกับพื้นที่รอบบ้านน้อย ภาชะที่ให้เลือกมีหลายแบบ อาทิ ดินเผา อ่างเคลือบ พรรณไม้ที่ปลูกมีให้เลือกหลายชนิด สิ่งที่สำคัญคือบริเวณที่ปลูกต้องมีแสงส่องอย่างน้อยครึ่งวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนเช้าหรือบ่าย การจัดทำสวนน้ำ ต้องมีบ่อน้ำหรือสระน้ำก่อน บ่อน้ำนั้นสามารถทำได้ง่ายเพียงแค่ขุดแต่งดินตามรูปที่ต้องการทั้งขนาดและความลึกไล่ระดับเป็นขั้นบันไดเป็นรูปทรงธรรมชาติ และบริเวณขอบบ่อก็ต้องพูนเป็นเนินให้สูงกว่าระดับดินเดิมอย่างน้อย 10 ซม. เพื่อป้องกันน้ำสกปรกไหลเข้าบ่อ ถ้าไม่ต้องการให้น้ำในบ่อซึมก็ควรปูบ่อด้วยพลาสติก และทับหน้าด้วยดินเหนียว หรือหากมีทุนทรัพย์มากก็ต้องการบ่อน้ำแบบถาวรก็อาจเป็นบ่อคอนกรีตเสริมเหล็ก

มาถึงการจัดสวนน้ำ อันดับแรกคือการเลือกพรรณไม้น้ำที่ต้องการจะปลูก ซึ่งพรรณไม้น้ำสามารถจำแนกตามแหล่งของการเจริญเติบโตได้เป็น 4 ประเภท คือ
1.พืชใต้น้ำ (Submerged plants) เป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตอยู่ใต้น้ำตลอดชีวิต ไม่มีการโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำเลย ได้แก่ สาหร่ายหางกระรอก กระจับ สาหร่ายไฟ เป็นต้น
2.พืชโผล่เหนือน้ำ (Emerged plants) เป็นพืชน้ำที่มีรากและลำต้นอยู่ใต้น้ำ ใบและดอกเจริญอยู่เหนือผิวน้ำ ได้แก่ เทียนน้ำ บัวหลวง บัวสาย เป็นต้น
3.พืชลอยน้ำ (Floating plants) เป็นพืชน้ำที่เจริญลอยอยู่ที่ระดับน้ำ ราก ลำต้น ใบ ดอกเจริญอยู่ปริ่มน้ำ หรือเหนือน้ำ ได้แก่ ไข่น้ำ(ผำ) ตาลปัตรฤาษี ผักตบชวาเป็นต้น
4. พืชชายน้ำ (Marginal plants) เป็นพืชน้ำที่ขึ้นอยู่ชายน้ำริมตลิ่งหนองน้ำ สระน้ำ รากและลำต้นเจริญอยู่ใต้ดิน บางส่วนของต้นใบและดอกเจริญเหนือน้ำ ได้แก่ ผักตบไทย แพงพวยน้ำ โสน บอน ธูปฤาษี พุทธรักษา เป็นต้น

เมื่อได้พรรณไม้น้ำที่ต้องการ ก็นำลงไปปลูกลงในบ่อ ไม่ว่าจะเป็นพืชใต้น้ำ พืชโผล่เหนือน้ำ พืชลอยน้ำ หรือพืชชายน้ำ เลือกปลูกวางตามความเหมาะสม จะลงดินก็ได้หรือใส่กระถางก็ดี และถ้าจะให้ดีควรเลี้ยงปลาไว้ด้วยเพื่อป้องกันบ่อน้ำกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และการเลี้ยงปลาสวยงามช่วยทำให้น้ำไม่นิ่งมากเกินไป ซึ่งจะช่วยชะลอการเน่าเสียของน้ำในบ่อ นอกจากนี้ก็ยังเพิ่มความสวยงามและบันเทิงใจจากบรรดาปลาสวยสีสดใสที่เลี้ยงไว้ด้วย








สังกรณี


รายละเอียด
ไม้ประดับดอกสวยและเป็นยาสมุนไพร ดอกไม้ในวรรณคดี
ชื่อวิทยาศาสตร์ Barleria strigosa Willd.
วงค์ Acanthaceae
ชื่ออื่น ๆ กำแพงใหญ่ (เลย); ขี้ไฟนกคุ่ม (ปราจีนบุรี); เทิ่งดี (กาญจนบุรี); หญ้าหงอนไก่ หญ้าหัวนาค (เหนือ); กวางหีแฉะ (สุโขทัย)

เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ใช้ปลูกประดับสวน ออกดอกตลอดปี ชอบอยู่ที่ร่มรำไร หรือที่มีแดดจัดก็ได้

สรรพคุณ
ราก ปรุงเป็นยาถอนพิษไข้กาฬ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ลดความร้อนในร่างกาย
ทั้งต้น ต้มน้ำดื่มบำรุงกำลัง
ในประเทศอินเดียใช้รากปรุงเป็นยาแก้ไอ และในประเทศไทยใช้เป็นยารักษาโรคร้อนใน ดับพิษไข้ทั้งปวง ลดความร้อนในร่างกาย ใช้แก้กระหาย และกินเป็นยาถอนพิษไข้กาฬ
กับบทกลอนในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ ที่รุ่นเราเคยทองจนขึ้นใจ


รามเกียรติ์

๏ ซึ่งพระน้องต้องหอกอสุรินทร์
ยังไม่สิ้นชีวังสังขาร์
แม้นได้สังกรณีตรีชวา
กับปัญจมหานที
ประสมเป็นโอสถบดพอก
ให้แก้หอกโมกขศักดิ์ยักษี
พระลักษมณ์ก็จะคืนสมประดี
ภูมีจงดำริตริการ ฯ

รัชกาลที่ ๑
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

เป็นเรื่องที่ทราบกันดีว่า เรื่องราวของรามเกียรติ์ที่ถูกสลัก
อยู่บนกำแพงวัดพระแก้วซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของไทย
รวมทั้งปรากฏอยู่ในตำราสมัยมัธยมของผู้อ่านหลายท่านในที่นี้
ถูกดัดแปลงมาจาก ‘รามายณะ’ มหากาพย์ที่เป็นวรรณคดีอันยิ่งใหญ่ของประเทศอินเดีย
(ดังนั้นก็อย่าได้ว่ากล่าวเด็กสมัยนี้เลย ว่าพากันไปคลั่งญี่ปุ่นเกาหลี
ในเมื่อแต่ก่อนแต่ไร คนไทยเราก็เคยคลั่งอินเดีย ขอม พม่า มาแต่โบราณนานนัก)

รามเกียรติ์ในบทที่ยกมาข้างต้น เป็นตอนที่พระลักษณ์ถูกหอกโมกขศักดิ์
ของกุมภกรรณแล้วล้มลงแต่ยังไม่ตาย พิเภกยักษาเข้ามาดูอาการแล้วแถลงไขแก่พระรามว่า
หอกนี้มียาแก้พิษคือต้นสังกรณีตรีชวา และน้ำจากปัญจมหานที
ให้รีบนำมารักษาก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น งานนี้ไม่พ้นหนุมานชาญสมร
ต้องไปห้ามล้อพระอาทิตย์แล้วโลดโผนโจนทะยานไปยังเขาสรรพยา
เพื่อจะไปเด็ดเอาสังกรณีตรีชวามาให้ทันการ ในวรรณคดีนั้น
สังกรณีและตรีชวามีฤทธิ์มาก หลอกล่อหนุมานเสียหัวหมุนดังคำบรรยาย

๏ ครั้นถึงสรรพยาสิงขร วานรลงเดินริมเนินผา
ร้องเรียกสังกรณีตรีชวา อยู่ไหนออกมาอย่าช้าที
ได้ยินขานข้างล่างลงไปค้น กลับขึ้นไปกู่อยู่บนคิรีศรี
จึงเอาหางกระหวัดรัดคิรี มือกระบี่คอยจับสรรพยา ฯ

นั่นคือพอหนุมานร้องเรียกหาพืชทั้งสองชนิดนี้ สังกรณีและตรีชวา
ก็พากันขานรับอยู่ด้านล่างเขา หนุมานรีบกระโจนลงไปตีนเขาร้องหาอีกครั้ง
สังกรณีและตรีชวาก็กลับไปขานรับอยู่บนยอดเขา
หนุมานโกรธก็หักกลางเขาแล้วแบกเหาะไปด้วยกันทั้งหมด
(มีอำเภอหนึ่งในจังหวัดชัยนาทชื่อว่าอำเภอสรรพยา มีสถานที่ท่องเที่ยวคือบึงสรรพยา
ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าเป็นนิทานให้หลานฟังว่า เดิมเขาสรรพยาก็อยู่บริเวณนี้
แต่ถูกหนุมานแบกไป และบึงที่หนุมานแวะดื่มน้ำก็กลายเป็นบึงสรรพยานี้เอง)


บัดนั้น พระยาพิเภกยักษี

เห็นพระองค์ทรงโศกโศกี อสุรีกราบลงกับบาทา

ทูลว่าพระลักษณ์สุริยวงศ์ ยังไม่ปลงชีวังสังขาร์

อันโมกขศักดิ์อสุรา พรหมาประสิทธิ์ประสาทไว้

ทรงอานุภาพฤทธิรุทร ต้องใครจะฉุดนั้นไม่ไหว

แต่มียาคู่หอกชัย ให้ไว้สำหรับแก้กัน

แม้นละไว้จนรุ่งราตรี ต้องแสงพระระวีจะอาสัญ

ขอให้ลูกพระพายเทวัญ ไปห้ามพระสุริยันในชั้นฟ้า

อย่าเพ่อรีบรถบทจร ข้ามยุคลธรภูผา

แล้วให้ไปเก็บตรีชวา ทั้งยาชื่อสังขรณี

ยังเขาสรรพยาบรรพต ปรากฏอยู่ยอดคีรีศรี

กับปัญจมหานที สรรพยาทั้งนี้มาให้ทัน

แม้นว่าได้บดชโลมลง องค์พระอนุชาไม่อาสัญ

จะดำรงคงชีพชีวัน หอกนั้นก็จะหลุดขึ้นมา

รูปและเรื่องจากอินเตอร์เน็ท

สวน “เพราะรัก” รับสั่งพันธุ์ไม้ทุกชนิด แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องต้นไม้และสมุนไพร ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรไม้หายากได้ที่blog "thaiforestherb.blogspot.com"
มีเมล็ดพันธุ์และสมุนไพรแห้งจำหน่าย
จัดส่งทางไปรษณีย์ส่งถึงบ้านปลอดภัย มั่นใจบริการ
สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้า กรุณาโอนเงินมาที่เลขบัญชี 398-0-11797-9
ชื่อบัญชี นางศิริพร กลมกล่อม ธนาคาร กรุงไทย สาขาเดอะมอลล์
ส่งเงินแล้วแจ้งให้ทราบทางโทรศัพท์หรือทางอีเมล์หลังจากนั้นทางร้านจะดำเนินการส่งสินค้าให้ในวันถัดไปค่ะ
forest_mylife@hotmail.com
sendmenewlifeplease@hotmail.com
สนใจสอบถามได้ที่เบอร์ 085-6379081,082-8745233





สนใจติดต่อสั่งจองได้ครับ ที่ สวน มะนาว ภูเขียว บ้านโนนเจริญ อ.ภูเขียวจ.ชัยภูมิ โทร. 081-8694882.

มะนาว พันธุ์พิจิตร 1
เกิดจากการนำเอา มะนาวแป้นรำไพ กับ มะนาว นํ้าหอมอุดร ผสมเกสรกันแล้วได้ ลูกไม้ใหม่เป็น มะนาวพิจิตร 1 มีลักษณะพิเศษทนต่อ “โรคแคงเกอร์” สูง ตามที่กล่าวข้างต้น และที่สำคัญ มะนาวพิจิตร1 ยังเป็น สายพันธุ์ที่ ปลูกง่าย เติบโตเร็ว ติดผลดกไม่ขาดต้น ผลมีขนาดใหญ่ ให้นํ้าเยอะ นํ้ามีรสเปรี้ยวจัด มีกลิ่นหอมตามสายพันธุ์มะนาวนํ้าหอมอุดร จึงกำลังเป็นที่นิยมปลูกอย่างแพร่หลายอยู่ ในเวลานี้

มะนาวพิจิตร1 อยู่ในวงศ์ RUTACEAE เป็นไม้พุ่ม สูง 2-4 เมตร กิ่งอ่อนมีหนาม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกชนิดมีใบย่อยใบเดียว ออกเรียงสลับ เป็นรูปรีหรือรูปไข่แกมขอบขนาน เนื้อใบมีจุดนํ้ามันกระจายทั่ว ก้านใบมีครีบเล็กๆสีเขียวเข้ม ใบเมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอม

ดอกมะนาว พิจิตร1 ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ หรือเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด กลีบดอกเป็นสีขาว มีกลิ่นหอมแบบสะอาด กลีบดอกจะร่วงง่าย “ผล” เป็นรูปทรงกลมกึ่งแป้น ก้นผลตัดเรียบ เนื้อใบฉํ่านํ้า เปลือกผลค่อนข้างบาง เมล็ดมีน้อย ให้นํ้าเยอะ รสเปรี้ยวจัด มีกลิ่นหอม ขนาดผลเฉลี่ยโตกว่าผลมะนาวสายพันธุ์ดังๆชัดเจน

ติดผล เป็นพวง 3-5 ผลต่อพวง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง และเสียบยอด ปัจจุบัน มะนาวพิจิตร 1 หรือมีชื่อเรียกอีกคือ มะนาวแป้นพิจิตร 1
การติดผลของมะนาวพันธ์พิจิตร1 ไม่น้อยกว่าพันธ์อื่นแต่เด่นตรงที่ทนโรคได้ดีกว่ากัน
สุขภาพของชาวสวนและผู้บริโภคย่อมดีกว่ากันครับ.

การทำให้มะนาวนอกฤดูนั้น
นิยมปลูกในวงบ่อซีเมนต์ ขนาด 100 x 50 ซม.จำนวน 100 บ่อ จะใช้เนื้อที่ประมาณ 2-3 งาน (3เมตร/ต้น)
ใช้เงินลงทุนต่อบ่อประมาณ 300 บาท/ชุด เมื่อรวมค่าใช้จ่าย กิ่งพันธุ์มะนาว, ระบบน้ำ ฯลฯ รวมเป็นเงินในการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์จำนวน 100 วงบ่อ เป็นเงิน 45,000 บาทโดยประมาณ มะนาวที่ปลูกในหน้าฝนเมื่อมีอายุต้น 6-7 เดือน จะเจริญเติบโตเพียงพอที่จะเตรียมทำให้ออกออกฤดูในหน้าแล้งปีถัดไปได้
โดยใช้หลักการงดน้ำในช่วงฤดูฝน คือในหน้าฝนช่วงเดือนกันยาย ให้หาจังหวะที่ฝนทิ้งช่วง งดน้ำให้ได้ 7-10 วัน
หากงดน้ำได้ใกล้ครบกำหนดแล้วฝนตกให้หาพลาสติคมาคลุมปากบ่อเพื่อให้ครบตามจำนวนวันโดยสังเกตจากดินในบ่อที่แห้งและใบของมะนาวเริ่มสลด,เหี่ยวลงหลังจากนั้นจึงเริ่มให้น้ำอีกครั้งและกระตุ้นการออกดอกในเดือนตุลาคม จะได้ผลผลิตมะนาวแก่ในหน้งแล้ง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เรื่อยไปจนถึงเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่มะนาวราคาแพงที่สุด ดังนั้นการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์จะใช้เวลาเพียงปีเดียวเท่านั้น สามารถเก็บผลผลิตได้ในช่วงฤดูแล้งได้

เครื่องรดน้ำอัตโนมัติ
http://www.watertimers.blogspot.com/




สนใจติดต่อ คุณทูน พรมสุวรรณ
โทร. 0865540117






สาริกาลิ้นทอง


รายละเอียด
ไม้มงคล ใบสั้นกลมเขียวเป็นมัน ใต้ใบเหลืองเข้มเหมือนสีทอง
ไม่มีดอก แต่มีลูกดก
เป็นพุ่มเตี้ย เลี้ยงง่ายมากเหมาะเป็นไม้กระถางทั้งภายนอกภายใน
นิยมปลูกตามร้านค้า บริษัท หน้าบ้านเชื่อกันว่าเป็นมหานิยม
สมกับชื่อสาริกาลิ้นทอง
ไม้เนื้ออ่อนนำไปแกะสลักเป็นรูปนกสาริกาไว้บูชาเชื่อกันว่าทำมาค้าขายขึ้น


ต้นพันธุ์ผักหวานป่า


รายละเอียด
ผักหวานป่า เป็นผักพื้นเมืองที่ให้ความสนใจในการพัฒนาให้เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่เนื่องจากผักหวานป่าเป็นผักพื้นเมืองที่ประชาชนคนไทยรู้จักกันแพร่หลาย และนิยมบริโภคกันมานานแล้ว ราคาขายปลีกในตลาดกรุงเทพฯของผักหวานป่า ค่อนข้างสูง กิโลกรัมละไม่ตํ่ากว่า 200 บาท ซึ่งแพงกว่าผักทั่วไปๆมาก อย่างไรก็ตาม ผลผลิตที่นำมาขายส่วนใหญ่ได้มาจากการเก็บจากต้นที่ขึ้นอยู่กระจัดกระจายในป่าตามธรรมชาติ ซึ่งมีปริมาณลดลงทุกปีเนื่องจากมีการปลูกเป็นการค้าน้อยมาก จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ผักหวานป่ามีความเหมาะสมที่ควรทำเป็นพืชเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี “ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอดชีวิต”

ผักหวานป่า เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ต้นที่โตเต็มที่อาจสูงถึง 13 เมดร แค่ที่พบโดยทั่วไปมักมีลักษะเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก หรือเป็นไม้พุ่ม เนื่องจากมีการหักกิ่ง เด็ดยอด เพื่อกระตุ้นให้เกิดกิ่งและยอดอ่อนซึ่งเป็นส่วนที่ใช้บริโภค ใบของผักหวานป่าเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน ใบอ่อนรูปร่างแคบรี ปลายใบแหลม สีเขียวอมเหลือง ใบแก่เต็มที่รูปร่างรีกว้าง ถึงรูปไข่หรือรูปไข่กลับ ใบสีเขียวเข้ม เนื้อใบกรอบ ขอบใบเรียบ ปลายใบมน ขนาดของใบประมาณ 2.5-5 ซม. x 6- 12 ซม. ก้านใบสั้น ช่อดอกแตกกิ่งก้านคล้ายช่อดอกมะม่วงหรือลำใย และเกิดตามกิ่งแก่ หรือตามลำต้นที่ใบร่วงแล้ว ดอกมีขนาดเล็กเป็นตุ่มสีเขียวอัดกันแน่นเป็นกระจุก ขณะที่ยังอ่อนอยู่ ผลเป็นผลเดี่ยว ติดกันเป็นพวง เหมือนช่อผลของมะไฟหรือลางสาด แต่ละผลมีขนาดประมาณ 1.5 x 2.5 ซม. ผลอ่อนสีเขียวมีนวลเคลือบ และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองถึงหลืองอมส้ม เมื่อผลสุกแต่ละผลมีเมล็ดเดียว

การปลูกและบำรุงรักษา
ควรเริ่มเตรียมหลุมปลูกในช่วงหลังสงกรานต์ โดยขุดหลุมขนาด 50X50 ซม.รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักประมาณครึ่งปี๊บ คลุกเคล้าผสมกับหน้าดิน โดยลงหลุมทิ้งไว้ 2-3 อาทิตย์ในขณะเดียวกันก็เริ่มสร้าง ความแข็งแรงให้ต้นกล้าก่อนย้ายปลูกลงหลุม จริงด้วยการรดน้ำให้น้อยลง ให้ต้นกล้าได้รับ แสงแดดเพิ่มขี้นทีละน้อย และงดให้น้ำ 1 วัน ล่วงหน้าก่อนย้ายปลูก
ในการถอดถุงพลาสติกเพื่อนำกล้าลงปลูกในหลุม ต้องระวังอย่าให้กระเปาะดินแตกหักหรือรากขาด เพราะจะทำให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเดิบโตเป็นเวลานาน การปลูกควรให้ต้นกล้าสูงกว่าปากหลุมประมาณ 5 ซม. แล้วพูนดินกลบโคนขึ้นโดยรอบ เพื่อป้องกันไม่ให้มีน้ำขังในหลุมปลูกเมื่อมีการให้น้ำหรือฝนตก จากนั้นหว่านเมล็ดถั่วเขียวเป็นวงรอบหลุมให้ห่างจากต้นกล้าประมาณ 15-20 ซม. เพื่อให้ต้นถั่วเป็นพี่เลี้ยงในระยะแรก ก่อนสิ้นฤดูฝนประมาณเดือนกันยายน ให้หว่านถั่วมะแฮะ หรือพืชตระกูลถั่วที่มีลำต้นสูงและไม่ทิ้งใบช่วงฤดูแล้ง โดยหว่านเป็นวงรอบห่างจากต้นผักหวานป่า รัศมี 70-100 ซม. เพื่อให้เป็นไม้บังร่มในช่วงฤดูแล้ง ระยะปลูกผักหวานป่าควรใช้ระยะ 2 X 2 เมตร ใน1ไร่จะปลูกได้400ต้น โดยเลือกสภาพที่ดินที่ลาดเอียงเล็กน้อย หรืออาจปลูกแซมในส่วนที่ค่อนข้างแห้งแล้งได้ เช่นในสวนป่าสัก ผักหวานป่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี จึงเจริญเติบโตถึงระยะเริ่มเก็บผลผลิตได้ การใส่ปุ๋ยกระตุ้นการเจริญเติบโต ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยที่หมักจนสลายตัวดีแล้ว หว่านกระจายโดยรอบโคนต้นในรัศมี 50 ซม. ต้นละ 1 ปี๊บในช่วงฤดูฝนปีละครั้ง ห้ามใช้จอบขุดพรวนรอบโคนต้น หากต้องการกำจัดวัชพืชให้ใช้ วิธีถอนหรือใช้มีดฟันให้ราบ เพื่อป้องกันรากผักหวานไม่ให้กระทบกระเทือน
สนใจต้นพันธ์ติดต่อ คุณ วัลลภ ต่ายทอง 081-9497838,080-8429796

ตะขบยักษ์ไร้หนาม


รายละเอียด
ตะขบยักษ์ไร้หนาม เป็นตะขบพันธุ์พิเศษ รสหวาน ผลใหญ่ โตเร็ว ปลูก 6-8 เดือนให้ผล ราคาจำหน่ายกิ่งละ 300 บาท พร้อมเอกสารแนะนำการปลูกและการดูแล

ติดต่อ 081-8904403 (วันธรรมดา ช่วงเที่ยงหรือหลัง 17.00 น. เสาร์-อาทิตย์ ตลอดทั้งวัน) หรือ e-mail: rniwat@yahoo.com หรือแวะชมสินค้าที่ร้านเดอะแคท@พันธุ์ไม้ ติดถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี(ขาเข้า) บางใหญ่ นนทบุรี ห่างจากห้างบิ๊กซีประมาณ 1 กม. วิ่งคู่ขนาน(ลอดสะพานต่างระดับรัตนาธิเบศร์-บางใหญ่) สังเกตป้ายร้านบางใหญ่เชียงกง ร้านอยู่ห่างจากร้านบางใหญ่ฯประมาณ 30 เมตร อยู่ร้านเดียวกับร้านสัปรดสี

ร้านเดอะแคท@พันธุ์ไม้ จำหน่ายพันธุ์ไม้ผล/เมล็ดพันธุ์/ผลไม้ จากพันธุ์ไม้คุณภาพ พันธุ์ไม้แปลกและหายาก จากชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร พิจิตร เพียงแห่งเดียวใน กทม. สามารถสั่งผ่านชมรมฯและรับของที่ร้านได้ แวะชมสินค้าอื่นๆของร้านได้ที่ www.nanagarden.com

การสั่งสินค้า
1.โอนเงิน แจ้งโอนเงินทาง e-mail หรือ SMS แจ้งชื่อ ที่อยู่เพื่อส่งสินค้าทางรถไฟหรือรถทัวร์(ค่าส่ง 200 บาทต่อ 4 ต้น)
-ชื่อบัญชี นิวัตร์ เรือนทองดี ประเภท ออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย สาขาบางซ่อน เลขที่บัญชี 039-2-24810-2
-ชื่อบัญชี นิวัตร์ เรือนทองดี ประเภท ออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาสาฑร เลขที่บัญชี 142-0-83196-6
2.โทรสั่ง 081-8904403 นัดมารับของที่ร้านเดอะแคท@พันธุ์ไม้



ชะอมเป็นไม้ที่ปลูกง่ายปลูกโดยวิธีการปักชำการเพาะเมล็ดการตอนกิ่งและการโน้มกิ่งที่มีข้อปักดินเพื่อให้ได้
ต้นใหม่แต่วิธีที่นิยมและได้ผลดีคือการเพาะเมล็ดการปลูกชะอมมักปลูกในฤดูฝนเพราะไม่ต้องดูแลมากนักการ
เพาะเมล็ดทำได้โดยเอาเมล็ดใส่ถุงพลาสติกแล้วรดน้ำวันละ1ครั้งเมื่อเมล็ดงอกแล้วจึงย้าไปปลูกยังแปลว
ที่เตรียมไว้ควรปลูกห่างกันประมาณ5-5เมตรเนื้อที่1ไร่จะปลูกได้ประมาณ60ต้นปุ๋ยที่ใช้ดูแลรักษามักใชัปุ๋ย
สดหรือมูลสัตว์ถ้าต้องการให้ชะอมสมบูรณ์และแตกยอดเร็วต้องดูแลและควรรดน้ำให้สม่ำเสมอและเพียง
พอเมื่อเก็บยอดชะอมควรเหลือไว้ที่ยอด3-4ยอดเพื่อให้ชะอมได้ปรุงอาหารหายใจมิฉะนั้นชะอมจะตายชะอม
เป็นรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้ดีมีการบันทึกถึงรายได้จากการขายยอดชะอมของชาวบ้านที่จ.สุรินทร์
พบว่ามีรายได้2000-7000ต่อเดือนขึ้นกับฤดูกาลและขนาอของพื้นที่ที่ปลูกนอกจากนี้ยังเป็นไม้ที่ปลูกเพียงครั้งเดียและเจริญเติบ
โตให้ยอดอ่อนได้นานหลายปี





หิรัญญิการ์ด่าง
ไม้เลื้อย แดดเต็มวัน



มะเดื่อหอมเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก กลิ่นหอมแรงคล้ายดอกนมแมว ต้นที่จำหน่ายเป็นพุ่มสวยมากครับ




มะลิต้นนี้เป็นมะลิสายพันธุ์ใหม่ซึ่งเป็นคนละชนิดกับมะลิฉัตร ที่กล่าวกันว่ามีอีกชื่อหนึ่งว่ามะลิพิกุล ลักษณะเด่นของมะลิสายพันธุื์์นี้คือ ดอกที่มีหลายชั้นและซ้อนกันเป็นชั้นๆเว้นระยะห่างพอควร ส่งกลิ่นหอมแรง

จันทน์กะพ้อเป็นไม้ต้นขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง โตช้า ชอบขึ้นในที่ดินร่วนชื้นและร่มปะปนกันไม้ต้นชนิดอื่นในป่าดิบชื้น
ต้นค่อนข้างตรง เปลือกเกลี้ยง เรือนยอดเป็นพุ่มรีหรือกว้างใบเป็นใบเดี่ยว รูปรีค่อนข้างยาว ขนาดยาว ๗-๙ซม. กว้าง ๒-๓ ซม. สีเขียวเข้ม เรียงตัวแบบเวียนไปตามกิ่งห่างๆ กัน

ดอกออกตามกิ่งเป็นช่อเล็กๆ ทยอยบานครั้งละ ๑-๒ ดอก แต่มักจะมีช่อหลายช่อเป็นกระจุกและเรียงเป็นระยะๆ ตามกิ่งดอกขนาด ๑.๒-๑.๕ ซม.
กลีบเลี้ยงมีขนสีน้ำตาลกลีบดอกเรียงเวียนซ้อนเกยกันเล็กน้อย ด้านในสีขาวนวลหรืออมชมพู ด้านนอกมีแถบแคบๆ มีขนละเอียดสีน้ำตาลอมแดง
กลิ่นหอมแรง ออกดอกในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ปัจจุบันพบเห็นได้ค่อนข้างน้อย ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดปลูกเลี้ยงค่อนข้างยาก ถ้าแดดจัดหรือลมแรงใบจะไหม้ ปัจจุบันพบน้อยลงมาก



สายน้ำผึ้้ง ไม้เลื้อย มีกลิ่นหอมมาก หอมไกล ออกดอกตลอดทั้งปี ห้ามขาดน้ำดอกมีสีชมพู




ชมนาด
ในทางสมุนไพร ชมนาดมีน้ำยางสีขาวค่อนข้างข้นเหนียว สามารถนำไปใช้เป็นยาได้ โดยนำไปรักษาบาดแผลภายนอก ทำยาถ่ายอย่างแรง ทำให้อาเจียนเพื่อถ่ายน้ำเหลือง ใช้กระตุ้นกล้ามเนื้อลาย เพิ่มความดันเลือด กระตุ้นมดลูก เป็นต้น

ประโยชน์ของชมนาดที่คนไทยคุ้นเคยกันดีก็คือในฐานะไม้ดอกไม้ประดับ เพราะให้เถาที่ร่มรื่น ใช้ปลูกคลุมทำซุ้มที่นั่งให้ร่มเงาและความสวยงามจากใบสีเขียวขนาดใหญ่ และเถาที่แข็งแรงยืนต้นอยู่ได้หลายปี และเมื่อออกดอกก็ให้ช่อดอกดกขนาดใหญ่บานทนอยู่ได้เป็นสัปดาห์ และให้กลิ่นหอมแรง ชมนาดจึงเป็นไม้ดอกที่ได้รับความนิยมมากชนิดหนึ่ง

การปลูกชมนาดก็ง่าย เพราะแข็งแรงทนทาน ชอบแดดจัด ทนสภาพแห้งแล้งได้ดี ปลูกในดินได้แทบ ทุกชนิด (หากไม่มีน้ำท่วมขัง) อายุยืน นานนับสิบๆ ปี ตัดแต่งได้ง่าย กลิ่นหอมคล้ายข้าวหอม หรือเตยหอมของชมนาดที่มีกลิ่นแรง น่าจะนำไปกลั่นเป็นน้ำหอม แล้วใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ทั้งอุตสาหกรรม เครื่องสำอางและอาหาร ตัวอย่างเช่น ทำให้ข้าวสุกที่ไม่มีกลิ่นหอมกลายเป็นข้าวหอม เป็นต้น

ตีนตุ๊กแก
เป็นไม้เลื้อยประเภทเดียวกับไทรที่มีราก
อากาศยึดเกาะกับกำแพงได้แน่นสะใจเหมือนเท้า
ของตุ๊กแกดีๆ นี่เอง พันไม้ชนิดนี้ชอบแสงแดดจัด
น้ำมาก แต่ในระยะแรกที่เริ่มปลูกควรพลางแสง
และทำแนวเลื้อย เ่ช่น ผูกเอ็นหรือลวดเป็นแนว
ตาข่ายถี่ๆ แนบกับกำแพง เพื่อชี้นำให้เลื้อยไป
ตามจุดที่ต้องการก่อน เมื่อขึ้นเต็มกำแพง
และควรหมั่นตัดกิ่งก้านที่ชี้ออกจากกำแพงออกเสีย
กำแพงที่จะให้ตีนตุ๊กแกเลื้อย ถ้าฉาบปูนไว้หยาบๆ
ไว้ก่อนก็ดี เพราะรากของเขาจะยึดกับปูนหยาบๆ
ได้ดีเชีัยวล่ะการเลี้ยงดู : แสงแดดจัด รดน้ำชุ่ม
ต้นละ2.50 บาท ปลูกห่างกันต้นละประมาณ1คืบถึง1ฟุต ต้องระวังงูเหมือนกัน (- -!) บางคนปลูกห่าง 1 เมตรและมีตาข่ายให้เลื้อย